Daily Archives: June 4, 2019


คุณเป็นนักเทรดหรือนักพนัน

คะแนนโดย admin

เส้น

คุณเป็นนักเทรดหรือนักพนัน

 

 ในโลกมนุษย์เรา มีเรื่องที่ต้องเสี่ยงมากมาย ถ้าเราไม่ได้คิดอะไร เราก็เป็นนักพนัน ถ้าเรามีความรู้เราก็เรียกว่า นักแสวงหาโอกาส ชื่ออาจจะไม่ค่อยคุ้นหู แต่ว่ามันก็เป็นจริงตามนั้น ในบทความนี้ผมจะมาพูดถึงว่า คุณเป็นนักเทรดหรือนักพนัน เอาจริง ๆ แล้ว นักพนันมีอยู่ทั่วไปดาษดื่นอยู่เต็มท้องถนนไปหมด

 

ถ้าหากเราจะบอกว่า เรากำลังเล่นการพนัน สิ่งแรกที่เราต้องทำคือ การนิยาม การพนัน ในช่วงเกริ่นนำ เราก็บอกไปแล้วว่า การที่เราเล่นการพนัน คือเราขาดความรู้ ถ้าหากผมตั้งนิยามง่าย ๆ ว่า เรามาทายกันว่าทายหัวก้อย  โดยให้ผมเป็นเจ้ามือ ถ้าทายถูก ผมจะจ่ายให้ 50 บาท แต่ถ้าคุณทายผิดคุณจะต้องจ่ายผม 100 บาท ถ้ามองอย่างนี้ผมบอกได้เลยว่า ไม่มีใครเล่นกับผม เพราะมองยังไง ก็มีแต่เสียกับเสีย ถูกไหมครับ อย่างนี้เรียกว่า การพนันไหม ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่การพนันเลย เพราะคงไม่มีคนเล่นไง เล่นยังไงก็เสียใครจะเล่น ต่อให้มันคือการเดิมพันของอะไรสักอย่างก็ไม่แตกต่างกัน  ในเมื่อแบบนี้ยังไม่เรียกว่าการพนันแล้วเพราะอะไร  ก็เพราะว่า คุณรู้ไงครับว่าเสียเปรียบ และยากที่จะได้กำไร คุณเลยไม่เล่น ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ รู้อยู่แล้วว่า จะขาดทุนนี่แหละครับ นั่นคือความรู้หล่ะ!!!

แล้วอย่างไหนถึงเรียกว่า เป็นการพนันกันหล่ะครับ เรามาดูกันอีกซักตัวอย่าง เช่น ถ้าเล่นเกมส์โยนหัวก้อยเกมส์เดิม  โดยคราวนี้เปลี่ยนใหม่ ถ้าคุณทายถูกผมจ่าย 48 บาท แต่ถ้าทายผิดจ่ายให้ผม 50 บาท และถ้าทายถูกติดกัน 2 ครั้งผมจ่ายให้ 98 บาท เป็นต้น จะสังเกตุเห็นว่า ตรงนี้มีจุดล่อใจเพิ่ม แต่จริง ๆ มันก็ยังเสียเปรียบอยู่ 2 บาทอยู่ดีครับแต่มันก็น่าลุ้นขึ้นมาหน่อยหนึ่ง เราลองบอกใหม่ว่า เรามาเล่นเกมส์ทายตัวเลขกัน ให้ทาย 3 เลข เลือกมา 3 เล่น ถ้าเลือกถูก 1 เลข จ่าย 3 บาท แต่ถ้าผิดจ่าย 1 บาท โหว!!!! ลงทุน 1 บาทแต่ได้ 3 บาทเชียวนะ เช่น ถ้าเลือกเลขมา 3 เลข และคนเลือกก็สุ่มเลือกเลข 3 เลขเช่นกัน จะสังเกตุว่า ความซับซ้อนของเกมส์เริ่มเยอะขึ้น แรงจูงใจและรางวัลเริ่มเยอะขึ้น ขณะที่โอกาสถูกก็จะลดลงเช่นเดียวกัน นี่มันอะไรกัน นี่มันคือการทำเกมส์ให้ยากขึ้น และดูไม่รู้ เรียกว่า คนไม่มีความรู้เมื่อไหร่ก็จะตกหลุมอย่างง่ายดาย

ไอ้ตัวอย่างข้างบนที่ว่าก็คือ หวยดีดีนี่เองครับ

 

