แฟ้มเก็บเอกสารรายวัน: พฤษภาคม 14, 2019


เวลาและความกดดันในการเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

เวลาและความกดดันในการเทรด

                จากโอกาสที่เปิดเทรดเห็นความเป็นไปได้ กลายเป็นติดลบ แล้วมาเป็นเหยื่อของขาใหญ่ในการเข้าเทรดหรือเรียกกว่า trapped traders พอรู้ตัวอีกทีก็ติดกับเสียแล้ว

                การเปิดเทรดแม้ว่าการสูญเสียเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับ หรือแม้ว่าเมื่อเปิด positions มีการติดลบก็คือว่าเป็นเรื่องปกติ  สิ่งหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นเมื่อจาก order กลายเป็น positon คือ เวลาและความกดดัน ตามด้วยความอดทน

                นี่เป็นข้อมูลจาก Oanda Orderbook สำหรับคู่เงิน GBPJPY ดูตรง long positions ที่บอกเหนือราคาปัจจุบันออกถึงว่ามีเทรดเดอร์ที่เปิด buy ติดลบอยู่ตรงไหน

                เมื่อท่านใช้ Oanda Orderbook เพื่อดูย้อนหลังท่านดูภาพ ที่มีเลข 1 และเลข 2 ท่านจะเห็นว่าการเปิด long positions เพิ่งเกิดตอนที่ราคาลงมาแรงๆ ที่ 144 ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ demand ที่ราคาดันขึ้นไป เมื่อท่านกลับไปดูภาพแรกบนสุดท่านจะเห็นว่าเทรดเดอร์ที่ถือ positions ตรงแถวนี้ยังไม่ได้ปิด เพราะ positions ยังอยู่เมื่อราคาอยู่ที่ปัจจุบัน ดังนั้นความกดดันก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าราคาลงไปต่อ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละเทรดเดอร์ที่ถืออยู่ตรงนั้นรับความเสี่ยงได้มากแค่ไหน

                ความกดดันเกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งสวนทางและห่างจากจุดที่เปิดเทรด ยิ่งนานเทรดเดอร์ที่ถือ positions นั้นยิ่งแบกรับความกดดันนาน เพราะเทรดเดอร์พวกนี้ยังเชื่อว่าราคาจะกลับมาทางที่เปิดเทรด ความกดดันยังขึ้นกับทุนของแต่ละเทรดเดอร์ด้วย  ถ้าเป็นรายย่อยทุนจำกัด เมื่อราคาห่างออกไปและเกินจุดที่รับได้ เทรดเดอร์พวกนี้ก็จะออก จุดที่จะออกหรือจุดที่เป็นกรอบภาพใหญ่เมื่อราคาผิดทางก็จะเป็นจุดที่กดดันมากสุด ถ้าราคาไปทางนั้นจริงๆ ก็ยิ่งจะทำให้เทรดเดอร์พวกที่ติดลบหันมาออกเป็นหลัก ดังนั้นเมื่อท่านคำนึงถึงเรื่องเวลาที่ถือนานและราคาวิ่งสวนไปยังไม่กลับมา และช่วงเวลาที่สะสมเรื่อยๆ พื้นที่ๆ เห็น consolidaiton จาก timeframe ใหญ่ เช่น H4, D1 หรือ W1 เลยได้เงื่อนไขพวกนี้ เมื่อราคาวิ่งสวนถึงจุดเปลี่ยนเลยมักจะดันราคาไปทางนั้นๆ ต่อ เพราะความกดดันที่เทรดเดอร์ถือรอนานๆ เริ่มรับไม่ไหว

                จากภาพจะเห็นว่าราคาเบรคลงมาคือข้อมูลสำคัญทำให้เทรดเดอร์อยากเปิด sell เป็นหลักเพราะความรู้เรื่องเทรนและเพราะราคาเบรค demand ด้วยและเพราะเทรดเดอร์ที่ติด long positions ก่อนที่ราคาเบรคลงมาออกด้วยเลยทำให้เกิด บาร์ยาวๆ และราคาปิดล่างได้ เลยกลายเป็นข้อมูลสำคัญให้เทรดเดอร์ส่วนมากโดยเฉพาะรายย่อยสนใจเปิดแต่ sell เป็นหลัก ดูความสำคัญของบาร์ยาวๆ ที่เบรคลงไป เมื่อราคากลับมาจะเห็นชัดว่าเทรดเดอร์ทำอะไร หันมาเปิด sell market orders เป็นหลักที่พื้นที่ราคาเบรค ชาร์ตเป็นชาร์ต D1 เวลาผ่านไปหลายวันจาก sell market orders ได้กลายมาเป็น short positions ที่ราคาไม่ไปไหน มีแต่ให้รายย่อยเปิด short positions ผ่านไปราคากลายเป็นทำ consolidation หรือเป็นช่วงสะสม positions ของขาใหญ่

                ก่อนนี้เคยได้นำเสนอเรื่องการเทรดของขาใหญ่ด้วยเรื่อง consolidation ที่ถือว่าเป็นช่วง accumulation ของ positions มากมายผ่านช่วงเวลานั้นๆ เราจะไม่รู้ว่าขาใหญ่สะสม positions ด้านไหน ไม่ว่าจะเป็น long positions หรือ short positions  แต่เมื่อสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือการปั่นราคาหรือ false breakout หรือ stop run เกิดขึ้น จะทำให้เรารู้ว่าขาใหญ่สะสม positions ที่อยู่ช่วง consoidation ด้านไหน และหลังจากเกิด stop run อีกไม่นานก็จะตามด้านการดันราคาไปทางนั้นจริงๆ เพื่อทำกำไร เพราะเมื่อพวกขาใหญ่เปิดเผยว่าเทรดทางไหน พวกเขาต้องรีบดันราคาไปต่อ

                ดูที่ว่าราคาเบรคดันราคาขึ้นไป จะเห็นว่าพื้นที่ต่ำกว่าเลข 2  ลงมาที่เห็นหางบาร์เกิดขึ้นนั้นเกิดเพราะการเปิดเทรดตามเทรนหรือเทรดตามเบรคลงทางช้ายมือ  แต่ราคาไม่ไปต่อลงแล้วเด้งขึ้นมาทำ higher low และทำ higher high และก็อยู่ในกรอบเกิดเป็นช่วง consolidation ที่ต้องถือรอนานเพราะการที่พยายามเทรดตามเทรนกลายเป็นว่าถูกขาใหญ่หลอกให้เปิดสะสม positions ในพื้นที่ตรงนั้นไป พอเวลาผ่านไปนาน ยิ่งนาน ถ้ายิ่งติดลบด้วย ยิ่งแบกความกดดัน และยิ่งแบกนานแล้วพอต่อมาหลังจากขาใหญ่เปิดเผยว่าเทรดทางไหน ยิ่งเป็นทางตรงข้ามด้วยยิ่งเพิ่มความกดดัน เลยทำให้จำต้องออกเพื่อจำกัดความเสี่ยงและเพื่อกำจัดความกดดันพวกนี้

