Monthly Archives: May 2019


เมื่อราคาเบรคแนวรับ-แนวต้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

คะแนนโดย admin

เส้น

เมื่อราคาเบรคแนวรับ-แนวต้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ตัวอย่าง)

                ยกตัวอย่างราคาวิ่งไปเจอแนวต้าน resistance มี 4 อย่างที่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาไปถึง

เมื่อราคาเบรคแนวรับ-แนวต้าน จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (ตัวอย่าง)

                กรณีที่ 1 ราคาไปถึงแล้วเด้งลงมาเลย กรณีที่ 2  ราคาไปถึง แต่ราคาเบรคขึ้นไปแล้วราคาก็เด้งสวนกลับมาอย่างรวดเร็วทำให้เกิด fasle breakout ขึ้น กรณีที่ 3 ราคาขึ้นไปถึงและราคาเบรค ราคาเด้งลงมาต่ำกว่าเส้นแนวต้านแต่สุดท้ายราคาไปต่อทางที่ราคาเบรคขึ้นทำให้กลายเป็นการเบรคจริงเกิดขึ้น และกรณีที่ 4 ราคาขึ้นมาและราคาเบรค ราคาเด้งลงแต่ไม่สามารถต่ำกว่าเส้นแนวต้านได้ แนวต้านกลายเป็นแนวรับสุดท้ายราคาไปต่อทางที่ราคาเบรค  นี่คือภาพที่เห็นเป็นประจำเมื่อท่านเทรดและหลักการตรงกันข้ามเมื่อใช้กับราคาที่ไปเจอแนวรับหรือ support

                หลักการเคลื่อนไหวราคาอธิบายว่าราคาวิ่งไปแล้วเด้งแสดงว่าราคาเจอ trading pressure ด้านทางกันข้ามเข้ามาพื้นที่ตรงนั้น อย่างในกรอบสีแดง 1 ราคาขึ้นไปแล้วหยุดแสดงว่าราคาไปเจอ sell orders แถวนั้นๆ ที่เกิดจากการกำหนดตอนราคาลงไปว่าเมื่อราคากลับมาพื้นที่แถวนั้นให้ราคาเปิด sell order ตรงพวกนี้เลยกลายเป็น sell limit orders เมื่อกำหนดเข้าไปก็เพิ่ม liquidity เข้าไปให้กับตลาดที่ราคานั้นๆ พอราคามาถึงด้วย buy market orders ราคาเลยได้จับคู่กับ sell limit orders ที่ราคานั้นๆ และราคาหยุดได้ แสดงว่าจำนวน sell limit orders มากพอ buy market orders ที่พื้นที่นั้นๆ

                ในที่นี้ก็มองที่เลข 1 เป็นพื้นที่ resistance เมื่อมองมาทางช้ายมือท่านจะเห็นว่าเป็นพื้นที่ swap level พอดีที่ราคาได้เอาชนะตอนที่ราคาได้ลงไปอย่างแรงที่เปิดเผยมีราคาโต้ตอบตรงจุดนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากการที่ sell limit orders ใช้ไปหรือโดนซึมชับไปจาก sell limit orders ได้กลายเป็น short positions ที่อยู่ในตลาด ตอนที่ราคาเด้งลงมาก็กำไรเกิดขึ้น แต่พอราคากลับมาอีกครั้งที่กรอบเลข 2 เนื่องจากราคาลงไปได้ตอนที่ราคามาถึงหลายๆ เทรดเดอร์ก็จะหาโอกาสเพิ่ม sell limit orders เข้าไปอีก แต่ผลที่เกิดขึ้นคือราคาไม่ได้เด้งลงไปอย่างครั้งแรก แสดงว่าไม่มีเทรดเดอร์สนใจเพิ่ม sell limit orders เข้ามาแบบตอนครั้งแรก และเห็นราคาดันขึ้นมาไม่สามารถดันลงได้แสดงว่ามีแต่ buy market orders เข้ามา ราคาเลยลงไม่ได้ ข้อมูลสำคัญเกิดขึ้นเมื่อราคาสามารถเบรคแนวต้านไปได้ด้วยบาร์ยาวๆ ด้านบน แม้ราคาเด้งลงอย่างเร็วแต่ราคาไม่สามารถปิดต่ำกว่ากรอบเลข 2 ที่ขึ้นมาได้ (การอ่านชาร์ตต้องให้ความสำคัญปริบทที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่ดูรูปแบบเดิมที่เป็นแนวรับ-แนวต้านอย่างเดียว ต้องให้ความสำคัญกับปัจจุบันด้วย)

                เมื่อบาร์ยาวๆ เกิดขึ้น อย่างแรกเลยส่งข้อมูลไปยังเทรดเดอร์ที่ถือ short positons และกรอบเลข 2  และยิ่งราคาไม่สามารถปิดต่ำกว่ากรอบเลข 2 ได้ ผลอีกอย่างที่บาร์ยาวๆ เกิดขึ้น เป็นการเทสว่ามีเทรดเดอร์อยากเปิด sell ด้านบนหรือเปล่าและเป็นการเคลียร์ sell limit orders ไปในตัวด้วย ถ้าราคาไม่ต่ำกว่ากรอบเลข 2 ขาใหญ่ที่ดันราคาขึ้นไปเพื่อเบรคก็สามารถประเมินการณ์ได้บางอย่าง พอสองบาร์ต่อมาพื้นที่ low อยู่แถวเดียวกันหมดสุดท้ายราคาก็ไปทางที่เบรคเป็นรูปแบบที่ 3 ที่ยกมาตอนแรก

                อะไรเกิดขึ้นเมื่อราคาเบรคแนวรับ-แนวต้าน  

                สิ่งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อราคาเบรค คือเปลี่ยน sell limit orders เป็น short positions ให้อยู่ในตลาด เพราะขาใหญ่สามารถใช้ประโยชน์จาก positions ที่อยู่ในตลาดมากกว่า orders ที่รอเข้าตลาด เพราะการเทรดจะทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อท่านเปิดเทรดด้วยการเปิดออเดอร์และมีออเดอร์ฝ่ายตรงข้ามที่ราคานั้นแล้ว trading transaction ค่อยจะเกิดขึ้น การจะกำไรหรือสูญเสีย ถ้ากำไรก็ต่อเมื่ออีกฝั่งกำลังสูญเสียเพราะถ้ายังเป็น sell limit orders อยู่เงื่อนไขพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นเพราะยังไม่ได้เกิด trading transaction ออเดอร์พวกนั้นยังรอเข้าตลาดอยู่

                อย่างที่สอง เมื่อ positions พวกนี้ก็จะมาพร้อมกับวิธีการจำกัดความเสี่ยงหรือ stop loss แต่ละออเดอร์ หรืออาจปิดเองก็ได้แต่ส่วนมากใช้ stop loss โดยหลักการทั่วๆ ไปก็จะกำหนดเหนือจุด swig high หรือเหนือจุดที่เข้าไปอีกหน่อย ประเด็นสำคัญคือการทำงานของ stop loss พวกนี้ที่ขาใหญ่ใช้ประโยชน์ (ราคาจะวิ่งไปทางไหนได้เมื่อ market orders เข้ามาที่ราคานั้นๆ และจำนวน limit orders ไม่พอ market orders เลยขึ้นหรือลงไปหาออเดอร์ที่ราคาต่อไป ดังนั้น Limit ordeers ทำให้ราคาหยุด ส่วน market orders ถ้าเกิน Limit orders ก็จะทำให้ราคาวิ่งไปต่อหา limit orders ที่ราคาต่อไป)  stop loss พวกนี้จะกลายเป็น market order เมื่อราคาไปแตะ ดังนั้นพอ 2 บาร์ผ่านไปหลังจากบาร์ที่บอกว่า key change ราคาไม่สามารถเบรคกรอบเลข 2 ลงมาได้ เทรดเดอร์พวกที่ถือ short positions ได้เริ่มกำหนด stop loss เข้าไป และยังมีเทรดเดอร์อีกกลุ่ม breakout traders เมื่อเห็นข้อมูลที่บาร์ยาวๆ เกิดขึ้นก็จะหันมากำหนด buy stop orders เข้าไปพื้นที่เดียวกันด้วย

                สองข้อที่ยกมาเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ราคาวิ่งไปได้ดีเมื่อราคาเกิดเบรค เกิดขึ้นเพราะเงื่อนไขทั้งสองทำให้เกิดแต่ buy market orders เกิดขึ้นมาด้วยการเทรดของตลาด เพราะราคาไปแตะเงื่อนไขที่กำหนดไว้ที่ราคานั้นๆ จะเห็นว่าการเทรดของขาใหญ่ไม่จำเป็นต้องเปิดทุกจุดแต่ positions ที่เปิดตัวที่ทำให้เกิด impulsive move ไว้ไม่ได้ปิดทำกำไรหมด เพราะราคาจะลงไปเร็ว ขาใหญ่จะสร้าง market structure ใหม่อย่างต่อเนื่องใช้การเข้าเทรดเพิ่มบ้าง เพื่อไม่ให้ structure ที่กำหนดไว้เปลี่ยน แล้วใช้ประโยชน์จาก positions ที่อยู่ในตลาดและเทรดเดอร์ที่รอเข้าเพื่อช่วยดันราคาให้พวกเขา อย่างกรณี เมื่อราคาเบรคแนวรับ-แนวต้านจะเห็นประจำเมื่อราคาเกิดการเบรค แค่ดูให้ออกว่าเป็นการเบรคจริงหรือ false breakout

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


กลยุทธ์เทรด Rectangle Chart Pattern

คะแนนโดย admin

เส้น

กลยุทธ์เทรด Rectangle Chart Pattern

                รูปแบบอีกแบบหนึ่งที่จะเห็นประจำหลังจากที่ราคาวิ่งมาสักระยะแล้วก็วิ่งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ราคาขึ้น—ลง อยู่ภายในกรอบราคา และขยายเวลายาวออกไปเรื่อยๆ กรอบบนก็กลายเป็นแนวต้าน ส่วนกรอบล่างก็กลายเป็นแนวรับ หลักๆ รูปแบบสี่เหลี่ยมเกิดจากการพักตัวของราคาที่มาจากการปิดทำกำไรเป็นหลัก ไม่ได้ดันไปต่อตามที่ขาใหญ่เทรดมาตอนแรก จุดประสงค์หลักๆ เพื่อสะสม positioions เพื่อหาโอกาสเทรดต่อ

                เมื่อมองจากรูปชาร์ตด้านบนจะเห็นว่า ราคาลงมาด้วยความเร็วและแรงเป็นเพราะการเข้าเทรดเป็นหลัก และราคายังได้เอาชนะฝั่งตรงข้ามด้วย impulsive move ที่เกิดขึ้นเป็นและสร้างเทรนใหม่ไปในตัว เมื่อเรามองจากรูปจะเห็นว่าหลังจากที่ราคาทำเทรนมา ราคาหยุดแล้ววิ่งขึ้นลงอยู่ในกรอบและกรอบนั้นก็สร้างแนวรับแนวต้านขึ้นมา