ลองพิจารณาโอกาสถูกหวยเลขท้าย 2 ตัวสิครับ การแทงหวยใต้ดิน 1 เลข  เลขละ 1 บาท จะได้เงินมา 60 บาท ขณะที่เลขที่มีให้แทงมีทั้งหมด 100 เลข  นั่นคือ โอกาสมีเท่ากับ 1 ใน 100 แต่ว่า ตอนแทง 1 ได้ 60 เอง ยังไงก็มีโอกาสไม่โดนอยู่อีก 40 เลข เรากำลังจะเดิมพันกับ 40 เลขนั้นว่าเราไม่มีโอกาสโดนอย่างนั้นหรือ? บอกได้เลยว่าเรารู้หรือไม่ว่า จะไม่โดน คำตอบคือ ไม่รู้ นี่แหละครับ การพนัน 100 % เพราะเราไม่รู้นั่นเอง

 

แถวพื้นที่ผมอาศัยอยู่มีร้านส้มตำมาเปิดใหม่ ร้านส้มตำมาพร้อมกับความมั่นใจในฝีมือว่า เขาตำอร่อย และถูกปากคนแถวนั้น แต่เขาไม่รู้เลยว่า เขาจะอยู่รอดได้อย่างไร เขาต้องขายวันละกี่จานถึงจะอยู่รอด และที่ที่เขาอยู่นั้นทำเลดีหรือไม่ นี่เป็นปัญหาที่เขาไม่รู้  ในเมื่อไม่รู้อย่างนี้ก็เรียกว่า เสี่ยงดวง หรือพนันนนั่นแหละครับ รูปแบบของมันมาในรูปแบบไม่ตายตัว อย่างที่ผมได้บอกตั้งแต่แรกแล้วว่า คนชอบเล่นพนันมีดาษดื่นกันเต็มถนน

 

แล้ว Forex ต้องรู้อะไรบ้าง

พอพูดอย่างนี้แล้ว แล้วการเทรด Forex หล่ะเป็นการพนันไหม?  คำตอบก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณนั่นแหละครับว่า คิดว่ามันเป็นการพนันหรือไม่ มันจะเป็นก็ต่อเมื่อ คุณไม่รู้อะไรเลยครับ คำตอบง่าย ๆ แล้วคุณต้องรู้อะไรบ้างหล่ะ?  ผมมีคำตอบมาบอกดังต่อไปนี้ สิ่งที่คุณต้องรู้คือ

  1. คุณจะกำไรได้อย่างไร?
  2. คุณจะรอดได้อย่างไร?

มี 2 วิธีนี้เอง ถ้าคุณแค่ลอง ว่า มันอาจจะกำไรก็ได้นั่นก็คงเป็นการเล่นพนันมากกว่า จะเป็นการทำกำไรครับ แล้วคุณจะกำไรได้อย่างไร ถ้าคุณมี Stop loss คุณก็ต้องไม่ชน Stop loss บ่อยครั้ง ถ้าคุณไม่มี Stop loss คือคุณต้องไม่เจ๊ง ล้างพอร์ทครับ นี่เป็นคำตอบง่าย ๆ ที่คุณต้องหา จะเห็นว่า เราก็หาเหตุผลสืบเนื่องไป คุณก็จะได้คำตอบว่า จริง ๆ คุณต้องทำอย่างไรในการที่จะทำให้มันไม่ชน Stop loss บ่อย นี่แหละครับ มันถึงจะเป็นการลงทุน ไม่ใช่การพนัน เราจะเป็นนักแสวงหาโอกาส มากกว่านักพนัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เครื่องมือตั้ง Stop loss ที่สำคัญ

คะแนนโดย admin

เส้น

เครื่องมือตั้ง Stop loss ที่สำคัญ

 

ในการตั้ง Stop loss  เป็นเรื่องสำคัญมาก และยังเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับเทรดเดอร์ได้ตลอด เพราะว่า ถ้าเกิดตั้ง Stop loss ใกล้เกินไป มันก็ชนบ่อยเสียจน Win percent ของเราเสียไป ทำให้เราขาดทุนติดต่อกันอย่างง่ายดาย แม้ว่าจะเป็นจำนวนไม่มาก แต่ถ้าขาดทุนติด ๆ กันก็ทำให้ลำบากได้เหมือนกัน  อีกประการหนึ่งสำหรับการตั้ง Stoploss ไว้ห่างเกินไป ก็ทำให้เมื่อมันเคลื่อนไหวผิดทางแล้วโดนทีละเยอะ ๆ ทำให้ Risk Reward เสียไปเลยเช่นกัน