                พอเมื่อราคาเบรคขึ้นเลยจะเห็นว่าราคาดันขึ้นเป็นหลัก เพราะ buy market orders มาจากเทรดเดอร์พวกที่พอราคาเบรคขึ้นมากลายเป็น trapped traders ด้วย

                ราคาไม่อาจวิ่งทันทีถ้า market orders ยังไม่เกินฝั่งตามข้ามมากพอและต่อเนื่อง เพราะเงื่อนไขการออกจากตลาดของ trapped traders ต่างกัน แม้พื้นที่เดียวกันไม่ได้หมายความว่าที่ราคาเดียวกันอาจห่างกันออกไป แล้วแต่การรับความกดดัน ต้องดูให้ออกว่าจุดที่เป็นจุด peak อยู่ตรงไหนที่เทรดเดอร์ส่วนมากจะกระทบหมด ให้ดู high/low พื้นที่ประกอบ เพราะเมื่อท่านมองมาทางช้ายจะเห็นว่าที่เลข 3 เหนือขึ้นไปเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ถ้าราคายังไม่เบรคตรงนี้ ก็จะยังมีเทรดเดอร์ที่เปิด short positions ยังเชื่อว่าราคาจะลงไปต่ออยู่ พอราคาเกินที่เลข 3 ด้วยบาร์ยาวๆ และปิดบนได้ ราคาลงมาแค่บาร์เดียว อีก 2 บาร์ตามมาเป็น bullish หมด และดันขึ้นไปเลย

                จากที่ยกตัวอย่างมา จะเห็นว่าเวลาผ่านไปจะทำให้เกิดการสะสม positions ด้วยและการแบกรับความกดดันของเทรดเดอร์ที่ถือ positions ที่ติดลบผ่านช่วงเวลา ยิ่งนานมาก ยิ่งไม่อยากแบกความกดดันอีกต่อไป ยิ่งถ้าเห็นราคาเปลี่ยนข้างที่ทำให้มั่นใจว่าราคาจะไม่มาทางที่เขาเปิด ยิ่งจะทำให้หันมาทยอยออกกันเป็นหลัก อาจไม่ออกพร้อมกันแต่ให้มองเป็นพื้นที่ ก็จะเห็นว่ามีออเดอร์ที่เกิดจากการออกที่พื้นที่นี้เกิดขึ้น ก็จะทำให้ดันราคาไปทางที่เทรดเดอร์พวกนี้ออกได้ง่าย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


สิ่งจำเป็นในการเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

สิ่งจำเป็นในการเทรด

                การเทรดมีหลายๆ สิ่งที่จำเป็น ยิ่งเมื่อท่านเปิดเทรดด้วยบัญชีจริง หลายๆ อย่างที่ต้องเรียนรู้ให้ได้ และผ่าน และฝึกได้ด้วยการเทรดบัญชีเทรดจริง  บางอย่างเรียนรู้จากบัญชีเดโมได้ บางอย่างต้องเรียนรู้จากการเทรดบัญชีจริงเท่านั้น

                การเทรดเมื่อท่านเปิดเทรดสภาพจิตท่านจะเปลี่ยนไป ยิ่งท่านเทรดด้วยล็อตเยอะ ก็ยิ่งมีผลต่ออารมณ์ท่านเยอะไปด้วย ถ้าเป็นการเทรดด้วยบัญชีจริง การเทรดแม้ว่าทดลองระบบการเทรดด้วยบัญชีเทรดแบบเดโม ท่านสามารถเรียนรู้ได้หมด มีแค่ trading mindset เท่านั้นที่ท่านเรียนรู้จากบัญชีแบบเดโมแทบไม่ได้เลย mindset เป็นเรื่องสภาพจิตเมื่อเปิดเทรด และรู้ทันและจัดการ

 

เรื่องแรก Mindset

Mindset เป็นเรื่องสำคัญว่าท่านจะเทรดต่อไปได้หรือเปล่า เพราะถ้าท่านเทรดไป ยิ่งเครียด ยิ่งกดดัน ถ้าแบบนั้นท่านต้องปรับ mindset ในการเทรดใหม่รู้ให้ทันการเทรดและ mindset สัมพันธ์กันอย่างไร การเทรดฟอเรกข้อดีมากๆ อย่างหนึ่งคือ สามารถเข้าถึงได้ง่าย ด้วยทุนอันน้อยได้ และมีเงื่อนไขหลายๆ อย่างที่ให้ท่านใช้ประโยชน์ได้ เช่น โบนัส เมื่อเปิดบัญชีใหม่กับโบรกเกอร์ หรือเมื่อมีการฝากเงินจริงเข้าไปเทรด เช่นอย่างโบรกเกอร์ XM แค่ท่านเปิดบัญชี โบรกให้ทุนท่านฟรี 30 ดอล เงื่อนไขแทบไม่มีอะไรเลย แค่เปิดบัญชีกำไรเทรดได้เท่าไรก็ถอนได้หมด (บางโบรกให้โบนัสแบบนี้ แต่เงื่อนไขการเทรดดูให้ดีๆ ไม่ได้เป็นแบบนี้) หรือเมื่อฝากจริงการให้ฟรีเป็น % ของเงินฝาก เช่น 5% 20% หรือ 50% เป็นเครดิต เพื่อเพิ่มสัดส่วนทุนให้ท่านเพื่อท่านจะได้เทรดเยอะ โบรกเกอร์จะมีรายได้เยอะจากการเทรด แต่ก็อีกนั่นละบางโบรกเกอร์แม้ให้ แต่ถ้าอีคิวท่านต่ำกว่าโบนัสที่ให้มาโบรกเกอร์ก็ถอนเงินตัวเองออก นี่ก็ต้องระวัง  แต่ข้อเสียของเงินโบนัสคือเทรดเดอร์มักจะไม่ได้รับความเดือดร้อน ถ้าราคาวิ่งสวนหรือเทรดเสีย เลยมักจะทำให้ mindset ยังไม่ดีขึ้น