                จะเห็นว่าราคาดันลงผ่าน demand (มองทางช้าย) ตรงข้ามได้แล้วทำ lower low แต่ราคาก็ดันกลับขึ้นไป แต่ราคาไม่สามารถเอาชนะ supply เหนือกรอบด้านบนได้ ได้กลายเป็นแนวต้านหรือ resistance ราคาทำได้แต่ lower high ตรงนั้นแล้วก็เด้งลงมาอีก แต่ไม่สามารถเบรค low ก่อนได้ ก็กลายเป็นแนวรับหรือ support  จากนั้นราคาก็วิ่งอยู่ในกรอบ กลายเป็นช่วงสะสม position ของขาใหญ่หรือกลายเป็นช่วง consolidation  จนกว่าได้มาเกิด false breakout ขึ้นค่อยเปิดเผยว่าขาใหญ่สะสม positions ด้านไหนเปิดออกมาและอยากดันราคาไปต่อ

                False Breakout จึงเป็นจุดสำคัญสำหรับรูปแบบ Rectangle pattern เพราะจะเป็นตัวบอกว่าขาใหญ่สะสมออเดอร์ทางไหนแน่ว่าเป็นด้าน long postions หรือ short postions เพราะถ้าขาใหญ่เปิดเผยออกมาแล้ว มักจะตามด้วยการเคลื่อนไหวไปทางนั้นตามมาเพราะร่องรอยการเทรดเปิดเผยแล้ว

                False Breakout ทำให้เกิดสองสิ่งหลักคือ

                อย่างแรก จะเป็นการดันราคาไปแตะ stop loss – ที่ของเทรดเดอร์เปิด short positons ในช่วงกรอบสี่เหลี่ยมที่เกิดขึ้น เพราะเทรดเดอร์พวกนี้ก็จะตั้ง stop loss orders เหนือที่บอกว่าเป็น resistance หรือกรอบบนของกรอบสี่เหลี่ยมหรือ rectangle pattern

                อย่างที่สอง ก็จะเปิดออเดอร์พวกเทรดเดอร์พวกที่เทรด breakout ที่ตั้ง buy stop orders พื้นที่เดียวกันกับ stop loss orders ของกลุ่มแรกด้วย

                ทั้งสองอย่างจะทำให้ขาใหญ่ได้เข้าเทรดอีกทีก่อนที่จะดันราคาจริงและเปิดเผยว่าพวกเขาเทรดทางไหน ส่วนที่จะดันราคาลงแรงเมื่อเบรค support ก็หลักการเดียวกันแต่ทางตรงกันข้ามของเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ที่เกิดช่วงราคาทำกรอบสี่เหลี่ยมและ sell stop orders จากเทรดเดอร์พวก breakout

                ดังนั้นเมื่อท่านเห็นแบบนี้ มีสิ่งยืนยัน rectangle pattern ท่านว่าจะไปทางไหน มาดูกันว่าอะไรที่เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดกลยุทธ์การเทรด rectangle pattern มีดังนี้ ข้อแรกเรื่องของเทรน ให้มั่นใจว่าราคาทำเทรนก่อน อย่างที่สองเห็นราคาวิ่งอยู่ในกรอบแนวรับ-แนวต้าน ข้อสามเห็น false breakout เกิดขึ้น และข้อสี่เห็นราคาเปิดต่ำว่ากรอบที่ราคาเบรคลงมาได้เงื่อนไขการเทรดค่อยเกิดขึ้น

                เมื่อจะเปิดเทรดให้รอจนกว่าราคาได้ปิดต่ำกว่า กรอบสีเหลี่ยมก่อนเพราะบอกว่าเป็นการเข้าเทรดจริง และที่เกิดขึ้นจริงจะใช้ประโยชน์จาก trapped traders ได้เต็มที่และจะกลายเป็นข้อมูลใหม่ที่จะดึงให้เทรดเดอร์ที่เห็น breakout เกิดขึ้นหันมาเทรดทางนี้เป็นหลักด้วย จะทำให้เมื่อราคาต่ำกว่า support มีแต่ sell market orders เป็นหลักและต่อเนื่องเลยจะทำให้ราคาไปต่อได้ง่าย

                เช่นยกตัวอย่างกรณี Bearish Rectangle หลักทั่วไปในการเปิดเทรด trade setup จะเกิดได้เมื่อราคาหลังจากเบรค และปิดต่ำกว่ากรอบล่างหรือพื้นที่ๆ เป็น support เพราะบอกว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริงหลังจากที่เปิดเผยร่องรอยด้วยการ false breakout  เมื่อบาร์ปิดสามารถเปิดเทรดได้เลยเป็นการเทรดตาม breakout (หรือเทรดอีกทีตอนราคาย่อตัวมาเทส) และ เรื่อง take profit ให้วัดจากกรอบ Rectangle แล้วตั้งด้วยการคูณ 2 เท่าหรือ 3 เท่าไปแต่แนะนำให้ดู price level ประกอบด้วย  stop loss ก็เหนือ resistance

                หลักการเทรดทั่วๆ ไปอย่างที่ยกภาพมาประกอบ จะเห็นการเทรดตอนที่ราคาเบรคลงมาแล้วราคาปิดมีการยืนยันหรือ เป็นการรอราคากลับมาเทสอีกรอบก็ได้ เพราะเหมือนหลักการเทรด breakout แล้วแต่กลยุทธ์ แต่ถ้ามีเทรนนำหน้ามาก่อนจะดีเพราะบอกว่าขาใหญ่อยากเทรดทางนั้น และช่วงราคาทำกรอบสี่เหลี่ยมหรือ Rectangle pattern ราคาไม่สามารถเบรค high กลับขึ้นไปได้ ยังบอกว่าเทรดเดอร์ยังอยากเทรดต่อทางที่เป็นเทรนอยู่ แต่รอให้ขาใหญ่เปิดเผยว่าสะสมทางนั้นจริงและต้องการดันราคาไปต่อ ด้วยการเปิด false breakout ขาใหญ่สะสมออเดอร์ทางไหนก่อน

                สิ่งที่ต้องดูประกอบทุก trade setup ที่เกิดขึ้นเรื่อง risk:reward ต้องได้อย่างน้อง 1: 3  หรือมากกว่ายิ่งดีเพราะเป็นเรื่องความเป็นไปได้ ส่วน Bullish Retangle ประยุกต์ตรรกะตรงกันข้าม

                รูปแบบ Rectangle patterm จะเป็นรูปที่เห็นประจำเพราะราคาเมื่อเกิดการทำเทรนแล้วมันจะมีการพักตัวเพราะผลจากการปิดทำกำไรและต้องการสะสมออเดอร์เพิ่มของขาใหญ่เพื่อจะเทรดต่อ เพราะราคาไม่อาจวิ่งไปทางเดียวได้ เนื่องจากเรื่องการเทรดและการทำกำไรจำเป็นต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเสมอ เพราะรูปแบบนี้เป็นจากความพยายามต้องการสะสมออเดอร์เป็นหลักแล้วค่อยดันราคาไปต่อเมื่อเปิดเผยออกมา

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Line charts ช่วยเทรดอย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Line charts ช่วยเทรดอย่างไร

                Line charts เป็นการแสดงผลเพียงราคาปิด โดยไม่สนใจเรื่อง price action ที่เกิดขึ้นระหว่างราคาเปิดและราคาปิด ดังนั้น Line chart จึงสะท้อนตลาดที่แท้จริง แม้ว่า price action ที่เกิดขึ้นจะให้ข้อมูลหลายอย่างก็จริงแต่ก็หลอกได้ ถ้าไม่ชำนาญหรือมองด้วยความละเอียดมากพอ แต่ Line charts เป็นชาร์ตที่นำเสนอตรงประเด็นว่าเมื่อจบตลาดเป็นอย่างไรไม่ได้สนใจรูปลักษณ์หรือการปั่นราคาเพื่อหลอกตามรายทาง Line charts ต่างจาก Bar charts และ Candlestick charts ที่แสดงทั้งราคาเปิดและราคาปิด เลยมักจะเป็นชาร์ตที่ใช้ในการวิเคราะห์ price action ที่เกิดขึ้นระหว่างราคาเปิดและราคาปิด ส่วน Line charts จะแสดงแค่ราคาปิด แสดงเป็นเส้นที่ต่อเนื่องกันของราคาปิดที่จบลงแต่ละช่วงเวลา

                เนื่องจาก line charts นำเสนอแค่เส้นเดียวที่ต่อเนื่องกันจากราคาปิดแต่ละช่วง เลยไม่มีเรื่อง market noise ที่เกิดจาก price action ที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงราคาเปิดและราคาปิดได้  market noise ที่เกิดขึ้นใน candlestick charts หรือ bar charts  ที่เป็นสิ่งหลอกหรือเปลือกที่เกิดขึ้นเพราะรูปแบบที่มาจาก price action เป็นตัวทำให้เกิดการวิเคราะห์ผิดพลาดได้ ดังนั้นเมื่อ price action เกิดขึ้นระหว่างราคาเปิดและราคาปิด เมื่อใช้ bar charts หรือ candlestick charts ก็มีเรื่อง market noise เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา (ดังนั้นการอ่าน Price action ที่เกิดขึ้นต้องให้ความสำคัญเรื่องปริบทประกอบ) เมื่อเรื่อง Market noise ไม่มีที่ line charts เลยทำให้สะท้อนสภาพตลาดที่แท้จริงเป็นอย่างไร

                ดังนั้นเมื่อไม่มีเรื่องพวก Market noise เข้ามา เรื่องของเทรนก็เห็นง่ายขึ้น จุดพวกกลับตัวก็เห็นชัดเจนขึ้น และถ้าใช้ประกอบกับพวก patterns ต่างๆ ก็จะทำให้ท่านเทรด pattern ต่างๆ ได้ดีขึ้น

                Line charts กับแนวรับแนวต้านหาได้ง่ายขึ้น

line chart

                หรือเมื่อเปรียบเทียบกับแท่งเทียนที่มี Price action เกิดขึ้นด้วยจะเห็นว่า line charts จะทำให้ท่านหาต้นตอของแต่ละ price levels ได้ง่ายและตรงจุด เพราะไม่โดนหลอกหรือมีสิ่งรบกวนหรือ market noise ที่เกิดจากรูปแบบต่างๆ ผลจาก price action เพราะ line charts ไม่มีเรื่อง market noise เกิดขึ้น ดังนั้นเมื่อใช้ line charts ประกอบจะทำให้ท่านเห็นว่าราคาอยากไปทางไหนจริง