 

คุณต้องเลือกเอาว่าจะทำอย่างไร ถ้าปรับน้อยไป ก็เสีย Win Percent ถ้าตั้งเยอะไปก็เสีย Risk: Reward วิธีที่ดีที่สุดคือการตั้งให้พอดี ในบทความนี้จึงเป็นการแนะนำการใช้เครื่องมืออื่น ๆ ในการตั้ง Stop loss ในกราฟ ซึ่งมีเครื่องมือ่หลายประเภทที่สามารถทำได้ โดยเราจะยกตัวอย่างสัก 4 เครื่องมือสำหรับการช่วยในการตั้ง Stop loss โดยมีดังต่อไปนี้

 

Bollinger Band

ในรูปผมได้ยกตัวอย่างไว้ 3 สถานการณ์  โดยเริ่มจากด้านซ้ายสุด คือ สถานการณ์ขาขึ้น การตั้ง Stop loss คือ การตั้งแนวด้านล่าง นั่นคือ ไม่ควรจะสูงกว่า Bollinger Band ล่างในกรอบสีส้ม  ขณะที่เทรนด์ Side Way จะสังเกตุได้ว่า กรอบการแกว่งตัวจะสูงเป็นพิเศษ มีคสามารถเลือกได้ว่า จะไม่เทรด หรือถ้าคุณจะส่ง Stop loss คุณก็สามารถส่งกว้างเป็นพิเศษได้ เพราะว่า ช่วง Sideway ราคาจะแกว่งกว้างมาก ขณะที่ เทรนด์ขาลง ในกรอบสีแดง คุณสามารถส่ง Stop loss ไว้เหนือ Band ด้านบน ซึ่งนี่เป็น Stop loss ที่แข็งแกร่งเนื่องจากน้อยครั้งนักที่มันจะเด้งลงไปชน แต่ก็มีเช่นกันที่เด้งขึ้นไปชนแล้วกลับมาทิศทางเดิม อย่างไรก็ตามนี่ก็เป็นเครื่องมือในการช่วยตั้ง Stop loss ที่ดีเครื่องมือหนึ่ง

 

เส้นแนวรับแนวต้าน

เส้นแนวรับแนวต้าน มันเหมือนกับการกำหนดกรอบของการเคลื่อนไหวของราคาให้กับช่องทางเดินราคา  กรอบแนวรับแนวต้านเป็ฯเครื่องมือตัวโปรดของผม เพราะว่า มันให้ระบบการเทรดที่สมเหตุสมผลที่สุด แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดกรอบแนวทางการวิ่งของราคาในอนาคตอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างเช่นกัน เนื่องจากแต่ละคนก็จะมีมโนทัศน์ในการตีเส้นกรอบราคาที่แตกต่างกัน การใช้กรอบแนวรับแนวต้านนั้นตรงไปตรงมา

ในกรอบสีเหลือง คือเทรนด์ขาลง และเส้นกรอบสีฟ้า คือ การตีกรอบเทรนด์ไลน์ในช่วงเทรนด์ขาลง จะเห็นว่า กรอบนั้นลงตัวกับการกำหนดช่องทางเดินราคา เราอาจจะเลือกตั้ง Stop loss สูงกว่าเส้นแนวต้าน (เส้นด้านบน) ไว้สักหน่อยเช่นเดียวกับการตั้ง Stop loss ใน Bollinger Band ซึ่งการใช้เครื่องมือแนวรับแนวต้านจะทำให้เราเห็นความเด่นชัดในการเคลื่อนไหวกรอบของมันมากกว่าเครื่องมืออื่น  ๆ

 

Fibonacci level

อีกเครื่องมือหนึ่งที่เป็นที่นิยมในการตั้ง Stop loss และสามารถใช้ได้ดีคือ ระดับ Fibonaci  Level ซึ่งกำหนดจุดการเปลี่ยนแปลง ไว้ที่จุดสำคัญ ทำให้การตั้ง Stop loss ของ Fibonacci Level สามารถเข้าใจได้ง่ายกว่าวิธีการอื่น ๆ อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีวิธีการง่าย แต่การลากเส้นของ Fibonnacci กลับทำให้การลากเส้นของแต่ละคนนั้นอาจจะไม่เหมือนกันและมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะสำหรับคนที่จะใช้ Fibonacci ในการเทรด เรามาดูตัวอย่างกัน