                แต่ถ้าเป็นเงินที่ลงทุนเองจะต่างออกไป เทรดเดอร์จะเรียนรู้ได้เร็วเพราะเงินพวกนี้กระทบต่อพวกเขาโดยตรง ผิดพลาดตรงไหนก็จะหาทางแก้ไขหรือปรับปรุง ประสบความสำเร็จตรงไหนก็จะจำเป็นตัวอย่างและเป็นแนวทางในการพัฒนาการเทรดต่อไป นี่คือข้อดี สามารถทำให้ท่านสร้างระบบการเทรดได้

                แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการสร้าง mindset คือการคิดเรื่องความเป็นไปได้ ท่านต้องเข้าใจว่าการเทรดเป็นเรื่องความเป็นไปได้ ท่านเทรดความเป็นไปได้ ไม่ได้เทรดอะไรที่แน่นอน ถึงแม้ท่านมั่นใจว่าการเปิดเทรดจะประสบความสำเร็จ ก็แค่ว่าเมื่อเปิดเทรดเพราะท่านศึกษาหรือวิเคราะห์ว่าความเป็นไปได้จะอยู่ทางท่านมากกว่า เมื่อท่านคิดแบบนี้การเทรดจะไม่กระทบต่ออารมณ์ท่าน ท่านจะยอมรับการสูญเสียได้ เป็นแค่เกมของความเป็นไปได้ โอกาสเกิดตลอด ท่านจะเทรดไปบริหารความเสี่ยงไปด้วย

                แต่ถ้าเป็นเทรดเดอร์ใหม่ๆ ที่ยังรู้ไม่ทันเรื่อง mindset ว่ากระทบต่อการเทรดก็จะเป็นแบบนี้  มักจะใช้การเทรดปัจจุบันเป็นตัวมากำหนดอารมณ์ และการเทรดทั้งหมด แม้ว่าการเทรดแค่ปัจจจุบันเป็นแค่หนึ่ง ที่จะตามมาอีกหลายการเทรดไม่รู้เท่าไรในอาชีพนี้ แต่ปล่อยให้การเทรดปัจจุบันมาเป็นตัวกำหนดทุกอย่างหมด ถ้าท่านรู้ไม่ทันเรื่องพวกนี้ แค่เทรดเดียวก็ส่งผลกระทบการเทรดตามมาได้หมด   แต่เมื่อท่านคิดแบบว่าความเป็นไปได้เป็นหลัก ท่านก็จะไม่โดนกระทบจากเรื่องพวกนี้และเมื่อท่านเปิดเทรด ท่านก็จะเปิดเทรดแบบดูตลอดว่าความเป็นไปได้ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของพอร์ตท่านอย่างไรเมื่อผิดทางท่านจะจัดการอย่างไร ยอมรับการสูญเสียตรงไหน หาโอกาสใหม่ได้ตลอด ท่านจะมองออกเป็นว่าการเทรดไม่ได้มาตัดสินที่ออเดอร์เดียว เป็นเรื่องเวลา จัดการ บริหาร ความพยายาม ความอดทน ความเข้าใจตลาด หลายๆ อย่างรวมกัน

 

เรื่องที่สอง ความอดทน

                ราคาไม่ได้วิ่งทางไดทางหนึ่งทันที แม้ว่าราคาจะวิ่งมาทางที่ท่านเทรด แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะวิ่งทันที ราคาวิ่งเป็นผลของเรื่องออเดอร์ที่เกินกัน (หรือผลของ demand/supply ที่เกิดขึ้น) ราคาจะเริ่มวิ่งไปทางใดทางหนึ่งเมื่อ market orders ทางนั้นเข้ามาแรงและต่อเนื่องจนเกิน limit orders ฝั่งตรงข้ามที่ราคานั้นๆ ตลอด เลยทำให้ราคาวิ่งไป หรือขึ้นหรือลง ตราบใดที่ความไม่สมดุลย์ระหว่าง sell และ buy ออเดอร์ไม่เกิดขึ้น ราคาก็ไม่วิ่งไปไหน ก็จะเห็นวิ่งในกรอบเป็นหลัก ดังนั้นความอดทนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีกับทุกเทรดเดอร์

 

เรื่องที่สาม ความสามารถในการอ่านชาร์ต

                ผลจากการเข้าใจตลาด เช่นความสามารถในการอ่าน chart patterns ต่างๆ รู้ว่าตลาดทำงานอย่างไร เช่น support/resistance เกิดเพราะอะไร เด้งเพราะอไร โดนเบรคเพราะอะไร หรือเรื่อง supply/demand ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร อะไรเป็นตัวยืนยันว่าเป็น supply/demand จริง อะไรเป็นตัววัดความเป็นไปได้ หรือวัด risk:reward ถ้ามีการเปิดเทรดประกอบจุดนั้นๆ

                จากที่ยกมาจะเห็นว่า ความสามารถในการอ่านชาร์ต ถือว่าฝึกได้ง่ายสุดทั้งจากบัญชีจริงและบัญชีเดโมก็ได้ แต่ต้องการเวลาและความใส่ใจเรียนรู้ต่อเนื่อง แต่ความอดทนและ mindset เป็นเรื่องยาก เพราะท่านฝึกจากบัญชีเดโมได้ยาก หรือแม้แต่บัญชีจริงแต่เป็นทุนที่ให้ฟรี แบบที่ยกตัวอย่างเกิดเปิดบัญชีด้านบนมา เพราะผลกระทบการเทรดไม่ได้กระทบทุนท่านโดนตรงเพราะทุนไม่ใช่ทุนท่าน แต่ถ้าเป็นทุนท่านที่หาเองด้วยความลำบาก เมื่อท่านเทรดจริง ความกดดัน ความกลัว ความโลภ ก็เกิดกับท่านตลาด การเทรดแม้ว่าจะมีแค่ราคาขึ้นหรือลง แต่ท่านต้องแบกอารมณ์ที่ราคาขึ้นหรือลงตลอด ยิ่งท่านถือ position นานขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อท่านมากขึ้น ถ้าทุนท่านเป็นทุนที่ท่านให้ความสำคัญมาก การสูญเสียรับได้ แต่ท่านก็จะจัดการด้วยความใส่ใจและระวังมากขึ้น ดังนั้นความอดทนและ mindset ที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จการเทรดได้ ท่านต้องผ่านด้วยการเทรดบัญชีจริง

                การเทรดเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ แค่รู้ว่าจะเรียนรู้อย่างไร

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ตำนานคุณย่ามหาภัยแห่ง Forex : Ingeborga Mootz