                การเทรด line charts เป็นตัวช่วย

                แม้ว่า line charts จะให้ความชัดเจนเรื่องแนวรับแนวต้าน แต่การเทรดท่านควรใช้ไปควบคู่กับ price action ที่เกี่ยวข้องจะมีประสิทธภาพกว่าการเทรดแค่มอง line charts อย่างเดียว  อย่างเช่นที่เลข 1 เมื่อดู line chart ท่านจะเห็นว่าเป็นจุดที่น่าสนใจเมื่อมองรูปแบบเส้นที่เกิดขึ้น  แต่เมื่อมองมาที่แท่งเทียนประกอบท่านจะพบว่า พื้นที่หางบาร์ยาวลงไปก็เยอะ ถ้าราคากลับมาอาจลงไปเกินที่ราคาปิดอย่างที่เปิดเผยใน line charts ได้เพราะ limit orders เมื่อมองใน candlestick charts จะเห็นว่าพื้นที่ลงไปอีก ท่านต้องใช้แท่งเทียนประกอบเพื่อหาพื้นที่ stop loss orders  ด้วยหรือหากรอบพื้นที่ที่เกิด positions ด้วย เพื่อหาว่าพื้นที่กว้างถึงตรงไหน เพื่อคำนวณสิ่งที่เกี่ยวข้อง positions เช่น stop loss orders

                อย่างที่เลข 2 จะเห็นจุดที่อธิบายได้ชัดเป็นจุดแรก จะเห็นว่าเมื่อมอง line charts ท่านจะเห็นผลความพยายามที่ชัดเจนและจบด้วยเป็นฝ่ายชนะ ราคาสามารถทำ impulsive move เมื่อมองจาก candlestick charts และจะเห็นพื้นที่เทรดเดอร์ที่ติดลบและ positions อยู่ในตลาด แต่ถ้ามองที่ line charts ท่านจะพบว่าแค่มีการดันราคาลงมามีการเข้าเทรด แต่ท่านจะไม่เห็นพื้นที่ชัดเจนแบบมองที่ candlestick charts ดูผลตอนราคากลับมาที่เลข 2 ที่บอกว่า Buy เมื่อมองมาที่ line charts จะเห็นว่าพอราคาไปที่เลข 2 ราคาหักลงมา 2 รอบแล้วราคาค่อยไปต่อ จะเห็นความพยายามที่ราคาจะเอาชนะผ่าน sellers ตรงนี้ ค่อยเกิดบาร์แรงๆ ขึ้นพื้นที่ราคาสู้กัน เมื่อท่านมองไปที่ candlestick charts ท่านจะเห็นว่ากว้าง พอราคากลับมาตรงที่ Buy เลยเกิด false breakout แล้วราคาค่อยกลับ เพราะเทรดเดอร์ที่เปิด short positions กินพื้นที่เยอะเมื่อมองที่ candlestick charts ตรงที่เป็นต้นตอของ demand ที่เลข 2 พร้อมทั้ง stop loss ด้วยหรือจุด buy 2 ก็หลักการเดียวกัน

                จากตัวอย่างการใช้ประกอบกับ line charts และ candlesticks จะเห็นว่า line charts เปิดเผยจุดที่เป็นแนวรับแนวต้านได้ดี แต่การเข้าเทรดต้องดูเรื่อง price action ประกอบที่เกิดจาก candlestick charts จะให้รายละเอียดช่วยมากกว่าว่าท่านควรเปิดเทรดตรงไหน เพราะรูปแบบ price action ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเป็น market noise ได้ถ้าดูไม่เป็น แต่ถ้าดูเป็น จะช่วยให้ท่านเข้าหรือออกเทรดได้จุดที่ดีกว่า โดยเฉพาะมีเรื่อง trapped traders และ stop loss orders เข้ามาประกอบท่านจะหาพื้นที่พวกนี้ได้ดีกว่าจาก candlestick charts

                ดังนั้นการใช้ line charts ต้องเข้าใจว่าทำให้ท่านเห็นอะไรชัดเจน และไม่ชัดเจนตรงไหน จะใช้ควบคู่กับ candlestick charts หรือ bar charts อย่างไร เพราะมีเรื่อง price action เข้ามาประกอบช่วงราคาเปิดและราคาปิด เลยทำให้เกิด market noise แต่เพราะ line charts มีแต่ราคาปิดเลยไม่มีเรื่อง market noise ที่เกิดจาก price action จึงทำให้ท่านใช้ line charts เพื่อดูเรื่องแนวรับหรือแนวต้านได้ชัดเจนกว่า แต่การหาพื้นที่จำเป็นต้องใช้ candlestick charts หรือ bar charts ประกอบกันไป  เมื่อเห็นจุดที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านหรือ demand/suply หรือ pivots หรือหลักการเทรดแบบไหนก็ตามที่เกี่ยวข้องกับ price levels ให้ท่านเปิดดู line charts ประกอบไปด้วย เพราะวิเคราะห์อย่างที่ยกตัวอย่างมา จะได้รู้ว่าควรเข้าตรงไหนเพราะ maket orders ที่ทำให้ราคาขึ้นหรือลง ไม่ได้มาจากการเปิดเพื่อเข้าเทรดอย่างเดียว แต่มาจากการปิด positions ที่อยู่ในตลาด เพื่อออกจากการเทรดด้วยโดยเฉพาะ positions ที่ติดลบ การมอง positions จะเห็นชัดเมื่อเปิด candlestick charts  เพราะพื้นที่พวกนี้จะทำให้เห็นว่าพวก stop orders ที่มาจาก stop loss ที่อยากออกจากตลาดและ buy/sell stop orders ที่อยากเข้าตลาดอยู่แถวไหน เพราะจะเป็นตัวเร่งราคาจากจุดที่เป็นแนวรับหรือแนวต้าน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีการใช้ ZigZag ในการเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีการใช้ ZigZag ในการเทรด

 

                อินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันเป็นตัวช่วยกรองเรื่องของเทรน ที่จะเกิดขึ้นระหว่าง swing points เมื่อมีการเปลี่ยนเปลง เพื่อให้กำหนดเทรนง่ายในแต่ละ timeframe จะเห็นว่าในการใช้ในเรื่องของการกำหนดเทรนล่วงหน้า และใช้เสริมกับหลักการเทรดอย่างต่อเนื่อง เช่นเรื่อง Elliott wave หรือการเทรด price action

                การตั้งค่า ZigZag แล้วแต่กลยุทธ์ที่ต่างกันออกไปในการปรับจูน เช่นจะเห็นเรื่องการประยุกต์เรื่อง ZigZag ไปใช้กับพวก chart patterns เช่นเรื่อง Gartley pattern หรือ Harmonic patterns หรืออย่างเอาไปประยุกต์หาจุดเข้าเมื่อเปิดราคาเบรคสำหรับ Fibonacci Retracements เพราะ ZigZag ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเทรนได้ง่าย เนื่องจากจุด ZigZag จะเกิดเป็นจุด swing points ต่างๆ ส่วนมากเป็นจุดที่เป็นจุด peak  ที่เกิดที่จุด ZigZag เลยทำให้เห็นเทรนได้ง่าย บางเทรดเดอร์ประยุกต์หลักการเข้าหลาย timeframe ในการวิเคราะห์เพื่อเข้าเทรด  สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ZigZag เป็นอินดิเคเตอร์แบบ repaint เปลี่ยนไปตามค่า new low หรือ new high ที่เกิดขึ้น

                ในที่นี้จะขอกล่าววิธีการใช้ ZigZag ที่ทำให้ชาร์ตยังไม่รก แค่ใช้อินดิเคเตอร์เป็นตัวไกด์เรื่องเทรนแบบคร่าวๆ เพื่อช่วยในการหาจุดเทรน แล้วใช้ความรู้เรื่องตลาดทำงานอย่างไร ที่อ่านจากชาร์ตเปล่าเป็นหลักเพื่อเข้าเทรดและออกเทรด

                ZigZag กับแนวรับ-แนวต้าน หรือ support-resistance จุด ZigZag ที่เกิดขึ้นจะทำให้ท่านกำหนดหาแนวรับหรือแนวต้านได้ง่าย แนะให้ท่านมองแนวรับหรือแนวต้านเป็นพื้นที่ราคาไม่ใช่แค่ดูจุดราคา ดูพื้นที่ราคารอบๆ จุด ZigZag ที่เป็นจุด Peak ของพื้นที่นั้นๆ ลักษณะการ rejection สำคัญเพราะบอกว่า trading pressure มาจากทางไหน แล้วดูลักษณะที่ราคาวิ่งออกมาเมื่อเกิด trading pressure ตรงส่วนนี้ให้เอาความรู้เรื่องออเดอร์และ postions เข้าไปประกอบด้วย คือเมื่อราคาเปิดจุด ZigZag แสดงว่าเป็นที่พื้นที่ราคาวิ่งไปเจอะ Limit orders มาจากการต้องการเข้าหรือการปิดทำกำไรก็ได้แล้วแต่กรณีไป และเมื่อราคาแตะ limit orders พวกนี่ที่พื้นที่ตรงนี้ได้กลายเป็น positions ในตลาดไปด้วย positions พวกนี้จะเป็นที่สนใจเมื่อเกิดราคาวิ่งสวนหรือเกิดการสูญเสียเกิดขึ้น มักจะทำให้เกิดราคาไปแตะ stop loss ที่ถูกกำหนดเลยทำให้ Market orders เกิดขึ้นทันที อย่างกรณีที่เลข 1 2 และ 3 ที่เปิดโอกาสให้เทรดแนวรับ-แนวต้าน เพราะ ZigZag ช่วยให้หาจุดกลับตัวได้ง่าย

                ZigZag และจุดเบรค อีกอย่างหนึ่งเนื่องจาก ZigZag บอกเรื่องเทรนและจุดที่เกิดขึ้นเป็นจุดที่ราคาไปเจอ limit orders และได้กลายมาเป็น postions จากออเดอร์ที่รอเข้าตลาดกลายเป็น positions ที่อยู่ในตลาด กำไรหรือการสูญเสียที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับราคาตลาดที่เกิดตามมา เมื่อราคาเบรคจุดพวกนี้ จะทำให้เห็นว่าพื้นที่ liquidation หรือจุดที่เทรดเดอร์พวกที่เปิดตรงจุด ZigZag ก่อนที่ราคาจะเบรค หรือเทรดเดอร์ที่เทรดอีกรอบเพราะมองจุด ZigZag เป็นตัวกรองในการกำหนดแนวรับหรือแนวต้านแล้วเข้าเทรดอีกรอบกลายเป็น trapped traders และยังเป็นจุดที่พวก breakout traders เฝ้าตามมองด้วย หลักๆ เทรดเดอร์ 2 กลุ่มนี้จะตั้งคำสั่งด้วยเงื่อนไขตลาด ถ้าเป็นพวกเปิด positions ก็จะใช้ stop loss เพื่อออกจากตลาดและ breakout traders ก็จะใช้ buy/sell stop orders เพื่อเข้าตลาดก็จะอยู่พื้นที่เดียวกัน  (ต้องไม่ลืมเรื่องออเดอร์เมื่อราคาไปแตะ stop loss แล้ว stop loss พวกนี้จะกลายเป็น market order ทันที ดังนั้นเรื่อง stop loss จึงเป็นเป้าที่ขาใหญ่เล็งเพราะถ้าราคาไปแตะแล้ว ตลาดเท่ากับเปิด market order พวกนี้ให้เอง ไม่เหมือนพวก manual market order ที่เทรดเดอร์เปิดเทรดเอง)