จากรูปผมพยายามวาด Fibonacci Level จะพบว่า มันคือการลากตั้งแต่จุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุดก่อนหน้า เมื่อมีการพักฐานทำให้เราสามารถเข้าใจระดับราคาต่าง ๆ ในกราฟข้างต้น เราจะเห็นราคาขยับไปที่ระดับที่ 38 อย่างเห็นได้ชัดและเคลื่อนไหวไม่ผ่านถึงกลับลงมาต่อ หลังจากนั้น ราคาเคลื่อนไปถึงจุดสำคัญหลายจุดและกลับตัว มันแสดงถึงความเป็นระดับราคาที่สำคัญ และทำให้การตั้ง Stop loss โดยใช้ Fibonacci มีพลังอย่างน่าเหลือเชื่อ และข้อจำกัดเดียวของมันคือ แต่ละคนลากระดับไม่เท่ากันนี่แหละ

 

เส้น MA

เครื่องมือตัวสุดท้ายคือ เส้น MA แต่เดิมเส้น MA ไม่เหมาะสำหรับการใช้ตั้ง Stop loss เนื่องจากลักษณะสองประการของมันคือ มันเคลื่อนไหวตามกรอบราคา และอีกอย่างคือ การเคลื่อนเพื่อใช้เป็ฯแนวรับแนวต้านของ MA ไม่สามารถกบอกจุดตั้ง Stop loss ในช่วงเทรนด์ Side Way ได้ เพราะว่า เส้น MA จะเคลื่อนไหวอยู่ตรงกลางของกรอบการเคลื่อนไหว ทำให้ไม่สามารถใช้ในการตั้ง Stop loss ได้ดีเท่าที่ควร 

จากรูปจะเห็นพฤติกรรมอย่างที่ผมกล่าวไปคือ ในกรอบ Side Way หรือ Side Way Up หรือ Down การเคลื่อนไหวของราคาจะอยู่ในกรอบและเส้น MA จะอยู่ตรงกลางพอดีทำให้มันไม่สามารถใช้เป็นเส้นสำหรับ ตั้ง Stop loss ได้ แต่เส้น MA ในช่วงที่ตลาดมีเทรนด์ ก็สามารถใช้ได้อยู่บ้างเพียงแต่ Stop loss อาจจะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรและจับจุดยาก มีเพียงบางจุดทีสามารถใช้ได้ ซึ่งการตั้งควรจะมีการเผื่ออยู่บ้าง เพื่อไม่ให้ราคาชนง่ายเกินไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


อยากมีบัญชีเทรดครบ 1 ล้านบาท อย่าสนใจเรื่องตัวเลข

คะแนนโดย admin

เส้น

อยากมีบัญชีเทรดครบ 1 ล้านบาท อย่าสนใจเรื่องตัวเลข

 

 มีบทเรียนหนึ่งที่ผมสอนน้องไป แต่ก็สามารถแบ่งปันคนอื่นได้ คือ น้องอยากสามารถเทรดและเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้น้อง Focus ไปที่ผลตอบแทนว่าจะต้องได้ 30,000 บาทต่อเดือน  ผมบอกไปว่าถ้า focus ไปที่เงินจะไม่มีเงินและไม่ได้เงินสักบาท เรื่องนี้จริง ๆ แล้วถึงขั้นมีผลจากการวิจัยมารับรองว่า ถ้าเราต้องการอะไรเราจะไม่ได้เนื่องจากความต้องการของเรามันจะสวนทางกับความเป็นจริง  เรามาดูรายละเอียดกันดีกว่า

ความคาดหวังที่เกินจริง

คนเรามักจะสร้างความคาดหวังที่เกินจริงขึ้นมาเสมอ เช่น เทรดให้ได้ 30,000 บาทต่อเดือน เทรดให้ได้ 2 % ต่อเดือน เทรดให้ได้ กำไรเท่านั้นเท่านี้ เอาจริง ๆ หลายคนคงแย้งว่าไอ้ที่ผมเสนอว่ามันเกินจริงไม่ได้เกินจริงเลย เพราะว่าหลาย ๆ คนคงไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ผลตอบแทนต่อเดือน 2 % หรอกจริงไหมครับ หลายคนหวัง 10 % ต่อเดือน รายใหม่บางรายคาดหวัง 50 % ต่อเดือนเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น 2 % จึงไม่เกินจริงเลย