คะแนนโดย admin

เส้น

ตำนานคุณย่ามหาภัยแห่ง Forex : Ingeborga Mootz

เมื่อก่อนผมมักจะคิดว่า การเทรดจะต้องเริ่มเร็ว ๆ ต้องเริ่มเทรดตอนอายุน้อย ๆ  เพราะว่าถ้าเกิดล้มเหลว ก็จะสามารถแก้ตัวได้ เนื่องจากอายุไม่เยอะ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้อาจจะไม่เป็นจริงเสมอไป เพราะถ้าหากว่าเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ไม่ประสบความสำเร็จเลย การเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยก็ดูเหมือนจะเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ สำหรับบทความวันนี้ผมมีบุคคลหนึ่งที่เริ่มต้นการเทรดด้วยอายุที่เยอะมาก แต่ก็ประสบความสำเร็จในการเทรดมาก ท่านหนึ่ง แถมยังเป็นผู้หญิงเสียด้วยครับ คุณย่ามหาภัยแห่ง Forex ท่านนี้ไม่ได้เป็นเทรดเดอร์ที่มีคนรู้จักมากนัก แต่ก็เป็นบุคคลที่น่าเอาเป็นแบบอย่างมากคนหนึ่ง เธอคือ Ingeborga Mootz  

Ingeborga Mootz เป็นคุณย่าที่ธรรมดาและไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไรมากนัก เมื่อเทียบกับนักเทรดอย่าง George Soros ตอนนี้เธออายุ 96 ปีแล้วเธอเป็นคุณย่าที่รวยเป็นมหาเศรษฐีจับต้องได้ แต่ว่าก่อนหน้านี้เธอไม่ได้รวยมากก่อนก่อนที่จะเทรด จริง ๆ แล้วเมื่อย้อนไปประมาณ 15 ปีก่อนหน้า เธอเป็นหญิงหม้ายที่ไม่มีใครรู้จัก และไม่มีใครสนใจในวัย 80 ปีเธอก็เป็นหญิงแก่ธรรมดา แต่ตอนนี้เธอเป็นบุคคลที่มีคนรู้จักเธอเป็นอย่างดี  เธอเป็นคนเยอรมัน เกิดในเมืองเล็ก ๆ ชื่อเมือง Giessen ในปี 1922 ในชีวิตของเธอนั้น ผมก็ต้องบอกว่าเธอผ่านความยากลำบากต่าง ๆ นา ๆ มานับไม่ถ้วน เพราะอายุขนาดนี้ก็ต้องประสบกับวิกฤติทางการเมือง สงครามต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเยอรมัน เธอพยายามจะหนีไปต่างประเทศ

ในวัย 17 ปี เธอเป็นหญิงสาวยากจน และแต่งงาน ซึ่งการแต่งงานของเธอนั้นเธอคาดหวังว่า ชีวิตของเธอจะพบกับความสุขสบายและเรียบง่ายหลังจากการแต่งงาน แต่ว่ากว่าที่เธอจะได้มีชีวิตที่สงบสุขมันก็เกิดขึ้นอีกกว่า 60 ปี นั่นคือในวัย 77 ปีเข้าไปแล้วนั่นเอง ในชีวิตคู่ของเธอ สามีของเธอ Herr Mootz เป็นคนโลภ และติดการพนัน ทำให้ชีวิตการแต่งงานของเธอประสบกับความยากลำบากมากกว่าอะไร แต่ว่า Ingeborga ไม่เคยยอมแพ้ และไม่หยุดที่จะฝันที่จะมีชีวิตที่ดี เพราะว่า สามีของเธอ คิดว่าเธอโง่เกินไป และโง่เกินกว่าที่เธอจะทำงานได้ เธอบอกว่า “ถ้าคุณไม่ให้ฉันทำงาน ฉันก็จะหัดซ้อขายหุ้น” เธอบอกสามีของเธออย่างนั้น แต่ว่าเธอไม่รู้หรอกว่า เธอจะเริ่มทำการเทรดหุ้น หรือว่าทำการเทรดให้เป็นจริงได้อย่างไรซึ่งทำให้เธอได้แต่อาศัยอยู่ในความจน จนกระทั่งสามีของเธอเสียชีวิต

หลังจากการตายของสามี เธอกลายเป็นหม้ายแถมไม่รู้ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไร ในเมื่อเธอไม่มีอาชีพ แต่ว่า ฟ้าย่อมมีแสดงสว่างในสักวัน หลังจากที่เธอได้ตรวจเอกสารของสามีของเธอที่ทิ้งไว้ให้หลังจากการเลียชีวิต เธอพบว่าเขาเป็นเจ้าของหุ้น Concern 1000 หุ้น ซึ่งเป็นเงินที่สามีของเธอทำงานมาตลอดชีวิต  หลังจากนั้นการตัดสินใจของเธอไม่ได้ใช้เวลานานว่า จะเป็นหญิงชราจน ๆ หรือว่าจะเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพอย่างที่เธอไฝ่ฝัน มันหม่ได้ยากอยู่แล้ว ในครั้งแรก Ingeborga ไม่ได้ทำการบุ่มบ่ามแล้วเสี่ยงทุ่มเงินทั้งหมดที่มีในชีวิตของเธอในการเทรดช่วงแรก และนี่คือจุดเริ่มต้นของคุณย่ามหาภัยพันล้านก็ได้เกิดขึ้น

ในช่วง 8 ปีแรกของการเทรดของเธอ เธอทำกำไรได้มากกว่า 500,000 Euro และหลังจากนั้น Ingeborga ก็เป็นเทรดเดอร์ที่เป็นที่รู้จัก ในด้านความสามารถทำกำไรจากการที่ไม่มีเครื่องมือ หรือว่าสัญญาณเทรด หรือแม้แต่อินเตอร์เนทในการเทรดเลย  นอกจากนี้เธอยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับการเทรดซึ่งเขียนกับวิธีการเทรดของเธอ เทคนิคของเธอและวัสดุที่เธอมี ตอนแรกบรรณาธิการของสำนักพิมพ์ไม่อยากจะตีพิมพ์หนังสือของเธอ เนื่องจากเขาคิดว่าเธอเป็นแค่มือสมัครเล่น อย่างไรก็ตาม Ingeborga ไม่เคยยอมแพ้เรื่องนี้เธอได้โพสต์ขายคอร์สเทรดออนไลน์แทน ทำให้วิธีการเทรดของเธอเขาไปสู่โลกอินเตอร์เนทและโด่งดัง ถ้าหากคุณอยากรู้ ลองเสริชหาคำว่า Borsenkrimi หรือ Stock market Detective ก็ได้ก็จะเจอเอง มาถึงตอนนี้คุณอาจจะงงว่าเธอซื้อขายหุ้นด้วยวิธีการอย่างไร เรามาดูกันครับ

