Monthly Archives: February 2019


การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Bull Bear Power

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Bull Bear Power

บทความนี้เป็นบทความที่ 2 ในชุดบทความการใช้ Indicator ต่าง ๆ ในตลาด Forex ซึ่งเครื่องมือที่นำเสนอเป็นเครื่องมือที่ปรากฏอยู่ใน MT4 เป็นหลัก ซึ่งตอนนี้นำเสนอมาถึงหมวดของ Oscillator เป็น Indicator ตัวที่สอง ต่อจาก Average True Range โดย Indicator ที่จะนำเสนอการใช้วันนี้ คือ Bull และ Bear Power

Bull และ Bear Power คืออะไร?

Indicator Bull and Bear Power มีอีกชือหนึ่งว่า Elder-Ray ซึ่งเป็น Oscillator ททที่พยายามบอกองค์ประกอบของ พลังตลาดหมีและตลาดกระทิง โดยเป็นองประกอบร่วมของ Indicator ที่คำนวณจาก EMA หรือ Exponential Moving Average โดย Indicator นี้คนที่สร้างคือ Alexander Elder หรือคนที่เขียนหนังสือ Come into my trading room นั่นเอง

Indicator Bull และ Bear Power เป็น Indicator คนละตัวกัน โดยมากแล้ว Indicator 2 ตัวนี้เป็น Indicator ที่ไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มเทรดเดอร์ในไทย เพราะว่ามันค่อนข้างใช้งานได้ยาก อย่างไรก็ตาม Indicator Bull และ Bear Power ก็เป็น Indicator ที่น่าสนใจตัวหนึ่ง โดยเราจะมาพูดถึง องค์ประกอบของ Indicator Bull และ Bear Power กัน

รูปที่ 1 แสดง indicator Bull และ Bear Power

จากรูปที่ 1 Bull Power อยู่ด้านล่างและ Bear Power อยู่ด้านบน ลักษณะของ Indicator Bull และ Bear Power นั้นแสดงเป็น Histogram โดยการแสงความหมายนั้นก็ง่ายมาก โดยเราจะอธิบายทีละตัวดังต่อไปนี้

Bear Power จะแสดงอำนาจของตลาดหมี ว่ามีความแข็งแกร่งเพียงใด โดยเมื่อเส้น Histogram นั้นอยู่ต่ำกว่าเส้นศูนย์กลาง หมายความว่าตลาดหมีกำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว ถ้าเราใส่แค่ Indicator Bear Power เพียงอย่างเดียวเข้าไปในกราฟ เราจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า Bear Power นั้นแตกต่างจาก Bull Power ยังไง  คำตอบที่ท่านผู้อ่านสังเกตุได้จากในภาพก็คือ Bear Power นั้นจะมีความลำเอียงให้เกิดตลาดขาลงมากกว่า นั่นเอง หมายความว่า เราสามารถเข้าเทรดในตลาดหมีได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดสัญญาณกลับตัว

Bull Power ขณะที่ Bull Power ก็จะมีพฤติกรรมตรงกันข้ามกับ Bear Power และถ้าเราไม่ใส่ Bear Power เข้าไปเราก็จะไม่มีทางสังเกตุเห็นว่า Bull Power นั้นลำเอียงให้เกิดตลาดขาขึ้นเร็ว เมื่อเส้น Histogram สูงกว่า ค่า 0 หมายความว่าตลาดกระทิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

การใช้งาน Indicator Bull และ Bear Power

การใช้งาน Indicator Bull และ Bear Power นั้นค่อนข้างตรงไปตรงมา คือ เมื่อเส้น Histogram สูงกว่าค่า 0.00 นั่นหมายความว่าให้ส่ง Order Buy และ ถ้าค่าต่ำกว่า 0.00 นั่นหมายความว่าให้ส่ง Order Sell

อย่างไรก็ตามมันมีความยากของการใช้งาน อยู่คือ บ่อยครั้งที่เราจะต้องเจอกับสัญญาณหลอกของ Indicator ทำให้เข้าเทรดผิดพลาด แม้ว่า Indicator Bull และ Bear Power มันจะใช้สำหรับการบอกเทรนด์ แต่มันก็แตกต่างจาก Trend Indicator ตัวอื่น ๆ อยู่ค่อนข้างมาก เนื่องจากการที่มันผันผวนสูง จนทำให้เทรนด์ของมันที่กำลังบอกเปลี่ยนไปเปลียนมาได้ตลอดเวลา ดังตัวอย่างในภาพต่อไปนี้

รูปที่ 2 แสดงเทรนด์กระทิงและหมีพร้อม ๆ กัน

ในตัวอย่างของรูปที่ 2 จะเห็นว่า เทรนด์ตลาดกระทิงใน Bear Power นั้น น้อยนิดมากจนไม่สามารถระบุเป็นเทรนด์ได้และถ้าเราใช้ Bull Power ในตลาดกระทิงนั้น มันจะให้เราเข้าเทรดตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วตกลงเราจะเชื่อตัวไหนดีกันหล่ะ

เรามีคำตอบง่าย ๆ ในการบริหารจัดการตรงนี้ เพราะเหตุนี้ทำให้ Bull และ Bear Power เป็น Indicator ที่น่าสนใจยังไงหล่ะครับ หากเราจะจัดลำดับการเข้าเทรด สิ่งสำคัญคือ เราอยากจะเข้าเทรดอะไร ถ้าหากเราอยากจะเทรด Long เราต้องใช้ Bull Power เข้าเมื่อมันตัดเส้น 0.00 ขึ้นไปแล้วเท่านั้น อย่านอกกฏ และ ทำกำไรเมือ่ไหร่ ก็ต่อเมื่อเส้น Bull Power มันจะตัดลงนั่นแหละ หมายความว่ามันจะเร็วมาก แม้ว่าเส้น Bull Power มันจะบอกสัญญาณขึ้นอยู่อีกก็ตาม กลไกนี้เวลาในในการส่งคำสั่งสลับกันเช่น ถ้าต้องการ ส่ง Sell ก็ใช้ Bear Power ในการเข้าเทรด และ ทำกำไรเมื่อ Bull Power ตัดขึ้นมานั่นเอง

ถึงแม้ว่าการใช้เครื่องมือ Bull และ Bear Power จะมีประสิทธิภาพสูงก็ตาม แต่ว่าเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เราควรจะใช้ Indicator อื่นเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของสัญญาณเทรด โดยเราสามารถใช้เครื่องมือประเภท Trend ในการบอกสัญญาณ เช่น เส้น MA 2 เส้นตัดกัน แล้วตรงกันกับการเกิดสัญญาณ Bull และ Bear Power ก็สามารถเข้าเทรดได้เลยเพราะความน่าจะเป็นของการเกิดสัญญาณกลับตัวสูงมาก หรือเราจะใช้ Indicator ประเภท Overbought และ Oversold ในการจัดการก็ได้ เช่น ถ้าสัญญาณเกิด Oversold และเกิสัญญาณร่วมระหว่าง Bull Power หมายความว่า จุดนั้นจะเกิดการกลับตัวของราคาแรงมาก ดังนั้น เราสามารถใช้ Indicator ทั้งสองแบบในการส่งสัญญาณซื้อขาย

แม้ว่าสัญญาณจะมีความน่าจะเป็นสูงแต่เราก็ควรจะต้องส่ง Stoploss เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะทำให้พอร์ทการลงทุนสูญมูลค่าอย่างรุนแรงได้นั่นเอง

Keywords: การใช้ Bull Power การใช้ Bear Power จุดอ่อนของ Bull Bear Power

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Standard Deviation

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Standard Deviation

บทความนี้เป็นบทความสุดท้ายของการใช้ Indicator ในหมวดเทรนด์ โดยในตัวสุดท้ายของหมวด Trend นี้ Indicatorที่ใช้สำหรับการบอกเทรนด์ คือ Standard Deviation ซึ่ง Indicator Standard Deviation เป็นเครื่องมือที่ใช้คล้ายคลึงกับ Bollinger Band เพราะว่า Bollinger Band นำเส้น Standard Deviation ไปใช้เป็น Band บนและล่างนั้นเอง ทำให้การใช้งานของมันจึงมีความคล้ายคลึงกัน

การใช้งาน indicator Standard Deviation นั้นไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรจากเทรดเดอร์ในประเทศไทย สาเหตุนั้นเป็นเพราะว่า การใช้งานนั้นค่อนข้างยาก และไม่รู้ว่าจะใช้งานอย่างไร ไม่ว่าจะใช้ในการบอกเทรนด์ก็ไม่สามารถบอกได้ รวมทั้งบอกจุดเข้าเทรดนั้นก็ไม่รู้จะไปบอกตรงไหน แต่ว่า Indicator แต่ละตัวนั้นย่อมมีประโยชน์ของมันอยู่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะสามารถเข้าใจมันได้มากขนาดไหน โดยในบทความนี้เราจะสอนการใช้งานสำหรับวัดเทรนด์ของมันอย่างเดียวเท่านั้น เพราะมันเป็น Trend indicator ซึ่งไม่สามารถใช้บอกอะไรอย่างอื่นได้

Standard Deviation

Standard Deviation เป็นเครื่องมือทางสถิติที่ใช้วัดความผันผวน การแกว่งตัวสูงของกลุ่มตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทำให้ค่าเฉลี่ยกระโดดขึ้น  อย่างไรก็ตาม Standard Deviation ใน Forex ก็แตกต่างออกไปในทางสถิติ เพราะไม่สามรถใช้ค่าคงที่ในการคำนวณได้ มันจึงใช้เป็นค่า Moving เช่นเดียวกับ Indicator moving Aveage โดยค่ามาตรฐานเท่ากับ 20 วัน หรือประมาณ 1 เดือนพอดี

