Monthly Archives: April 2019


ระบบ MACD 4H

คะแนนโดย admin

เส้น

ระบบ MACD 4H

 

 บทความ ต่อไปนี้เป็นบทความเกี่ยวกับระบบเทรด ซึ่งเป็นการแนะนำระบบเทรดเบื้องต้นสำหรับการเทรด ผมจะทำการแนะนำระบบเทรดที่ออกแบบอย่างง่ายสำหรับการเทรด Forex โดยใช้เครื่องมือพื้นฐานที่ปรากฏใน MT4 โดยในรอบนี้นำเสนอระบบ MACD 4H  สำหรับการเทรดตามเทรนด์ หรือระบบ Positional Trading เป็นระบบที่น่าสนใจ เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนใช้เพราะว่าต้องเจอสัญญาณหลอกบ่อย ในวันนี้ผมจึงนำระบบ MACD 4 H มานำเสนอและแนะนำสำหรับมือใหม่ในการนำระบบมาฝึกใช้ โดยมีรายละเอียดในการทำงานของระบบดังต่อไปนี้

เครื่องมือที่ใช้

เครื่องมือที่ใช้สำหรับระบบ MACD 4H มีเพียงตัวเดียว คือ MACD ใน Time Frame 4 ชั่วโมง  ดังแสดงในภาพต่อไปนี้

รูปที่ 1 แสดง MACD สำหรับการเทรด 4 ชั่วโมง

จากภาพเป็น MACD ค่า 26 , 50, 9 เป็นค่าที่ปรับจูนขึ้นเพื่อสะท้อนการแกว่งตัวของราคา  สำหรับการเทรด แบบตามเทรนด์นั้นสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ เราไม่สามารถเข้าเทรดในช่วงกลับตัวได้ มันจะต้องยอมเข้าเทรดช้ากว่าปกติ เพราะว่า สัญญาณที่ให้นั้นจะช้ากว่าปกติมาก ในค่า MACD ที่ผมตั้ง ผมจะเอาเกณฑ์การแกว่งตัวของราคาเป็นตัววัด เช่น กราฟช่วงนี้ลง แท่ง Histogram ของ MACD ก็จะต้องลง ขณะที่เทรนด์เป็นขาขึ้น MACD ก็ต้องเป็นขาขึ้นตามไปด้วย 

การอ่านสัญญาณ

การอ่านสัญญาณเทรด MACD ต้องยอมรับเงื่อนไขอย่างหนึ่งก่อนสำหรับคนที่ตั้งค่า MACD คือ ควรจะใช้ค่าที่ผมตั้งให้ คุณสามารถปรับจูนให้เข้ากับกราฟได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินไหน ค่าการเหวี่ยงไม่ตรงกันอย่างแน่นอน และที่สำคัญมันไม่สามารถใช้ได้ตลอดทุกค่าเงิน และตลอดเวลาต้องมีการปรับจูนตลอด ฉะนั้นค่ามาตรฐานกลางก็ควรจะเป็นค่าที่ปรากฏในกราฟ เงื่อนไขของการเทรด Forex ที่สำคัญ มีดังนี้

  1. การตั้งค่าของ MACD อาจจะไม่สามารถใช้ได้ตลอดเวลา
  2. บางครั้งกราฟเป็นช่วงผันผวนสูง สิ่งที่เราต้องยึดถือคือ กราฟเป็นหลัก ฉะนั้นต้องมีการตั้งค่า MACD ให้เข้ากับกราฟด้วย
  3. การเทรดไม่สามารถเข้าเทรดในกราฟ ณ จุดต่ำสุด และ สูงสุดได้ตลอดเวลา คุณอาจจะโชคดีในบางครั้งแต่นั่นไม่ใช่ประเด็น
  4. สิ่งที่เราไม่เคยรู้เลยคือ อนาคต

สำหรับเงื่อนไขทั้ง 4 ข้อเป็นข้อเท็จจริงทีเกิดขึ้นในตลาด เราได้แต่ทำการคาดเดาเท่านั้นครับ โดยเร่าจะมาอ่านสัญญาณการเทรดกันเลย

การเทรดกราฟ MACD 4H จะต้องใช้ MACD 4H เป็นจุดเข้าเทรดครับ จุดเข้าเทรดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ แท่ง Histogram นั้นอยู่สูงกว่า เส้น MA เท่านั้นและต้องอยู่ต่ำกว่าเส้น 0 สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักเส้น 0 ก็คือเส้นกึ่งกลางของแท่ง Histogram นั่นแหละ

รูปที่ 2 แสดงจุดเข้าเทรด และจุด 0

จากรูปที่ 2 จะเห็นววงกลมสีเหลืองสำหรับสุดเข้าเทรด ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกราฟแล้วมันจะช้า เราจะเข้าเทรดก็ต่อเมื่อแท่ง Histogram (สีเทาทีบ) สำหรับท่านี่เป็นแท่งไม่ต้องสนใจครับ เพราะผมปรับให้แท่งมันหนา มันเลยไม่มีช่องว่างเห็นเป็นแท่ง แต่คุณสมบัติของมันก็เหมือนกันทุกประการณ ในการเข้าเทรด เพื่อให้สัญญาณกรองสัญญาณหลอก ท่านต้องสร้างเงื่อนไขขึ้นมา ซึ่งเงื่อนไขที่ว่าก็คือ สำหรับการ Buy และ Sell มีดังนี้

Buy :

  1. แท่ง Histogram ต้องต่ำกว่าค่า 0 เท่านั้น
  2. เส้น MA สีแดง อยู่ต่ำกว่าแท่ง Histogram ตามวงกลมสีเหลือง
  3. ค่า Histogram ต้องมีค่าสุดโต่งสูง อย่าเทรดเมื่อ Histogram ค่าต่ำและใกล้เส้น 0 ทั้งสองฝัง (ดูตัวอย่างในรูปที่ 3)

Sell :

  1. แท่ง Histogram ต้องสูงกว่าค่า 0 เท่านั้น
  2. เส้น MA สีแดง อยู่สูงกว่าแท่ง Histogram ตามวงกลมสีเหลือง
  3. ค่า Histogram ต้องมีค่าสุดโต่งสูง อย่าเทรดเมื่อ Histogram ค่าต่ำและใกล้เส้น 0 ทั้งสองฝัง (ดูตัวอย่างในรูปที่ 3)

เงื่อนไขฝั่ง Sell จะตรงข้ามกับฝั่ง Buy  การส่งคำสั่งจึงใช้หลักการตรงข้ามกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือ เราต้องกรองสัญญาณหลอกออกไปด้วย โดยสัญญาณที่ไม่เข้าเทรด คือ สัญญาณลักษณะตามภาพต่อไปนี้

รูปที่ 3 แสดงรูปสัญญาณหลอกในวงกลมสีเหลือง

จากรูปที่ 3 แสดงถึงสัญญาณหลอกโดยสีเหลือง จะเห็นว่า ยอดภูเขาของ Histogram จะไม่สูงเท่ากับ สีเขียว เราจะใช้สัญญาณนี้เป็นจุดบอกง่าย ๆ ว่า ไม่ควรจะเทรด เพราะว่า ความผันผวนต่ำ ไม่ยากใช่ไหมครับ

จุดออก

เราพูดถึงจุดเข้าและจุดที่ไม่ควรเทรดมาเยอะ เราต้องหาจุดออก กันบ้างแล้วครับ สำหรับจุดออก คือ จุดตรงข้ามกับฝั่ง Buy แต่ไม่ใช่ จุดที่เราต้องส่งคำสั่ง Sell นะครับ จุดคำสั่ง Sell นั้นจะช้าไปแล้วเพราะว่าราคามีการกลับตัวมาพักใหญ่ สำหรับจุดออก เราก็ต้องมีเงื่อนไขที่จะต้องยอมรับดังต่อไปนี้

  1. เราไม่สามารถออกจุดที่สูงสุดของราคาได้
  2. เราไม่สามารถรู้อนาคตได้ว่ามันจะกลับตัวเมื่อไหร่

สิ่งที่เราต้องทำคือ เตรียมพร้อม การตั้ง `Stop loss และ Trailing Stop เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเทรด เพื่อให้เราไม่ขาดทุนเยอะนั่นเอง ต่อไปจุดออกจะแสดงดังภาพต่อไปนี้

รูปที่ 4 แสดงกราฟ จุดออก

มีเงื่อนไขของการออก ออเดอร์ Long คือ Histogram อยู่ข้างบน (กรอบสีเหลือง) และ กรอบสีแดงให้หาจังหวะออกในตอนที่มีแท่งเทียน ยาวกว่าแท่งอื่น ๆ ดังตัวอย่างในกรอบสีแดง ในกราฟ นั่นแปลว่าเราทำราคาได้ดีพอสมควร ซึ่งถ้ามันไม่เกิด ราคาก็จะชน Trailing Stop ที่เราเลื่อนตามมานั่นเอง หวังว่าทุกคนจะมีความสุขกับการเทรดครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : Forex กับการหลอกลวง

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : Forex กับการหลอกลวง

 

วันนี้น้องที่ทำงาน เดินมาพร้อมขอคำปรึกษาเนื่องจากน้องเคยได้ข่าวว่าผมมีความรู้เรื่องหุ้นอยู่บ้าง ปรกติผมไม่ชอบบอกให้ใครว่าผมทำอะไรอยู่ มันมีทั้งผลดีและผลไม่ดี เนื่องจากผมไม่ได้หากินกับชื่อเสียง จึงไม่เคยคิดจะเปิดเผยว่า เราเก่งหรือไม่อย่างไร เราคิดอย่างเดียวว่า เราก็หากินของเราไปครับ แต่น้องก็เห็นผมจากการที่ผมดูกราฟอยู่บ้างบางครั้ง มันน่าแปลกที่หลาย ๆ คนเริ่มรู้จักตลาดหุ้น และคิดว่าตลาดหุ้นจะสร้างความร่ำรวยให้ได้ ทุกวันนี้มีบุคคลมากมายที่เข้ามาในตลาดหุ้นจริง ๆ และคิดว่าจะรวยข้ามวัน มีอีกหลายหมื่นคนที่ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นคืออะไร และเข้าใจว่า Forex คือ ตลาดหุ้น และ Crypto currency คือตลาดหุ้น วันนี้ก็เลยจะถือโอกาสมาเล่าเรื่องเตือนสติมือใหม่เกี่ยวกับวงการโกงของพวกที่หากินกับมือใหม่ครับ