 

กลยุทธ์การซื้อขายของ Ingeborga

จริง ๆ แล้วกลยุทธ์องเธอค่อนข้างธรรดาและเรียบง่าย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเทธอจะอยู่ในตลาดหุ้นเป็นหลัก ซึ่งจะซื้อหุ้นในหุ้นขนาดกลาง โดยเธอจะเลือกจาก DAX-30 แล้วหลังจากนั้นเธอจะเลือกบริษัท และเมื่อเธอเลือกบริษัทมาเธอจะดูข่าวจากหนังสือพิมพ์ อ่านสรุปข่าวประจำวัน ดูราคาหุ้นปัจจุบัน ราคาในรอบ 12 เดือนที่แล้ว และราคาสูงสุด ถ้าหากว่า ราคาหุ้นต่ำมาก หมายความว่าบริษัทอาจจะกำลังประสบปัญหา เธอบอกว่าอย่าซื้อหุ้นเมื่อราคามันกำลังร่วงเพราะมันอาจจะทำให้ขาดทุนได้ เธอจะตรวจสอบราคาย้อนหลัง 5 ปี สุดท้ายเธอจะลบออกด้วยต้นทุนต่ำสุดจากราคาสูงสุดเพื่อหาเป้าหมายกำไรของปีถัดไป ซึ่งจะได้กรอบราคามา เธอจะตรวจสอบว่าตอนนี้ช่วงนี้ราคาถูกหรือแพงแล้วเธอจะซื้อ

ในหนังสือของเธอ เธอไม่เคยอยากจะเปลี่ยนกลยุทธ์การเทรด เพราะมันเข้าใจได้ง่ายและสามารถเชื่อถือได้ เป็นอย่างไรบ้างครับ คุณที่เริ่มเทรดตอนอายุ 80 ก็ยังประสบความสำเร็จได้ ฉะนั้น อย่ายอมแพ้คุณย่ามหาภัยครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ตำนานเซียนเต่า Richard Dennis

คะแนนโดย admin

ตำนานเซียนเต่า Richard Dennis

ในช่วงที่ผมเทรดแรก ๆ ผมทุ่มอ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อที่จะเก่งขึ้นให้ได้ ด้วยความที่ผมอ่านภาษาอังกฤษได้หน่อยก็เลยทำให้ผมได้มีโอกาสศึกษางานของเทรดเดอร์ต่างประเทศ ในช่วงนั้นผมได้หยิบหนังสือเล่มหนึ่งมาอ่าน ชื่อว่า การเทรดแบบเต่า นั่นเป็นตำราเกี่ยวกับการเทรดเล่มแรก ที่ผมสนใจและอ่านเอง คนคิดค้นวิธีการเทรดแบบเต่าหน่ะหรอ? เขาชื่อ Richard Dennis เขาถือว่าเป็นตำนานที่ยังคงสร้างแรกบันดาลใจให้เทรดเดอร์หลาย ๆ คน เขาถือว่าเป็นตำนาน มีคำกล่าวว่า เมื่ออายุประมาณ 23 ปี เขายืมเงินมา 1,600 เหรียญแล้วก็ทำมันให้เป็นเงิน 200 ล้านเหรียญ ภายในระยะเวลา 10 ปี ด้วยการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์  เพียงแค่อายุ 26 ปีเขาก็เป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่เด็กแล้ว  เราลองมาฟังเรื่องย่อของชีวิตของเขากัน

Richard Dennis ถือเป็นอัจฉริยะทางด้านการเทรดโภคภัณฑ์ มีฉายาว่า Prince of the Pit เกิดในปี 1949 เขาเติบโตในครอบครัวชาวไอร์แลนด์ ที่ค่อนข้างยากจน ทางตอนใต้ของเมืองชิคาโก้ พ่อของเขามีอาชีพ รับจ้างทำความสะอาด  ในช่วงแรก Richard เริ่มเข้าสู่วงการเทรดโดยการเป็น เดินออเดอร์เทรดในตลาด Chicago Mercantile Exchange ในวัย 17 ปี ไม่กี่ปีต่อมา เขาเปิดบัญชีเทรดเองที่ MidAmerica Commodity Exchange โดยเทรดposition ขนาดเล็กมากในช่วงนั้น เรียกว่า mini contract แต่ว่า ตอนนั้นคนที่อายุไม่ถึง 21 ปีไม่สามารถเทรดได้ ทำให้เขายังได้แต่ทำงานเป็นวิ่งออเดอร์เทรดให้คนอื่น เท่านั้น แล้วจ้างให้พ่อของตัวเขาเองมาเทรดแทน นั่นคือวิธีการที่จะทำให้เขาได้เทรดหุ้น แม้ว่าจะยากลำบากสักหน่อยแต่ด้วยความพยายามของเขาอย่างหนักหน่วงทำให้เขาประสบความสำเร็จในการเทรดของเขา

ด้านการศึกษา Dennis ได้รับปริญญาตรี สาขาปรัชญา จากมหาวิทยาลัย DePaul University แล้วได้รับทุนการศึกษาให้เรียนรต่อในระดับบัณฑิตศึกษาด้านปรัชญญาที่มหาวิทยาลัย Tulane University แต่ว่าหลังจากนั้นเขาเปลี่ยนใจแล้วก็กลับมาเทรด ในช่วงแรก ๆ นั้นเขาไม่มีเงินเลย เขาเลยขอยืมเงินจากครอบครัวของเขาเป็นเงิน 1,600 เหรียญจากครอบครัวของเขา เขาได้ใช้เงิน 1,200 เหรียญสำหรับการมีเก้าอี้ที่ MidAmerica Commodity Exchange ทำให้เขามีเงินเหลือเพียง 400 เหรียญ ในช่วงปี 1970 เขาทำกำไรเพิ่มกลายเป็น 3,000 เหรียญ ซึ่งถ้าเรามองย้อนกลับไปเราจะพบว่า เขาเริ่มจากการมีเงิน 400 เหรียญไม่ได้เริ่มจากเงิน 1600 เหรียญ ในช่วง 3 ปีหลังจากนั้น คือประมาณปี 1973 เงินทุนของเขาเพิ่มเป็น 100,000 เหรียญ แล้วก็ทำกำไรได้เป็น 500,000 เหรียญจากการเทรด ถั่วเหลือง ในปี 1974 และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็มีเงินกว่าล้านเหรียญ เพียงแค่อายุ 26 ปีเท่านั้น

