เมื่อความรู้ที่คุณรู้เป็นสิ่งที่เขาต้องการให้คุณรู้


เส้น

เมื่อความรู้ที่คุณรู้เป็นสิ่งที่เขาต้องการให้คุณรู้

                เมื่อผ่านการเทรดมานานสักระยะ ศึกษาวิธีการเทรดต่างๆ เช่น Dow Theory, Support/Resistance, Swing high/lown, pivots, supply/demand เป็นต้น เทรดเดอร์อื่นๆ ก็ศึกษา รู้ และเทรดแบบเดียวกัน การหาจุดได้เปรียบในการเข้าเทรดก็ยากยิ่งขึ้นเพราะทุกคนต่างก็มีความรู้เดียวกัน  จากความรู้ความมั่นใจที่เสียเวลาเรียนมานาน กลายเป็นความรู้ทั่วไปที่คนอื่นๆ ที่สนใจก็ทำได้แบบเดียวกัน แล้วสิ่งที่เรียกว่า “odds” ของการเทรดจะอยู่ตรงไหน ในเมื่อเทรดเดอร์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า ข้อได้เปรียบในการเทรด แบบเดียวกัน

                แต่ถ้ามองอีกมุม ถ้าความรู้พวกนี้เป็นสิ่งที่มีคนต้องการให้รู้ เพราะพวกเขาต้องการ “รู้เขา รู้เขา” ในการเข้าเทรดเพื่อจะได้มี odds ที่อยู่ข้างพวกเขาๆ ก็จะได้เทรดและจัดการเกมของพวกเขาแบบได้เปรียบเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ ก่อนอื่นต้องไม่ลืมหลักการทำงานออเดอร์ที่ว่า แต่ละ buy order ต้องมี sell order ที่ต้อง match and fill กันเสมอ ในทางกลับกันแต่ละ sell order ต้อง buy order ที่ต้อง match and fill กับ buy กันเสมอไม่งั้น trade transaction จะไม่เกิดขึ้น ชาร์ตแท่งเทียนคือผลของ trade transactions ที่เกิดขึ้นของฝ่าย buy และ ฝ่าย sell ดังนั้นในการวิเคราะห์แบบ demand/supply มักจะได้ยินคำว่า filled orders ซึ่งก็คือ trade transaction ที่เกิดขึ้นนี้เอง

                ดังนั้นด้วยการทำงานของออเดอร์ เมื่อขาใหญ่ต้องการเทรด  ขาใหญ่มักเทรดด้วยจำนวนวอลลูมที่เยอะ จึงจำเป็นต้องหาพื้นที่ที่เขามั่นใจว่ามีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามมากพอ ถ้าไม่พอเขาก็ต้องใช้ประโยชน์จากความรู้ที่เทรดเดอร์ทั่วไปมาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อจะทำให้ออเดอร์ตรงข้ามที่พวกเขาต้องการเทรดในพื้นที่ที่พวกเขาต้องการเทรดนั้นมีมากพอ

                ตั้งแต่ต้นไปเลย ดูว่าขาใหญ่ใช้ประโยชนจากความรู้ทั่วไปอย่างไรเพื่อให้ได้เปรียบ เริ่มที่ demand เลข 1 อาจมาชัดจนกว่ามาด้วยร่องรอยเข้าบายอีกรอบที่ demand 2 ตรงนี้คือจุดเริ่มสังเกต หลังจากราคาผ่านไปบายจุดแรกที่ขาใหญ่เข้าเพราะเห็นตำแหน่งที่จะ buy positions 2 พื้นที่ ก็จะเป็นพื้นที่ stop loss ของพวกเทรดเดอร์ที่เปิดบาย ตามความรู้ทั่วไปก็ตั้ง stop loss แถวจุดต่ำสุดหรือเลยลงไปหน่อย และอีกกลุ่มถ้าราคาลงไปพวกที่จะเทรดใช้ประโยชน์จาก stop loss พวกนี้เพื่อเร่งราคาก็จะ pending sell stops แถวเดียวกัน นี้คือจุดแรกที่ขาใหญ่ใช้ความรู้เรื่อง stop loss และ sell stops เพื่อให้ตัวเองได้เปรียบคือ ดันราคาลงไปแค่พื้นที่ที่ sell market orders ก็จะเกิดขึ้น และราคาก็จะลงไปหา buy limit ด้านล่างได้แบบง่าย (ขาใหญ่ buy low ได้แบบง่ายๆ เพราะพื้นฐานความรู้การเทรดทั่วๆ ไป) นี่คือวีธีการที่ขาใหญ่สร้าง liquidity  พอราคามาที่ demand 2 มีการบายอีกรอบ ขาใหญ่เห็น sell positions ที่พื้นที่ A ถ้าเขาบายขึ้นไปเลยอาจเสี่ยงไปเพราะเขาไม่รู้ว่า มี sell orders ตรงนั้นมากหรือเปล่า ราคาเพิ่งลงไปทำ new low ตอนที่เขาบายขึ้นมาครั้งแรก จึงต้องการเทสก่อน โดยดันราคาขึ้นไปและปิดทำกำไรที่ จุด B ก็เป็น sell orders แต่ว่าไม่มี sell orders เกิดขึ้นตามมากพอที่จะเบรด demand ที่เลข 2 และมาเปิดบายอีกรอบจนไปเทส supply ที่ตำแหน่ง C ก็ทำแบบเดิมปิดกำไรและเทสไปในตัว สุดท้ายราคาเลยไปที่เลข 3 มีการบายอย่างชัดเจนและใช้ประโยชน์จากความรู้ของพวก trapped traders ตำแหน่ง A และ ที่ Supply  แต่พอถึงเลข 3 ราคาไม่ไปต่อมีการปิดกำไรและมี sell orders ลงมาตรงที่เลข 4