การคำนวณค่า Standard Deviation หรือ SD นั้น หาได้จาก

รูปที่ 1 แสดง สมการ Standard Deviation

เมื่อ Xi คือ ค่าราคา(ปิด) ของราคา Forex

และ U คือ ค่าเฉลี่ยของ Forex ตามที่กำหนด

การใช้ Xi ลบด้วย u หมายความว่า ส่วนต่างของราคาที่อยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยราคา 20 วัน อยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อราคาของ Forex อยู่ห่างจากค่าเฉลี่ยย่อมหมายความว่า ตลาดกำลังมีเทรนด์แต่จะมีเทรนด์เป็นขาขึ้นหรือขาลงนั้นต้องดูที่ราคาด้วย

ดังนั้น ถ้าค่า Standard Deviation ที่สูงขึ้น จึงหมายความว่าตลาดมีเทรน์ ขณะที่ตลาดที่กำลังอยู่ในช่วงสะสมเทรนด์นั้นจะทำให้ Standard Deviation มีค่าน้อย โดยเราสามารถดูข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ว่าเป็นจริงดังว่าหรือไม่จากรูปต่อไปนี้

รูปที่ 2 แสดงเส้น Standard Deviation ในกราฟ Forex

จากรูปข้างต้นผมได้แสดงให้เห็นลักษณะของ Standard Deviation ในช่วงเทรนด์และช่วง Sideway ซึ่งเราจะกล่าวถึงรายละเอียดในการใช้งานไปด้วยเลย

การใช้งาน Standard Deviation

 การใช้งาน Standard Deviation ในกรอบสีฟ้า หมายความว่า ตลาดกำลังมีเทรนด์ การเข้าเทรดช่วงนั้นจึงไม่มีประโยชน์เพราะมันเกิดเทรนด์ไปแล้ว ทำให้เราได้ราคาที่ไม่ดี หรือที่เรียกกันบ่อย ๆ ว่า Risk:Reward ไม่ดีทำให้ความเสี่ยงที่จะขาดทุนมีสูงและมีการขาดทุนปริมาณมาก ๆ เมื่อเกิดการกลับตัวของราคากระทันหัน ทำให้เราตั้ง Stop loss ได้ไม่ห่างจากจุดเข้ามากนัก

เมือ่เป็นเช่นนี้สิ่งที่เราควรทำคือ การเข้าเทรดในช่วงที่ตลาดกระจุกตัว ในภาพที่ 2 เราแสดงตัวอย่างไว้ 2 จุดคือ จุดกรอบสีฟ้า จะเป็นตลาดเทรนด์นั่นหมายความว่าให้เข้าตอนที่ Standard Deviation มีค่าต่ำ คือช่วงก่อนหน้ากรอบสีเหลี่ยมสีฟ้านั่นเอง

ในกรอบสีแดงสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ นั่นคือกรอบของช่วงที่ตลาด Side Way เป็นตลาดที่กำลังสะสมแรงซื้อหรือขาย เทรนด์อาจจะบอกว่าเป็นหขาขึ้นหรือขาลงก็ได้ ซึ่งเราอาจจะช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการกำหนดเทรนด์ช่วยนอกจากเครื่องมือ Standard Deviation

นอกจากนี้เรายังสามารถปรับตั้งค่า Standard Deviation คล้ายคลึงกับการตั้งค่าการคำนวณสำหรับการวัดเทรนด์ใน Moving Averag e ซึ่งการปรับตั้งค่าให้เหมาะกับ Time Frame และเป็นการหาค่าที่เหมาะสมกับเรา เหมาะกับเทรดเดอร์แต่ละประเภทอีกด้วย

ข้อจำกัด

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในตอนต้นว่า ข้อจำกัดของ Standard Deviation คือ การที่มันไม่สามารถบอกได้ว่าต้องเข้าเมื่อไหร่ และนอกจากนี้ ถ้าเกิดความผันผวนราคาเกิดขึ้นได้สูง ค่า Standard Deviation ที่เราคิดว่าสูงก่อนหน้าอาจจะเป็นเพียงก้อนภูเขาของ Standard Deviation เล็ก ๆ ในก้อนที่ใหญ่กว่าก็เป็นได้เช่นกัน

เพื่อเชนะข้อจำกัดนี้สิ่งที่ควรทำคือ การใช้ Indicator อื่น ๆ ประกกอบเพื่อบอกจังหวะเข้าเทรดในยามที่ Standard Deviation มีความผันผวนน้อย ตัวอย่างเช่น การใช้ RSI เพื่อส่งสัญญาณเข้าเทรดก่อน Standard Deviation หรือใช้ Stochastic Oscillator เป็นต้น  นอกจากนี้ปัญหาความผันผวนที่ไม่รุนแรง นั้นเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ดูว่าราคาจะไปเท่ากับเท่าไหร่ สิ่งที่เราทำได้คือ หาค่าความผันผวนเฉลี่ย โดยการจดบันทึก หรือเทรดเดอร์หลายคนอาจจะอยากเพิกเฉยกับค่าความผันผวน โดยการใช้ Take profit เป็นตัวกำหนดไปเลยก็ได้ว่า เราพอใจกับกำไรขาดทุนจำนวนเท่านี้ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ค่า Standard Deviation หลอกหรือทำให้เราพลาดทำกำไรไปไม่ได้

Keywords: การใช้ Standard Deviation การบอกเทรนด้วย Standard Deviation

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Parabolic Sar

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Parabolic Sar

 

บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับการใช้ Indicator พื้นฐานที่ปรากฏอยู่ใน MT4 เนื้อหาของการใช้ Indicator เกี่ยวกับการคำนวณ พื้นฐานของ indicatorและการใช้แบบมาตรฐานและการใช้ indicator ในทัศนะของผู้เขียน โดยการใช้ indicator ในบทความนี้จะเกี่ยวกับ Indicator parabolic Sar ซึ่งเป็น Indicator ที่มีอยู่แล้วใน Programe MT4 และสามารถใช้ในการบอกทิศทาง หรือ Trend ของราคาตลาด  โดย Indicator เป็นตัวที่ใช้บอกเทรนด์ได้ดีตัวหนึ่งว่า ทิศทางของตลาดในขณะนี้เป็นเช่นไร

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เทรดเดอร์พึงทำความเข้าใจอย่างหนึ่งคือ ข้อจำกัดของ Indicator ที่ปรากฏ ซึ่งจะทำให้รู้ว่า เราสามารถใช้ได้ในสถานการณ์ไหน และสถานการณ์ไหนที่ไม่ควรจะใช้งาน การใช้ Indicator จึงควรต้องศึกษาที่มาของ Indicator และลักษณะของมันว่ามีความโดดเด่นอย่างไร บาง

Parabolic Sar คืออะไร?

ตัว Parabolic Sar นอกจากจะเป็น Indicator ที่ใช้บอกเทรนด์แล้ว มันยังบอกสำหรับจุดกลับตัวของเทรนด์ นอกจากนี้มันยังใช้เป็นแนวรับและแนวต้าน โดย Parabolic Sar นั้นถูกพัฒนาโดย Welles Wilder ซึ่งเป็นผู้สร้าง Relative Strength Index หรือ RSI

รูปร่างของ Indicator จะเป็นรูปไข่ปลา และเมื่อมันปรากฏอยู่ด้านล่างจะถือว่าเป็นเทรนด์ขาขึ้น เมื่อจุดไข่ปลาปรากฏอยู่ข้างบนแสดงว่าเป็นเทรนด์ขาลง ดังรูปต่อไปนี้

รูปที่ 1 Parabolic Sar Indicator

จากรูปข้างต้นจะเห็นว่า Parabolic Sar จะแสดงเป็นจุดไข่ปลา ถ้ามันอยู่ด้านบนราคาหมายความว่า กำลังอยู่ในเทรนด์ขาลง ขณะที่ถ้าอยู่ด้านล่างเป็นเทรนด์ขาขึ้น การเปลี่ยนเทรนด์ได้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อราคาได้เคลื่อนไหวไปสัมผัสกับ จุดไข่ปลาที่คาดว่าจะเกิดนั้น นั่นหมายความว่า ราคามีการเคลื่อนไหวที่รุนแรงพอที่จะเกิดจุดกลับตัวได้

ในช่วงแรกของราคาจุดไข่ปลาจะอยู่ห่างจากราคามาก เมื่อเวลานานไปจุดไข่ปลาจะเคลื่อนเข้าใกล้ มากขึ้น มีการปรับความชันของจุดไข่ปลามากขึ้น เพราะว่าการเปลี่ยนเทรนด์ในช่วงแรกย่อมต้องอาศัยแรงการเคลื่อนไหวของราคามหาศาลในการเปลี่ยนเทรนด์กลับ

อย่างไรก็ตามบ่อยครั้งที่ การเปลี่ยนเทรนด์ของ Parabolic Sar นั้นมีความไม่แน่นอนเพราะว่าการแกว่งตัวของราคา โดยเฉพาะตอนที่อยู่ในช่วงเทรนด์ Sideway ดังนั้น หมายความว่า Parabolic Sar จะไม่สามารถใช้ได้เลยในเทรนด์ Sideway ซึ่งทำให้การเปลี่ยนสลับไปมาเกิดขึ้นบ่อยของจุดไข่ปลา และทำให้เทรดเดอร์สับสน จนไม่สามารถเทรดได้และประสบกับภาวะขาดทุน ข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งสำหรับ Parabolic Sar คือ มันไม่ใช่เครื่องมือที่จะใช้เข้าเทรด มันแค่บอกทิศทางของการเทรดเท่านั้น

การตั้งค่า Parabolic Sar

คำว่า SAR คือ คำที่มาจากคำว่า Stop and Reverse ซึ่ง Wilder ตีพิมพ์ในบทความเรื่อง New Concepts in Technical Trading System โดยการพิจารณาการเคลื่อนที่ของราคาตามเทรนด์ โดยอ้างอิงจุดก่อนหน้าเป็นสำคัญ โดยสมการของมันคือ

SARt-1 = SARt+ AF(EPt-SARt)