Dennis เชื่อว่า การที่เขาเทรดและประสบความสำเร็จอย่างที่เขาเป็นั้น มีความน่าจะเป็ฯว่าสามารถฝึกและถ่ายทอดได้ เพื่อให้มันมีสีสัน เขาเลยไปคุยกับ William Eckhardt ซึ่งเป็นเพื่อนเทรดเดอร์ของเขา เขาเริ่มพิสูจน์สมมุติฐานของเขาโดยการเลือก คนจำนวน 23 คน โดยคนกลุ่มนี้เป็นผู้ชาย 21 คนและ ผู้หญิง 2 คน นำมาฝึก โดยเขาจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มในการเทรด เขาบรรยายว่า กลุ่มหนึ่งเทรดตั้งแต่  เดือน ธันวาคม 1983 และอีกกลุ่มหนึ่งเริ่มจากเดือนธันวาคมปี 1984 โดยเขาเป็นคนเทรดกลุ่มคนเหล่านี้ ให้มีชื่อสมมุติว่า เป็นเต่า หรือเรียกว่า Turtles ในภายใน 2 สัปดาห์ พวกเขาฝึกใช้ระบบเทรดตามเทรนด์ธรรมดา และการใช้กรอบราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ในการเทรด ค่าเงิน รวมทั้งตลาดพัธนบัตร โดยใช้หลักการว่า ถ้าราคาสูงกกว่ากรอบปัจจุบันให้ซื้อและขายเมื่อราคามันต่ำกว่ากรอบปัจจุบัน โดยคำว่า Sell หมายความว่า เปิด Position Sell ก่อนและปิดทีหลังนั่นเอง

กลุ่มมือใหม่ที่เขาเลือกมาฝึกทั้งหมด ถูกฝีกให้ซอยขนาดออเดอร์ให้เล็กลงในช่วงที่ขาดทุน และเพิ่มขนาดขึ้นเมื่อกำไร ซึ่งอาจจะสูงถึง 1 ใน 3 และ ครึ่งต่อครึ่งเลยก็ได้ ซึ่งระบบแบบนี้จะขาดทุนเมื่อราคาแกว่งตัวเป็น Side Way ขณะที่ตลาดวิ่งมันจะกำไร หลังจากนั้นเขาเอาเงินของเขาเองให้คนเหล่านี้ฝึกบริหาร ซึ่งผลการทดลองของเขา เมื่อเขาฝึกจนครบ 5 ปีแล้วเหล่าลูกเต่าที่เขาฝึกได้ ทำกำไรรวมทั้งสิ้นกว่า 175 ล้านเหรียญ มันเป็นไปได้ยังไงครับ เก่งสุดยอดไปเลย

ช่วงนั้นนอกจากจะฝึกพวกเต่าเหล่านี้แล้ว  Dennis ยังเริ่มบริหารจัดการเงินทุนสำหรับลูกค้าส่วนบุคคล และเลิกไปในช่วงปี 1988 เนื่องจากทำให้ลูกค้าขาดทุนครั้งใหญ่ จากการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1987 หรือที่เรียกกันว่า black Monday หลังจากนั้นเขาเลิกเทรดและหันตัวเองเข้าสู่ถนนทางด้านการเมือง

นี่เป็นเรื่องย่อเกี่ยวกับ Dennis ซึ่งเป็นบุคคลที่น่าติดตามมา กับการที่ขยับก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และคิดว่าจะสรส้างแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านได้บ้างครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เรื่องของนักคณิตศาสตร์อย่าง Nassim Taleb

คะแนนโดย admin

เรื่องของนักคณิตศาสตร์อย่าง Nassim Taleb

ถ้าหากจะบอกว่าเทรดเดอร์คนไหนที่เป็นที่รู้จักอย่างมากในประเทศไทย ผมก็มีเทรดเดอร์คนหนึ่งอยู่ในใจ เจ้าของหนังสือแปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า “เก่งเทียมฟ้าหรือว่าโชค” หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า Fooled by Randomness มันอาจจะแปลกสักหน่อยแต่ว่าเทรดเดอร์ หรือนักคณิตศาสตร์ชื่อดังส่วนใหญ่เป็นชาวยิว  เรามาดูเรื่องของเขาเลยดีกว่า

Nassim Nicholas Taleb ถือว่าเป็นนักคิดในสมัยใหม่ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เขาได้รับการยอมรับจากการที่เขาทำกำไรได้จากการเทรดในแบบที่คนอื่นไม่เคยทำมาก่อน และไม่กล้าที่จะทำมาก่อน 

Taleb เกิดในปี พ.ศ. 1960 ที่เมือง Amioun ประเทศ Lebanon พ่อของเขาชื่อ Najib Taleb เป็น Oncologist และเป็นนักวิจัยสาขา anthropology ส่วนแม่ของเขา ชื่อว่า Minerva Ghosn ครอบครัวของเขาร่ำรวยและเป็นผู้นับถือ Greek Orthodox ซึ่งเป็นศาสนาเล็ก ๆ ในประเทศ ปู่ของ Taleb และทวดของเขาเป็นนายก และทวดของทวดของเขาเป็นเจ้าเมือง Ottoman Mount Lebanon

ในด้านการศึกษา Taleb เรียนจบปริญญาตรี และปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยปารีส แล้วก็ยังจบ MBA จาก Wharton School ของ University of Pennsylvania และปริญญาเอก ด้านวิทยาการจัดการ อีกด้วย เรียกว่าดีกรีด้านการศึกษาที่เพียบพร้อม  (Thesis ตอนจบของเขาเป็นอนุพันธ์ทางคณิตศาสตร์เกี่ยวกับราคา จากมาหาวิทยาลัยปารีส (Dauphine) ภายใต้การดูแล หรือ Advisor ของเขาคือ Helyettel German