                การเปิดเทรด – เมื่อเข้าในเรื่อง ZigZag ช่วยให้ท่านกำหนดเทรนได้ง่ายไม่ว่าจะเทรดระยะสั้นหรือยาวหรือเทรดสวน ด้วย 2 อย่างที่ยกมาด้านบน การเปิดเทรดอาจใช้วิธีการอ่านชาร์ตเปล่าแบบที่ยกมา สองข้อที่เข้าใจหลักการตลาดทำงาน หลักการออเดอร์ทำงาน และเทรดเดอร์อื่นๆ ที่เทรดและอยู่ในตลาด  เช่นกรณีเมื่อท่านเห็นราคาเบรคจุด ZigZag ท่านอาจจะประยุกต์ Fibonacci Retracements เพื่อหาจุดเข้าเทรด หรือหลักการเรื่อง confluence อื่นๆ ที่เป็นผลจากการ technical analysis ที่เกิดขึ้นพื้นที่เดียวกัน จะเห็นว่าราคามา rejection ที่เลข Fibonacci retracement 50.0 ก็เปิดโอกาสให้เปิดเทรดตามผลการหาของ Fibo ได้ หรือท่านอาจเพิ่ม confluence อย่างอื่นเข้าไปเช่นเรื่อง supply/demand

                เรื่องที่พื้นที่ตรงโซนโดน engulf ไปเลยเป็นการยืนยัน demand ไปในตัวด้วย จากที่กล่าวไว้ด้านบนจุดพวก ZigZag เป็นจุดที่บอกว่าราคาเจอ limit orders และออเดอร์พวกนี่ได้ลดลงไปเมื่อราคาไปถึงและได้เปลี่ยน limit orders พวกนั้นกลายเป็น long/short positions ด้วย พอราคาเบรคได้ทำให้เกิด Imbalance และเป็นการยืนยัน demand ทำให้รู้ว่าไม่มีเทรดเดอร์อยากเทรดต่อที่ supply นั้น  จุดที่ราคาต้นตอและจุดที่ราคาเบรคเป็นจุดอ้างอิงในการเข้าเทรดต่อตรงที่ราคาย่อตัวลงมาและใช้ Fibonacci Retracement ประกอบ พื้นที่เดียวกันพอดี ส่วนการตั้ง stop loss ก็เป็นที่ต้นตอที่ทำให้เกิดราคาเอาชนะจุด ZigZag  และไปแถวๆ ก่อน ZigZag ตัวสูงขึ้นไป

                จากที่อธิบายมาจะเห็นว่าเมื่อท่านเข้าใจหลักการทำงานตลาด ออเดอร์ทำงานและเรื่องเทรดเดอร์อื่นๆ ที่เทรด เมื่อท่านใส่ ZigZag จะทำให้ท่านหาจุดอ้างอิงได้ง่ายและเร็ว พยายามเทรดกับจุด ZigZag ที่เป็นผลจาก momentum ที่เป็นส่วนสำคัญของ impulsive move ก็จะเพิ่มความเป็นไปได้สูง เพราะเห็นร่องรอยก่อนซึ่งเปิดเผยว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริง

               

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


MA เป็นแนวรับ-แนวต้านแบบไดนามิค

คะแนนโดย admin

เส้น

MA เป็นแนวรับ-แนวต้านแบบไดนามิค

 

                วิธีการใช้ MA หรือ moving average น่าจะเป็นวิธีการง่ายที่สุดในการหาแนวรับแนวต้าน และยังเป็นที่นิยมกัน แม้ว่าการเทรดด้วย price action อย่างเดียวมองแต่ชาร์ตและราคา ไม่จำเป็นต้องใช้อินดิเคเตอร์เพราะอินดิเคเตอร์ให้ lagging information เพราะเป็นการอ่านจากข้อมูล price action ที่จบไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จาก MA ได้เพราะทำให้ท่านเห็นแนวรับแนวต้านแบบที่เปลี่ยนแปลงตลาดตามราคาที่เกิดขึ้นก่อนนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อท่านใช้กับ price action หรือ confluence อย่างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นด้วย

                ยกตัวอย่างเส้น Moving Average ใช้ค่ากำหนด 50 และวีธีการ MA เป็น Simple และ ใช้กับราคาปิด (การประยุกต์ปรับจูนต่างกันออกไปแล้วแต่กลยุทธ์ในการเทรด ในที่นี้นำเสนอว่าใช้ MA เป็น dynamic support/resistance และเข้ากับ price action อย่างไร) โดยวิธีการ MA กล่าวแบบง่ายๆ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยอิงตัวแปรตามจำนวน Period เป็นตัวหลักว่ากี่ Period แล้วเสนอราคาตามที่เกิดเป็นเส้นมาต่อๆ กันแต่ละบาร์ เช่นอย่างด้านบนใช้กับชาร์ต D1 ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยจากแท่งเทียน 50 แท่ง ดังนั้นเมื่อมองตรงนี้ จึงทำให้ MA เป็นที่นิยมใช้ประกอบเป็นแนวรับหรือแนวต้าน ถ้าราคาอยู่เหนือกว่าเส้น MA ทำเทรนขึ้นหรือราคาต่ำกว่าเส้น MA ถือว่าราคาทำเทรนลง

                สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมเมื่อท่านใช้อินดิเคเตอร์คือ อินดิเคเตอร์เป็น lagging information ให้ข้อมูลช้าหรือตามหลังราคาปัจจุบัน สิ่งเดียวที่ไม่ให้ข้อมูลช้าคือ price action เท่านั้น  MA ให้ lagging information เพราะอ่านจาก price action ที่เกิดขึ้นแล้วหรือจบไปแล้ว ดังนั้นวิธีการใช้ MA ท่านต้องใช้กับ price action ที่กำลังเกิดขึ้นกับปัจจุบันหรือแบบ confluence กับ trading analysis อื่นๆ เช่น price action อย่างเดียวหรือวิธีการอื่นก็ได้

                วิธีการใช้ MA หลักๆ คือ ข้อแรกใช้เพื่อหาว่าเป็นไปได้หรือเปล่าที่เทรนจะเปลี่ยนหรือกำหนดความแข็งของเทรนปัจจุบัน และข้อสองใช้เพื่อเป็นแนวรับแนวต้านแบบไดนามิคตามราคาที่เปลี่ยนไปให้ดูได้ง่ายและเร็ว

                 อย่างตัวอย่างใช้ MA 20 เส้นสีแดงและ MA 30 เส้นสีชมพู  อย่างที่เลข 1 จะเห็นว่าเมื่อเส้น MA ตัดกัน บอกเรื่องเทรนเปลี่ยน ท่านจะเห็นราคาได้เปลี่ยนไปแล้วเส้น MA ค่อยตัดกัน นั่นทำไมเขาจึงเรียกกันว่าอินดิเคเตอร์เป็นทูลแบบให้ข้อมูลล่าช้าหรือ lagging เลข 2 ท่านจะเห็นว่าระยะห่างของ 2 MA ห่างกันบอกว่าเทรนแรง ถ้าแคบบอกถึงเทรนอ่อน ท่านสังเกตดูที่จุดเลขหนึ่งก่อนที่ราคาจะเปลี่ยน แล้วทำให้เกิดการตัดกันระหว่างเส้น MA จะเห็นว่าระยะห่าง 2 เส้นแคบลงจนตัดกันแล้วเปลี่ยนเทรนขึ้น  ที่เลข 3 ก็ตรรกะเดียวกันกับที่เลข 1 แค่ต่างกันที่ทิศทางการวิ่งของราคา และเลข 4 ก็แบบเดียวกันกับเลข 2 พอราคาขึ้นหรือลงเปลี่ยนไป MA ทั้ง 2 เส้นก็จะเป็นตัวสร้างแนวรับแนวต้าน

                MA เป็นแนรับแนวต้านแบบไดนามิคอย่างไร

                ปกติที่นิยมกันกันในการกำหนดแนวรับหรือแนวต้าน จะเป็นเส้นแนวนอนหรือแนวทะแยงมุมเป็นหลัก เพราะมองเรื่องพื้นที่ออเดอร์และ positions ที่อยู่ในตลาดเพื่อบอกว่าเป็นแนวรับหรือแนวต้านก็จะไม่ได้มองแค่ราคาเดียว จะเป็นกรอบพื้นที่แนวนอนหรือแนวทะแยงมุม ส่วน Dynamic support/resistance จะพบเมื่อราคาปัจจุบันโต้ตอบกับเส้น MA   จากภาพประกอบจะเห็นว่าเส้น MA ได้กลายเป็นแนวรับและแนวต้านอย่างไร  แต่สิ่งสำคัญแม้ว่าทั้ง 2 MA ที่ยกตัวอย่างประกอบ เป็นตัวช่วยในการสร้างแนวรับหรือแนวต้านแบบไดนามิคตามราคาที่เปลี่ยนไป แต่ต้องใช้ควบคู่กับตัวอื่นเป็นหลัก (confluence) เพราะอย่างที่ได้บอกแต่แรกว่าอินดิเคเตอร์ให้ข้อมูลล่าช้าหรือ lagging information

                มองอีกรอบ เนื่องจาก MA จะช่วยในการกรองเรื่องเทรนตามที่อธิบายด้านบนมา จะเห็นว่าหลังจากที่เส้น MA ตัดกัน หลังจากที่ระยะห่างแคบลงจนมาตัดกันบอกว่าเทรนเปลี่ยน จะเห็นว่าราคาเบรคพื้นที่เป็นแนวต้านเก่าด้วยที่เลข 1 หรือมองเส้น MA ประกอบท่านจะเห็นว่าราคา rejection ตรงนั้นด้วยพอ price action ใหม่เปิดเผยหลังจากที่ราคาเบรคแนวต้านนั้นขึ้นไป จะเห็นว่า MA ทั้ง 2 เส้นตอนนี้ได้กลายมาเป็นแนวรับ  และเมื่อท่านดู Price action ที่เปิดเผยบอกการเอาชนะพื้นที่ตรงไหน ท่านก็เห็นว่าจะเทรดตรงไหนเพราะมี positions อยู่ตรงนั้นประกอบด้วย เมื่อราคาเบรคไปทำให้เทรดเดอร์ที่ถือ positions ตรงนั้นเดือดร้อนหรือกลายเป็น trapped traders สิ่งที่ตามมาคือเรื่องจำเป็นต้องออกจากตลาดหรือ liquidation จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดตรงไหนและเมื่อเกิดการเบรคก็จะมีอีกกลุ่มคือ breakout traders ด้วย