ช่วงนี้กำลังเป็นที่ระบาดกันในหลาย ๆ ภาคครับเรื่องการชักชวนกันมาลงทุน ของกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง น้องที่ออฟฟิศบอกว่า ลงทุน 100 USD หลังจากนั้น ผ่านไป 34 วันจะได้ผลตอบแทน 50 % หรือ 50 USD น้องเข้ามาถามผมว่า มันได้จริง ๆ หรือพี่ หรือว่ามันหลอก ผมได้แนะนำน้องไปว่าอย่าได้ไปข้องแวะกับคนกลุ่มนี้หรือพวกที่มาชักชวนให้ลงทุนที่อะไรก็ตามที่ทำกำไรได้ง่าย ๆ น้องบอกว่า โอเค ดีที่มาถามพี่ก่อน เพราะว่า สามีของเพื่อนได้นำเงินไปลงทุนหลักแสน พร้อมทั้งชักชวนคนจำนวนมากให้ไปลงทุน  บางคนหวังกำไรมาก ถึงขนาดเปิดวงแชร์ เพื่อเปียมือแรกแบบไม่มีดอกแล้วนำไปลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 50 % ต่อเดือนที่ว่านี้ พอเดือนแรกก็ได้ผลตอบแทนอย่างที่เขาวว่ามาจริง ๆ เมื่อได้มาแล้วทุกคนก็ต่างคาดหวัง วาดฝันกับอนาคตที่จะกลายเป็นเศรษฐีข้ามวัน

ไม่นานจากนั้น ผมก็ได้คุยกับน้องที่สนิทกันถึงเรื่องที่เพื่อนของน้อง ได้มาชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจแบบเดียวกันกับน้องที่ทำงาน เพียงเริ่มต้นคนละ 1 แสนบาท น้องบอกว่า 1 แสนนี่ยังน้อยนะ เพื่อนที่รู้จักกันบ้านหนึ่ง เป็นบ้านคนรวย ลงไปเป็นล้าน ได้ผลตอบแทนมาเดือนแรกฮือฮากันใหญ่

รูปแบบของการทำการตลาด

จริง ๆ แล้วพวกนี้ก็ทำแบบนี้มาหลายปีแล้วนะครับ แต่ผมยังแปลกใจที่ว่า ก็ยังมีคนหลงเชื่อทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแถบภูธร บ้านนอกมาก ๆ ทำการตลาดด้วยวิธีการชักชวนคนและอาศัยปากต่อปาก จำเพาะต้องเป็นตลาดบ้านนอกด้วยนะครับ สงสัยเพราะว่า คนกลุ่มนี้อาจจะหลอกง่าย จริง ๆ แล้วพวกนี้มันมีรูปแบบตายตัวอยู่ที่สามารถรู้ได้ทันที่ว่าโกงแน่ ๆ คือ

  1. ขนาดผลตอบแทน – ขนาดผลตอบแทนของพวกนี้ อาจจะเกิน 10 % ต่อเดือนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกต่ำกว่า 10 % ต่อเดือนจะหลอกไม่ได้นะครับ ก็มีเช่นกัน วิธีคิดเราลองคิดง่าย ๆ อย่างนี้ครับ การเปียแชร์เราได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ และมีความเสี่ยงมากหรือไม่ ถ้ามันเสี่ยงมากแต่ได้ผลตอบแทนดี แล้วจะยังมีที่เสี่ยงกว่านี้และได้ผลตอบแทนดีกว่านี้อีกหรือ? ลองคิดถึงผลตอบแทนของธุรกิจรอบ ๆ ตัวท่านสิครับ ท่านจะเห็นว่าแทบจะไม่มีเลยที่มีธุรกิจผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 20 % ต่อเดือน ยิ่งเอาผลตอบแทนเยอะ ๆ มาล่อด้วยแล้วต้องคิดไว้ก่อนครับ
  2. การทำการตลาดเครือข่าย – คือ การหลอกและให้ลูกข่ายแนะนำ ซึ่งคนแนะนำก็อาจจะถูกหลอกมาอีกทีหนึ่ง หรือ เป็นผู้ร่วมขบวนการก็ได้ คุณสามารถตั้งคำถามอย่างง่าย ๆ คือ ถ้ามันรวยแล้วทำไมมันต้องมาชวนเราด้วยว๊ะ หรือว่าเหตุอะไรที่ทำให้คนทุกคน รวยแล้วใครจะจน แล้วจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ทำไมพวกมันถึงไม่เก็บวิธีการไว้เงียบ ๆ เป็นต้น
  3. รูปแบบของกลุ่มคน – กลุ่มคนที่มักจะติดกับดักของคนกลุ่มนี้คือ กลุ่มที่ไม่ค่อยมีความรู้ในการลงทุน และมีเงินเก็บพร้อมที่จะลงทุน บางครั้งก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ และคนที่อายุยังน้อยที่ไม่อยากทำงานแต่ได้เงินดีก็มีเหมือนกัน

จากคน 3 กลุ่มเราจะเห็นถึงรูปแบบบางอย่าง แค่ 3 ข้อนี้ก็เพียงพอสำหรับการสังเกตุกลุ่มพวกหลอกลวงต้มตุ้นในตลาด Forex แล้วหล่ะครับ หลักคิดง่าย ๆ ที่จะทำให้เราปลอดภัยและมีเงินอยู่ในกระเป๋าของเราตลอดไป คือ อย่าคิดว่า อะไรที่มันได้มาง่าย ๆ มันจะดีจริง ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน เพราะถ้าเราทำกำไรง่ายขนาดนั้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย คนอื่นทั่วโลกเขาคงรวยไปนานแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ท่านก็จะไม่เป็นเหยื่อของการถูกหลอกในตลาด Forex ครับ

 

ตลาด Forex เป็นตลาดที่สามารถลงทุนได้ แต่ไม่ได้เป็นเพราะตลาดที่ทำให้มันน่ากลัว คนนี่แหละครับที่หลอกกันเองจนน่ากลัว ตลาด Forex มีคนหลายกลุ่มเข้าใจผิด แต่ด้วยลักษณะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และทำกำไรได้มหาศาล ทำให้มันเหมาะแก่การปั่นเงิน แล้วทำการเชิดเงินหนี หรือกระทำการใด ๆ เนื่องจากองค์กรที่ควบคุมก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นท่านต้องระวังเงินในกระเป๋าของเราเองครับ เพราะใคร ๆ ก็อยากได้เงินเราทั้งนันแหละครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : การเทรด Correlation Trading (2)

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : การเทรด Correlation Trading (2)

 

บทความก่อนหน้าเป็นการอธิบายที่มาที่ไปของการเทรดโดยใช้ Correlation ในการเทรด บทนี้เราจะกล่าวถึงวิธีการในการเทรด ซึ่งจะขอยกประเภทของความสัมพันธ์ในการเทรด แบบต่าง ๆ โดยรูปแบบการเทรด โดยใช้ Correlation ในการเทรดแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  1. การเทรดโดยใช้ความเชื่อมโยงด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ
  2. การเทรด โดยใช้ความเชื่อมโยงของค่าเงิน
  3. การใช้การเทรด โดยใช้ความสัมพันธ์แบบกลุ่ม

รูปแสดงกราฟสีแดงแสดงความสัมพันธ์ต่ำสีเขียวและสีน้ำเงินมีความสัมพันธ์กันสูง

 

โดยบทความนี้จะอธิบายวิธีการเทรดทั้ง  3 แบบว่าจะทำการใช้การเทรดเชิงความสัมพันธ์อย่างไร ทีละประเภทดังนี้

  1. การเทรดโดยใช้ความเชื่อมโยงด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจ

ในโลกของค่าเงินมีค่าเงินหลายค่าที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันและค่าเงินสัมพันธ์กัน ตัวอย่างเช่น USD และ CAD ซึ่งเป็นคู่ของทวีปอเมริกาที่ใกล้ชิด ตัวอย่างของค่าเงิน AUD และ NZD ในฝรั่ง ทวีปออสเตรเลีย ขณะที่ยังมีค่าเงินของ EUR และ GBP อย่างไรก็ตามแม้คู่เหล่านั้นจะมีความใกล้ชิดกันแต่ก็ยังมีปัจจัยที่แตกต่างกันมากทำให้ค่าเงินนั้นขับดันแตกต่างกัน การเทรดลักษณะนี้ไม่ได้เป็นการเทรด Pair Trading แต่เป็นการเทรด ค่าเงินเดี่ยว ๆ

ตัวอย่างเช่น เนื่องจากค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นมาก แต่ว่าไม่มั่นใจว่ามันจะขึ้นไปต่อหรือไม่ก็เลยจะซื้อค่าเงิน CAD แทนเนื่องจากมีความสอดคล้องกันและระบบเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่เราจะไม่ทำการ SELL USDCAD ครับเพราะว่ามันเป็นการเสี่ยงมากกว่า การ Sell หมายความว่า USD นั้นจะลง และ CAD นั้นจะขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงมันไม่อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้เราเลยไม่เทรดตรง ๆ ตรง ๆ ครับ เราจะทำการเทรดอ้อม ๆ คือ เดิมเราจะทำการซื้อ USDCHF เมื่อเราคิดว่า ค่าเงิน USD จะแข็งค่า แต่มันขึ้นมาเยอะแล้ว เราก็ไม่ Buy USDCHF แล้วแต่ทำการ BUY CADCHF แทน ซึ่งนี่ก็เรียกว่า เป็นการใช้ค่า Correlation แบบหนึ่งครับ โดยการหาค่าเงินตัวกลางตัวอื่น มาเล่นแทน แทนที่จะ Bias กับ 2 ตัวนั้นอย่างเดียว การเทรดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยงนะครับ การเทรดทุกวิธีมีความเสี่ยงครับ ไม่มีแบบไหนไม่มีความเสี่ยง แล้วแต่คุณจะมองความเสี่ยงอย่าไงร

 