เมื่อ

SAR t-1 คือ ค่า SAR ในวันก่อนหน้า

SARt คือ ค่า SAR ของวันนี้

EPt คือ ราคาต่ำสุดและสูงสุดในวัน

AF คือ ค่าความเร่งของการเปลี่ยนแปลงจะเพิ่มขึ้นลดลง ตามเทรนด์ ทีละ 0.02 โดยค่านี้เราจะสามารถกำหนดได้

รูปที่ 2 การตั้งค่า Parabolic Sar

จากรูปข้างต้นจะเห็นว่า ค่าที่สามารถปรับได้คือ ค่า Step 0.02 ซึ่งเราสามารถปรับ Step ให้เป็น 0.03 หรือ 0.04 โดยสังเกตุตามการเปลี่ยนแปลงราคา หมายความว่า ถ้าเราคิดว่า การตั้งค่าสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ เมื่อตั้งแล้วเทรนด์เปลี่ยน SAR ก็เปลี่ยน ถือว่าการตั้งค่านั้นเหมาะสม

แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ต้องขอย้ำไว้ตรงนี้ก่อนว่า ค่า SAR ที่ท่านตั้งค่าขึ้นมาอาจจะใช้ได้กับ Time Frame หนึ่งได้ แต่อาจจะไม่สามารถใช้งานกับอีก Time Frame หนึ่งได้ เพราะว่าการเคลื่อนไหวนั้นแตกต่างกันมาก ดังนั้น การปรับค่า SAR นั้นอาจจะต้องมีการปรับจูนอยู่สม่ำเสมอ

การใช้งาน

การใช้งาน Parabolic Sar โดยทั่วไปก็เป็นแบบที่อธิบายในเบื้องต้น คือ การที่เทรนด์ขาขึ้นค่า SAR จะอยู่ด้านล่างและเทรนด์ขาลง ค่า SAR จะอยู่ด้านบน อย่างไรก็ตามเพื่อให้มันมีประสิทธิภาพสูงกว่านี้การใช้ ค่า SAR นั้นจะต้องมีรายละเอียดอื่น ๆที่จะต้องพิจารณานอกจากการใช้แบบเรียบง่ายอย่างที่กล่าวไปแล้ว

การใช้ Parabolic SAR เนื่องจากเหตุผลที่ไม่สามารถใช้มันบอกจุดเข้าเทรดได้ แม้มันจะบอกเทรนด์ได้ดี เราสามารถใช้มันร่วมกับเครื่องมือที่ให้สัญญาณที่มีความเร็วสูงเช่น RSI ซึ่งมีความเร็วในการบอกจุด Overbougth และ Oversold ดังนั้นจึงสามารถใช้มันเป็นจุดเข้าร่วมด้วย

หรือถ้าหากคิดว่า ไม่มีความแม่นยำ สิ่งที่เราสามารถตั้งค่าจุดเข้าเทรดได้คือ การใช้ Pending Order ในการตั้งค่า Parabolic ให้ใกล้เคียงกับจุดเปลี่ยนเทรนด์ เช่น ใกล้กับจุดไข่ปลา แต่ต้องก่อนถึงจุดไข่ปลา เพราะว่าเป็นจุดที่ราคาเคลื่อนไหวใกล้แต่ไม่สามารถไปได้ โดยเราสามารถใช้จุดไข่ปลาเป็นตัวบอกคำสั่งในช่วงเริ่มเทรนด์เพื่อให้การเข้าเทรดไม่สายเกินไปนั้นเอง

Keywords: การใช้ Parabolic SAR การตั้งค่า Parabolic SAR พื้นฐาน Parabolic SAR

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ Indicator ต่าง ๆ :  Moving Average

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Indicator ต่าง ๆ :  Moving Average

 

บทความนี้เป็นการใช้ Indicator พื้นฐานที่มีอยู่ใน MT4 โดยบทความต่อไปนี้คือ บทความการใช้ Moving Average ซึ่งเป็น Indicator ที่ใช้ในการบอกเทรนด์  Moving Average เป็น Indicator ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในเทรดเดอร์ ไม่ว่าทั้งต่างประเทศและเทรดเดอร์ในเมืองไทย อย่างไรก็ตาม การใช้ Moving Average มีรูปแบบที่หลากหลายแตกต่างกัน

Moving Average เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการเวลาที่มันถูกใช้มาอย่างยาวนาน โดยองค์ประกอบของ Moving Average มีดังนี้

การคำนวณ Moving Average

Moving Average คือ การหาค่าเฉลี่ยของราคาตามจำนวน Time Frame ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการหาค่าเฉลี่ยของราคาสินค้าใด สินค้าหนึ่ง เช่น ไข่ไก่ ก็จะนำราคาไข่ไก่ของทุกวันมาคำนวณ แล้วคำถามคือ กี่วันกันหล่ะ  ตัวอย่างการคำนวณของ Moving Average 5 วัน ก็จะนำราคาไข่ไก่ 5 วันมาคำนวณค่าเฉลี่ย ซึ่งเส้นค่าเฉลี่ยก็จะมีเป็นลักษณะเส้นราคา แสดงดังตัวอย่างต่อไปนี้

รูปที่ 1 เส้น Moving Average ใน MT4

จากตัวอย่างสีเหลืองเป็นเส้น Moving Average หรือค่าเฉลี่ยราคาเคลื่อนที่ซึ่งจะตีคู่ไปกับราคาของกราฟแท่งเทียน การใช้ MA มีหลายรูปแบบ และเช่นเดียวกันที่ MA ก็มีการคำนวณหลายรูปแบบ โดยเราจะพูดถึงการคำนวณ MA กันก่อนดังนี้

การคำนวณ MA

กระบวนการคำนวณเส้น MA มี 4 กระบวนการหลัก ๆ คือ การคำนวณแบบธรรมดา การคำนวณแบบ Exponential การคำนวณปรับเรียบ การคำนวณแบบค่าน้ำหนักเป็นเส้นตรง

รูปที่ 2 การคำนวณ เส้น MA ใน MT4

การคำนวณแบบ Simple

นั่นก็คือ การคำนวนแบบธรรมดา โดยการใช้ ราคาที่ได้จากรูปตัวอย่างคือ 6 วันหลังสุด รวมกันและหารด้วย 6 จึงเรียกการคำนวณแบบนี้ว่าแบบธรรมดา ค่าที่ได้และการคำนวณนั้นทำได้ไม่ยาก

การคำนวณแบบค่า Exponential

การคำนวณแบบค่า Exponential คือการให้ความสำคัญกับราคาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันมากที่สุด  นั่นคือ ถ้าจำนวนแท่งของแบบธรรมดาเท่ากับ 6 หมายความว่า 100 % นั้นจะถูกหารเฉลี่ยค่าน้ำหนักเท่ากัน แต่ถ้าเป็นแบบ Exponential จะให้ความสำคัญกับแท่งแรก ๆ ก่อนขณะที่แท่งสุดท้ายแทบจะไม่มีความสำคัญ เช่น แท่งแรกให้ค่าน้ำหนัก 30 % ขณะที่แบบ Simple จะมีค่าน้ำหนักเท่ากับ 100/6 หรือ 16.67 % เท่ากันทุกแท่ง

MA แบบปรับ Smoothed

การคำนวณ MA แบบ ปรับ Smoothed คือการทำให้เส้นนั้นเรียบ และไม่อ่อนไหวกับราคาที่เคลื่อนไหวรุนแรงในปัจจุบันมากนัก

MA แบบ Linear Weight

การคำนวณ ของ Linear Weighted MA นั้นจะคล้ายคลึงกับ Exponential แต่ว่า การให้ค่าน้ำหนักนั้นจะเป็นเส้นตรง เช่น ลดหลั่นลงในความชันที่เท่ากัน เช่น 10,9,8,7,6,5,4 เป็นต้น การลดลงของค่าน้ำหนักนี้จะมีผลต่อความชันและความผันผวนของเส้น ไม่ทำให้เส้นนั้นเคลื่อนไหวอ่อนไหวต่อเทรนด์มากเกินไป ทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพื่อให้สามารถใช้งานได้ ต่อไปเราจะกล่าวถึงการใช้งาน Moving Average ในรูปแบบที่เป็นที่นิยม

การใช้งาน Moving Average

การใช้งาน Moving Average มีหลายรูปแบบ ซึ่งแล้วแต่ความถนัด และการใช้งานก็ผสมปนเปกันได้หลากหลาย โดยจะขอยกตัวอย่างการใช้งาน Moving Average ที่ได้รับความนิยมดังต่อไปนี้

การใช้งาน Moving Average แบบเส้นเดียว

การใช้งาน Moving Average แบบเส้นเดียว สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการตั้งค่า Moving Average ให้ราคาตัดผ่าน การกระทำดังกล่าวสามารถแบ่งเป็นวิธีย่อยได้อีก 2 วิธีคือ 1 การตั้งค่า Moving Average ให้ค่าเฉลี่ยในการคำนวณสูงเช่น ใช้ 50 แท่งหรือ 2 คือการใช้ค่าเฉลี่ยที่มีการปรับถ่วงน้ำหนัก โดยจะแสดงการใช้งานเป็นภาพ 2 ภาพดังต่อไปนี้

รูปที่ 3 แสดงการใช้ MA เส้นเดียว ในการระบุเทรนด์

หลักการใช้งานเส้น MA เส้นเดียวมีความเรียบง่าย เพียงแค่กำหนดเส้น MA ในภาพเส้น MA มีค่าเท่ากับ 50 เมื่อราคาอยู่ต่ำกว่าเส้น MA ก็ถือว่าเป็นเทรนด์ขาลง ขณะที่ราคาอยู่สูงกว่าเส้น MA ก็ถือว่าเป็นเทรนด์ขาขึ้น การกำหนหลักการดังกล่าวจะทำให้การระบุเทรนด์ทำได้ง่าย

อย่างไรก็ตามวิธีนี้ก็มีข้อเสียอยู่คือ บางช่วงเวลาการเคลื่อนไหวของราคาอาจจะแกว่งตัวกลับไปกลับมา ทำให้การบอกเทรนด์โดยใช้ Moving Average โดนหลอกได้