                หรือที่เลข 2 ก็หลักการเดียวกัน หลังจากที่ เส้น MA ตัดกันอีกรอบ ท่านมองดูที่มาจะเห็นว่าบาร์ยาวๆ เอาชนะพื้นที่ resistance ก่อนพอดี จะเห็นว่าตอนราคาลงไปมีการ rejection ตรงนั้นด้วย บาร์ยาวๆ ทำให้รู้ว่าขาใหญ่เข้าเทรดเพราะเป็น impulsive move เอาชนะและปิดทางที่เอาชนะได้ ราคามา rejection ตรงเส้น MA พอดี จะเห็นรูป Pin Bar เป็นรูป price action ที่เปิดเผยตรงนี้พอดี กลายเป็นแนวรับแบบไดนามิคเกิดขึ้นตรงไหน หรือที่เลข 3 เมื่อราคาเบรคเส้น trendline ขาขึ้น ราคาสามารถทำ lower low ได้ (ท่านอาจใช้ confluence เสริมจาก price action คือเรื่อง swing highs/lows ในการกำหนดเทรนด้วย) พอราคากลับขึ้นไปเมื่อมองเรื่อง price pattern ท่านจะเห็นว่าเป็นจุด Head and Shoulders พอดีด้วย แต่พอท่านมาดู MA จะเห็นว่ากลายเป็น dynamic resistance ตรงที่ราคาเบรคกรอบเลข 3 พอดี ดูกรอบที่บอก dynamic resistance จะเห็น price action ที่บอกว่าราคา rejection ตรงนั้นพอดีหลังจากที่เส้น MA ตัดกัน

                จะเห็นว่าเมื่อท่านใช้ เส้น MA ประกอบชาร์ต จะทำให้เห็นเรื่องเทรนเร็วขึ้นว่าจะเปลี่ยนหรือยังแข็งอยู่ และยังเห็นแนวรับแนวต้านที่เกิดขึ้นตามได้เร็ว แต่เนื่องจาก MA เป็นอินดิเคเตอร์ที่ให้ข้อมูลล่าช้าเพราะอ่านจาก price action ที่จบไปแล้ว เมื่อจะเปิดเทรดให้ใช้เรื่อง confluence กับ price action ที่เกิดขึ้นปัจจุบันหรือกับ technical analysis แบบอื่นๆ ประกอบกันยิ่งจะเพิ่มความเป็นไปได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ความผิดพลาดที่ต้องระวัง

คะแนนโดย admin

เส้น

ความผิดพลาดที่ต้องระวัง

                การเทรดมีหลายวิธีการในการทำเงิน แต่มีความผิดพลาดบางอย่างที่ต้องไม่ให้เกิด หรือต้องระวังไม่ให้เกิดเมื่อการเทรดเริ่มเกิดขึ้น หรือถ้าเกิดขึ้นต้องรีบจัดการเพราะโอกาสเทรดมีตลอด 24 ชั่วโมง  แม้ว่าโอกาสการเทรดอาจไม่เกิดตลอดเพราะแต่ละช่วงตลาดโอกาสต่างกันออกไป แต่ก็มีสินค้าหลากหลายให้เลือกเทรด

                ข้อดีของการเทรดตลาดฟอเรกคือ เข้าตลาดด้วยเงื่อนไขที่ง่ายเช่นทุนน้อยก็เทรดได้ หรือเทรดจากการใช้โบนัสที่เกิดจากการเปิดบัญชีจริงจากโบรกเกอร์ก็ได้ เมื่อการเทรดดำเนินไปความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนอย่างอาชีพอื่นๆ จนกว่าท่านจะเทรดเป็นชำนาญถึงจุดที่ทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ความผิดพลาดบางอย่างต้องไม่ให้เกิดเลยจะดี เพราะจะส่งผลกระทบตามมาอีกมากมายทั้งเรื่องของทุนและเรื่องของ mindset

                ข้อแรก Overtrading – อย่างแรกเลยเพราะเป็นเรื่องเงิน เมื่อเข้าใจหลักการทำงานว่าการทำกำไรในตลาดสิ่งที่กระตุ้นเทรดเดอร์ได้ดีสุดด้วยตัวของมันเองคือ ความโลภ อยากได้เยอะ อยากได้เร็ว ยิ่งมากยิ่งดี แม้ว่าการเทรดจะเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ ยิ่งเสี่ยงมากยิ่งได้มาก แต่ข้อดีของการเทรดคือ ไม่ใช่แบบการเล่นพนัน คือท่านสามารถสะสมหรือรอเงื่อนไขที่ trading odds ที่ท่านกำหนดในการเทรดเพื่อความเป็นไปได้ของท่านมากขึ้น ทำให้ท่านได้เปรียบหรือเห็นความเป็นไปได้มากกว่า ความอดทนจึงเป็นเรื่องสำคัญมากของการเทรดเพราะต้องรอเงื่อนไขพวกนี้ หรือเมื่อท่านเปิดเทรดแล้วกำไร ท่านก็ต้องทนเป็นตราบใดที่เงื่อนไขการเทรดของท่านยังเข้าข้างท่านอยู่เพื่อให้กำไรมากขึ้น ไม่ใช่พอเทรดเสียถือทนรอนานได้ แต่พอเริ่มกำไรกลัวกลับมาเสียอีกต้องรีบออก

                Overtrading หมายถึงการเทรดเกินทุนตัวเอง  ถ้าเกิดการผิดพลาดมีผลกระทบด้านลบตามมาอีกเยอะ เช่นทุนลดลงอย่างรวดเร็วหรือล้างพอร์ตได้ สภาพจิตที่โดนกระทบ ต่อมาจะถูกครอบงำด้วยความโลภและความกลัว ตามมาด้วยการเทรดที่ขาดวินัย และใช้อารมณ์เป็นตัวนำในการเทรด Overtrading อาจมาจากการเปิดล็อตเยอะ หรือการเทรดหลายๆ ออเดอร์แต่ล็อตรวมกันเยอะ เพราะเมื่อเปิด positions ไปตลาดไม่ได้วิ่งทันที เพราะตลาดจะวิ่งเมื่อจำนวนออเดอร์ที่เกินกันและต่อเนื่อง ระยะห่างที่ห่างจากจุดเปิดค่อยจะมากพอที่จะทำกำไร ถ้าอยู่แถวเดิมทำ sideway เป็นหลัก ถ้าเปิดก็จะเสียเปรียบ กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของ overtrading พอถึงช่วงตลาดวิ่งจริงๆ ถ้ากลับสวนทางก็จะทำให้เสียเยอะและเร็วเพราะ overtrading

                ข้อสอง เทรดตามความคิดของเทรดเดอร์คนอื่นๆ

                ท่านอาจจะได้ยินคำพูดประจำว่า –  ถ้าท่านให้ปลาคน เขาอาจอยู่ได้ 1 วัน แต่ถ้าท่านสอนความรู้จับปลาให้เขาๆ ก็จะอยู่ได้ตลอดเพราะหากินเองได้ – ทำนองเดียวกันกับการเทรดตามความคิดคนอื่น แม้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือได้กำไร แต่ไม่ใช่ระยาว การเทรดเป็นเรื่องที่ต้องทำด้วยตัวเองให้ได้ เมื่อท่านเข้าใจเรื่องออเดอร์ท่านจะรู้ดีว่าทำไมท่านต้องเทรดด้วยตัวเองให้ได้ เพราะถ้าเทรดเดอร์คนหนึ่งเปิด เขาจะได้กำไรก็ต่อเมื่อมีคนทำสิ่งเดียวกัน และทำหลังจากที่เขาทำ เห็นได้ชัดเมื่อท่านมองจากชาร์ตเปล่า ถ้าท่านเป็นบาร์ยาวๆ เกิดขึ้นมักจะมีราคาวิ่งไป หรือหลักการปิดทำกำไร เมื่อขาใหญ่เทรดทางไหน ถ้าเขาต้องการจะปิดพวกเขาต้องการออเดอร์ทางที่พวกเขาเปิดเทรด พวกเขาเลยดันราคาให้มากพอที่จะทำให้รายย่อยอยากเปิดตามทันที เพื่อพวกเขาจะได้ปิดทำกำไร เพราะการจะปิดทำกำไรได้ เท่ากับพวกเขาเปิดออเดอร์ฝั่งตรงข้ามที่พวกเขาเปิดเทรดมา และออเดอร์ที่จะมา fill ออเดอร์ที่พวกเขาปิดคือจากรายย่อยที่เทรดตามพวกเขาหรือ trade setup ต่างๆ หรือบริการ free signals ก็ทำนองเดียวกัน

                สาเหตุหลักที่เทรดเดอร์ยังมักจะเทรดตามความคิดเทรดเดอร์คนอื่นๆ น่าจะมาจาก ยังรับความผิดพลาดที่เกิดจากตัวเองไม่ได้ เพราะถ้าเปิดผิดพลาดก็โทษแหล่งที่มาเพื่อเป็นข้ออ้างให้กับความผิดพลาดที่ตัวเองทำ และอีกอย่างน่าจะเป็นเรื่องของการเรียนรู้ เพราะไม่ได้เรียนรู้อย่างจริงจัง การเทรดตามความคิดคนอื่นก็จะชดเชยหรือมองเป็นประหยัดเวลาการเรียนรู้ไปอีกแบบ              

                ข้อสาม เป็นเรื่องไม่ทำตามแผนการเทรดที่กำหนดไว้

                การกำหนดแผนการเทรดเป็นเรื่องจำเป็น เพราะจะเป็นตัวตีกรอบคร่าวๆ เป็นแนวทางว่าท่านจะเทรดอย่างไร อะไรเป็นเงื่อนไขการเข้าเทรดและอะไรเป็นเงื่อนไขการออกเทรด รับความเสี่ยงหรือการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นได้แค่ไหน แผนการเทรดจะทำให้ท่านเทรดแบบมีระบบ ลดเรื่องอารมณ์ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวออกไป เพราะถ้าเทรดด้วยการขาดแผนการเทรด จะเป็นการเทรดตามอารมณ์และความโลภเป็นตัวนำ

                ข้อสี เสี่ยงมากเกินไป

                แม้ว่าการเทรดจะมีข้อได้เปรียบคือท่านสามารถเทรดเมื่อเห็น trading odds (วิธีการที่กำหนดความเป็นไปได้)  มาทางที่ท่านเทรดมากกว่า แต่เมื่อท่านเทรดต้องยอบรับอย่างหนึ่งก่อนว่า การเทรดเป็นเรื่องความเป็นไปได้ ไม่ใช่เทรดความแน่นอน แม้ความเป็นไปได้จะมาทางที่ท่านเปิดเทรดขนาดไหน แต่ท่านไม่อาจเสี่ยงมากเกินไป เพราะเมื่อเปิดเทรดแล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ การเสี่ยงมากเกินไปถ้าราคาวิ่งสวนท่านจะเกิดความผิดพลาดที่มากเกิน

