ความเสี่ยงของการลงทุน


เพื่อนที่รู้จักสมัยที่ทำงาน เป็นป้าแก่ ๆ คนหนึ่ง อายุราว ๆ 45 ปี ทำงานให้กับบริษัทต่างประเทศ เงินเดือนประมาณ 4 – 5 หมื่น เธอเป็นคนตั้งใจทำงาน และตั้งใจเก็บเงินหาเงิน เนื่องจากเธอเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่มีสามีและลูกเธอจึงบรรจจงเก็บเงินทุกบาททุกสตางค์ในการทำงาน เพื่อเลี้ยงตัวเองยามเกษียณ ตลอดระยะเวลา 15 ปีของการทำงาน เธอเก็บเงินได้ราว ๆ 2 ล้านบาท และก่อนออกจากงานช่วงอายุ ห้าสิบ ปลาย ๆ  เธอและเพื่อนได้หุ้นกันเปิดธุรกิจ จิวเวอรี่ เนื่องจากเธอไม่มีความชำนาญมากนัก เธอเลยลงทุนอย่างเดียวและแวะเวียนไปเยี่ยมเพื่อนเอา เนื่องด้วยความที่เป็นมือใหม่และหน้าใหม่ในวงการธุรกิจ และประกอบกับธุรกิจมีการแข่งขันสูง เธอจึงสูญเงินก้อนนั้นประมาณ 2 – 3 แสนบาท ไปกับการลงทุน เพราะว่า ต้องเสียไปกับค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ต้องรองรับไม่ว่าจะเป็นค่าเช่า ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ทำให้ธุรกิจอยู่ต่อไปไม่ได้และขายไม่ออก จนในที่สุดก็ต้องเลิกกิจการไป

ไม่เป็นไร ในวัย 59 ปี ปีหน้าเธอตั้งใจจะเกษียณการทำงาน พร้อมกับเงิน 2 ล้านบาท เสียไป แค่ แสนสองแสน ไม่เป็นไร ก่อนออกจากงานเธอได้คุยกับน้อง ๆ ในบริษัทเดียวกัน ที่ตั้งใจจะเข้ามาทำงานและหาเงิน เก็บเงินเพื่อเอาไปลงทุนในตลาดหุ้น และจะอยู่ได้ด้วยผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ในช่วงนั้น ด้วยความที่ตลาดหุ้นเป็นตลาดที่ใครเข้าไปก็ได้กำไร เมื่อคุยกับรุ่นน้องในบริษัทหนักข้อเข้า เขาเหล่านั้นได้ชวนเธอมาลงทุนในหุ้น ทั้ง ๆ ที่เธอไม่มีความรู้อะไรเลย แต่ก็เอาเงินไปให้คนอื่นลงทุนให้ แรก ๆ ได้ผลตอบแทนมหาศาล ถึงขนาดที่ว่า 3 – 4 เดือนได้เงินกลับมาหลายหมื่นบาท เธอเอาไปคุยฟุ้งว่า หลังจากเกษียณในปีหน้า เธอจะกลับไปอยู่บ้าน ซื้อที่ปลูกบ้านสักหน่อยแล้วก็จะทำสวนมะนาว ในข่วงนั้นถ้าผมจำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ อยู่ 2 – 3 ปี หุ้นที่พวกเขาเทรดให้เธอ คือหุ้นปั่น หุ้นตัวเล็ก ๆ ราคาถูก ๆ ที่เล่นแล้วได้กำไรหวือหวา ผ่านไป 1 ปี ผมได้พูดคุยกับเธออีกครั้ง เธอบอกว่า ตอนนี้เธออกมาจากงานเดิมละ และกลับมาอยู่ที่บ้าน แต่มันตรงกันข้ามกับความฝันของเธอที่จะอยู่บ้านมีสวนมะนาว สร้างบ้าน ตรงที่เธอกลับมาเป็นพนักงานบริษัทต็อกต๋อยของเพื่อน ที่ช่วยจ้างเธอเพราะเธอไม่มีเงินเหลืออยู่เลย