นอกจากวิธีการที่ 1 ที่บอกไปเราสามารถปรับให้มันเคลื่อนไหวตามราคาได้เร็ว โดยการปรับกระบวนการคำนวณของเส้น Moving Average ดังตัวอย่างในภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทำให้การบอกเทรนด์นั้นแม่นยำมากขึ้นโดยแสดงดังรูปที่ 4

รูปที่ 4 แสดงการใช้ Moving Average แบบ ปรับ Linear Weighted และใช้ราคา ค่าถ่วงน้ำนหนักราคาปิด

แต่ข้อเสียของการบอกเทรนด์รูปแบบนี้ก็ยังมีอยู่เช่นกัน นั่นคือ การกลับตัวอาจจะเกิดขึ้นเร็วเป็นพิเศษ ดังนั้น การใช้ Moving Average ควรจะใช้เครื่องมืออื่นนการประกอบการตัดสินใจด้วย

การใช้ Moving Average 2 เส้น

การใช้ Moving Average 2 เส้น ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการบอกเทรนด์ทำการเพิ่มเส้น Moving Average 2 เส้น เข้าไป โดยเส้น 1 มีความเร็วมาก ขณะที่อีกเส้นหนึ่งมีความเร็วน้อยกว่า เช่น MA 5 กับ MA 10 เปรียบเทียบกัน ดังแสดงในรูปต่อไปนี้

รูปที่ 5 แสดงการเปรียบเทียบ MA 10 และ 5

โดยในรูปแสดง เส้น MA 10 สีแดง ซึ่งเคลื่อนไหวช้ากว่า เมื่อเส้น MA 5 เคลื่อนไหวเร็วกว่า ก็สามารถบอกได้ว่า ถ้า MA5 ต่ำกว่า MA10 เป็นเทรนด์ขาลง การใช้ลักษณะนี้เป็นที่นิยมเพราะเข้าใจได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีข้อจำกัดไม่แตกต่างจากการใช้ MA เส้นเดียว ซึ่งเครื่องมือที่ในช่วง Sideway ก็จะมีความผิดพลาดสูง จึงควรใช้เครื่องมืออื่นประกอบ และใช้สำหรับการบอกเทรนด์เท่านั้น

Keywords: การใช้ MA Moving Average การบอกเทรนด์โดยใช้ MA

 

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Ichimoku Kinko Hyo

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Indicator ต่าง ๆ : Ichimoku Kinko Hyo

บทความนี้ เป็นบทความการใช้งาน Indicator ที่มีอยู่ใน MT4 ซึ่งมาถึงการใช้ Indicator Ichimoku Kinko Hyo โดย Indicator ตัวนี้คิดค้นโดยคนญี่ปุ่น ซึ่งคนพัฒนาเป็นนักเขียนในสำนักพิมพ์ของสนักข่าวญี่ปุ่น โดยได้รวมเอา Indicator ที่ใช้วิเคราะห์ทางเทคนิคหลาย ๆ ตัวรวมกัน ซึ่งคำว่า Ichimoku ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า one look หรือ สามารถมองได้เพียงครั้งเดียว ก็สามารถตัดสินใจได้แล้ว โดย Ichimoku นั้นจะใช้ในการประมาณการแนวรับแนวต้าน

ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาของ Ichimoku นั้นจะดูซับซ้อนสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ แต่ว่ามันจะไม่ได้ซับซ้อนถ้าเราทำความเข้าใจกับมันและดูว่ามันทำงานยังไง

รูปที่ 1 Indicator Ichimoku Kinko Hyo

จากรูปข้างต้นจะเห็นว่า Ichimoku มีองค์ประกอบ  4 ตัว แต่มี 5 เส้น เพราะว่า เส้นที่มีกลุ่มเชดสีนั้นเป็น 2 เส้น ดังนั้น ichimoku จึงมี 5 องค์ประกอบ ดังนี้

Tenkan –sen  หรือ เส้นกลับตัว คำนวณโดยการใส่จุดสูงสุและจุดต่ำสุดของช่วงเวลา9 ช่วงที่ผ่านมา และหารด้วย 2 ผลได้ก็จะแสดงแนวรับและแนวต้านของมัน หรือก็คือมันจะบอกจุดกลับตัว

Kijun-Sen หรือเส้น Base line นั้นจะใช้ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดของ 26 แท่งเทียนก่อนหน้า หารด้วย 2 ผลคือได้แนวรับแนวต้านเพื่อใช้ยืนยันการเปลี่ยนเทรนด์จากเทรนด์ก่อนหน้า เพราะมันเป็นการยืนยันในเวลาที่ช้ากว่า เครื่องมือนี้จะใช้สำหรับการตั้ง Stoploss หรือเอาไว้ตั้ง Trailing Stop ก็ได้

Senkou Span A หรือ เส้นนำราคา span A จะคำนวณด้วยการใช้ tankan-sen และ kijun-sen หารด้วย 2 และพล็อต ไว้ 26 แท่งก่อนหน้า ทำให้เกิดรูปเมฆ หรือ kumo ซึ่งใช้วิเคราะห์พื้นที่แนวรับแนวต้าน นั่นเอง

Senkou SpanB หรือเส้นนำราคา Span B คำนวณโดยใช้ราคาต่ำสุด สูงสุดของ 52 แท่งก่อนหน้าหารด้วย 2 แล้วพล็อตไปข้างหน้า 26 แท่งเช่นเดียวกัน ทำให้เกิดพื้นที่แนวรับแนวต้าน

และ สุดท้าย คือ Chikou Span คือ lagging span แปลว่า ช่วงล่าช้า คือ ราคาปิดช่วงปัจจุบันแต่พล็อตให้ช้ากว่าปัจจุบัน 26 แท่ง ซึ่งใช้แสดงแนวรับแนวต้านนั่นเอง

การใช้งานทั่วไป

การใช้งานทั่วไปสำหรับ Ichimoku Kinko Hyo คือใช้เป็นแนวรับแนวต้านของราคา ซึ่งจากคำอธิบายอของชื่อเรียกก่อนหน้าจะเห็นได้ชัดเจนว่า เส้นแต่ละเส้นนั้น จะใช้เป็นแนวรับแนวต้านเป็นหลัก นั่นคือ มีกลุ่ม Span หรือกลุ่มเมฆ ที่ใช้สำหรับการระบุแนวรับแนวต้าน นั่นคือ Ichimoku จะใช้เป็นกรอบราคาสำหรับการตั้ง Stoploss ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในความคิดเห็นของผู้เขียน อดีตไม่สะท้อนการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต การใช้กรอบราคาเดิมเพื่อเป็นการระบุแนวรับแนวต้านนั้นเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเพื่อหาจุด Stoploss เท่านั้น แต่ไม่ได้บอกว่าราคาที่เข้าเทรดจะดีจริงหรือไม่ สิ่งที่ผู้เขียนสังเหตุเห็นได้จาก Ichimoku และมีความน่าสนใจอยู่คือ ลักษณะของการบอกช่วงกราฟที่ผันผวน จึงขอนำเสนอวิธีการใช้งานดังต่อไปนี้

การใช้งานเพิ่มเติม

รูปที่ 2 จุดสังเกตุของ Cloud

นั่นคือ รูป Cloud ของ Span A และ B รวมกัน ซึ่งต้องขออธิบายก่อนว่า จากคำอธิบายเพิ่มเติม เส้นสีเขียว เล็ก ๆ ที่พล็อตย้อนหลังมันคือเส้น MA การพล็อต MA ย้อนหลังจึงไม่ได้ช่วยบอกอะไรเท่าไหร่เพราะมันสะท้อนปัจจุบันอยู่ดี ส่วน เส้นสีฟ้าและสีแดงเป็นเส้นปัจจุบัน แต่ MA ต่างจำนวนแท่งในภาพมันคือ 9 และ 26 ส่วน Span A และ B คือ 26 และ 52 พล็อตไปข้างหน้า เพื่อบอกช่วงแนวรับแนวต้าน จากวิธีใช้ทั่วไป สิ่งที่เราเห็น คือ การเคลื่อนไหวใหญ่ ๆ มักจะมาหลังจาก การเกิดการบีบตัวของ Span หรือ เมื่อพื้นที่ของ Span A และ B มีความแคบลง หรือว่ากันง่าย ๆ ก็คือ เส้น MA 26 และ 52 ตัดกัน หรือใกล้เคียงกันมันจะเกิดการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ตามมา ทำให้เกิดรูปแบบ Moku หรือกลุ่มเมฆขนาดใหญ่เพราะว่า ความเร็วของ MA มันต่างกันอย่างไรหล่ะครับ

หลักการนี้ก็นำไปใช้ในการคำนวณ MACD เช่นเดียวกัน ทำให้เกิดความกว้างของแท่ง Histogram นั่นเอง การใช้ประโยชน์จากตรงนี้ เป็นการสังเกตุธรรมชาติของราคา เมื่อเราเห็นนกลุ่มเมฆบีบตัวเราย่อมคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาได้ในทันทีว่า ราคาจะมีการเคลื่อนไหวรุนแรงในทิศทางใดทิศทางหนึ่งทันที ภาษาที่ใช้ในการเทรดเรียกว่า การเกิด Congestion หรือการกระจุกตัวของราคา เมื่อราคากระจุกตัวจะมีการสะสมแรงของการดีดตัว เราสามารถใช้คาดเดาทิศทางได้จากการที่เส้นมันจะตัดขึ้นหรือตัดลง แล้วส่งคำสั่งก็ทำได้เช่นกัน

ความได้เปรียบของการใช้การเคลื่อนไหวช่วงที่ราคากำลังเคลื่อนไหวแคบ ๆ ก็คือ การได้ Risk Reward ที่สมเหตุสมผลเพราะราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ นั่นเอง ดังนั้น การใช้ Ichimoku Kinko Hyo จึงควรจสังเกตุธรรมชาติของมันด้วย รวมทั้งการใช้แนวคิดเดิมพิ่มเติมเข้าไป เช่น ใช้สำหรับเป็นแนวรับแนวต้านและตั้ง Stop loss หรือ Take Profit ร่วมด้วย