  1. การเทรด โดยใช้ความเชื่อมโยงของค่าเงิน

การเทรดโดยใช้ความเชื่อมโยงของค่าเงิน เป็นวิธีที่นิยมใช้ในการเทรดของมือใหม่ครับ มันเป็นวิธีการที่ใช้แบบผิด ๆ ซึ่งวิธีการที่ 1 อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำในแง่ของความเป็นจริง แต่ว่าไม่มีวิธีการใดผิดหรือถูก ถ้าหากว่ามีความเข้าใจเพียงพอ ในวิธีการที่ 2 นี้จะทำการ Buy 2 คู่เงิน เช่น เราเห็นว่า AUDUSD ขึ้นมามาก เมื่อเทียบสัดส่วนกับ NZDUSD เราก็เลยคิดว่า แทนที่จะเราจะทำการ Buy แค่ NZDUSD แบบวิธีการที่ 1 เราก็เลยทำมันทั้ง 2 คู่นั่นคือ การ Short AUDUSD แล้วทำการ Long NZDUSD ด้วยเหตุผลที่ว่า ถ้า 2 คู่เงินนี้เคลื่อนไหวไปตามกันจริง มันก็จะกลับให้ AUD ลง และ NZD ขึ้น หรือถ้า AUD ไม่ลง NZD ก็จะขึ้น ไม่ว่าขึ้นหรือลงก็จะได้ทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อชดเชยกันและขาดทุนน้อย อะไรทำนองนั้น

แต่ในความจริงแล้วมันไม่จริงครับ ไม่จริงเพราะอะไร เพราะเรา Short AUD และ Long NZD นั่นเท่ากับเรากำลัง SHORT คู่ AUDNZD ในตลาดนั่นแหละครับ จะกลายเป็นเสียค่าธรรมเนียมสองต่อไปเสียเปล่า ๆ ดังนั้นวิธีการนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ผมเห็นมือใหม่ในตลาดทำกันบ่อยและเข้าใจอะไรผิด ๆ แต่ว่าจังหวะการทำกำไรมันก็มีเยอะนะครับ เราสามารถเทียบสัดส่วนกันโดยการไปเทรด AUDNZD แทนไม่ต้องเทรด 2 คู่ให้เสียเวลาครับ

 

  1. การใช้การเทรด โดยใช้ความสัมพันธ์แบบกลุ่ม

แบบที่ 3 คือการสร้าง BASKET ขึ้นมา เราจะทำการจัดทำกลุ่มค่าเงินที่มีความเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกัน เหมือนกัน ขึ้นมาสักชุดหนึ่ง เช่น ชุดที่อยู่ทวีปเดียวกัน และมีความเคลื่อนไหวคล้ายกัน เอาเป็น EURUSD  GBPUSD  USDCHF DKKUSD หรืออะไรก็ได้สัก 3 – 4 ตัว แล้วทำการจดสถิติครับ เช่นว่า ค่าความสัมพันธ์ของค่าเงินทั้งหมด มีความสัมพันธ์ต่ำสุด หรือ สูงสุดเท่าไหร่แล้วเรานำมาหาค่าเฉลี่ยความสัมพันธ์ เช่น ค่าเฉลี่ยความสัมพันธ์ได้เท่ากับ 0.75 หรือเคลื่อนไหวเหมือนกัน 75 % ถ้าหากตัวไหนคู่ไหน เคลื่อนไหวต่ำมาก ๆ เช่น เหมือนกัน 50 % หมายความว่ามันมีโอกาสที่จะกลับไปเคลื่อนไหวคล้ายกับกลุ่ม หรือตัวที่เคลื่อนไหวเหมือนกันมาก 99 % มันก็จะเคลื่อนไหวเหมือนกันน้อยลง หาตัวนั้นแล้วหาทิศทางกลุ่ม ก็จะได้การใช้การเทรดแบบความสัมพันธ์แบบกลุ่มครับ การเทรดแบบนี้ไม่ค่อยมีใครใช้มากนักเพราะว่าต้องมีการเก็บสถิติคำนวณและต้องเฝ้าหน้าจอหรือมีตัวส่งสัญญาณในการเทรดที่แม่นยำ ไม่เช่นนั้นก็พลาดโอกาสได้ง่ายครับ และต้องมีการศึกษาข้อมูลย้อนหลังพอสมควร

เป็นอย่างไรบ้างครับ วิธีการทั้ง 3 ก็หวังว่าคงจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยครับ สำหรับใครที่อ่านไม่เข้าใจ นั่นอาจจะเป็นเพราะท่านยังงงกับพื้นฐานค่าเงินครับ ลองศึกษาเพิ่มอีกหน่อยจะเข้าใจสิ่งที่ผมเขียนได้ไม่ยาก

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : การเทรด Correlation Trading (1)

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : การเทรด Correlation Trading (1)

 

การเทรดแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยม คือ การเทรดแบบใช้ค่าความสัมพันธ์ของค่าเงิน หรือที่เรียกว่า Correlation Trading มันคือ การหาคู่เงินที่มีความสัมพันธ์กันสูง แล้วถ้าหาก จู่ ๆ ความสัมพันธ์กันต่ำ ก็จะไปเทรด 2 ตัว  ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ กับ แคนาดา เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจพึ่งพาอาศัยกัน ทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินสอดคล้องกันมาก แม้ว่าขนาดเศรษฐกิจสหรัฐน จะขนาดใหญ่กว่า แต่ก็เคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันอยู่เสมอ

จู่ ๆ มาวันหนึ่ง ค่าเงิน USD ขึ้นเอา ขึ้นเอา ขณะที่ค่าเงิน CAD ปรับตัวขึ้นไม่มากนัก ทั้งที่ค่าเงินสองค่านี้เคยเคลื่อนไหวเหมือนกันมาก ๆ เทรดเดอร์จึงฉวยดอกาสนี้ใกนาร Buy CAD แล้ว Sell USD เป็นต้น ลักษณะนี้ก็เรียกว่า เป็นการเทรดการเคลื่อนไหวค่าเงินที่มีความสัมพันธ์กันมาก หรือ Correlation Trading นั่นอง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำทำความรู้จักกับ Correlation Trading ว่ามันคืออะไร มีกี่แบบ และวันนี้จะพูดถึงแค่ 1 แบบก่อนครับ เพื่อทำความเข้าใจปูพื้นฐาน

รูปแสดงค่าความสัมพันธ์ของค่าเงิน
ที่มา: https://www.oanda.com/forex-trading/analysis/currency-correlation

Correlation คืออะไร?

ค่า Correlation คืออะไร คือค่าความสัมพันธ์ทางสถิติของชุดตัวเลข 2 ชุด ตัวอย่างเช่น ควายฝูงหนึ่งมีสมาชิกฝูงเพิ่มขึ้น 1 ตัว และนกกระยางที่หากินบริเวณนั้น มีสมาชิกฝูงเพิ่มขึ้น 2 ตัว เมื่อควายคลอดลูก 1 ตัว นกกระยางก็จะเพิ่มขึ้น 2 ตัวเท่ากัน หรือในอีกกรณีหนึ่ง ปริมาณเสือดาวเพิ่มขึ้น 1 ตัวต่อปีจะทำให้กวางลดลง 3 ตัวต่อปี เมื่อปริมาณเสือดาวเพิ่มขึ้นปริมาณกวางก็จะลดลอง ซึ่งเป็นการบอกความสัมพันธ์แบบตรงกันข้ามกันนั่นเอง

 

 อย่างนี้เรียกว่า ตัวเลขมันสัมพันธ์กัน  แม้ว่าตัวเลขจะสัมพันธ์กันอย่างนี้แต่ก็ไม่ได้เรียกว่า มีความสัมพันธ์กัน แม้ตัวเลขจะตรงกันคล้ายคลึงเคลื่อนไหวเหมือนกันก็ตาม ถ้าไม่มีเรื่องของทฤษฎีมารองรับมันก็ไร้ความหมาย

จากตัวอย่างของนกกระยาง เพิ่มขึ้น 2 ตัว จากการที่ควายเพิ่มขึ้น 1 ตัวจะเห็นว่า มันไม่ได้เกี่ยวกันเลย ไม่มีความหมายที่เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง  ตัวอย่างของ ควายกะฝูงนกกระยางที่ มีปริมาณสัมพันธ์กันจะเห็นว่ามันไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย แต่ตัวเลขมันดันบังเอิญก็เท่านั้นเอง ขณะที่แตกต่างจากปริมาณเสือดาวกับ ปริมาณกวางนั้นสัมพันธ์กันเพราะว่า เสือดาวล่ากวางเป็นอาหาร เรียกว่ามีความสัมพันธ์แบบเป็นเหตุเป็นผล

สำหรับคนที่ใช้ค่าความสัมพันธ์กันในการเทรดส่วนมาก ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย สนใจแค่ว่าตัวเลขที่คำนวณค่าความสัมพันธ์ออกแล้วมันดูเยอะ ดูดีก็จบแล้วเท่านั้น จริง ๆ แล้ว ถ้ามันไม่เป็นไปตามทฤษฎี มีหลักการรับรอง ก็เรียกได้ว่า เรากำลังมั่วอยู่เท่านั้นเองครับ ฉะนั้น ก่อนจะนำไปใช้ดูหลักการให้ดีก่อน

แล้วในตลาด Forex หล่ะ มันจะมีทฤษฎีอะไรรองรับอย่างนั้น หรือ? ตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ แคนาดากับ สหรัฐฯ อเมริกา ประเทศสองประเทศนี้เป็นประเทศคู่ค้ากัน เพราะว่าพรมแดนใกล้กัน การจะไปค้าขายไกลมันก็ยากลำบากกว่า ดังนั้น ค่าเงินจึงสอดคล้องกันเพราะว่า 2 ประเทศนี้ค้าขายกันนั่นเอง เมื่อเห็นอย่างนี้สิ่งที่เราจะต้องศึกษาเพิ่มก็คือ เรื่องของภาวะเศรษฐกิจ ตัวเลขทางเศรษฐกิจการค้าทิศทางการค้าโลกอะไรทำนองนั้นแหละครับ จากตัวอย่างของ CAD กับ USD เราจะมาดูว่า ค่า Correlation คำนวณยังไง

การคำนวณค่า Correlation

ค่า Correlation เป็นค่าทางสถิติ สามารถคำนวณได้โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ โดยมีสูตรดังนี้

รูปแสดงสูตรการคำนวณ ค่า pearson correlation
ที่มา: https://study.com/academy/lesson/pearson-correlation-coefficient-formula-example-significance.html