ในด้านวิชาชีพการเทรด เขาเริ่มจากการเป็นเทรดเดอร์คนหนึ่ง  แล้วก็ทำงานในฐานะนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ ให้กับกองทุน ต่อมาเขาทำกองทุนเทรดเก็งกำไร แล้วก็ศึกษาศาสตร์ทางด้านสถิติเพิ่มขึ้น ยิ่งเขาเรียนรู้ทางด้านสถิติมาเท่าไหร่ เขายิ่งมั่นใจเพิ่มว่า ไอ้ระบบการเงินของโลกนี้ นั้นเป็นเหมือนกับกองระเบิดไดนาไมท์ ที่พร้อมและรอวันที่มมันจะปะทุขึ้นทุกวัน Taleb ได้กลายมาเป็นที่รู้จัก จากหนังสือที่ผมกล่าวไปตอนแรก  แล้วอีกเล่มหนึ่งคือหนังสือชื่อ Black Swan ซึ่งท้าทายแนวคิดทางด้านการเงินและคณิตศาสตร์มาก ๆ ในปี 1980 Taleb ได้มีโอกาสทำงานเป็น Market Maker ของตลาด Option ซึ่งก็คือ กำไรที่เขาทำได้ส่วนใหญ่คือการสร้างปริมาณการซื้อขายสนับสนุนการซื้อขายของลูกค้า  เขาขาย Options ให้กับลูกค้าด้วยราคาบวกำไรไม่มากนัก ในช่วงนั้นต้องบอกว่า Nasim Taleb ก็เป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จและทำกำไรได้ แต่ว่ายังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง อย่างไรก็ตาม ชะตามันก็มีโอกาสของมันที่จะวิ่งมาชนเข้าสักวัน Nassim Taleb  สร้างชื่อในวันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ. 1987 เมื่อตลาดหุ้นตก เขาทำการสะสม  Position ขขขนาดใหญ่มาก เขาทำกำไรได้จากขนาด Position ที่ซื้อมาในราคา 250 $ ต่อสัญญาณ แล้วทำให้ได้กำไรถึงขนาดสัญญาละ 2,500 ต่อสัญญา เขาถือสัญญา เยอะขนาดพอที่จะทำกไรได้ประมาณ 35 ล้านเหรียญ ซึ่งนี่เป็นการเอาชนะในตลาดของเขามากที่สุด และเขาบอกว่า นั่นเป็นโชค   และด้วยเหตุการณ์นี้ทำให้เขาคิดว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตนักลงทุนของเขาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี ไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับโชคที่เขาทำได้ครั้งนี้

นอกจากเหตุการณ์ดังกล่าว เขายังได้ทำนายเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่ทำให้เขามีชื่อเสียงดังนี้

ในปี 2003 เขาทำนายว่า มีความเป็นไปได้ว่า Fannie Mae สถาบันที่รัฐให้การสนับสนุนจะล้มละลาย จากการที่ Taleb ได้วิเคราะห์ความเสี่ยงและภาพรวมของบริษัท และพบว่ามันมีมุมมองทางด้านลบ ซึ่งการทำนายนี้ทำให้เกิดการโจมตีตัว Taleb ค่อนข้างรุนแรง อย่างไรก็ตาม สุดท้ายมันก็เป็นอย่างที่เขาทำนาย

ในวันที่ 19 ตุลาคม 1987  เป็นเหตุการณ์ Black Monday เมื่อ Dow Jone ลดลงกว่า 22 % ทำให้ Taleb ได้กำไรกว่า 40 ล้าน เป็นการลดลงของตลาดครั้งใหญ่ ในประวัติศาสต์ ซึ่ง Taleb บอกว่ามันคือปรากฏการณ์ หงส์ดำ (Black Swan)

จากเหตุการณ์ที่ผมได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องราวของ Taleb อาจจะบอกกลยุทธ์ในการเทรดของเขาได้บางอย่าง เขานิยามตัวเขาเองว่าเป็นนักวิจัยเหตุการณ์แบบสุ่ม (Researcher of randomness) โดยเราสามารถดูกลยุทธ์ที่เขาใช้ได้ดังต่อไปนี้

  1. Taleb ทำการทำนายและพนันเกี่ยวกับเหตุการณ์เกิดยาก หรือ Black Swan … ถ้าเรากล่าวถึง Black Swan มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยาก และคาดไม่ถึง ซึ่งอาจจะเป็นเหตุการณ์ที่บวกหรือลบก็ได้ ซึ่งส่งผลต่อระบบการเงินโดยรวมมากกว่า
  2. เขาปกป้องเงินลงทุนของนักลงทุนจากเหตุการณ์ Black Swan … โดยทั่วไปเขาจะปกป้องเงินทุนจากการทำการ Hedging ซึ่งป้องกันกรณีที่เกิดเหตุการณ์สุดโต่งเกิดขึ้น่
  3. Talebจะทำการรักษาสมดุลของความเสี่ยงและผลกำไร เพื่อป้องกันความเสี่ยงของเงินลงทุนไว้สูงสุด
  4. กลยุทธ์ของ Taleb นั้นจะอยู่บแนวคิดเกี่ยวกับ Options และราคาที่ผิดปกติ ของ Options เป็นหลัก

เป็นอย่างไรครับแนวคิดการทำกำไรบนเหตุการณ์เกิดยาก จะทำกำไรได้มหาศาล แต่ว่าเราจะอ่านสัญญาณเจอได้อย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์เหล่านั้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


แนวคิดการเทรดของ Ed Seykota

คะแนนโดย admin

เส้น

แนวคิดการเทรดของ Ed Seykota

เทรดเดอร์คนหนึ่งที่เป็นที่รู้จักดี และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ คือ Ed Seykota วันนี้จะมาดูเรื่องของเขากัน สำหรับหน้าใหม่ แรงบันดาลใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะสร้างแรงผลักดันในการพัฒนาโดยเรียนรู้จักมืออาชีพให้ได้มากที่สุด

Ed Seykota หรือชื่อเต็ม Edward Arthur Seykota เกิดในปี 1946 ที่ประเทศเนเธอแลนด์ แต่ในช่วงวัยเด็ของเขา ครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่สหรัฐฯ พ่อของเขาเป็นนักเทรดหุ้น ทำให้เขาได้รับอิทธิพลเรื่องนี้มาจากพ่อของเขา และที่สำคัญ พ่อของเขายังเป็นครูคนแรกของเขาที่สอนเขาเทรด