Keywords: การใช้ Ichimoku  แนวรับแนวต้าน Ichimoku การบอกจุดเข้า Ichimoku

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ indicator ต่าง ๆ : Envelope Indicator

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ indicator ต่าง ๆ : Envelope Indicator

บทความนี้เป็นการใช้ Indicator ที่ปรากฏอยู่ใน MT4 ซึ่งเรายังคงอยู่กับ Indicator ที่สามารถบอกเทรนด์ได้ โดยเครื่องมือที่ใช้บอกเทรนด์ตัวหนึ่งคือ Envelope เป็นเครื่องมือที่ไม่ได้รับความนิยมมากนักในกลุ่มเทรดเดอร์คนไทย อย่างไรก็ตามมันเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

Envelope indicator นั้นมาจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่สร้างกรอบบนล่างให้กับการเคลื่อนไหวของราคา โดยมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 14 เราสามารถปรับค่าเฉลี่ยต่าง ๆ ให้มันอยู่ในค่าที่คุณคิดว่าเหมาะสมที่สุดได้

รูปที่ 1 Envelope indicator

รูปร่างของ Envelope เหมือนกรอบของราคาที่ราคาควรจะเคลื่อนไหวให้ตามทิศทางของมัน การใช้ Envelope จึงสามารถทำได้หลายแบบ เรามาดูรายละเอียด ของ Indicator กันก่อน

รายละเอียดของ Envelope

รูปที่ 2 การตั้งค่า Envelope

Envelope คือ เส้นกรอบ 2 กรอบ คือ กรอบบน และกรอบล่าง นั่นคือ เส้น 14 SMA +(14x 0.05) ขณะที่เส้นกรอบล่างคือ 14SMA – (14×0.05) นั่นคือที่มาของเส้น ดังนั้นจุดไหนบ้างที่เราสามารถปรับค่าพารามิเตอร์ของเครื่องมือได้ คือ

SMA เราสามารถปรับค่าให้เหมาะสมได้ ซึ่งการที่จะตั้งค่าให้เหมาะสมก็ต้องดูวิธีการเทรดว่าจะเทรดด้วยวิธีการเทรดแบบแกว่งตัวต้องปรับค่า Indicator ให้สามารถครอบกรอบการเคลื่อนไหวของราคาได้ ซึ่งค่าที่เหมาะสมสำหรับการเทรดแบบกรอบแกว่งตัวคือ 50 SMA จะทำให้ได้กรอบราคาตามรูปที่ 3

การปรับค่า SMA เป็น EMA คือค่าเฉลี่ยแบบ Exponential ที่ให้ค่าน้ำหนักกับเวลาปัจจุบันมากกว่าค่าในอดีต การปรับค่าแบบนี้ทำให้ราคาในแทงที่ใกล้ที่สุดมีอิทธิพลสูงต่อการคำนวนซึ่งทำให้ Envelope ตอบสนองต่อราคาและสะท้อนความเป็นจริงเร็วขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม Envelope ก็จะผันผวนและเปลี่ยนแปลงได้เร็วเช่นเดียวกัน

การปรับค่า Indicator ของ Envelope ตัวสุดท้ายคือ การตั้งค่าใช้ราคาเปิดราคาเปิด มันคือ การเลือกการใช้ราคาบนแท่งเทียนที่จะเอามาคำนวณค่าเฉลี่ย เช่น ถ้าเราเลือก close มันก็คือการใช้ราคาปิดของแท่งเทียนมาคำนวณค่า SMA นั่นเอง  เช่นเดียวกันกับการเทรดแบบ Trading Range คือการเทรดแกว่งตัว เพื่อจะให้การตีกรอบของ Envelope ครอบคลุม เราต้องเลือกราคาให้สมเหตุสมผล เช่น ราคากลาง Median Price (High+Low/2) ซึ่งเป็นราคากลางของ High และ Low ทำให้ราคาไม่มีความลำเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากนัก

การใช้งาน

Envelope สามารถใช้ในการวิเคราะห์เป็นรูปแบบหลัก ๆ ได้หลายแบบ เช่น การใช้เป็น Chanel ของราคา คือการสร้างกรอบให้ราคาวิ่งอยู่ในกรอบ ซึ่งจากรูปที่ 1 จะเห็นว่าราคาวิ่งอยู่นอกกรอบของราคา เราต้องทำการปรับขยายกรอบ ตั้งค่าใหม่ให้มันครอบการเคลื่อนไหวของราคา ก็เหมือนกับการใช้ Overbought หรือ Oversold นั่นแหละ เมื่อราคาแตะเส้นล่างก็คือ มีการ Sell เยอะเกินไปเราควรเข้า Buy ในระดับราคานั้น โดยสามารถดูตัวอย่างได้จากกราฟ ต่อไปนี้

รูปที่ 3 การใช้ Envelope ในการเทรด

ที่มา: https://www.investopedia.com/terms/e/envelope.asp

รูปที่ 2 แสดง การใช้ Envelope ในการบอกจุดเข้าซื้อว่าตรงไหนเป็นจุด Overbought หรือ Oversold ซึ่งเหมือนกับกรอบของราคาที่ราคาจะเคลื่อนไหวภายในกรอบราคานั้น ๆ

นอกจากวิธีการที่กล่าวมา เราสามารถใช้ Envelope ในการบอกเทรนด์ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเครื่องมือที่บอกเทรนด์ได้ยอดเยี่ยม เพราะ 2 คุณสมบัติของมัน คือ มันสามารถกรอง Side Way ออกจากเทรนด์หลัก และ 2 มันสามารถบอกได้ว่าตอนนี้ตลาดกำลังอยู่ในเทรนด์หรือเปล่า  แต่ต่อให้เราจะรู้ข้อเด่น 2 ข้อนี้ก็ไม่ได้ทำให้เราสามารถเอาชนะตลาดได้อย่างสมบูรณ์แบบ เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างการใช้งาน Envelope ในการบอกเทรนด์ ในรูปต่อไปนี้

รูปที่ 4 แสดงเทรนด์และ sideway จาก Envelope

จากรูปที่ 4 จะเห็นลักษณะราคาอยู่ 2 แบบ คือเทรนด์ในวงกลมสีแดง และ Sideway ในวงกลมสีเหลือง การเคลื่อนไหวของ 2 รูปแบบมีลักษณะแตกต่างกัน เรามาว่ากันตรงเทรนด์ก่อน

ในรูปข้างต้น Envelope ตั้งค่าโดยใช้ค่ามาตรฐานคือ SMA14 Close price หมายความว่าท่านผู้อ่านไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น ในวงกลมสีแดงจะเห็นราคาที่อยู่เหนือเส้น upper envelope คือสีน้ำเงิน เมื่อราคาอยู่สูงกว่าเส้นสีน้ำเงิน คือเทรนด์ขาขึ้นกำลังจะเริ่มต้น การใช้หลักการนี้สังเกตุเทรนด์และนำมาใช้เป็นจุดเข้าเทรดเป็นสิ่งที่น่าสนใจ ขณะที่วงกลมสีแดง วงกลมที่ 2 แสดงราคาต่ำกว่าเส้น lower band ซึ่งราคาเคลื่อนต่ำกว่าเส้น แสดงเทรนด์ขาลงนั่นเอง

อย่างที่ได้บอกในตอนแรกว่า Envelope สามารถบอก Side Way ได้ด้วย เราสามารถดูได้จากการที่ราคาจะเคลื่อนไหวทับกรอบข้างใน Envelope ในวงกลมสีเหลือง ทำให้เราทราบว่าเทรนด์ช่วงนี้จะแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ท่านสามารถปรับให้มันกว้างกว่านี้อีกหน่อยเพื่อระบุเทรนด์ได้ชัดเจนตามความถนัดของผู้ใช้

Keywords: การใช้ Envelope indicator เคล็ดลับ Envelope  Trend-sideway

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ indicator ต่าง ๆ : Average Directional Movement Index

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ indicator ต่าง ๆ : Average Directional Movement Index

เครื่องมือที่ 2 ในโปรแกรม MT4 คือ Average Directional Movement Index หรือ ADX เป็นเครื่องมือประเภทดัชนี ที่ใช้วัดความแข็งแกร่งของเทรนด์ โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างที่จะใช้แตกต่างจากคนอื่น อย่างไรก็ตาม การใช้ ADX ในบทความนี้ผมจะนำเสนอทั้ง 2 แบบ คือ แบบของผม และแบบที่ทั่วไปในตลาดนิยมใช้กัน

ADX คืออะไร?