จากรูปจะแสดงค่า X กับค่า Y ถ้าให้ผมแทนค่า ค่า X เป็น ค่าเงิน USD ก็ได้ ส่วนค่า Y ก็เป็น CAD เป็นต้น ความสัมพันธ์ของมัน จะแสดงค่าเป็น บวก หรือ ลบ เท่านั้น ค่าบวกสูงสุดคือ 1 ส่วนค่า -1 นั่นคือช่วงค่าของความสัมพันธ์แบ่งได้ตั้งแต่ -1 จนถึง 1 โดยค่า 0 คือค่ากลางแสดงว่าไม่มีความสัมพันธ์กัน ขณะที่ค่าลบ – 1 คือค่าที่มีความสัมพันธ์ตรงข้ามกันคลาย ๆ กับกรณี (เสือชีดาวกับปริมาณกวาง) นั่นคืออีกฝั่งหนึ่งลด ก็อีกฝั่งเพิ่ม ส่วนค่าความสัมพันธ์ทางบวกก็คือ ถ้าลดก็ลดด้วยกัน ถ้าเพิ่มก็เพิ่มด้วยกัน

การอ่านค่าความสัมพันธ์มักจะอ่านเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น ค่าความสัมพันธ์ 0.89 ก็คือ มีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน 89 % เมื่อเราทราบความสัมพันธ์ทราบหลักการ เราก็จะต้องมาดูว่าจริง ๆ แล้วมันสามารถใช้ในการเทรด Forex ได้อย่างไร ซึ่งการเทรด Forex โดยใช้ค่าความสัมพันธ์เป็นสิ่งที่มีมานนานแล้วแต่อาจจะได้รับความนิยมในกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งความสัมพันธ์อาจจะไม่ได้จำเพาะไปแค่ 2 ชุดอาจจะ 3 ชุด หรือ 5 ชุดก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งประเภทของความสัมพันธ์จะแบ่งเป็นดังนี้

  1. ความสัมพันธ์ในทางทฤษฎี หลักการ ซึ่งก็อาจจะไม่สัมพันธ์กันเชิงตัวเลขก็ได้ แต่ว่าหลักการถูก เช่นเดียวกับกรณี USD กับ CAD ประมาณนั้นครับ
  2. ความสัมพันธ์แบบคู่ เช่น ค่าเงินบางตัว กับค่าเงินบางตัวที่เอื้อต่อกันและกัน
  3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่ม เช่น การรวมตัวกันเทรดในกลุ่มที่ตัวเองเลือก
  4. ความสัมพันธ์แบบ กลุ่มหรือเรียกวว่า Currency Basket คือกลุ่มราคาของสินทรัพย์เดียวกันควรจะมีทิศทางคล้ายกัน ซึ่งก็จะมีเพียง 4 แบบ โดยคราวหน้าเราจะมาอธิบายเนื้อหาหลัก ๆ กันต่อไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : Forex อาชีพที่เป็นอาชีพได้

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : Forex อาชีพที่เป็นอาชีพได้

 

ในโลกนี้มีอาชีพแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาชีพที่แข่งกับคนอื่นโดยตรง กับแข่งมาตรฐานของคนอื่น มี 2 ประเภทนี้เท่านั้นครับ  ส่วนมาก เราถูกเลี้ยงมาเพื่อให้ดูแลตัวเอง และแข่งกับมาตรฐานของคนอื่น เช่น เรากำหนดว่า เกรดในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย คือ 4.00 ขณะที่การผ่าน 2.00 คือผ่าน และสามารถเรียนจบได้ การมีเกรดตั้งแต่ เกรด 4 ยันเกรด 0 และเกรด A ยันเกรด F หมายความว่า คุณกำลังแบ่งเกรดนักเรียน และถ้าใครทำได้เท่าไหร่ เราก็อยู่รอดเท่านั้น เด็ก ๆ ถูกสอนให้เอาตัวรอด บางคน เคยได้เกรด 4 มาตลอดและจะทำเกรด 4 ตลอดไป ขณะที่บางคนของแค่เกรด 2 เพื่อผ่านมาตรฐานเท่านั้น ก็จบครับ เอาจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ สำหรับโลกของเรา

ในโลกการทำงานเราก็ทำไม่แตกต่างจากตรงนั้นเลยครับ เราฝึกทักษะของเราเพื่อให้ผ่านมาตรฐานไม่โดดเด่น และไม่แย่ เราผ่านมาตรฐานที่ตั้งไว้ก็พอใจแล้วครับ ให้ได้ทำงานไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ถ้าหากว่า คุณทำมาตรฐานของคนอื่น คุณก็ทำได้แค่ว่า ต้องเป็นลูกจ้างของคนอื่นครับ ระบบที่สองส่วนใหญ่แล้วจึงเป็นระบบของลูกจ้าง แต่โลกเรามักจะไม่ยอมรับที่มีการแข่งขันกันโดยตรง ผมยกตัวอย่างของ กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่แข่งขันกันสูง เกิดนักฟุตบอลอาชีพมากมาย และต้องแข่งกับคนอื่น ใครทำได้ดีก็ได้ผลตอบแทนเยอะตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล นี่แหละครับ อาชีพของคนที่ต้องสู้เพื่อยู่รอด ไม่ว่าคุณจะเกรด F แต่ในสังเวียนจริง คุณชนะหรือเปล่าก็เท่านั้นครับ

โลกของอาชีพเทรด Forex ก็ไม่แตกต่างกัน หลายท่านอาจจะแย้งว่า การเทรด Forex ไม่ต้องแข่งกับใคร และแค่แข่งกับตัวเองในตลาดก็พอแล้ว จริง ๆ แล้วสำหรับอาชีพ Forex เป็นคนที่ทำสงครามกับตลาด เป็นคนที่เดินเกมส์หมากรุกของตลาด เป็นเหมือนปลาตัวน้อย ๆ ที่ไล่กินปลาน้อย และพยายามเอาตัวรอดจากปลาใหญ่ เป็นเหมือนเกมส์ Slither.io หรือเกมส์งูกินหาง ที่เมื่อตัวใหญ่และยาวขึ้นก็จะมีคนอยากกินเรา และเมื่อเราตัวใหญ่เราก็จะไล่กินคนอื่นได้ง่าย ๆ เท่านั้นเอง ในโลกความจริงเป็นแบบนั้น

ในตลาด Forex เราต้องแข่งกับฝั่งตรงข้ามในตลาดโดยตรงเลยครับ  การที่เรากำไรก็ย่อมหมายความว่า มีใครสักคนขาดทุน แล้วใครหล่ะที่ขาดทุน ถ้าหากกลไกที่ว่า คือ Broker ไม่ได้รับพนันว่าเราจะขาดทุนก็ต้องมีคนที่ซื้ออเดอร์ของเราไปขายต่อนั่นแหละครับ กลไกมันกินเป็นทอด ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มีล้มหายตายจาก มีการรักษาพอร์ทให้ใหญ่ขึ้น

แล้วคุณหล่ะเก่งอะไร?

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการที่เราจะอยู่รอดในเกมส์ที่ต่อสู้แข่งขันกับคนอื่น คือ เราเก่ง!!! เท่านี้แหละครับ ที่ทำให้เราอยู่รอด เก่งจริง ๆ นะครับไม่มีดวงปน แล้วอะไรจะทำให้เราเก่งขึ้นได้  ความเก่งนั้นประกอบด้วย 2 อย่างง่าย ๆ ดังนี้ครับ

1 การได้เริ่มเร็วกว่าคนอื่น

2 การเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น

ใน 2 ข้อนี้คุณสามารถทำข้อไหนได้บ้างครับ ใน 2 ข้อนี้ ทำได้เพียงข้อ 1 ครับเพราะว่า การเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น นั้นกำหนดมาจากสติปัญญา ความฉลาด พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม ความเป็นเรา ฯลฯ แต่การเริ่มเร็วกว่าคนอื่น นั้นทำให้เราได้เปรรียบ เราลองย้อนไปดูตัวเองในสมัยเด็กดูครับ ท่านทำอะไร? เล่นฟุตบอล เล่นตะกร้อ  เล่น บาสเก็ตบอล เลี้ยงปลา เล่นหมากรุก เล่นลูกข่าง เล่นดอกไม้ไฟ ล่าสัตว์ ตกปลา ว่ายน้ำ มีอันไหนบ้างที่เรายังเล่นจนถึงทุกวันนี้และใช้มันเลี้ยงชีพได้บ้าง แบบทำมาตลอดโดยไม่หยุดพักเลย เล่นมานานและยังจะเล่นอยู่ จนแทบจะเป็นมือหนึ่งของโลกแล้วครับ มีไหม? หรือว่ามีใครเทรด Forex ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่มีจริงไหมครับ ฉะนั้นนี่แหละครับเราถึงเป็นอันดับหนึ่งไมได้เพราะเราไม่ได้เก่งพอ แต่อย่างหนึ่งเมื่อใครสักคนเริ่มได้เร็วกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จนะครับ เพื่อนเผมอาจจะเริ่มต้นกับตลาด Forex พอ ๆ กับผม แต่ว่าเขาก็หยุดไปแล้วครับ นั่นทำให้ประสบการณ์เขามีไม่มากพอเหมือนกับผมหรอกครับ นั่นแหละครับ การที่เราไม่หยุดทำให้เรามีประสบการณ์ชั่วโมงบินมากกว่า และการได้เริ่มเร็วและไม่หยุดย่อมเป็นอะไรที่ทำให้เราวิ่งไปได้ไกลมากกว่า

ผมกล้าพูดได้ว่า ผมเป็นคนไม่เก่งครับ เรียนหนังสือก็ 2 กลาง ๆ แต่ผมเป็นที่ถ้าผมตั้งใจทำอะไรแล้วผมจะไม่เลิกง่าย ๆ ครับ (ถ้าตั้งใจนะ) นี่ก็ 11 ปีเต็มแล้วครับที่ผมอยู่กับ Forex แล้วคุณหล่ะครับ คุณจะเก่งกว่าคนอื่นได้โดยวิธีไหน และจะเก่งกว่าผมได้อย่างไร จะมีความอึด ความอดทนเยอะกว่าคนแบบผมที่เล่นมานานได้อย่างไร คุณต้องไม่เลิกครับ ถึงจะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์ เกมส์ที่มีคนเล่นน้อย ยิ่งดีครับเพราะเราจะเป็นคนที่เริ่มก่อน แต่สำคัญนะครับ เวลาคุณจะเล่นเกมส์ให้เลือกเล่นเกมส์ที่มันจะทำให้คุณเลี้ยงตัวเองได้จริง ๆ เหมือน Forex นี่ยังไงหล่ะครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : วินัยการเทรดเป็นอย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : วินัยการเทรดเป็นอย่างไร

 

ในโลก Forex เรามักจะได้คยินคำหนึ่ง ซึ่งก็คือ “เป็นเพราะเราไม่มีวินัย” พอทำให้เราไม่ทำตามกฏที่เราตั้งไว้ เอาจริง ๆ แล้ว วินัยการเทรด เป็นอย่างไร หรือว่า ทุกคนต้องมีวินัย หรือว่าบางคนเท่านั้นที่สามารถทำตามกฏได้ ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่า วินัยในการเทรดนั้นในมุมมองของผม แตกต่างจากเทรดเดอร์ข้างนอกอย่างไร ต้องเรียนก่อนว่า ผมไม่ได้เป็นเทรดเดอร์พันล้าน หรือว่าบริหารกองทุนหมื่นล้าน เหมือนที่เผยแพร่อยู่ตลาดข้างนอก ผมเป็นเทรดเดอร์หากินไปวัน ๆ มีเงินเลี้ยงตัวเองพอดูแลตัวเองได้ ไม่ได้รวยจาก Forex แต่ใช้ Forex สร้าง Cash Flow ให้ตัวเองได้เรื่อย ๆ และไม่ต้องเผชิญกับความกดดันของการล้างพอร์ท เทรดเดอร์แบบผมนั้นอาจจะเห็นต่างจากตลาดและตำราอยู่หลายจุด จนทำให้เทรดเดอร์ที่ทำตามตำราอาจจะเห็นต่าง แต่นั่นก็ไม่ผิด วิธีใครก็วิธีมันครับ

วินัยคืออะไร?