ในวัยเด็ก Ed เริ่มเทรดตั้งแต่อายุ 5 ขวบ  ซึ่งไม่ใช่การเทรดหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ พ่อของเขาได้ให้เหรียญสีทองของแถมที่ได้จากการซื้อของ เขาเอาไปแลกของกับเด็ก ๆ แถวนั้น โดยตอนนั้นเขาแลกได้ แว่นขยายมา และรู้สึกว่านี่แหละคือหนทางของเขา หลังจากนั้นเขาเริ่มสนใจในการวิเคราะห์ทางเทคนิค ช่วงนั้นเขาน่าจะอายุประมาณ 9 ขวบ ในห้องนอนของเขามีวิทยุเก่า ๆ  เครื่อง Oscilloscopes มีอุปกรณ์ทดลอง Ed ชอบสร้างรูปแบบของคลื่น ซึ่งอีก 4 ปีให้หลังพ่อของ Ed ได้แสดงให้เขาเห็นถึงการซื้อหุ้น วิธีการซื้อหุ้น โดยเขาได้อธิบายว่า เขาควรจะซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นมันทะลุกล่องด้านบน และควร Sell เมื่อราคาหุ้นทะลุกล่องด้านล่าง ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเทรดของ Ed Seykota

ช่วงปี ค.ศ. 1969 เขาเรียนจบปริญญาตรี ด้านวิทยาศาสตร์ สาขา วิศวกรรมไฟฟ้า และการจัดการ  ช่วงนั้นเขาได้อ่านหนังสือของนักวิเคราะห์ทางเทคนิคท่านหนึ่งชื่อ Richard Donchian ซึ่งเขารู้สึกตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก Donchian นั้นได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการใช้งานระบบเทรดธรรมดา ระหว่างเส้น MA 5 และเส้น MA 20 โดยใช้ 2 เส้นนี้ตัดกันขึ้นลงเพื่อให้สัญญาณ และทำกำไรได้อย่างไม่น่าเชื่อ  แนวคิดเรื่องของการทำกำไรโดยใช้เครื่องจักรอัติโนมัติ ทำให้เขาหลงไหล เขาพยายามที่จะศึกษาวิธีการทำกำไร ตามที่ Donchian นำเสนอ โดยการใช้ Computer ที่มีในสมัยนั้น ซึ่งในช่วงนั้น The Wall Street Journal ได้เริ่มที่จะเผยแพร่ผลการเทรดตามหลักการของ Donchian บ้างแล้ว  เขาพยายามปรับเซท parameter ตั้งค่าต่าง ๆ และได้เรียนรู้ทำความเข้าใจ ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การเทรดในช่วงระยะเวลาที่ยาวขึ้น หรือตั้ง Indicator ในระยะยาวมากขึ้น มันใช้ได้ดี  และนอกจากนี้เขาได้เรียนรู้ว่า ระบบเทรดระยะสั้นนั้นมีต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

Ed เริ่มอาชีพเทรดในปี 1970 เมื่อเขาได้เข้าทำงานในบริษัทโบรคเกอร์หุ้นเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่ง ในบริษัทนี้ Ed ได้พัฒนาระบบเทรดระบบแรกของเขาสำหรับเทรดในตลาด Futures เขาได้ไปที่บริษัท IBM 360/65 และทดสอบระบบเทรดของเขากับคอมพิวเตอร์ เขาใช้ภาษา FORTRAN 4 ในการทดสอบและการทดสอบประมาณ 50 ค่า Parameter ในตลาดโภคภัณฑ์ทดสอบย้อนหลังไปเป็น 10 ปี เขาต้องใช้เวลาทดสอบกว่า 6 เดือน  ภายใต้เครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคนั้นที่มีความล้าหลังมากเมื่อเทียบกับสมัยนี้

อย่างไรก็ตาม บริษัทของเขาได้พยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาจากการวิจัยของ Ed อันนี้ แต่ปัญหาคือ หัวหน้าของเขาไม่เข้าใจระบบ และ เน้นความสนใจไปยังระบบที่สร้างคอมมิชชั่นได้จำนวนมากมากกว่า ซึ่งตรงข้ามกับ Ed ที่เห็นว่า วิธีการที่ถูกต้องในการเทรด คือ การสร้างกำไรให้กับลูกค้า ไม่ใช่ขายของให้ ซึ่งแม้ว่าระบบของเขาจะขายได้แต่หัวหน้าของเขาก็ไม่ได้ให้ค่าคอมมิชชั่น 10 % กับเขา นั่นเป็นเหตุผลของการลาออกของ Ed ต่อมา

ในวัย 23 ปี  Ed Seykota  ได้ออกมาเทรดด้วยเงินของตัวเอง ด้วยเงินประมาณ 10,000 – 25,000 เหรียญ ในช่วงกลางปี 1988 ซึ่งเขาได้เปิดให้คนอื่นลงทุน มีลูกค้าคนหนึ่งลงทุนราว 5,000 เหรียญ ซึ่งได้ผลตอบแทนกว่า 250,000 % ซึ่งนั่นเป็นผลการเทรดที่มหัศจรรย์มาก ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ

ในการเทรดของ Ed Seykota เขาเป็นคนที่ปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัดเป็นที่สุด ทุก ๆ การกระทำของเขาต้องเป็นไปตามกฏเท่านั้น เขาจะอยู่เฉย ๆ ถ้าการเทรดไม่ได้เป็นไปอย่างที่เขาคิด  เราลองมาดูกฏของ Seykota ททที่ใช้ในการเทรด มีดังต่อไปนี้

Cut losses

เขาบอกว่านี่คือการป้องกันเงินทุนของคุณในฐานะเทรดเดอร์ การทำกำไรเป็นสิ่งที่มาเป็นอันดับรอง การยอมรับความผิดพลาดตอนที่คุณผิดเมื่อตลาดมันบอกกับคุณ และถ้าคุณคิดว่าตลาดจะกลับมา คุณอาจจะเสียไปแล้วก็ได้ ทางที่ดีที่สุดคือ ยอมรับมันเสีย

Ride Winners

การเทรด ไม่ได้เกี่ยวกับว่าต้องมี Win Rate สูง ๆ ระดับ 70 – 80  % แต่ว่ามันขึ้นอยู่กับว่า ตอนที่คุณทำกไรได้ คุณถือมันได้นานและคุ้มค่ามากแค่ไหน และเมื่อยามคุณขาดทุนคุณทำให้การขาดทุนน้อยขนาดไหน

Keep Bets Small

สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การเดิมพันให้น้อย ถ้าคุณลงทุนมาก คุณจะต้องเผชิญกับความโลภและความกลัว ต้องน้อยกว่า 10 % ของเงินทั้งหมด และเสี่ยงเพียงแค่ 1 % ต่อการเทรดหนึ่งครั้งเท่านั้น อย่ามากกว่านั้น

ทั้งหมดนี่ก็เป็นแนวคิดการเทรดของ Ed Seykota หวังว่าท่านจะเห็นแนวทางไม่มากก็น้อยครับ 

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น