                ข้อห้า เข้าหรือออกเทรดเร็วเกินไปเพราะขาดความอดทน

                เพราะเงื่อนไขการเทรดมาจากการวิเคราะห์ โดยเฉพาะแบบ technical analysis การจะเปิดเทรดหรือออกเทรดได้ ต้องมี trade setup ประกอบที่จะเป็นตัวกำหนดว่าการเทรดควรจะเกิดขึ้นหรือเปล่าที่มีเงื่อนไขความเป็นไปได้สูง แต่พอราคามา อาจจะยังไม่ได้เงื่อนไขของ trade setup ดี แต่เพราะกลัวราคาไปก่อนหรือกลัวไม่ทัน เลยมักจะทำให้เข้าเทรดเร็วเกินไป

                การเทรดเป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และอดทน ความผิดพลาดก็เกิดขึ้นได้ แต่บางอย่างที่ยกมาอย่าให้เกิด หรือถ้าเกิดต้องรีบจัดการเพราะจะมีผลต่อการเทรดระยะยาว หรือมีผลต่อ mindset ที่จะกระทบต่อการเทรดที่ตามมา การเทรดไม่ใช่แค่เรื่องหา trade setup จำเป็นต้องสร้าง mindset ให้ได้ จะส่งผลให้ท่านรู้และจัดการความผิดพลาดต่างๆ พวกนี้ไม่ให้เกิดได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การวิเคราะห์หลาย Time Frame

คะแนนโดย admin

เส้น

การวิเคราะห์หลาย Time Frame

 

ในการเทรด Forex เครื่องมือที่ได้รับความนิยมอย่างสูงคือ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค อย่างไรก็ตามปัญหาในการวิเคราะห์ และการตัดสินใจในการเทรด Forex นั้นไม่ได้ง่ายและแม่นยำเหมือนจับวาง ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นจากพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคานั้น  ตัวอย่างที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ ได้แก่ พอไปดู  Time Frame 1 ชั่วโมงเป็นขาลงและยังไม่สุดดี ราคาพลิกกลับดีดขึ้นอย่างรวดเร็ว พอกลับไปดู Time Frame 4 ชั่วโมงแล้วปรากฏว่ามันคือขาขึ้น เราก็บอกว่า อ๋อออออออ!!! เป็นเพราะว่า Time Frame ใหญ่กว่านี่เอง ทำให้เราพลาดโอกาสนั้น

แล้วมันดีจริง ๆ หรือ การวิเคราะห์หลาย Time Frame แล้วมันเป็นอย่างไร แล้วต้องทำอย่างไรบ้างในบทความนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องนี้กันครับ

การวิเคราะห์หลาย Time Frame

วิเคราะห์ขึ้นหรือวิเคราะห์ลงดี

ในการวิเคราะห์หลาย Time Frame ปัญหาอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ จะใช้ Time frame ใหญ่เป็นหลัก หรือ Time Frame เล็กเป็นหลักดีหล่ะ เรื่องนี้จริง ๆ แล้วไม่มีวิธีการไหนที่ผิดและถูกในการวิเคราะห์ Time Frame ใหญ่ไปหาเล็ก หรือ วิเคราะห์ Time Frame เล็กไปหาใหญ่ แน่นอนว่า มันไม่มีรูปแบบที่ตายตัว บางครั้งบางสถานการณ์ต้องใช้ Time Frame เล็ก แต่บางสถานการณ์ต้องใช้ Time Frame ใหญ่เป็นหลัก หลายคนเถียงว่าไม่จริง ผมคงต้องบอกว่า นั่นเพราะว่าบางคนยึดโยงกับ Time Frame ใหญ่ที่ส่งอิทธิพลมา แล้วถ้าพูดจากำปั้นทุบดินแบบผมนี่จะให้ใช้ยังไงดีหล่ะ ใจเย็น ๆ วิธีการใช้คือ

  1. ต้องดูว่า เทรนด์เกิด Time Frame ไหน เพราะว่า บางครั้งเทรนด์ไม่ได้เกิด Time Frame ใหญ่ การใช้ Time Frame ใหญ่เป็นตัวนำจึงผิดอย่างไรหล่ะ สิ่งที่เราควรจะจับให้ได้คือ Trend เกิดที่ Time Frame ไหน ซึ่งเทรนด์ไม่เหมือน Side way จะต้องจับให้ได้ก่อน บางครั้ง Trend เกิดขึ้นแต่เราจับสัญญาณ Side Way ทำให้เราคิดว่าจะมีการกลับตัว
  2. วิเคราะห์เครื่องมือให้ถูก – บางครั้งเทรนด์เกิดขึ้นใน Time Frame Daily แต่ว่าพอไปดูสัญญาณ Weekly แล้วกลับกลายเป็นแค่กรอบ Side Way แคบ ๆ เท่านั้นเอง การดู Time Frame ใหญ่หรือเล็กจึงควรดู Trend ว่าเกิด Time Frame ไหนเป็นหลัก

 

แล้วควรดูกี่ Time Frame ดี

หลายคนบอกว่า ต้องดูหลาย ๆ Time Frame แต่ว่าสำหรับผม ผมดูทุก Time Frame แม้ว่าเราจะเทรด 1 ชั่วโมง เราก็ต้องดูกราฟ 5 นาทีด้วยว่า นี่เป็นกราฟที่ราคาถูกที่สุดหรือไม่ หรือว่าถูกได้อีกโดยการดูจังหวะหลาย ๆ Time Frame ประกอบกัน สำหรับแล้วผมใช้ 4 Time Frame เป็นอย่างน้อยเพื่อยืนยันความสอดคล้องกัน โดยเราต้องตั้งค่าบนหน้าจอเพื่อที่จะดูได้ในรวดเดียว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

จากรูปข้างต้นผมใช้กราฟ 4 กราฟ สำหรับ AU บนขวาคือกราฟ Daily ล่างขวา คือกราฟ Weekly และบนซ้ายคือกราฟ 1 ชั่วโมงและล่างซ้ายคือกราฟ 4 ชั่วโมง สำหรับผม ผมจะส่งสัญญาณเทรดที่กราฟ 4 ชั่วโมง แต่ผมก็ดูกราฟ Time Frame อื่นด้วย โดย Function การตั้งค่าหน้าจอแบบนี้ เพื่อให้สะดวกต่อการเทรดแบบนี้ มีอยู่ใน MT4 อยู่แล้ว

 

การใช้กราฟ หลาย Time Frame จจจะต้องใช้ indicator ชุดเดียวกัน เพื่อที่จะสะท้อนความต่างของมุมมองได้ชัดแจ้งมากที่สุด ทำให้เราไม่พลาดง่าย ๆ โดยไม่ดูตามาตาเรือ และตัดสินใจเทรดได้อย่างแม่นยำทุกจุดมากยิ่งขึ้น

 

เทคนิดง่าย ๆ แค่นี้อาจจะช่วยเสริมเขี้ยวเล็บฝึกการตัดสินใจได้ดีกว่าการใส่ indicator ที่เทพ ๆ เป็นไหน ๆ ครับ  อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นแค่จุดหนึ่ง ที่จะต้องเสริมคือ ข้ออ่อนของมัน

 

จุดอ่อนของมัน

ในสมัยก่อนที่ผมแชร์เทคนิคนี้ให้เพื่อนที่เทรดด้วยกัน เขาบอกว่า มันทำให้งงและสับสนได้ง่ายว่า จะขึ้นหรือจะลง บ่อยครั้งที่เทรดเดอร์จะต้องมาเจอปัญหา ความสับสนทำให้ตัดสินใจได้ลำบากว่า ควรตะเชื่อข้อมูลจากทางไหนดี  ทางกราฟ Weekly บอกว่าจะลงต่อ แต่ทางกราฟ Daily บอกว่ากลับตัวมาได้ 2 – 3 วันแล้ว ทางกราฟ  4 ชั่วโมงก็ทำท่าจะลง เพราะขึ้นมาเยอะแล้ว อะไรทำนองนั้น นั่นเป็นปัญหาที่ต้องบอกว่าเจอกันทุกคน ซึ่งจุดอ่อนนี้สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ คือ

การใช้เวลาฝึกฝนดูกราฟ มันจะเข้ามาในความทรงจำของคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไปและใช้เวลา แต่ว่ามันสามารถแก้ไขจุดอ่อนได้ดี บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาหลายปีในการเก็บภาพรูปแบบกราฟเหล่านั้น  ก็ตลอดชีวิตของการเทรดของเรานั่นแหละครับ  นอกจากการฝึกฝนดูกราฟบ่อย ๆ แล้ว สิ่งที่ต้องทำอีกอย่างคือ การไม่ดูกราฟมาก การดูกราฟบ่อย ๆ กับดูกราฟมากนั้นเป็นคนละเรื่อง การดูกราฟ 4 Time Frame นั้น เป็นเรื่องของความรู้สึกและสัญชาตญาณเป็นหลัก เพื่อให้ชินกับการใช้งาน เราต้องดูแล้วตัดสินใจเลย ไม่ใช่มัวแต่คิดพิจารณา นั่งเฝ้าหน้าจอ อย่างนั้นเรียกว่า overtrade เสพติดการเทรดครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ถ้าทำแบบนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้วผมคงไม่ขาดทุนเยอะ

คะแนนโดย admin

เส้น

ถ้าทำแบบนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้วผมคงไม่ขาดทุนเยอะ

 

ถ้าหากย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อนแล้วมีคนถามผมว่า ถ้าตอนนี้สามารถย้อนเวลาไปได้ แล้วผมจะไม่ทำอะไร หรือว่าทำอย่างไรบ้างที่จะทำให้สถานการณ์การเทรดดีกว่านี้ เอาจริง ๆ ก็มีหลายเรื่องครับ เพราะว่า เราย่อมไมม่รู้ว่าที่ผ่านมาอะไรดีหรือไม่ดีสำหรับแล้วหรือยังนั่นเอง  ผมเสียเงินไปจำนวนหนึ่งและถ้าเป็นปัจจุบันสิ่งที่ผมจะสามารถแนะนำได้สำหรับมือใหม่คือ