 

เชื่อไหมครับ 2 % ต่อเดือนนี่ก็ยังเกินจริงอยู่เลย เกินจริงในแง่ไหน และคืออะไร มาดูกัน  การตั้งเกณฑ์ 2 % ต่อเดือนอาจจะมีโอกาสที่บอกได้ว่า เป็นไปได้ เราลองมาดูข้อเสนอของผมง่าย ๆ กันสักหน่อย เราลองกลับมาว่า บริษัทในตลาดหุ้น มีกี่บริษัทที่ทำกำไรเกิน 24 % ต่อปีบ้างครับ นั่นคือหลักการง่าย ๆ อย่างน้อย 2 % ต่อเดือนนะครับ แล้วถ้ามันทบต้นหล่ะ มันอาจจะไม่ใช่ 24 % ต่อปี ลองเอาหลักการ 24 % นี่แหละไปหาดูว่า กองทุนไหนที่ได้กำไรเฉลี่ย 24 % ทุกปี เป็นระยะเวลา 10 – 20 ปีติดต่อกันบ้าง ถ้าเห็นอย่างนี้ คุณจะพบว่า มันมีไม่กี่ที่กี่แห่ง หรือกี่บริษัทในตลาดหุ้นหรอกที่ทำกำไร 2 % ต่อปีได้

 

อีกอย่างหนึ่ง สิ่งที่คุณกำลังทำนั่นเรียกว่า ความแน่นอน คือ จะเกิดแน่นอน ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ความแน่นอนนั้นไม่มีในโลก มีแต่เหตุการณ์ไม่แน่นอนทั้งนั้น ไม่มีอะไรแน่นอนและเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ นั่นคือความจริง บ่อยครั้งที่ การเทรดเจอกับขาลงตลอดทั้งเดือน มันหมายความว่า เดือนนั้นจะไม่ได้เงินเลยแล้วต้องไปกดดันกับเดือนหน้าให้ตัวเองได้เกิน 2 % สำหรับเดือนอื่น เมื่อคุณกดดันสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความบีบคั้นที่จะทำให้คุณเทรดโดยไม่จำเป็น พยายามมองหาจังหวะในการเทรด ไม่ว่ามันจะมีจังหวะหรือไม่จังหวะ Mindset ของเราจะเปลี่ยนไปอารมณ์ของเราจะแตกต่างและกดดันเราทำให้เราตกอยู่ในสภาวะเดิม ๆ ในการเทรด ที่ไม่เหมาะกับการเทรดอย่างสิ้นเชิง  สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งในการเทรด มีดังนี้

  1. กำหนดเป้าหมายเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน แต่สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนดเป้าหมายรายปี และที่สำคัญต้องไม่ลืมว่า มันต้องทำได้จริง ๆ และสอดคล้องกับอันอื่น ๆ เช่น สถานการณ์ เราต้องไม่สนใจเป้าหมายและทำเท่าที่จำได้ให้ดีที่สุด เลือกเท่านั้นจริง ๆ ครับ เลิกคิดเรื่องเป้าหมาย และทำให้ดีที่สุด
  2. การตั้งเป้าว่าจะต้องทำกำไรได้กี่จุด กี่ pip ต่อสัปดาห์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรทำเช่นเดียวกันกับการตั้งเป้าผลตอบแทน เหตุผลนั้นไม่แตกต่างกันเลย คือเรากำลังกำหนดสิ่งที่มันไม่มีทางคงที่ให้มันคงที่นั่นเอง

 

แล้วเราต้องทำอย่างไรถึงจะจัดการปัญหาอย่างนั้นได้ การที่จะมีเงิน 1 ล้านบาทจากการเทรด ทำอย่างไร เราจะมาดูกัน

สิ่งที่เราควร Focus มากที่สุด คือ การกิน การอยู่ การหลับ และการนอน ฟังไม่ผิดครับ เป็นคำพูดที่เราได้ยินกันติดปาก คือ กินอยู่หลับนอนครับ  โดยเราจะมาว่ากันในรายละเอียดดังต่อไปนี้

 