เธอเล่าย้อนความหลัง หลังจากที่ฝากรุ่นที่บริษัทเก่า ว่าหลังจากที่ได้กำไรปริมาณเยอะก้อนนั้น ทำให้เธอย่ามใจ เลยเอาเงินฝากให้เขาเล่นเป็นการใหญ่  เธอฝากเงินเข้าไป 1.5 ล้านบาท แต่ว่า ราคาหุ้นมันตกหนัก จนถึงขนาดที่ว่าแทบสิ้นเนื้อประดาตัว จากเงิน 1.5 ล้านบาทบวกกับของเดิมอีก 4 – 5 แสน เหลือเงินเพียง 6 แสนบาท เงินร่วม 2 ล้านที่เก็บออมมาในช่วงการทำงานตลอด 10 กว่าปีหายวับไปกับตา ตอนนี้ต้องกลายมาเป็นพนักงานกินเงินเดือนและไม่มีลูกไม่มีหลาน หมดสิ้นทุกอย่างไปแล้ว

สิ่งที่ผมจะสะท้อนให้เห็นในบทความนี้ คือ ไม่ว่าคุณจะไปอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ คุณก็จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงอยู่แล้วแน่นอน ย้อนกลับไปที่เพื่อนของผมคนนี้แม้เขาจะมีอายุมากและมีเงิน เขาเริ่มแรกด้วยการลงทุนในธุรกิจที่จับต้องได้ แต่ก็ต้องหมดไปเพราะว่า ความไม่รู้  ผมพูดไม่ผิดครับ ความไม่รู้

ความไม่รู้ก็คือความเสี่ยง นิยามของความเสี่ยงมันบอกไว้ว่า ความไม่แน่นอน ที่ไม่ได้เป็นไปดังคาดไว้ กรณีของน้องที่รู้จักกันอีกกรณีหนึ่ง เธอเรียนจบมาด้วยวุฒิปริญญาตรีคณะบริหาร เธอออกมาขายของตามตลาดนัด เนื่องจากว่าเป็นคนหน้าตาไม่สวย เธอชอบขายขนม และทำขนมปังขาย ด้วยความที่เธอเป็นคนอัธยาศัยดี และมี่เพื่อนมาก ทำให้เธอขายของได้จำนวนมาก และกิจการเติบโตไปอย่างสวยงาม เธอขยายกิจการและมีเงิน ซื้อรถปิ๊กอัพเพื่อไปซื้อของ เธอต่อยอดธุรกิจ แต่ว่านี่เรียกว่า ความเสี่ยงหรือเปล่า กับกรณีที่ 2 นี้ก็เรียกว่า ความเสี่ยงเช่นเดียวกัน เพราะว่า เธอไม่ได้คาดไว้ตั้งแต่แรกว่ามันจะประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้ ความเสี่ยง คือ ความที่เราไม่รู้ไม่เข้าใจและไม่ได้เตรียมอะไรไว้มาก่อน

ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจและไม่ได้เตรียมอะไรไว้มาก่อนนี่แหละครับ ที่ทำให้หมดตัวในตลาด Forex ถ้าหากย้อนไปในวันที่ท่านเข้ามาเทรดในตลาด Forex ท่านจะเห็นว่า สาเหตุที่ท่านเข้ามาเพราะว่า ท่านคาดหวังว่าจะได้กำไร แต่ไม่มีใครสักคนที่คาดหวังว่าจะขาดทุน จริงไหมครับ เพราะว่าถ้ามันจะขาดทุนท่านคงไม่เข้ามาเทรดอย่างแน่นอน นั่นแหละครับ เพราะไม่ได้คาดไว้ว่าจะขาดทุน นี่แหละความเสี่ยง ตอนนี้ถ้าท่านได้เข้าใจสถานการณ์อะไรบางอย่างจาก 2 บทเรียนนี้และท่านกำลังประสพภาวะขาดทุนจาก Forex สิ่งที่ท่านควรจะคิดและทำคือ ตอนนี้ท่านรู้อะไรบ้าง ท่านไม่รู้อะไรบ้าง ในโลกของการเทรดจริง ๆ ท่านจะลดความเสี่ยงและป้องกันความเสี่ยงได้หรือไม่ เพราะว่า ในการลงทุนก็มีความเสี่ยงทุกที่นั่นแหละครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น