ฝึกแค่กลยุทธ์เดียว

มันมีคำกล่าวหนึ่งที่ผมชอบมาก ซึ่งน่าจะเป็นคำพูดของ บรู๊ซ ลี ประมาณว่า “ผมไม่กลัวคนที่มี 10,000 กระบวนท่าหรอก แต่ผมกลัวคนที่มีกระบวนท่าเดียวแต่ฝึกมา 10,000 ครั้ง” นั่นหมายความว่า เขาชำนาญศาสตร์ของเขามาก มากเสียจนเราหาทางชนะไม่ได้เลย ลำพังการเตะ 10,000 กระบวนท่า คนที่เตะ จะจำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ มันเยอะเกินไป แต่ถ้าเตะมา 10,000 ครั้งในท่าเดียว ทุกสถานการณ์ มันหมายความว่า ไม่ว่าจะพลิกแพลงแบบไหนเขาฝึกมาจนชำนาญหมดแล้ว อันนี้จริง ๆ แล้วเหมือนกับระบบเทรดของเรา เพราะว่า หลายคนมักจะกระโดดเปลี่ยนระบบไป ๆ มา ๆ ไม่มีระบบที่เป็นของตัวเองสักที สิ่งที่ผมจะแนะนำให้ทำหน่ะหรอ?  หาระบบเข้าใจง่าย ๆ มีหลักการ และหลักฐาน มีเครื่องมือที่เข้าใจง่าย มีระบบป้องกันขาดทุน แล้วฝึกเทรดกับระบบนั้น คอยแก้ไขไปสถานการณ์แล้ว วันเล่า วันหนึ่งคุณจะชำนาญระบบนี้โดยการเทรดเป็น 10,000 ครั้ง ทำให้คุณเจอสภาพแวดล้อมที่แทบจะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบสำหรับการเทรด 10,000 ครั้ง ทำให้เราชำนาญและระบบของเราจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นตามกาลเวลา

 

รักษาเงินทุนไว้เทรด

ในช่วงแรก ๆ เราอารมณ์ร้อน และก็ร้อนวิชา ลองอะไรกำไรนิดหน่อย ลองไปสัก 2 – 3 วันก็คิดว่านี่แหละได้แล้ว อารมณ์ประมาณใจเร็วด่วนได้ กลัวไม่ได้ทำกำไร กลัวโอกาสหลุดลอยไป สุดท้ายล้างพอร์ท นั่นแหละครับ อาการนี้ใครก็เป็นผมก็เคยเป็น สิ่งนี้จึงเป็นสิ่งที่ผมอยากจะเตือนเหล่าเทรดเดอร์หน้าใหม่ทุกคน สิ่งที่ต้องทำคือ รักษาเงินทุนไว้ให้ครบทุกบาททุกสตางค์ให้ได้มากที่สุด เทรดแค่ Demo ไปก่อนสัก 3 – 5 ปีเลยยิ่งดี หาวิธีที่จะทำกำไรให้ได้ก่อน ก่อนที่จะหาเงิน เงินนั้นไม่สำคัญเท่ากับวิธีการที่จะทำกำไรได้เลย ไม่ต้องรีบรวย เก็บเงินไว้ เอาไว้เสียตอนที่มันควรจะเสียไม่ใช่เสียเบี้ยบ้ายรายทาง จนทำให้ไม่มีเงินเทรดในตอนที่ต้องฝึกฝีมือเอาเอง

แต่ข้อแนะนำหนึ่งที่ผมอยากจะพูดคือ เมื่อคุณลอง Demo จนกคล่องแล้วก็ต้องยอมรับว่า เงิน Demo กับเงินจริงนั้นให้อารมณ์และความโลภที่แตกต่างกัน คุณอาจจะออกและเทรดกับ Demo ได้แต่ว่าอารมณ์มันแตกต่างจากการเทรด แบบบัญชีจริงมาก  ซึ่งก็คือเราต้องใช้เงินจริงมาฝึกตัวเองด้วย นั่นแหละ นี่ก็คือโอกาสที่เราจะได้ใช้เงินจริง ๆ ฝึกตัวเอง ดังนั้น อย่ารีบเสียเงินจนหมัดหน้าตัก เราควรมีเงินไว้ฝึกตัวเองในเวลาสมควร

 

อย่าเทรดอะไรแต่อย่างเดียว

เราไม่ควรเทรดแค่ Forex หรือหุ้น หรือแค่โภคภัณฑ์  เพราะอะไรหน่ะหรือ เพราะว่าเราควรสนใจทั้งหมดในคราเดียวกัน หลายคนอาจจะบอกว่าเทรดแค่ EURUSD ก็เหลือแหล่ แล้ว การเทรดหลายตลาดช่วยสร้างประโยชน์ให้เราในการเรียนรู้กราฟได้เร็ว เรียนรู้รูปแบบตลาดได้ดี เรียนรู้ลักษณะการเคลื่อนไหว นอกจากนี้สินทรัพย์ที่แตกต่างกันยังมีความเหมือนความต่าง ในการณีที่เกิดสัญญาณดีหรือไม่ดี เราสามารถรับรู้ผ่าน สินทรัพย์ตัวอื่น ๆ เช่น ราคาโภคภัณฑ์ขึ้นสูง คือน้ำมันดิบ ทำให้ค่าเงินสหรัฐฯแข็งค่าเป็นต้น

ความเชื่อมโยงดังกล่าวนี้ บางครั้งการเคลื่อนไหวอาจจะเกิดไม่พร้อมกัน ทำให้เราสามารถชิงจังหวะตัดสินใจข้าม Asset และใช้ประโยชน์จากมันในการส่งคำสั่ง

 

ใส่ indicator เข้าไปน้อยที่สุด

การใส่ indicator ต้องใส่เท่าที่จำเป็นเพราะว่า ถ้าไม่จำเป็นมันจะทำให้การตัดสินใจของเราแกว่ง และไม่มั่นคง บางครั้งเทรดเดอร์หน้าใหม่ใช้ indicator ในการยืนยันสัญญาณเทรด ปรากฏว่า ใส่ indicator ยืนยันสัญญาณเข้าไปจำนวนมาก จนไม่รู้อะไรเป็นอะไร และไม่รู้จะให้ค่าน้ำหนักกับ indicator ตัวไหน หรือตั้งค่าให้สอดคล้องกันก็จะมีสัญญาณคล้ายคลึงกัน ดังนั้นการใส่ indicator เข้าไปจึงทำให้งง มากกว่าที่จะทำให้เทรดได้ดี การใส่เข้าไปน้อย หรือต้องตอบโจทย์ของมัน เช่น ถ้าวัดเทรนด์ก็ใช้เครื่องมือวัดเทรนด์เท่านั้น ไม่ซับซ้อน

 

เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ผมอยากจะเตือนกับผู้อ่านว่า ถ้าย้อนเวลาไปเมื่อก่อนจะสามารถช่วยคนอื่นในการเทรด Forex ได้อย่างไร

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


6 ขั้นตอนในการออกแบบระบบเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

6 ขั้นตอนในการออกแบบระบบเทรด

 

เมื่อวานเราพูดถึงสถานการณ์ในการเทรด Forex ไป 3 สถานการณ์ วันนี้ก็เลยอยากจะมาพูดเรื่องของการออกแบบระบบเทรดสักหน่อย เพราะเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน แต่ว่าสำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร วันนี้ผมได้ลำดับขั้นตอนของการออกแบบระบบเทรด โดยแบ่งเป็น 6 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. Time Frame

สิ่งแรกที่ต้องตัดสินใจในการสร้างระบบคือ ประเภทของเทรดเดอร์ที่คุณเป็น คำว่าประเภทของเทรดเดอร์ คุณจะสามารถรู้ได้จากลักษณะนิสัยของตัวคุณเกี่ยวกับการเทรด พฤติกรรมการดูกราฟ อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ส่วนมากเป็นเทรดเดอร์ part-time ดังนั้น เราต้องมีช่วงเวลาที่ดูกราฟบ้างเป็นครั้งคราว ไม่ใช่การนั่งเฝ้าหน้าจอตลอด ดังนั้นคำว่า Time Frame ก็ต้องดูว่า คุณเป็น day trader หรือว่า Swing Trader เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า คุณจะดูกราฟบ่อยขนาดไหน อย่างไรก็ตาม การที่คุณเป็นมือใหม่ และมีงานประจำทำ คุณไม่เหมาะกับการเป็นเทรดเดอร์แบบ Scalper หรือคนที่กินคำเล็ก ๆ แล้วปิดออเดอร์อย่างแน่นอน ดังนั้น ควรจะ Focus ไปที่ Day Trader หรือ Swing Trader มากกว่า ซึ่งอาจจะเลือกกราฟหลักขึ้นมาเป็นกราฟที่เราดูบ่อย ๆ สักกราฟหนึ่ง เช่น กราฟ 4 ชั่วโมงสำหรับ Swing Trader แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้กราฟ 4 ชั่วโมงตลอดระยเวลาการเทรด การดูหลาย Time Frame เป็นเรื่องธรรมดา

  1. หา Indicator ที่เหมาะสำหรับการใช้วิเคราะห์เทรนด์

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่กำหนดความสามารถของระบบ คือ การที่ระบบสามารถหาเทรนด์ได้อย่างเหมาะสม เนื่องจากเทรนด์เป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราต้องหาเครื่องมือที่ใช้ในการหาเทรนด์มาสักตัว ถ้าหากผมจะบอกว่า Moving Average ก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งของ indicator ที่มีประสิทธิภาพสูงในการหาเทรนด์  โดยการใช้เส้น MA 2 เส้นตัดกัน ซึ่งเป็นะรบบที่สร้างสัญญาณเทรดได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ในตัวอย่างเป็นการตัดกันของเส้น MA ช้าและเร็ว MA 5 และ MA 10 โดยใช้ MA5 (สีแดงเป็นตัวให้สัญญาณเทรด สีเหลือเป็นเส้นหลัก) เมื่อสีแดงตัดกับสีเหลืองขึ้น ก็จะให้สัญญาณ Buy และ สีแดงตัดลงต่ำกว่าสีเหลืองให้สัญญาณ Sell

  1. หา Indicator มายืนยันสัญญาณ

หลังจากที่เราได้ indicator มาใช้สำหรับการระบุเทรนด์แล้ว การระบุเทรนด์อย่างเดียวนั้นอาจจะสร้างความมั่นใจให้เราได้ไม่เต็มที่ เพื่อให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการเกิดสัญญาณหลอกแล้ว สิ่งที่เราจะทำให้ระบบของเราดีขึ้น คือ การสร้าง Indicator มายืนยันสัญญาณ ตัวอย่างของ indicator ที่ใช้ ยืนยันสัญญาณมีหลายตัวได้แก่ MACD ซึ่งเป็นเครื่องมือประเภทเทรนด์เช่นเดียวกัน โดยผมจะใช้ตัวอย่างเดิมเมื่อกี๊ในการอธิบายการยืนยันสัญญาณเทรดของ MACD และ Moving Average

จากภาพดังกล่าวจะเห็นวงกลม อยู่ 4 วง เป็น 2 ชุด ชุดสีส้ม และ ชุดสีเขียว เราจะมาว่ากันที่ชุดสีส้มก่อน จะเห็นว่าสัญญาณการเกิด Sell ใน MA และ MACD ลดลงต่ำกว่า เส้นของสีแดง นั้นสอดคล้องกันแสดงความน่าเชื่อถือของสัญญาณ ตัวอย่างนี้เกิดเช่นเดียวกันกับสัญญาณ Buy ในวงกลมสีเขียว แล้วมีการตัดขึ้นของเส้น MA  ซึ่งนี่คือตัวอย่างของการใช้ Indicator ในการยืนยันสัญญาณ