เครื่องมือ ADX เป็น การคำนวณทิศทางการเคลื่อนไหวเฉลี่ย ยิ่งถ้าทิศทางการเคลื่อนไหวมีทิศทางที่ชัดเจนแน่นอนจะทำให้ ADX มีค่ามาก ไม่ว่าจะขึ้นจะลง ดังรูปต่อไปนี้

รูปที่ 1 แสดงรูปร่างของ ADX indicator

จากรูปข้างต้นจะเห็นได้ว่า เมื่อมีเทรนด์หรือมีการพุ่งของราคาทิศทางใด ทิศทางหนึ่ง นั่นคือการเกิดเทรนด์เกิดขึ้น เมื่อเป็นแบบนี้เราสามารถมองมันได้สองแง่ คือ แง่ของจุดที่บอกว่า มีโอกาสท่ะจเกิดเทรนด์สูง ทำให้สามารถเตรียมตัวเข้าเทรดได้ หรือ อีกนัยหนึ่ง คือการที่เทรนด์มันบอกว่ามีความแรงแล้วค่อยเข้าเทรด ซึ่งก็แล้วแต่วิธีการที่เทรดเดอร์แต่ละคนจะถนัด โดยผมจะเลือกอธิบายเป็น 2 ส่วนดังนี้

การใช้ ADX บอกเทรนด์

รูปแบบทั่วไปของการใช้ ADX ที่เทรดเดอร์อื่น ๆ นิยมใช้กัน จะแบ่งเป็นระดับของความแข็งแกร่งของเทรนด์ ตามตัวเลขดัชนี ซึ่งตัวเลขสูงสุด 100 เปอร์เซ็นต์ โดยตัวเลข 0-25 แสดงว่าไม่มีเทรนด์หรือเทรนด์ไม่ชัดเจน ขณะที่ตัวเลขค่าตั้งแต่ 25-50 แสดงว่าเทรนด์มีความแข็งแกร่ง เมื่อระดับของดัชนี สูงขึ้นไปถึง 50 -75 แปลว่าเทรนด์แข็งแกร่งมาก ๆ และค่าตัวเลขสูงสุดอยู่ในช่วง 75 – 100 แสดงว่าเทรนด์แข็งแกร่งที่สุด เมื่อเรามองอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าให้เข้าเทรดในช่วง 75-100  แต่เราต้องสังเกตุตั้งแต่มันเก็บรวบรวมพลัง คือตั้งแต่ 0 – 25 พร้อมที่จะสังเกตุเทรนด์ว่ามีการสะสมแรงตั้งแต่ตอนนั้น แล้วเราต้องคอยสังเกตุพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้การใช้ ADX ยังมีการใช้ในการบอก Momentum ของเทรนด์ การบอกโมเมนตั้มของเทรนด์นั้นใช้เพื่อการระบุความแข็งแกร่งในระยะยาว

รูปที่ 2 ADX momentum
ที่มา: https://www.investopedia.com/articles/trading/07/adx-trend-indicator.asp

จะสังเกตุในรูปที่ 2 จะเห็นว่า เทรนด์ของกราฟค่าเงินจะเป็นขาขึ้นตลอด ขณะที่การเคลื่อนไหวของ ADX นั้นสวนทางกับพฤติกรรมราคา คือ ยอดของแต่ละยอดของ ADX นั้นลดความสูงลงเรื่อย ๆ นั่นคือความแตกต่างกันของ momentum ของตลาด เมื่อราคาเคลื่อนสูงขึ้น แต่ ADX ลดลงนั้นหมายความว่า เทรนด์นั้นกำลังจะเข้าสูงภาวะหมดแรง

นอกจากที่จะใช้เป็นการบอกโมเมนตั้มแล้ว การใช้ ADX อีกรูปแบบหนึ่งคือ ใช้เป็นจุดเข้าของเทรนด์ เมื่อสามารถระบุเทรนด์ได้แล้ว เราสามารถใช้ ADX เป็นจุดเข้าเทรดเมื่อมันเคลื่อนไหวต่ำกว่า 20 เพื่อบอกได้ว่า นี่คือจุดพักฐานของเรา การเข้าเทรด ณ จุดนี้ก็ถือว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงต่ำ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ADX ไม่สามารถบอกทิศทางของราคาได้ แม้จะบอกว่ามันลงต่ำเมื่อไม่มีเทรนด์แต่ไม่ได้บอกทิศทาง

การใช้ ADX เพื่อใช้ประกอบการเทรด

อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งเป็นการใช้งาน ADX ในแบบของผม คือ การใช้ ADX เป็นตัวเตรียมพร้อมในการให้สัญญาณเทรด ส่วนการส่งคำสั่งเนื่องจากเราไม่ทราบว่า ราคาจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางไหน เราจึงต้องทำการส่ง pending ขนาบกับราคา ไว้ทั้ง 2 ด้าน นั่นคือ ส่ง Pending order แบบ Buy Stop และ Sell Stop โดยทำการกำหนด Take Profit และ Stop loss ให้มีขนาดเล็กกว่าการเคลื่อนไหวให้น้อย ทำให้โอกาสที่จะชน Take Profit เกิดขึ้นได้สูง 

การเคลื่อนไหวของกราฟช่วงที่ ADX มีระยะต่ำกว่า 15 จะทำให้การเคลื่อนไหวที่ตามมานั้นมีความรุนแรง เมื่อมีความรุนแรงก็สามารถที่จะชน Take Profit ได้ง่าย  ทำให้ความน่าจะเป็นของการขาดทุนนั้นไม่มากนัก แต่ว่าก็ไม่ควรละเลยที่จะตั้ง Stop loss

องค์ประกอบเพิ่มเติม

เพื่อให้การเทรดมีความน่าจะเป็นสูงยิ่งขึ้น เราไม่ควรใช้ indicator ตัวเดียวในการให้สัญญาณเทรด เมื่อ ADX สามารถบอกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเทรดได้ แต่ไม่สามารถบอกทิศทางได้ เราสามารถใช้ indicator ตัวอื่นผสมผสานกับ Indicator เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ตัวอย่างเช่น Moving Average เช่นการตัดขึ้นของราคาเหนือ MA 20 เป็นเทรนด์ขาขึ้น ถ้าเรารอจังหวะให้ ADX ย่อต่ำกว่า 15 หรือ 20 หมายความว่า ADX มีการพักฐาน เราก็สามารถใช้ทิศทางจาก MA ช่วยในการตัดสินว่าจะส่ง Long หรือ Short หรือเราสามารถใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น Stochastic หรือ RSI เพื่อบอกสัญญาณร่วม ไม่ว่าจะใช้สัญญาณ Overbought หรือ Oversold ก็ตาม

Keywords: การใช้ ADX  ดัชนีการเคลื่อนไหวราคา Forex  ADX Indicator

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ indicator ต่าง ๆ : Bollinger Band

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ indicator ต่าง ๆ : Bollinger Band

บทความนี้เป็นบทความแรกหลังจาก บทความกลยุทธ์จากทฤษฎีการล่า บทความเกี่ยวกับการใช้ Indicator พื้นฐานที่ปรากฏอยู่ใน MT4 ตอนติดตั้งเครื่อง โดยแบ่งออกเป็น 5 หมวด คือ Trend Oscillator Volume Bill Williams และ Custom Indicator ซึ่ง Bollinger Band เป็น Indicator ตัวแรกในหมวดนี้ การเรียงกันของการเขียนจะเรียงกันตามที่ปรากฏในกลุ่ม  ซึ่งสาเหตุที่เขียนบทความเกี่ยวกับการใช้เป็นการแชร์มุมมองของการใช้ Indicator ของผมเท่านั้น บาง Indicator อาจจะไม่ได้เป็นมาตรฐานการใช้งาน และไม่ได้อ้างอิงจากทฤษฎีเท่าใดนัก ขณะที่บางอย่าง การใช้งาน Indicator ก็ใช้เพื่อปรับให้เข้ากับเครื่องมือที่เหมาะสมกับลักษณะการเทรดของเรา เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาในบทความมากขึ้น ผู้เขียนจึงขอแนะนำให้กลับไปอ่าน บทความก่อนหน้าเกี่ยวกับ การสร้างระบบเทรดให้ได้กำไร ทฤษฎีพฤติกรรมราคา และ กลยุทธ์การล่าที่ใช้ในตลาด Forex เพิ่มเติม ซึ่งเป็นเนื้อหาบางเนื้อหาที่ต้องใช้ประกอบกันในการใช้ indicator  โดยองค์ประกอบของบทความเกี่ยวกับการใช้ Indicator ประกอบด้วย ลักษณะของ Indicator และจุดเด่นและจุดด้อยของมัน และ การใช้งานครับ

ลักษณะของ Indicator

รูปที่ 1 เส้นสีเหลือง เส้น Bollinger Band

Indicator Bollinger Band ทำขึ้นมาจากค่าทางสถิติ โดยใช้ค่า Moving เป็นตัวคำนวณ นั่นคือ การคำนวณ 20 แท่งสุดท้ายเสมอ เพราะว่า ค่ามาตรฐาน (Default) ของ Bollinger Band นั้นคือ 20 นั่นเอง  Bollinger Band ถูกสร้างโดยคนที่ชื่อ John Bollinger มีองค์ประกอบของเส้นอยู่ 3 เส้น นั่นคือ เส้น Moving Average เส้น Standard Deviation ข้างล่างและข้างบน โดยเส้น Standard Deviation ทำการคูณ 2 เข้าไป ซึ่งการคูณ 2 หรือ 3 เท่านี้ทำให้เราสามารถปรับจูนให้มันเข้ากับการใช้งานของเราได้ ซึ่งการสร้างเส้น Bollinger Band เราสามารถหัดสร้างเองได้โดยใช้ Excel

ดังนั้น สูตรของการใช้งานเส้น Bollinger Band มีดังนี้

MA = ผมรวมของราคาปิด 20 แท่ง/ 20

Upper Band = MA +(ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน*2)

Lower Band = MA – (ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน*2)

จากรูปที่ 1 จะเห็นราคาแกว่งตัวขึ้นลงอยู่ใน Band และมี 2 ลักษณะคือ ลักษณะที่มีเทรนด์ (วงกลมสีแดง) ซึ่งจะทำให้ Band ผิดรูปผิดร่างไปและลักษณะที่เป็น Side Way คือ วงกลมสีฟ้า ซึ่งจะเห็นว่า ราคาแกว่งขึ้นลงในกรอบ Band หลาย ๆ ท่านมักจะอาศัยลักษณะนี้ในการเข้าเทรด กล่าวคือ การใช้การแกว่งตัวในช่วงกรอบสีฟ้า ถ้าแตะด้านล่างของ Lower Band ทำการ Buy และ Sell เมือ่แตะกรอบบน อย่างไรก็ตาม Indicator นี้ก็เหมือนกับ Indicator ทั่ว ๆ ไป เพราะว่ามันก็ไม่สามารถบอกได้อยู่ดีว่า เมื่อไหร่จะเกิดเทรนด์หรือ Side Way บ่อยครั้งที่ต้องเผชิญกับภาวะคาดการณ์ผิดและชน Stop loss ไป