                ตรงที่เลข 4 ขาใหญ่เริ่มใช้ประโยชน์จากความรู้ของเทรดเดอร์ทั่วไปอีก เพราะเขาเปิดบายที่ เลข 1 และ เลข 2 ถ้าลงมากแบบนี้ อาจทำให้จำนวน sell orders ไม่เพียงพอกับ buy orders ที่พวกเขาต้องการเทรด หรือเพราะพวกเขามั่นใจว่าสามารถเปิด buy orders เพิ่มที่เลข 3 ราคาลง sell orders ที่มาจากขาใหญ่ปิดทำกำไรจากวิธีการตั้ง stop ของพวก trapped traders ที่ sell postions A และ ตำแหน่ง B และ C พอราคาไม่ไปต่อ และมี reject ชัดที่ เลข 3 รายย่อยหรือเทรดเดอร์อื่นๆ ก็อยากเปิด sell  ท่านจะเห็นว่าก่อนถึงเลข 4 มีแท่งเทียน bearish 3 แท่งยาวๆ ลงมา (เปิด sell หลังจากเคลื่อนไหวลงแรงๆ และที่ demand คือความรู้ในการเทรดของรายย่อย) ขาใหญ่รู้เรื่องเหล่านี้เลยปิดทำกำไรทำให้ราคา reject ตรงเลข 3 เพื่อจะได้มีรายย่อยพวกที่เทรดแบบนี้เข้าตลาด เพื่อให้พวกเขาได้บายอีกพื้นที่เดียวกัน เลข 5 ก็เป็นแบบเดียวกัน จนกว่าเลข 6 ขาใหญ่บายขึ้นไปเทสที่เลข 3 ว่ายังมี sell orders มากพออีกเปล่า ต้องการดู sell pressure สุดท้ายก็ปิดทำกำไรก่อน  และจะเห็นที่เลข 7 มีบาย orders หลังที่ที่ขาใหญ่เข้าอีกที่เลข 4 5 และ 6  เนื่องจากราคาขึ้นมากอีกรอบที่เปิดบายที่เลข 7 จากความรู้ในการตั้ง stop loss ก็จะอยู่ด้านล่าง และอาจมีอีกกลุ่มที่ sell เพื่อให้ stop loss ทำงานแล้วไปปิดกำไรที่ demand เลข 2

                ขาใหญ่ต้องการเข้าอีก แต่พื้นที่ demand เลข 2 เปิดเทรดไป 2 รอบแล้ว จึงไม่มั่นใจว่าถ้าเปิด buy ตรงนั้น sell orders จะพอเปล่า ที่ที่เห็นชัดคือตำแหน่งที่เทรดตรง เลข 4 5 และ 6  ที่เป็น trade transactions หรือ filled orders ให้แกะรอย ตามความรู้ทั่วไปบอกว่า ถ้าเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาด ตรงจุดพวกนี้ก็จะตั้ง stop loss ต่ำกว่า demand 2 อาจแถวส่วนบนของ demand 1 ขาใหญ่ก็ใช้ความรู้พวกนี้เพื่อเปิดราคาตรงแถว stop orders อย่างที่เห็น เปิดบายที่เลข 8 และเลข 9 เปิดอีกรอบหลังเทส swap supply ที่เลข 7

                วัฏจักรราคาก็เป็นแบบนี้ ขาใหญ่เขารู้สิ่งที่เรารู้และชำนาญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปั่นโครงสร้างราคาเพื่อให้จุดได้เปรียบอยู่ทางพวกเขา จากการอธิบายมาท่านจะพบกว่าการเปิดเทรดไม่ใช่แค่มอง แนวรับ แนวต้าน หรือ supply/demand หรืออื่นๆ เพียงแค่นั้น สิ่งที่ทำให้ราคาวิ่งไปทางใดทางหนึ่งคือออเดอร์ที่ต่อเนื่อง ที่เกินกัน หรือ imbalance เกิดขึ้นในทางเดียวกัน ถ้าเป็นเทรดเดอร์พวกที่อยู่ในตลาดตรงไหนคือจุดที่กดดันมากที่สุดที่ต้องออกจากตลาด ถ้าเป็นเทรดเดอร์ที่รอเข้าต้องเห็นภาพอย่างไรค่อยทำให้เทรดเดอร์พวกนี้อยากเข้าตลาด ขาใหญ่รู้และชำนาญเรื่องพวกนี้ ยิ่งกว่านั้นด้วยทุนที่หนาเลยได้เปรียบในการใช้วอลลุมเทรดเพื่อเร่งราคาเมื่อถึงจุดที่พวกเข้าได้เปรียบ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น