หลายคนอาจจะคิดว่า อย่างนี้มันง่ายไปหรือเปล่า มันก็ง่าย ๆ อย่างนี้แหละครับ ถ้าสัญญาณไหนไม่ชัดเจน ก็ไม่เทรด  แค่นั้นเอง สำหรับหลายคนนำเอาระบบนี้เอาไปเทรดหรือสร้าง EA ต้องบอกก่อนว่า EA นั้นไม่มีความรู้สึก นั้นจะแตกต่างกับที่เราเทรดมือชัดเจน บางจังหวะเราไม่เทรดแต่เขียนเงื่อนไขแล้ว EA ก็เทรดครับ ดังนั้นการออกแบบระบบยังต้องมีองค์ประกอบอื่นที่พิจารณาร่วมกันด้วย

  1. กำหนดความเสี่ยง

เมื่อคุณกำหนดระบบการเข้าเทรดแล้ว สิ่งที่ต้องกำหนดอันดับต่อไป คือ ความเสี่ยง การพัฒนาระบบเทรดนั้นสิ่งสำคัญคือ คุณสามารถยอมรับการสูญเสียได้เท่าไหร่ ในการเทรดหนึ่งครั้ง  คนส่วนใหญ่มักจะไม่ได้พูดถึงเรื่องว่า จะต้องเสียได้เท่าไหร่ ก็มัวแต่คิดว่าจะต้องได้เท่าไหร่ และส่วนใหญ่จะไปจบที่ขั้นตอนที่ 3 กันเสียหมด เพราะว่าถ้าเกิดระบบเทรดยังไม่ดีพอ ก็จะปรับแก้ให้มันดีกันเสียก่อน จนลืมไปว่าบางครั้งการยอมรับการขาดทุนก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน

ซึ่งสิ่งที่มาคู่กันสำหรับการยอมรับความเสี่ยงคือ การจัดการการเงินและเป็นส่วนสำคัญในระบบของคุณ ในการที่คุณจะต้องเทรดเพื่อให้อยู่รอดและทำกำไรได้ในแต่ละการเทรด

  1. กำหนดจุดเข้าและ จุดออก

เมื่อเราได้เครื่องมือเทรดมาแล้วสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการเทรดคือ การกำหนดจุดเข้าเทรดและออกจากการเทรด การกำหนดจุดเข้าเทรดนั้นสามารถกำหนดจุดเข้าจาก Indicator แต่ว่าจุดออกสามารถกำหนดได้หลายจุด เช่น การออกตาม Take Profit การกำหนดตามราคาสุดท้ายของแท่งเทียน การกำหนดเมื่อ สัญญาณเปลี่ยนทิศทางตาม indicator หรือแบบอื่น ๆ ก็มี

  1. เทรดและทำตามกฏที่เขียน

เมื่อเขียนระบบออกมาเสร็จแล้ว สิ่งที่ต้องทำคือ การเทรดตามระบบ ไม่ทำอะไรที่นอกเหนือจากระบบ เมื่อเทรดระหว่างนั้นก็ต้องเรียนรู้ข้อผิดพลาดและปรับการเทรดไปเรื่อย ๆ ซึ่งเรียกว่าเป็นขั้นตอนการเรียนรู้ระบบเทรด จึงต้องมีการทำบันทึกระหว่างนี้เพื่อหาข้อผิดพลาดของระบบด้วย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


สถานการณ์ในการเทรด  

คะแนนโดย admin

เส้น

สถานการณ์ในการเทรด  

 

บทความนี้ต้องขอยกเครดิตให้กับ คุณอาภากรณ์  สุวรรณศักดิ์  ผมก็ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวเป็นพิเศษ ไม่ได้อ้างชื่อเสียงของเขามาเขียนบทความเพราะว่าเขาเป็นผู้จัดการกองทุนแต่อย่างใด แต่เนื่องจากเขาเป็นคนแรก ๆ ที่พูดถึงเรื่อง Trading Scenario ในเมืองไทย จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ได้ใหม่สำหรับต่างประเทศ แต่ว่าเพราะว่าถ้าเขาไม่พูดถึง ก็จะไม่ได้ทำให้ผมไปศึกษาคำว่า Trading Scenario ขึ้นมา ดังนั้นก็คงต้องยกเครดิตให้เขาครับ

คำว่า Trading Scenario ก็คือสถานการณ์ในการเทรด สถานการณ์ในการเทรด อาจจะเป็นคำที่ไม่ค่อยคุ้นในการเทรด แต่สถานการณ์การในการเทรด นี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างระบบเทรด ต่อจากเมื่อวานที่มีน้องเทรดเดอร์ที่ภายใต้การให้คำแนะนำของผมมาปรึกษาเรื่องระบบเทรด ผมก็เลยได้ยกตัวอย่างสถานการณ์ในการเทรด ขึ้นมา วันนี้ก็เลยจะมายกสสถานการณ์ในการเทรด สำคัญ สำคัญ ที่สามารถนำมาสร้างระบบเทรดให้ฟัง เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

 

สถานการณ์ในการเทรด

การสร้างระบบจากสถานการณ์ในการเทรดนั้นจะใช้ได้เฉพาะสถานการณ์เดียวเท่านั้น เพราะว่าตลาดมัน Dynamic จะพูดให้ง่าย  ๆ ก็คือ การที่เราบอกว่า นี่เป็นเทรนด์ขาขึ้น เทรนด์ขาลง และ ตลาด Sideway นั่นแหละครับ เพียงแต่ที่หลายคนอาจจะไม่รู้คือ ตลาดไม่ได้มีแค่ 3 Scenario อย่างที่กล่าวมา มันทำให้ระบบเทรด หรือว่า EA ไม่ได้สามารถใช้ได้ตลอดเวลา ถ้าเงื่อนไขของตลาดเปลี่ยนนั่นแหละครับ ดังนั้น Scenario มันเลยไม่ได้มีเพียงแค่ 3 อัน อย่างที่คนอื่น ๆ เข้าใจผิด เรามาดูตัวอย่างสถานการณ์การเทรดต่าง ๆ ดังนี้

 

1 เทรนด์ที่มีความผันผวนสูง

ในภาพจะสังเกตุที่ผมตีกรอบเทรนด์ไว้ เทรนด์จะมีการแกว่งตัวขึ้นลงลรุนแรง แต่อยู่ในกรอบขาขึ้น ในกรอบสีเหลืองการเข้าเทรดของเทรนด์ลักษณะนี้จะมีจังหวะในการเทรดมากพอสมควร เพราะว่า ตลาดมีการเคลื่อนไหวพักฐานให้เราสามารถหาจุดเข้าได้ตลอดทาง อย่างไรก็ตาม ความผันผวนก็อาจจะกลับตัวรุนแรงได้ เทรนด์ลักษณะแบบนี้เป็นเทรนด์ที่เทรดได้ง่าย และสามารถใช้หลายโมเดลในการเทรด เช่น Martingale ก็สามารถใช้ได้ ระบบเทรดแบบสวิง โดยใช้ RSI หรือ Stochastic ก็สามารถใช้ได้ เพราว่า มีการแกว่งตัวสร้างความผันผวน ความผันผวนคือโอกาสของเรา เราลองมาดูอีกเทรนด์ที่แตกต่างกันแม้จะเป็นเทรนด์เหมือนกัน

 

2 เทรนด์เรียบ

รูปแบบที่ 2 เป็นเทรนด์เรียบ ๆ ไม่มีการแกว่งตัว จะเห็นได้ว่า จะไม่มีการดีดขึ้นลงในกรอบที่กว้าง การเทรดแบบนี้ทำให้เกิดการเทรดที่ยาก เพราะมันค่อย ๆ ลงแต่มันไม่มีการพักฐานเลย โมเดลบางชนิดไม่สามารถใช้กับเทรนด์ประเภทนี้ได้ ผมยกตัวอย่างเช่น Martingale เพราะว่า ถ้าเราเข้าเทรดผิดทาง เช่น ส่ง Buy ในเทรนด์ลักษณะนี้ มันจะส่งออเดอร์เรื่อย ๆ ตลอดทางและไม่มีการดีดกลับทำให้ขนาดออเดอร์เราเกิน เกินจนถึงขั้นล้างพอร์ท  นี่แหละครับที่ผมบอกว่า แม้จะเป็นเทรนด์เหมือนกันแต่ก็ไม่เหมือนกัน และบางโมเดลก็ไม่สามารถใช้ได้ และมันยังย้ำความเข้าใจอีกว่า ตลาดไม่ได้มีแค่ เทรนด์ขาขึ้น และขาลง แล้วก็ Sideway เสียแล้ว

 

3 การตีกลับของราคา

นี่เป็นอีกหนึ่งสถานการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นได้บ่อย ๆ มันคือสถานการณ์การเทรดที่มีคนฉกฉวยโอกาสพอสมควรในการเทรด จะเห็นว่า ตลาดจะดิ่งลงอย่างรวดเร็ว เมื่อดิ่งลงแล้วมักจะตามมาด้วยการดีดกลับของราคา ถ้าไม่ไปที่จุดเดิมก็ดีดกลับขึ้นไปเพื่อ ลงต่อ การเคลื่อนไหวลักษณะนี้สามารถใช้เป็นจังหวะเข้าเทรดได้ มันคือสถานการณ์ หลาย ๆ ท่านอาจจะบอกว่ามันคือสัญญาณการเทรด ต้องบอกว่ามันไม่ใช่สถานการณ์ในการเทรดเพราะว่า มันกินเวลาในกลุ่มแท่งเทียนขนาดใหญ่ การเคลื่อนไหวอย่างนี้สำหรับเทรดเดอร์ที่เป็นเทรนด์ Following จะมีปัญหาเพราะว่า การเคลื่อนไหวของเทรนด์นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวไกลต่อเนื่องทำให้ Risk Reward ของเทรดเดอร์ที่เป็นลักษณะเทรนด์ Following ไม่ดีและไม่คุ้มค่าต่อความเสี่ยง

สำหรับบทความนี้คงพอแค่นี้เพราะว่า ผมคงจะอธิบายสถานการณ์ในการเทรดได้ไม่หมด เนื่องจากมันมีเยอะเหลือเกิน สิ่งที่ท่านต้องทำคือ เข้าใจเสียใหม่ว่า การเทรดมันไม่ได้มีแค่ Side way แล้วก็เทรนด์ ไม่มีระบบเทรดไหนใช้ได้ตลอดไปก็เพราะอย่างนี้แหละ ท่านควรจะทำสถานการณ์การเทรดเป็นคู่มือและระบบของท่านเตรียมไว้ เอง เพื่อรับกับสถานการณ์ ต่าง ๆ และใช้ในการเทรดของท่านเอง

Keywords: Trading Scenario  รูปแบบราคา   สถานการณ์ในการเทรด

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น