การกิน – มันคือการบริหารอาหาร การบริหารเงินที่จะซื้อกับข้าว สิ่งที่คุณควรจะคิดคือ ในวัยของคุณต้องการข้าวเท่าไหร่ เกลือแร่เท่าไหร่ วิตมินเท่าไหร่ ไขมัน คาร์โบไฮเดรทเท่าไหร่ และมันมีในอาหารจำพวกไหน จะกินให้ครบอย่างไร และไม่เกินอย่างไร คุณจะใช้เงินเท่าไหร่ในการได้วัตถุดิบนั้นมา หาเงินนั้นมาได้อย่างไร โดยที่ไม่ต้องพึ่งพา Forex ลองเล่นเกมส์โกโกริโกะ กินอยู่อย่างประหยัดโดยใช้เงื่อนไขที่ผมพูดดู

การอยู่ – มันกล่าวถึงการใช้ชีวิตโดยเฉพาะเลยครับ สิ่งที่คุณต้องทำให้ตัวเองเลยคือ การทำงาน การได้ออกเหงื่อ และ ความบันเทิง  การทำงานหมายถึงการได้ออกแรง ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ปลูกผัก ทำแปลงผัก ทำอะไรก็แล้วแต่ที่คุณคิดว่าจะทำให้ตัวเองได้สร้างอะไรขึ้นมาบ้าง และได้ใช้พลังงานที่คุณกินเข้าไป นอกจากนี้มันยังหมายถึง การได้ออกกำลังกายในตอนเย็น การได้ดูหนังฟังเพลง เที่ยวกับครอบครัวแบ่งปันเป็นอาทิตย์เป็นเดือน ไม่ใช่ว่าต้องทำอย่างนี้ทุกวันให้มันตึงเกินไปก็ไม่ใช่ครับ

การหลับ – การหมายถึง การได้ใช้เวลาในกลางคืนพักผ่อนอย่างเพียงพอ 7-10 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนการหลับ หมายถึงเวลากลางวันหลังจากที่คุณกินข้าวเสร็จแล้วคุณได้นอนพักผ่อน เป็นสิ่งจำเป็น เมื่อคุณรู้สึกอย่างไรให้ทำอย่างนั้นครับ ง่าย ๆ เลย

 

ลำพังแค่ 3 กิจกรรมนี้คุณจะไม่ว่างเลย และคุณจะสนใจการเทรดน้อยมาก จนทำให้กิจกรรมการเทรดของคุณนั้นค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปและมีผลดีต่อชีวิตและกิจกรรมการเทรด

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Chart patterns และ price action patterns สำหรับเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

Chart patterns และ price action patterns สำหรับเทรด

                Patterns เกิดขึ้นเพราะรูปแบบพฤติกรรมการตัดสินใจแบบเดิมๆ ที่มีตัวแปรแบบเดิมๆ เลยทำให้เกิด pattern เดิมๆ เกิดช้ำบ่อยๆ เลยเป็นที่มา patterns ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น chart patterns หรือ price action patterns (pin bar, engulfing bar เป็นต้น)  ให้เทรดเดอร์ได้ศึกษาหรือเป็นไกด์นำเพื่อกำหนดแนวทางการเทรดหรือหา trade setup ต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกแบบเดิม รูปแบบ chart patterns เป็นผลของการเทรดของเทรดเดอร์ โดยเฉพาะขาใหญ่เพื่อเข้าเทรดและใช้ประโยชน์จากความรู้ทั่วๆ ไปของการเทรดที่เขาต้องการให้รายย่อยรู้ chart patterns ก็เป็นอีกความรู้ทั่วๆ ไปที่เทรดเดอร์ส่วนมากรู้