จุดเด่นและจุดด้อย

จุดเด่นของ Bollinger Band

จุดเด่นของ Bollinger Band คือ การใช้บอกการแกว่งตัวขึ้นลงใน สภาวะ Side Way ได้ดี เนื่องจากการสร้างเป็นกรอบ ทำให้รู้ว่าช่วง Side Way แพงหรือถูกเหมาะสำหรับการเข้าเทรด หรือยัง  ซึ่งมันเป็นเหมือนกับการสร้าง Chanel ในการเข้าเทรด เพื่อตัดสินใจในการเทรด

และเพื่อให้การเทรดสามารถลดความผันผวนของ Band ออกไปอีกเพื่อปรับลดความเสี่ยงคุณสามารถปรับตัวคูณของ Band โดยเปลี่ยนเป็นคูณ 3 สิ่งที่คุณจะได้คือ คุณได้กรอบที่กว้างขึ้น เมื่อกรอบกว้างขึ้น ความเสี่ยงที่จะเข้าเทรดในจังหวะที่มันผันผวนไม่มากพอก็จะลดลง ทำให้คุณเข้าเทรดได้ค่า Risk Reward ที่ดีมากขึ้น

จุดด้อยของ Bollinger Band

จุดด้อยของ Bollinger Band คือ ในช่วงที่มีเทรนด์ จากตัวอย่างในรูปที่ 1 จะเห็นว่ารูปแบบของ Band นั้นแตกต่างออกไป ทำให้เราทราบว่า นั่นคือเกิดทิศทางเทรนด์อย่างแน่นอน แต่ปัญหาคือ มันไม่ได้บอกเราเลยว่า มันจะไปถึงไหน แถมการเข้าเทรดจุดนั้น จุดที่เรียกว่าเกิดเทรนด์ เกิดปัญหาที่เรียกว่า เข้าเทรดช้าไป ทำให้การเข้าเทรดในช่วงตลาดมีเทรนด์นั้นไม่มีความได้เปรียบเอาเสียเลย นอกจากนี้เทรนด์บางเทรนด์ยังเกิดการกลับตัวอย่างกระทันหันทำให้การเทรดสำหรับกราฟที่มีเทรนด์ของ Bollinger Band นั้นไม่ได้ผลเอาเสียเลย

การใช้งาน

อย่างที่ได้กล่าวใน ข้อด้อยข้อเด่นของมัน การใช้งาน Bollinger Band ควรจะใช้งานในช่วงที่ตลาดเป็นตลาด Side Way เพราะว่าเทรดง่ายกว่าและมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นมากกว่า และที่สำคัญการใช้ในช่วง Side Way ให้ Risk:Reward Ratio ที่ดี และที่สำคัญเพื่อสร้างความรัดกุมในการเทรดมากขึ้น ควรมีการปรับตั้งค่าให้ ตัวคูณเท่ากับ 3

รูปที่ 2 จุดปรับตั้งค่าตัวคูณ 3 (Deviations)

เพื่อลดความผันผวนของกราฟ ทำให้กราฟกว้างขึ้น โอกาสที่จะเกิดการชน Band จึงสูงขึ้น ที่จะเป็นไปได้ว่าจะเกิดการกลับตัวของราคา เพื่อความแน่นอน ควรใช้ระบบที่มี Stop loss เพื่อปิดจุดอ่อนของ Band ในช่วงเวลาตลาดมีเทรนด์

Keywords: Bollinger Band การใช้งาน BBAND จุดอ่อน-จุดแข็ง BBAND

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


กลยุทธ์การใช้เครื่องมือเฉพาะพิเศษ

คะแนนโดย admin

เส้น

กลยุทธ์การใช้เครื่องมือเฉพาะพิเศษ

บทความวันนี้เป็นเรื่องของกลยุทธ์การใช้เครื่องมือพิเศษ กลยุทธ์เครื่องมือพิเศษในสังคมแห่งการล่าในทุ่งหญ้าสะวันน่า จะสามารถพบเห็นได้อย่างมากมาย แต่ว่าบางตัวอาจจะไม่ได้เด่นชัด การใช้เครื่องมือพิเศษนั้นเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ การล่านั้น มีข้อจำกัด หมายความว่าผู้ล่าเป็นผู้ที่มีความเสียเปรียบในด้านอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด เช่น วิ่ง หรือเคลื่อนไหวได้ช้ามาก เมื่อเคลื่อนไหวได้ช้า โอกาสที่จะล่าเหยื่อห้ำสเร็จย่อมมีโอกาสน้อยลงไปอย่างมาก ความสำเร็จก็น้อยลงอย่างมา

สัตว์เหล่านี้จึงมีการพัฒนาเครื่องมือพิเศษขึ้นมา 2 – 3 อย่างเพื่อที่จะสามารถทำให้ดำรงมีชีวิตอยู่ได้ เราลองมาดูตัวอย่าง สัตว์ที่ใช้เครื่องมือพิเศษในการล่ากันสัก 1 ตัวอย่างกัน

รูปที่ 1 กิ้งก่าคาเมเลี่ยน
ที่มา: https://www.latimes.com/science/sciencenow/la-sci-sn-chameleon-tongue-20160622-snap-story.html

ในรูปคือกิ้งก่า Chameleon ที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า มันกินสัตว์ที่เล็กกว่าอย่างเช่นแมลง แต่แมลงเกือบทุกชนิดมีความสามารถในการเคลื่อนไหวที่เร็วกว่ามัน แต่นั่นก็ไม่ด้หมายความว่า แม้ร่างกายจะเคลื่อนไหวช้า จะทำให้มัน สามารถเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนอื่น ๆ ได้ช้ากว่า เพียงแค่อวัยวะส่วนที่จับเหยื่อสามารถเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเหยื่อก็เพียงพอแล้ว นั่นก็คือลิ้นของมัน

ดังนั้น จากรูปแบบของกิ้งก่า chameleon แล้ว เราจะเห็นได้ว่า ปัจจัยของความสำเร็จของการล่า คือ ประสิทธิภาพของอาวุธนั่นเอง

ในบทความชุดก่อนหน้าเรื่องทฤษฎีราคา เราได้กล่าวถึง Indicator ประเภทหนึ่งคือ Equidistance ซึ่งมีอยู่ใน MT4 เอง การใช้ Indicator สามารถกำหนดความสำเร็จของการล่าได้ ปัจจัยความสำเร็จของการล่าจึงมีเพียงประสิทธิภาพของอาวุธเท่านั้น แล้วอาวุธของเหล่าเทรดเดอร์คืออะไรหล่ะ? มันก็คือ เครื่องมือสำหรับการเทรดนั่นแหละครับ ใครที่พัฒนาเครื่องมือได้ประสิทธิภาพสูงสุดย่อมกำความได้เปรียบในการล่าไว้ในมือ

อาวุธพิเศษนอกจาก Indicator

การที่จะได้อาวุธพิเศษมานั้น จะต้องทำการพัฒนา Indicator มาจากหลักการคิด ซึ่งบทความก่อนผมยกตัวอย่างการใช้ Indicator ให้สอดคล้องกับหลักการ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสร้าง Indicator เองไม่ได้ แต่ Indicator ของคุณต้องมีประสิทธิภาพถ้าหากว่าคุณจะสร้างขึ้นมาเอง

อย่างไรก็ตามการสร้าง Indicator นอกจากจะต้องเป็นคนที่เก่งด้านหลักการเทรดแล้ว ยังต้องเก่งในการ Coding สำหรับการพัฒนา indicator ขึ้นมาสำหรับตัวเองโดยเฉพาะด้วย แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า อาวุธพิเศษในรูปแบบอื่น เราจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้เสียทีเดียว อาวุธในรูปแบบอื่น ๆ ที่ผมกำลังจะกล่าวถึงคือ กลไลการเทรด

กลไกการเทรด เป็น Trading Mechanism ที่ไม่มีการใช้ Indicator สามารถพัฒนาและสร้างกลไกลการเทรดในการใช้เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบลดความเสี่ยงในการล่าได้ โดยกลไกการเทรด มันจะเป็นการเทรดที่ไม่ได้ใช้ Indicator เป็นหลัก ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีการ ตัวอย่างเช่น ระบบ Lucky 7 ระบบ Martingale เป็นต้น

สำหรับใครที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการ Forex มาอย่างยาวนานมากพอย่อมรู้จัก 2 ระบบที่ผมกล่าวไป แต่กลไกแบบนั้นก็อาจจะยังดูซับซ้อนเกินไปสำหรับมือใหม่ ผมเลยเลือกเสนอตัวอย่างกลไกง่าย ๆ ที่ใช้ในการเทรด ทั่วไป นั่นคือ การตั้ง Pending ออเดอร์

การตั้งกลไกกลยุทธ์เฉพาะ

ในบางคู่เงิน เช่น GBPUSDมีการเคลื่อนไหวเฉลี่ยต่อวันที่กว้างมาก จากราคาเปิด ถ้าหากเราสามารถจับได้ว่า การเคลื่อนไหวนั้นจะมีการแกว่งตัวมากกว่าที่เรากำหนด เช่น ค่าเฉลี่ยการเคลื่อนไหวต่อวันของค่าเงิน GBPUSD เท่ากับ 100 pip จากราคาเปิด เราเลยกำหนดหลักการว่า หลังจากราคาเปิด ให้ส่งออเดอร์ Pending Sell Stop และ Buy Limit ซ้อนกันทั้ง 2 ออเดอร์ โดยการส่ง Sell Stop ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน และหลังจากนั้นเพียง 3- 5 pip ก็ส่ง Buy Limit ไว้อีก การส่งออเดอร์ลักษณะนี้อาจจะเป็นเหมือนการวางกับดักไว้ก็ไม่ปาน เพื่อที่จะให้การเคลื่อนไหวที่เฉลี่ยกว่า 100 Pip เคลื่อนไหวไปชน 3- 5 pip ที่เกิดขั้นนั้น หรือ การตั้ง TP ในออเดอร์ที่เปิดจำนวนน้อย ๆ ก็ไม่แตกต่างกัน แต่ต้องระบุให้ได้ว่าโอกาสการเกิดแบบนั้นจะทำให้มันเคลื่อนไหวมากพอที่จะชน จุดทำกำไรได้