ผมต้องเรียนย้ำก่อนว่า ก่อนที่จะศึกษาเรื่องวินัย เราต้องมานิยามคำว่า วินัยให้ตรงกันก่อน วินัย ในความมายของผมคือ การทำตามได้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่ตัวเองกำหนดไว้ จะเห็นว่า วินัยของผมไม่มีคำว่า บังคับ เพราะถ้าหากว่า คุณบังคับตัวเอง นั่นคือคุณไม่อยากทำแล้วหล่ะ ผมยกตัวอย่าง ของนักกีฬา หรือบุคคลที่มีน้ำหนักเกิน แต่อยากจะลดน้ำหนัก ทำไปสักหน่อยก็ทำไม่ได้ พวกโค๊ช หรือเมนเตอร์ออกกำลังกายก็จะบอกว่า ไร้วินัย ไม่มีวินัย คุณไม่สามารถลดได้หรอก คุณไม่มีแรงบันดาลใจพอ เอาจริง ๆ แล้วการเทรดมันเหมือนกับารลดหุ่นออกกำลังกายเลยครับ

ผมไม่คิดว่า การฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบจะทำให้เรามีความสุขกับมันและทำมันได้นาน การทำอะไรไม่มีความสุขนั้นมีแต่ทำลายตัวเองเท่านั้น ตัวผมโชคดีที่ไม่ค่อยอ้วนมาก แต่ก็มีไขมันส่วนเกินตามวัย มีคำถามง่าย ๆ สำหรับคนที่อ้วน และอยากออกกำลังกาย ว่า “ คุณใช้เวลากี่ปี ในการอ้วน แล้วคุณอยากจะเอามันออกกี่ปี?” หรือว่า “ 10 วัน”  “ 3 เดือน” หรือ “ 2 ปี” ส่วนใหญ่หน่ะหรอครับ ส่วนใหญ่แล้วจะบ้าพลังโหมออกกำลังกายในวันแรกจนเหนื่อยวันที่ 2 ก็ไปวิ่งไม่ไหว แล้วก็ทำได้ซักอาทิตย์ ซักเดือนก็เลิก อย่างนี้ผมบอกได้ครับ ไม่ได้เป็นเพราะว่ามีวินัย หรือไม่มีหรอกครับ แต่เป็นเพราะว่า คุณเข้าใจคำว่าวินัยผิด เราลองมาจัดการกับคำว่า วินัยเสียใหม่ ดังนี้

  1. ถ้าเราบอกว่า เราจะวิ่งครั้งละ 10 นาที หยุดเดิน 5 นาที แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ อยากเลิกเมื่อไหร่ ก็หยุด ทำอย่างนี้ซัก ตอนเย็นหลังจากกลับจากทำงาน คือ ผ่านทางก็เตรียมชุดไปวิ่งแบบนี้แหละ วิ่งเหยาะ ๆ ไม่ต้องไปแข่ง ไม่ต้องไปทำรอบ ไม่ต้องเอาความเร็ว ทำแค่นี้แหละ ครั้งละ 10 นาที หยุด 5 นาที วิ่ง 10 นาที หยุด 5 นาที ไปเรื่อย ๆ สนใจที่คุมเวลาอย่างเดียว
  2. เมื่อคุณผ่านมาทางนั้นก็ให้ทำแบบนั้นทุกครั้ง แล้วคุณลองทำการลดน้ำตาลก่อน โดยกินขนมทุกอย่าง แต่ว่าลดน้ำอัดลม ลดเครื่องดื่มที่ให้ความหวาน ลดนะครับไม่ใช่ให้หยุด ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนชิน สัก 1 ปีจะทำได้รึป่าวไม่ได้หนักหนาสาหัส จนแทบสายตัวแทบขาด

เวลาผ่านไปมันจะดีขึ้นเอง เมื่อไขมันค่อย ๆ เข้ามา เราก็ค่อย ๆ เอาออกไป เราฝืนทำกิจกรรมที่เราไม่ชอบ เราฝืนได้ไม่นานหรอก ในการเทรดก็เหมือนกันครับ บางคนบอกว่า ไม่ยอม Cutloss คุณก็ตั้ง Stop loss ไว้สิ พอคุณอยู่หน้าจอตลอดเวลา คุณก็เลื่อน Stop loss อยู่นั่นแหละ ฉะนั้น !!!! อย่าอยู่หน้าจอ ออกไปทำอะไร ไปวิ่ง ไปเที่ยว ไปกิน จะได้ไม่ผิดวินัย คุณไปทำแบบนั้นเพราะฝืนตัวเอง มันเป็นการแก้ไขปัญหาที่ผิดวิธี

แล้วการเทรดเราจะมีวินัยได้ในเรื่องไหนบ้าง

การเทรดจริง ๆ แล้วไม่ได้สำคัญที่ตั้ง Stop loss หรือเปล่า แต่นั่นเป็นเพราะว่า เราไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับ บทบาทของการป้องกันการล้างพอร์ทเลย Stop loss มีไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น เมื่อเราไม่เข้าใจมัน เราก็ใช้มันอย่างผิดวิธี ฉะนั้น ความเข้าใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการเทรด เราจะมาดูเรื่องอะไรกันบ้างที่ควรมีวินัย หรือมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

  1. เรื่อง Stop loss และ Take Profit ปรกติแล้ว ผมจะตั้ง Take Profit ก็ต่อเมื่อเหตุการณ์มันไม่แน่นอน แต่เราย่อมรู้ว่า มันจะไปถึงแน่นอน โดยมากผมจะตั้งแค่ Stop loss เท่านั้น เพราะว่าถ้าหากมันไปไกลกว่า ผม Take Profit ผมก็ไม่ได้อะไรหน่ะสิ
  2. เรื่องการทำบันทึการเทรด หลายคนไม่ได้ทำการบันทึกการเทรด เพราะว่า ตั้งใจจะทำมันทุกวัน จริง ๆ บันทึกการเทรด ไม่จำเป็นต้องทำทุกวันครับ ใครจะบ้ามาเขียนทุกวัน ถ้าไม่ได้ชอบการเขียนขนาดนั้น ผมบอกได้เลย ทำเฉพาะเหตุการณ์สำคัญ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา เมื่อเราเข้าใจบทบาทมันเราจะทำมันได้ดีว่า เราพลาดเพราะอะไร save Graph ไปด้วย เพื่อที่จะได้เป็นบทเรียน อย่างนี้คุณจะทำได้ดี ดีกว่า เขียนอะไรไม่รู้ลงไปทุกวันครับ
  3. อย่าเฝ้าหน้าจอ ให้คุณหาอะไรอย่างอื่นทำ นอกจากการเทรด ลืมเรื่องการเทรดไปซะ แล้วทำมันให้เหมือนกับการล้างจาน ถึงเวลาก็มาล้างเท่านั้นเอง จะทำให้คุณ Focus ได้ดียิ่งขึ้น แต่ต้องบอกก่อนว่า ช่วงแรก ๆ คุณก็จะบ้าการเทรดหน่ะนะ ซึ่งนั่นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะต้องอ่านหนังสือหนัก ๆ ไม่ใช่เทรดหนัก ๆ ฉะนั้นเมื่อคุณไม่มีความรู้หาความรู้ให้หนัก เมื่อมีความรู้เยอะแล้วถงค่อยไม่เฝ้าหน้าจอได้

แค่ 3 ข้อนี้ก็มีความสำคัญมากแล้วครับ สำหรับการปรับปรุงวินัยในการเทรด การเทรดที่ไม่มีวินัยเพราะว่า เราไม่ชอบที่จะทำมัน ถ้าไม่ชอบไม่รัก ก็ไม่ต้องทำ โลกเราไม่ได้จะระเบิดวันพรุ่งนี้ มีอะไรที่น่าทำอีกตั้งเยอะ ออกไปทำครับให้การเทรดเหมือนกับล้างจาน เป็นงานบ้าน ค่อย ๆ ศึกษาไป ไม่ต้องรีบรวยครับ จนยังทนมาได้หลายปี รวยก็ต้องทนได้เช่นกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : ผมใช้เวลาเทรดมากแค่ไหน

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : ผมใช้เวลาเทรดมากแค่ไหน

 

หลายคนที่เป็นเทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นเทรดเดอร์ Full Time สาเหตุเนื่องจากการเทรดนั้นน่าเบื่อ น่าเบื่อจริง ๆ นะครับ ผมเป็นเทรดเดอร์ Part-time มา  5-6 ปี แต่ประสบการณ์อยู่ในตลาด 11 ปี นั่นเพราะว่า 5 ปีแรกนั้นขาดทุนครับ การเทรด Part – Time นั้นไม่ได้แย่และไม่ได้กำไรมากมาย ก็เราไม่ได้มีเงินถุงเงินถังแหมือนอย่างกองทุนเก็งกำไรหน่ะครับ เงินเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับรายย่อยพอแค่ค่ากับข้าวไปเป็นรายเดือน จ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวได้สบาย แต่สิ่งที่ต้องควบคุมนั้นก็ยิ่งใหญ่พอสมควร นั่นเพราะว่า ถ้าหากท่านเผลอไปโลภ กับอะไรสักครั้งหนึ่งและผิดพลาดอะไรไปสักครั้งหนึ่งเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตอาจจะหายวับไปกับตาได้

อย่างที่หลาย ๆ คนได้อ่านบทความของผมมาแล้วจะพบว่า ผมทำผลตอบแทนได้น้อยมาก แทบจะ 1-3 % ต่อเดือนเท่านั้น โดยเฉลี่ยก็ประมาณ 10 – 20 % ต่อปี ซึ่งต้องบอกได้ว่า ไม่พอรวยหรอกครับ แค่พออยู่ได้ เพราะว่าถ้าคุณจะรวยจากมันก็นอกเสียจากว่าคุณจะไม่ถอนมากินมาใช้เลยนั่นแหละครับ ในช่วงแรก ๆ ผมมีความสงสัยครับว่า ชีวิตของการเป็นเทรดเดอร์จะดีขนาดไหน ถ้าหากว่า เทรดแป๊บเดียวก็ได้กำไรแล้ว เอาจริง ๆ ชีวิตการเทรดนั้นเป็นไปด้วยความน่าเบื่อ สิ่งหนึ่งที่นักเทรดต้องทราบก็คือ การเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นมันเคลื่อนไหวสอดคล้องกันและใกล้เคียงกันเต็มไปหมด นั่นทำให้ไม่ว่าคุณจะหนีไปเทรดคู่ไหนมันก็ไม่ให้ผลที่แตกต่างกันมากนัก คือ ต้องรอเวลาแล้วมันดันมาพร้อมกัน ก็ทำให้คุณเทรดค่าเงินคู่เดียวก็ได้ผลไม่แตกต่างกัน แล้ววัน ๆ ผมทำอะไรบ้างหน่ะหรือ? เอาเป็นว่าวันนี้มาดูกิจกรรมที่เทรดเดอร์ต้องทำกันสักหน่อยครับ

เสาร์อาทิตย์ คือ วันทำการบ้าน

โดยปกติวันเสาร์ อาทิตย์คือวันหยุดของคนอื่น แต่สำหรับชีวิตเทรดเดอร์ของผมมันคือวันทำงานครับ เพราะว่า วันเสาร์อาทิตย์มันเทรดไม่ได้ มันทำให้เราไม่วุ่นวาย สิ่งที่เราต้องทำคือ การสำรวจข่าวและการกำหนดข่าวว่า สัปดาห์นี้จะมีข่าวอะไรแรง ๆ บ้างวันไหนแล้ว เพราะผมมักจะไม่ส่งคำสั่งออเดอร์วันที่เทรดข่าว เพราะว่า อะไรหน่ะหรือ เพราะว่า มันดีดออกทางไหนก็ได้ครับ การเทรดวันนี้จะกลายเป็นการพนันเต็มตัวเพราะไม่รู้คาดการณ์อะไรไม่ได้เอาเสียเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ผมจะทำการ มาร์ควันว่าเราจะไม่เทรดวันไหนบนปฏิทินครับ เราดูได้ง่าย ๆ จากตารางของ Forexfactory.com ดังนี้

ที่มา : Forexfactor.com

จากภาพข้างบนจะเห็นว่าวันพุธน้า จะมีเหตุการใหญ่ ๆ คือข่าวจากธนาคารกลางแคนาดา แล้วก็สต็อคน้ำมันคงเหลือของสหรัฐ และธนาคารกลางญี่ปุ่น จริง ๆ แล้วการเทรด EURUSD ยังพอทำได้ครับเพราะว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสต็อคน้ำมันคงเหลือมากนัก แล้วเราจะเลือกจังหวะอย่างไรในการส่งคำสั่งกันหล่ะ ปรกติผมจะนักกะเวลาในการเทรดครับ ถ้าผมเข้าเทรดโดยมากผมจะถือระยะเวลา 2 – 3 วัน เพราะเราสามารถคาดการณ์ได้เพียงเท่านั้น ถ้าหากมันไม่เป็นไปตามที่ผมคาดผมจะปิดออเดอร์ ก็มันไม่ใช่แล้วอะ อย่าฝืนทำอะไรที่เกินตัว หลายคนอดทนถือรอเพราะว่าเข้าเทรดไปแล้ว เลยเวลาของตัวเองมาเยอะแล้วแต่ก็ไม่ปิดออเดอร์ นั่นแหละครับเหตุแห่งความชิบหาย

ถ้าผมกะไว้แล้วว่า เปิดตั้งแต่วันศุกร์และถ้ามันเป็นไปตามที่เราคิดเราก็น่าจะได้ปิดวันอังคาร และจะถือไม่ถึงวันพุธเพราะต้องไปเสี่ยงกับข่าวน้ำมัน ผมจะปิดออเดอร์ก่อน หรือไม่ก็เลื่อน Stop loss ไปที่จุดเข้าเทรดครับ แต่ว่า ถ้าเกิดว่า วันศุกร์ผมไม่มีออเดอร์เทรด และสัญญาณเทรดดันไปเกิดในวันอังคาร ต่อให้มันดีขนาดไหนผมก็ไม่ส่งครับ ส่งไปแล้วมันชอบกระชากแรงแล้วไปชน Stop loss เราแล้วดีดกลับทางเก่า มันเจ็บปวดครับ

วันธรรมดาผมทำอะไรบ้าง?

วันธรรมดาผมในฐานะนักวิจัยครับ ทำงานประจำเป็นงานที่เราชอบครับ เพราะว่า มันสนุกดีได้คิดหาคำตอบใหม่ ๆ หัดแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา ได้เงินด้วย งานที่ทำไม่ใช่งานแบบเป็นพนักงาน เพราะว่า ผมก็เป็นนักวิจัยอิสระครับ เลยไม่ได้มีออฟฟิศกับเขา ดังนั้นสิ่งที่ผมทำในวันธรรมดาคือ ตื่นเช้ามาดูกราฟ เพื่อดูว่าจังหวะเข้าเทรดจะมีไหม มีขนาดเท่าไหร่ น่าสนใจหรือไม่ ประมาณ 5 นาทีครับ ถ้าไม่มีก็จะกะเวลาที่กราฟจะให้จังหวะเทรดแก่เรา โดยทั่วไปมันจะประมาณ 1-2 วันครับเพราะว่ากว่าสัญญาณจะกลับมาอีกครั้งมันนานครับ หลังจากนั้นจะห่างจากกราฟไปอีกนาน

การดูกราฟไม่บ่อยส่งผลต่อสุขภาพจิตของการเทรดดีกว่าการนั่งดู ๆ ไปทั้งวันโดยไม่ได้อะไรเพิ่มเติมขึ้นมาครับ ออกไปใช้ชีวิตททำอย่างอื่น อย่าจมกับมัน การเทรด Time Frame ที่เล็กก็ไม่ได้แตกต่างจากการเทรด Time Frame ใหญ่เลยเช่นเดียวกัน แม้ว่าจังหวะมันจะหาได้บ่อย แต่ว่าสัดส่วนกำไรที่ได้ก็น้อยลงตามไป สรุปแล้วไม่ต่างอะไรกันเลย แถมเราต้องมานั่งเสียเวลาเฝ้าทั้งวันอีก

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Model : วิถีแห่งพ่อค้า

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Model : วิถีแห่งพ่อค้า

 

สมัย 15 ปีที่แล้วเป็นช่วงที่ผมทำความรู้จักกับ Forex ช่วงนี้โปรแกรม Meta4 North Finance เป็นที่นิยม ปัจจุบันโบรคเกอร์แห่งนี้เจ๊งเรียบร้อยแล้ว ผมเข้าใจว่า Forex คือหุ้นประเภทหนึ่ง แต่ด้วยความเขลาศึกษามาเรื่อย ๆ จนรู้ว่ามันไม่ใช่ ช่วงแรก ๆ เทรดขาดทุนเรื่อย ๆ เอาจริง  ๆ แล้วผมมียอดขาดทุนสะสมสูงสุดทั้งสิ้น 3-4 แสนบาท (ประมาณ 10,000 เหรียญ) หลังจากนั้นผมทยอยตีตื้นมาเรื่อย ๆ จนได้ทุนคืนได้สำเร็จ มันก็ต้องมีวันของเราสักวันจริงไหมครับ ช่วงที่ขาดทุนใหม่ ๆ ผมไฟแรงมาก หาหนังสืออ่านและปรับปรุงความรู้อยู่ตลอดเวลา หนังสือที่ผมชอบเล่มหนึ่งคือ คัมภีร์ห้าห่วงของ มิยาโมโตะ  มุซาชิ  บังเอิญผมอ่านภาษาอังกฤษออกและนั่นทำให้เป็นข้อได้เปรียบของผม  ทำให้ผมมีโลกที่กว้างกว่าคนอื่นด้านการอ่านหนังสือของต่างประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับเทรดเดอร์ในไทย ช่วงนั้นไม่มีหนังสือแปลขายและไม่ได้บูมแบบทุกวันนี้มีหนังสือแปลแทบจะทุกสาขาทุกแขนง  ผมต้องอ่านเอาเองจาก PDF ของฝรั่งเผยแพร่ ผมชอบเนื้อความส่วนหนึ่งของหนังสือของมุซาชิใจความว่า

“นักดาบต้องยอมรับวิถีแห่งความตาย  ส่วนพ่อค้าก็ต้องยอมรับในวิถีแห่งการขาดทุน”

 

ย้อนกลับมาวันนี้ ผมเข้าไปในเว็บบอร์ดฟอเร็กซ์แห่งหนึ่ง และคนกำลังพูดถึง EA ระบบ Martinagle อยู่ตัวหนึ่ง ซึ่งเป็นระบบ Grid Trading ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า EA Martingale ก็มีหลายแบบนะครับ เช่น ระบบ Martinagale ที่ส่งคำสั่งมี Stop loss และ Take Profit ถ้าหากว่า ออเดอร์ครั้งก่อนชน Stop loss ให้ใช้ Lot จากHistory คูณอัตราการเบิ้ลลอทเข้าไป อย่างนี้ก็เรียก Martingale แต่ไม่มี ออเดอร์สะสม กับอีกออเดอร์ประเภทหนึ่งคือ สะสมออเดอร์ซื้อแบบถัวเฉลี่ย จนกว่าออเดอร์ชุดนั้นจะทำกำไรได้ หรือเฉลี่ยจนกว่ามันดีดกลับแล้วจะได้คืน