ที่สำคัญของกลยุทธ์นี้คือ การไม่โลภ รู้จักควบคุมตัวเองได้ แต่ก็เป็นกลยุทธ์ที่ยากพอสมควรเพราะว่าความโลภของเรานี่แหละ เมื่อเราเทรดได้กำไรน้อยนิด เราก็จะบอกตัวเองว่า เอาอีกหน่อยน่า มันวิ่งตั้งเยอะ ตั้ง 100 กว่าจุดลองสักครั้ง ซึ่งถ้าหากไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็จะสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล

นอกจากนี้กลยุทธ์แบบนี้สามารถประยุกต์ส่งครอบการเคลื่อนไหวปัจจุบันทั้งบนและล่าง และทำการตั้งจุดทำกำไรไว้เพียงน้อยนิด ก็สามารถทำได้เช่นกัน

จะเห็นได้ว่า อุปกรณ์พิเศษหรือเฉพาะนั้นไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นเพียงแค่ Indicator เพียงอย่างเดียว แต่ก็สามารถใช้เป็นกลไกการเทรดได้

Keywords: Trading Mechanism กลไกการเทรด กลยุทธ์ไม่ใช้ Indicator

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


กลยุทธกาฝาก

คะแนนโดย admin

เส้น

กลยุทธกาฝาก

การล่าไม่จำเป็นต้องเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ถึงจะประสบความสำเร็จในการล่า แม้ว่าขนาดใหญ่จะทำให้คนอื่นไม่สามารถแข่งขันได้ในกลยุทธ์ในแง่ของเชิงปริมาณ เช่น เมื่อเทียบกับจำนวนทุนแล้วทำให้ไม่สามารถมีคนเข้ามาแข่งขันใหม่ได้ แต่ในแง่ของความเสี่ยงทำให้ยากต่อการมีชีวิตรอด  เช่น การถูกพบเห็นได้ง่าย การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า การที่ต้องบริโภคอาหารเป็นจำนวนมาก นั่นทำให้เกิดข้อจำกัดมากมาย กลยุทธ์ขนาดใหญ่จึงเสียเปรียบหลาย ๆ ด้าน ปรัชญาเหล่านี้นอกจากจะถูกใช้ในวงการเทรดแล้วยังใช้ในหลาย ๆ วงการ เช่น วงการธุรกิจ

รูปที่ 1 เหาฉลาม
ที่มา: http://oknation.nationtv.tv/blog/outofsmallworld/2018/10/19/entry-1

ตัวอย่างขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จะมีปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการ การควบคุมต้นทุน การแตกองค์กรให้มีขนาดเล็กหลายองค์กรจึงมีความสามารถในการบริหารจัดการได้ดีกว่า เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีกว่า แทรกซึมได้ดีกว่า และอยู่รอดได้ง่ายกว่า เรียกว่าระบบสาขา ตัวอย่างของ Lotus Express ที่เปิดแย่งตลาดกับ 7-11 หรือ BigC ที่เปิดสาขาย่อยเพิ่มต่าง ๆ ซึ่งเป็นการปรับตัวของภาคธุรกิจ องค์กรที่มีขนาดใหญ่มักจะต้องเผชิญปัญหาเหล่านี้

ดังนั้น การที่มีขนาดใหญ่ ขนาดของพอร์ทลงทุนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป มันอาจจะหมายถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามมาด้วย กลยุทธ์กาฝากจึงเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่น่าสนใจ ของอีกฟากหนึ่งของการล่า ในเมื่อใหญ่ที่สุดแล้วมีความเสี่ยงก็ควรจะเล็กให้ได้มากที่สุด ตรงข้ามกับใหญ่ที่สุด ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ ในธรรมชาติที่เราสามารถพบเห็นได้ เรื่องของวิวัฒนาการ เมื่อก่อนไดโนเสาร์มีขนาดใหญ่มหึมา จนกระทั่งตอนนี้เหลือรอดมากี่เปอร์เซ็นต์กัน ต้องบอกว่าสัตว์ที่ตัวใหญ่ขนาดไดโนเสาร์เหลือรอดเพียง 1 – 2 ชนิดเท่านั้น ขณะที่สัตว์ตัวเล็กกว่าเหลือรอดผ่านกาลเวลายุคสมัยมาหลายสายพันธ์

ดังนั้น นี่ก็อาจจะเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของการอยู่รอดของการเทรด การมีขนาดเล็กจนทำให้ผู้ล่าล่าไม่ได้ ตัวอย่างของการเป็นเห็บของสิงโต คอยสูบเลือดอยู่บนหลังสิงโต รอวันที่เลือดเต็มแล้วค่อยกระโดดลงไปในพงหญ้าเพื่อขยายพันธุ์ต่อไป

องค์ประกอบของความสำเร็จของกลยุทธ์

องค์ประกอบของความสำเร็จของกลยุทธ์กาฝาก ที่ทำให้สัตว์ขนาดเล็กอยู่รอดคือ

ขนาดตัว

ถ้าขนาดตัวมีขนาดเล็กมาก จึงทำให้การบริโภคนั้นน้อยนิด บริโภคเพียงน้อยนิดก็อยู่รอดได้ ทำให้เหยื่อของพวกกาฝาก พวกพยาธิพวกนี้มีจำนวนมาก เพราะมีสัตว์ขนาดใหญ่จำนวนมากที่ไม่ค่อยระวังตัวเอง

การแฝงตัว

เมื่อมีขนาดตัวเล็กแล้วจะต้องทำการแฝงตัวเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพและสามารถหาแหล่งอาหารและอาศัยอยู่บนแหล่งอาหารนั้นได้นาน ตัวอย่างเช่น เห็บหรือหมัดของหมา เป็นต้น กลยุทธ์ของหมัดหมาแฝงตัวอยู่ตามไรขนของสัตว์คอยดูดกินเลือดและรับสารอาหารจากเลือดนั้นอีกต่อหนึ่ง

จะนำไปใช้ใน Forex ได้อย่างไร?

การนำไปใช้ในตลาด Forex นั้นมีหลายมุมมอง ตัวอย่างเช่น มุมมองของการบริโภค เมื่อเรามองตัวเราเองว่าเป็นหมัด 1 ตัว เราจะต้องลดขนาดการบริโภคของเรา เช่น เมื่อก่อนเราต้องมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเราเท่ากับ 15,000 บาท ถ้าผมเปลี่ยนใหม่บอกว่า จะทำอย่างไรให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของเราเหลือ 5,000 บาทจะทำได้หรือไม่ การลดขนาดนี้จะทำให้เราบริโภคอาหารลดลงและทำให้อัตราการอยู่รอดเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องเสี่ยงกับการลงทุนหลายครั้ง ไม่ต้องได้ปริมาณกำไรมาก แต่ก็แค่เข้าให้ถูกเทรนด์สักครั้ง หรือ สองครั้งก็เพียงพอต่อการอยู่รอดตลอดเดือนนั้น

อีกกลยุทธ์หนึ่งคือ การรู้จักวิเคราะห์เทรนด์ใหญ่ โดยนัยยะนี้เราจะให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวราคาในระยะยาว เช่น Trend 1 Day คือ ช้างและเรากำลังจะเป็นเหาของช้าง นั่นเอง ฉะนั้นเราจะต้องไปเทรด Time Frame ที่เล็กที่สุด เช่น 1 Minute หรือ 5 นาทีนู่นเลย แต่สำคัญที่สุดคือ เราก็ต้องมีความรู้เกี่ยวกับกิจวัตรของช้างด้วย เพราะไม่มีความรู้เกี่ยวกับเหยื่อของเราก็เท่ากับสร้างหายนะให้ตัวเอง การมีความรู้เกี่ยวกับเหยื่อก็ไม่แตกต่างกับการที่เราต้องศึกษาเทรนด์ในกราฟ Daily นั่นเอง เราต้องมีการศึกษาพฤติกรรมราคาอย่างถ่องแท้เสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจเทรดและเทรดให้พอดี ข้อสำคัญ ในการเทรด Time Frame ที่มีขนาดเล็กคือ Spread ต้องไม่แพง ทำให้ข้อจำกัดนี้สามารถเทรดได้เพียง 1 หรือ 2 คู่เงินเท่านั้น เพราะว่าคู่อื่น Spread อาจจะได้ไม่คุ้มเสีย และ 2 ต้องเป็นค่าเงินที่มีความนิยมสูง มันก็คือ การที่เราเลือกเหยื่อของเราที่มีปริมาณมหาศาล หรือตัวใหญ่ เช่น ถ้าเราเป็นเห็บของไก่ สักวันหนึ่งไก่ก็อาจจะโดนล่าและเราก็จะไม่มีแหล่งอาหารอีก ถ้าเราเลือกช้างแหล่งอาหารของเราก็จะอยู่ได้นานตราบนานเท่านานไม่ต้องทำการล่าบ่อย ๆ นั่นเอง

ในบทความนี้เป็นบทความสุดท้ายของกลยุทธ์ Forex โดยใช้ทุ่งหญ้าสะวันน่า บทความทั้งหมดเขียนจากประสบการณ์ของผู้เขียนตลอด 10 ปีและใช้ในการอยู่รอดมาตลอด 4-5 ปีหลัง ผู้เขียนประยุกต์หลักการจากธรรมชาติที่ผ่านการพิสูจน์มาจากกาลเวลา ไม่ได้อ้างอิงหลักการคลื่นหรือวิธีการที่พิสูจน์ไม่ได้ ของสำนักใด ๆ ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า ผู้เขียนเป็นผู้คนพบหลักการนี้ เพราะว่า ใครจะอ้างว่าตัวเองเป็นคนสร้างโลกนี้ขึ้นมาหล่ะ จริงไหม? มันดูน่าขัน เพราะเราไม่ได้สร้างนั่นแหละ! ธรรมชาติสร้างสรรค์จงใช้ประโยชน์จากมัน

Keywords: กลยุทธ์ Forex หลักการเทรด กลยุทธ์กาฝาก

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น