EA Martingale เป็นระบบที่เย้ายวนและทำให้เทรดเดอร์หรือนักลงทุนหน้าใหม่หลายคนเข้ามาในตลาดเพราะคิดว่าจะเอาชนะมันได้และได้เงินง่าย ๆ ออกไป เพราะว่า มันไม่ขาดทุนไงหล่ะครับ ไม่มีทางขาดทุน แต่นี่มันทำให้เทรดเดอร์ของเรานิสัยเสีย และนี่คือสิ่งที่ผมกล่าวถึง

คำว่า Trader แปลว่าผู้ที่ทำการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือก็คือ พ่อค้านั่นแหละครับ การทำการค้าขายมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่ซื้อให้ต่ำกว่าตอนขาย หรือขายให้แพงกว่าตอนซื้อ ใคร ๆ ก็มีหลักอย่างนั้นครับ และถ้าทำไม่ได้ ขายไม่ได้คุณก็ต้องยอมรับผลการขาดทุน พ่อค้าที่ไม่ยอมรับผลขาดทุนนั้น คือพ่อค้าที่ไม่กล้าเสี่ยง และ พ่อค้าที่หัวรั้นปล่อยให้ตัวเองล้มละลาย ผมขอยกตัวอย่างดังนี้

นาย ก. ขายน้ำมันพืช ปรากฏว่ารัฐบาลบอกว่า น้ำมันพืชราคาตกต่ำเพราะว่า ผลผลิตปาล์มออกมาสู่ตลาดมากเกินไป ทำให้ราคาน้ำมันพืชลดลดอย่างรวดเร็วผู้ผลิตน้ำมันพืชหยุดการผลิตเพราะขายไม่ได้ราคา นาย ก. ได้ฟังดังนี้ก็คิดในใจว่า โชคดีที่เราไม่ได้ซื้อน้ำมันพืชมาค้ากำไร(ตุน) ไว้ก่อนเพราะขืนซื้อไว้ตอนนี้คงขายไม่ออก ขณะที่นาย ข. ก็ค้าขายน้ำมันพืชเหมือนนาย ก. แต่นาย ข. ซื้อน้ำมันพืชมาช่วงก่อนหน้าเพื่อทำการกักตุนไว้ขายตามฤดูกาล ปรากฏว่า นาย ข. เห็นราคาน้ำมันพืชตกต่ำ นาย ข. บอกว่า ดีจังเลย น้ำมันพืชมันเป็นสินค้าไม่เน่า เราต้องทยอยซื้อตอนที่ราคามันลง สะสมไว้ เพราะว่า ถ้าโรงงานหยุดผลิต เดี๋ยวราคาก็กลับขึ้นไปเอง

นี่แหละครับ คน 2 คนยอมรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน บางคนเห็นโอกาส บางคนไม่เห็นโอกาส คนไม่ยอมรับว่าอาจจะขาดทุนก็ไม่มีโอกาสทำกำไรหรอกครับเพราะกลัวเกินไป ขณะที่เทรดเดอร์บ้านเรากำลังวิ่งไล่ตาม EA Martingale นั้น เราจะเห็นว่า EA ตัวนี้มันไม่ยอมรับผลขาดทุน หมายความว่า EA นี้ไม่มีทางขาดทุน เพราะไม่ยอมรับการขาดทุนนั่นเอง มันขัดกลับหลักการธรรมชาติ ที่มิยาโมโตะ  มุซาชิ เขียนไว้

เราลองจินตนาการนักดาบที่กลัวตายและไม่ยอมรับว่าตัวเองอาจจะตายได้ เขาจะมัวแต่หลบดาบคนอื่น แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องการโจมตีกันหล่ะครับ รอแต่รับดาบอย่างเดียว ซักวันก็โดนดาบแน่ ๆ ครับ เช่นเดียวกับการค้าเลย ถ้าไม่ยอมรับว่า การขาดทุนมีได้ แต่อย่าถึงตาย คุณก็ไม่มีทางเข้าถึงวิถีแห่งการค้าไปได้หรอกครับ การเทรดแบบ Martingale จะนำหายนะมาสู่พอร์ทการลงทุนของคุณเข้าสักวัน เพราะว่า ไม่รู้จักยอมรับการขาดทุนนี่แหละ

ตามที่ชื่อหัวข้อของบทความเลยครับ สิ่งที่ไม่มีในตลาด Forex หรือตลาดไหน ๆ เลยก็คือ การกำไรอยู่ตลอด มันเป็นไปไม่ได้ครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Model : เทรดยาวแก้ปัญหาหรือไม่?

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Model : เทรดยาวแก้ปัญหาหรือไม่?

 

 เทรดเดอร์หน้าใหม่หลาย ๆ คนที่เข้ามมาเทรด Forex มักจะใช้ระบบแบบ Scalping จะเรียกว่า Scalping ก็คงได้ การ Scalping ไม่ได้หมายความว่า ถือครองออเดอร์ด้วยระยะเวลาอันสั้น แต่ Scalping หมายถึงการกินกำไรคำเล็ก ๆ เมื่อต้องการถือครองออเดอร์แล้วกินกำไรคำเล็ก ๆ แต่บางครั้งเราเข้าเทรดแล้วราคามันร่วง ทำให้เราจำใจต้องถือทน ปัญหาคืออย่างนี้แหละ เพราะมันขัดกับธรรมชาติที่จู่ ๆ พึ่งเข้าเทรดไปแล้วไม่กำไรก็ต้องปิดเสียแล้ว เราทำไม่ได้เราต้องถือทน พอถือทนก็มีระยะเวลานาน กลายเป็นว่า ต้องตั้ง Stop loss เมื่อใส่ Stop loss ก็ต้องตั้งห่าง ๆ เพื่อไม่ให้มันชนง่ายและเราถือทน เมื่อมาถึงจุดนี้จะพบว่า เราก็ไม่ได้ Scalping แล้วหล่ะสิ เพราะว่าเราถือนาน

ต้องบอกก่อนว่า คำว่า Scalping คือการถือสั้น ๆ นั้นเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่นอน แต่เมื่อคุณทำแบบนั้นและตั้ง Stop loss แล้วก็กินกำไรคำเล็ก ๆ ตามหลัก Scalping อยู่ เช่น 5-10 pip คุณก็ยังเทรดแบบ Scalping อยู่ แต่อย่าลืมคุณดันตั้ง Stop loss ไว้ซะไกลโข การตั้ง Stop loss แบบนี้ทำให้คุณขาดทุนทีละมาก แต่กำไรทีละน้อย แม้ว่าคุณจะกำไรบ่อยครั้งแต่มันก็ไม่ได้ทำให้คุณทำกำไรได้ในระยะยาว เพราะว่าระยะยาวแล้วสถานการณ์แบบนี้มันมีแต่จะเสียพอตอนเสียความมั่นใจเราก็รวนทันที แต่วันนี้ขอบอกก่อนว่า ไม่ได้มาคุยเรื่องการเทรด Scalping ครับ เรากำลังพูถึงปัญหาของมือใหม่

คุณกำลังเห่าต้นไม้ผิดต้น

มีมือใหม่มาถามผมว่า เขาควรจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร? เขาบอกว่า เขาอยากเลิกเทรด Scalping และอยากจะเทรดยาว ๆ แทนเพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เขาพยายามเริ่มศึกษาการเทรดแบบ Swing และเทรดตามเทรนด์ แต่ติดปัญหาว่า มันก็เหมือนกันเพราะว่า ไม่รู้ว่าจะต้องหาจุดกลับตัวหรือเทรนด์ทีแท้จริงที่ไม่ใช่เทรนด์หลอกอย่างไร ผมคงต้องขอบอกอย่างนี้ว่า คนที่เป็นแบบนี้กำลังเห่าต้นไม้ผิดต้น หรือ เกาไม่ถูกที่คันนั่นเอง

ปัญหามันไม่ได้อยู่ทีว่าคุณจะเล่น Time Frame ไหน หรือว่าจะถือยาวเท่าไหร่ เพราะคุณอาจจะคิดว่า การถือยาวจะทำให้ความน่าจะเป็นของกราฟเพิ่มขึ้น ว่าเราจะเข้าเทรดถูกทาง แต่มันไม่จริง นั่นแหละ!! ปัญหาของมันคือ คุณต้อง Focus ที่ Risk: Reward ของคุณ

ไม่ว่าคุณจะเทรดแบบไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ Risk Reward ของคุณ เพราะว่า ถ้าหากโดยเฉลี่ยแล้วกำไรของคุณมากกว่าออเดอร์ขาดทุนและคุณทำมันได้บ่อยพอ ก็จะทำให้คุณลงเอยด้วยกำไร แต่ผมพูดแค่นี้อาจจะฟังดูง่ายไม่สลับซับซ้อนอะไร ปัญหาของมันก็มีอยู่เช่นกัน นั่นคือ แล้วจะเทรดอย่างไรให้ Risk Reward ดีหล่ะ? เนี่ยแหละครับปัญหา เพราะว่าถ้าคนทุกคนสามารถทำได้ดีก็คงจะได้กำไรกันหมดแล้วหล่ะ ไม่ต้องมานั่งหาประสบการณ์อยู่อย่างนี้

ความตรงไปตรงมาที่ไม่ตรงไปตรงมา

เรามาพูดถึงความไม่ตรงไปตรงมาก่อน นั่นเป็นเหตุผลและสาเหตุของคำถามของน้องคนหนึ่งที่มาถามผมว่า เขาจะเทรด Time Frame ที่ใหญ่ขึ้น ถือนานขึ้นจะช่วยไหม ก็ต้องบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่า ไม่ช่วยแน่ ๆ เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าคุณเข้าไม่ถูกจุดมันก็ผิดอยู่ดี การเทรดมันไม่ได้ตรงไปตรงมาที่จะบอกว่า เมื่อ Indicator บอกสัญญาณการเทรดกลับตัวแล้วราคามันจะกลับตัวโดยที่ไม่วกกลับลงมาเลย มันเป็นไปไม่ได้!!

การเทรด Forex นั้นราคาเคลื่อนที่ขึ้น ๆ ลง ๆ แกว่งตัวรุนแรง ไม่ได้เคลื่อนไหวเป็นเส้นตรง โดยการบอกว่า อ๋อ ถ้าเราเข้าเทรด ณ จุดกลับตัวมันจะไม่กลับลงมาอีกแล้ว และมันจะไม่ชน Stop loss ของเรา นี่แหละครับ มันถึงทำให้เราใจแกว่งไง ตอนตั้ง Stop loss ว่า เออ ชนแน่เลยวุ้ย ซวยแน่ตรู

รูปแสดงสัญญาณกลับตัวแต่กราฟไม่ได้กลับตัว

จากรูปเป็นค่าเงิน EURUSD แสดงสัญญาณกลับตัวเป็นสัญญาณ Sell ในค่าเงิน EURUSD Time Frame Daily สัญญาณดังกล่าวมันเป็นการบอกเราว่า อ๋อจะกลับตัวแล้วนะ หลายคนครับที่มักจะส่งออเดอร์ตอนนี้แล้วต้องเจอกับเหตุการณ์แท่งสุดท้าย ในกรอบวงกลมด้านบน คือมันเป็นขาขึ้นและเหวี่ยงไปชน Stop loss ที่ตั้งไว้ แล้วต้องมาหงุดหงิดคิดว่า เป็นเพราะ Indicator ไม่ดี ไม่ใช่หรอกครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Indicator ปัญหาคือทัศนคติของเราในการทำงานของตลาด

แล้วอะไรที่ตรงไปตรงมาบ้างหล่ะ อะไรที่ตรงไปตรงมาหน่ะหรอครับ พฤติกรรมตลาดไงครับ ตรงไปตรงมา ตลาดแกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ เรียกว่าความผันผวน นั่นเป็น Fact มีแท่งเทียนแท่งไหนบ้างที่ไม่มีไส้เทียนเลย แทบจะทุกแท่ง 99.99 % มีไส้เทียนเกิดขึ้นแล้วนั่นคือการเคลื่อนไหวไม่เป็นเส้นตรง แต่คุณดันเอาโมเดลที่เป็นเส้นตรงมาจับมันเนี่ยนะ เนี่ยแหละที่ผิดครับ มองมันเสียใหม่แล้วปรับแบบจำลองมันก็จะสามารถใช้การได้เอง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Model : การสร้างกำไรง่าย ๆ จาก Forex (3)

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Model : การสร้างกำไรง่าย ๆ จาก Forex (3)

 

 บทความนี้ยังอยู่กับการสร้างกำไรจากการเทรดโดยการลอกการบ้านคนอื่น ซึ่งวันนี้จะเป็นผู้ให้บริการสัญญาณอีกตัวอย่างหนึ่งก่อนที่ผมจะเข้าไปดูวิธีการว่าเราจะสามารถกระจายการลงทุนได้อย่าง โดยบทความก่อนหน้า เป็นบทความเกี่ยวกับการเทรดอย่างมีระบบ เป็นระบบเทรดมือ ทำได้โดยการตั้ง Pending Order เฉพาะ Buy และ Sell Limit เท่านั้น สำหรับเกณฑ์ในการเลือกสัญญาณ ต้องรบกวนท่านกลับไปอ่านบทความ การสร้างกำไรง่าย ๆ จาก Forex (2) กันก่อนครับ ในส่วนของบทความนี้ผมนำเสนออีก 1 สัญญาณที่น่าสนใจ ดังนี้

https://www.mql5.com/en/signals/514700

ตัวสัญญาณนี้มีความน่าสนใจ โดยเริ่มจากจำนวนหนึ่งจากนักเทรด โดยแสดงดังรูปต่อไปนี้

รูปที่ 1 แสดงรูปผู้ระบบเทรดของผู้ให้บริการสัญญาณที่ถูกเลือก

จากรูปข้างต้นจะเห็นว่า ผู้ติดตามของระบบเทรดนี้เท่ากับ 50 คน และระบบเป็นระบบผสมผสาน คือ การเทรดมือร่วมกับการใช้ EA แมว่าอัตรากำไรจะเท่ากับ 56 % ขณะที่ขาดทุน 43 % เท่านั้น แต่ Drawdown ของระบบนั้นต่ำกว่า 10 % ซึ่งเป็นระบบที่น่าสนใจ นอกจากนี้ตัวเลขของเงินทุนของระบบเท่ากับ 2000 USD มียอดถอนออกไปแล้ว 1380 USD ซึ่งทำกำไรได้เกือบ 100 % ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ระบบนี้เพิ่งจะเริ่มได้ไม่นาน ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์อะไรได้ นอกจากนี้จำนวนเงินที่ฝากเข้าสำหรับเทรดของระบบ นั้นมีเพียง 2000 USD ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนน้อย เมื่อเทียบกับจำนวนเงินฝากที่เหมาะสมสำหรับผุ้ที่ต้องการเทรดเพื่อเลี้ยงชีพได้ ในส่วนต่อไปเราจะทำการวิเคราะห์ ลักษณะการเติบโตของพอร์ทลงทุนของเขากัน

รูปที่ 2 แสดงการเติบโตและ Drawdown ของระบบ

ความน่าสนใจของระบบ คือ Drawdown ที่ต่ำ ขณะที่จุดที่น่าจะเป็นจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด คือ การพยายามถอนเงินออกจากระบบ จนทำให้ Balance อยู่ใกล้เคียงกับตอนที่ฝากตอนแรก ซึ่งถ้าระบบมีความปลอดภัยจริง เจ้าของน่าจะรักษาเงินอยู่ในระบบเพราะว่า ยิ่งเงินเยอะยิ่งทำให้ความปลอดภัยของระบบนั้นเสถียรมากขึ้น แต่การที่เจ้าของระบบเลือกถอนเงินออกจากระบบนั้นอาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีความมั่นใจในระบบเช่นกัน

รูปที่ 3 แสดงประวัติการเทรดของระบบ

หากท่านได้อ่านบทความก่อนหน้า จะพบว่า ระบบมีความคล้ายคลึงกัน สิ่งสำคัญของระบบนี้คือ การมี Stop loss และการส่งก็ใช้ลักษณะ Limit Order เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ออเดอร์มีการชน Stop loss อย่างสมบูรณ์นั่นหมายความว่า มีการปล่อยให้ออเดอร์ทำงานเองเมื่อชน Stop loss และ Take Profit ขณะที่บางจังหวะมีการแทรกแซงของคน ทำให้หน้าจอ อัลกอริธึม แสดงผลว่า ใช้การเทรด EA ร่วมกับการเทรดมือ ซึ่งเป็นการแทรกแซงของคนนั่นเอง

แม้ตัวระบบจะมีความคล้ายคลึงกันกับระบบแรก แต่ก็ยังแตกต่างกันอยู่หลายจุด ซึ่งต่อไป ผมจะกล่าวถึง การนำระบบมาใช้รวมกัน

 

การนำระบบมาใช้รวมกัน

ระบบเทรดที่ผมเลือกมา 2 ระบบ คือ

https://www.mql5.com/en/signals/540554

และ

https://www.mql5.com/en/signals/514700

ซึ่งระบบทั้ง 2 ระบบเป็นระบบที่มี Stop loss ขณะที่เราจะลงทุนอะไรสักอย่าง เราควรจะต้องมีการจัดการสัดส่วน ในความเป็นจริงแล้วควรจะมีระบบประมาณ 3 ระบบเพื่อการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยการกระจายความเสี่ยงนั้น ขึ้นอยู่กับ สเปคของความชอบ ความกล้าเสี่ยงของผู้เทรด โดยเราสามารถเปรียบเทียบข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้

ชื่อระบบ : Ichimoku Kijunsen

Win % : 71 %

Loss % : 29 %

Drawdown : 14.2 % (Max)

Average Profit : 7.89 EUR

Average Loss : 7.39 EUR

 

ชื่อระบบ : JESSE LIVERMORE

Win % : 57 %

Loss % 43 %

Drawdown : 7.3 % (Max)

Average Profit : 53 USD

Average Loss : 38 USD

จากข้อมูลของระบบทั้ง 2 ระบบ เป็นที่น่าสังเกตุเรื่อง Win % และ Average Profit and Loss ซึ่งก็คือ ค่า Risk กับ Reward นั่นแหละครับ มันเฉลี่ยมาแล้วทำให้มีความน่าเชื่อถือสูงกว่า จะเห็นว่า ระบบแรกแม่นยำกว่า แต่ว่า Risk Reward เท่ากับ 1:1 เลย ขณะที่ระบบที่ 2 ไม่ค่อยแม่นยำเท่าไหร่ แต่ก็มี Risk Reward สูงกว่า แล้วเราจะเปรียบเทียบอย่างไรว่าระบบไหนดีกว่า โดยทั่วไปเราก็ทำการเปรียบเทียบโดยใช้ระบบ  Expectancy เลย แต่สำหรับผม ผมอยากจะใช้ตัวแปรเชิงคุณภาพเข้ามาพิจารณาด้วย ซึ่ง ผลการคำนวณค่า Expectancy ก่อนว่าระบบไหนจะดีกว่า ดังนี้

1  ค่า Expectancy = (71% x 7.89) – (29% x 7.39) คำตอบที่ได้คือ  3.4588

  1. ค่า Expectancy = (57% x 53) – (43% x 38) คำตอบที่ได้คือ 13.87

จากค่า Expectancy ของทั้ง 2 ระบบจะเห็นว่า ยังไงก็ควรเลือกระบบที่ 2 เพื่อให้ค่าน้ำหนักในการลงทุนที่มากกว่า แต่สำหรับผม ผมได้เลือกตัวแปรเชิงคุณภาพเข้ามาร่วมด้วย ผมจึงคิดว่าระยะเวลาของระบบแรกที่พิสูจน์มายายนานกว่า น่าจะสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า นั่นก็คือ

ถ้าผมเป็นคนที่กลัวการล้างพอร์ทและชอบการสร้างพอร์ทให้เติบโตแบบค่อยเป็ค่อยไป เราอาจจะเลือกลงทุนกับระบบแรก 70 % และระบบที่ 2 30 % แต่ถ้าหากคุณเป็นพ่อจอมบู๊ คุณสามารถปรับเกลี่ยสัดส่วนไปมาได้นั่นเอง นี่แหละครับการหาวิธีการทำกำไรจาก Forex แม้ว่าเราจะเทรดไม่เก่ง แต่ไม่จำเป็นหรอกที่เราจะเก่งทุกอย่าง ขอแค่รู้จักคนเก่งก็เพียงพอเช่นกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น