                อะไรก็ตามที่เป็น pattern ก็จะทำให้เกิดรูปแบบความรู้ รูปแบบการเทรดที่สามารถคาดการณ์ได้ว่าเปิดเทรดตรงไหน กำหนด stop loss และ take profit ตรงไหน และที่สำคัญมักจะดึงดูดเทรดเดอร์ได้ดีทั้งรายย่อยและขาใหญ่ เพราะเรื่อง liquidity ที่จะเกิดขึ้นตรงนั้น ขาใหญ่ต้องการ liquidity ฝั่งตรงข้ามเพื่อเข้าเทรดและออกเทรด ส่วนรายย่อยอาจไม่เห็นความสำคัญ เพราะเทรดด้วยวอลลูมน้อย เลยไม่ได้รับผลกระทบว่าทำไม liquidity จำเป็นเพราะขาใหญ่เทรดด้วยจำนวนวอลลูมที่เยอะ และการเปิดเทรดหรือการอออกเทรดต้องการออเดอร์ฝั่งตรงข้ามที่มีมากพอเสมอ  trading transaction ค่อยเกิดขึ้นได้ และถ้าจะให้ดีต้องอยู่ในพื้นที่ที่ต้องการเปิดหรือออกจากการเทรดด้วย ไม่งั้นสิ่งที่ขาใหญ่ทำจากการเปิดเทรดหรือออกเทรดจะทำให้ราคาเคลื่อนไหว เพราะต้องการ liquidity ที่ราคาต่อไปเพื่อให้พอกับที่พวกเขาเปิดเทรดหรือออกเทรด chart patterns และ price action patterns จึงเป็นสิ่งที่ขาใหญ่ให้ความสำคัญ

                เริ่มตรงที่เส้นแนวตั้งสีแดง ที่เขียนบอกว่า เริ่มจากตรงนี้ ก่อนอื่นสิ่งที่เป็นพื้นฐานของ price action patterns และ chart patterns คือเมื่อราคาวิ่งไป ทางใดทางหนึ่งจะเกิด rejection และ break ดังนั้นการที่ราคาเปิดเผยการโต้ตอบที่ทำให้เกิด 2 อย่างนี้จึงเป็นพื้นฐานของ price move ก็ว่าได้

                เริ่มที่เลข 1 ราคาลงมาอย่างแรกและต่อเนื่อง ราคาวิ่งอยู่ในกรอบระหว่าง High และ Low ที่เกิดขึ้นราคาไม่สามารถเบรค Low ลงไปต่อได้ และไม่สามารถเบรค high ขึ้นมาได้กลายเป็น Rectangle pattern ที่บอกว่ามีการสะสมออเดอร์เป็นหลัก เทรดเดอร์อยาก sell ก็ได้เปิด เทรดเดอร์อยากเปิด buy ก็ได้เปิด จนกว่าราคาเปิด stop hunt ทางด้านล่างทำให้เรารู้ว่าขาใหญ่เปิดเทรด และตามด้วยราคาเกิด momentum bar และบาร์ตามมาาจนราคาเบรคที่เลข 2 หรือ supply (Drop-Base-Drop) ได้ เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเมื่อมอง ตรงที่เปิด supply ที่เลข 2 ราคาทำ lower low แล้วย่อตัวกลับมาลงไปต่อ แล้วทำ lower อีกแล้วราคา consolidation แต่ราคาเด้งขึ้นมาทำ Higher High ได้ เป็นเบรคที่เลข 2 ราคากำลังทำ Head and Shoulders pattern

                อะไรเกิดขึ้นตอนนี้หลังจากราคาเบรค rectangle pattern และตามมาด้วยเบรค supply pattern ที่เลข 2 ก็โดนเบรค ที่บอกว่าอาการที่ราคาไปแล้วเด้งหรือเบรคเป็นพื้นฐานของการกำหนด pattern ให้ดูว่าลักษณะที่ราคาโต้ตอบอย่างไร และราคาปิดของพื้นที่เป็นตัวนำ ตอนนี้ตำแหน่งชาร์ตอยู่ที่เส้น vertical line อะไรเกิดขึ้นบ้าง

                ใช่ราคากำลังทำ Head and Shoulders pattern หรือเปล่า เพราะราคาสามารถทำ higher High ได้ น่าจะตามด้วย Higher Low แล้วทำ Higher High หลังจากขึ้นไปเบรค High ตอนที่ราคาอยู่ตอนนี้เปล่า

                กลุ่มเทรดเดอร์แรกเทรด chart patterns ก็จะหันมาสนใจ รายย่อยเห็น ขาใหญ่เห็นและเทรดเดอร์อื่นๆ ก็เห็น เทรดเดอร์ที่รอเข้าเทรดเพราะข้อมูลใหม่ก็จะสนใจ

                กลุ่มที่เทรด rectangel pattern ถ้าตอนราคาขึ้นไม่ได้ตั้ง stop loss ไว้ล่ะ ตอนนี้ติดลบหรือเรียกกว่า trapped traders ถ้าราคาลงมาไม่เบรคหรือเกิดข้อมูลใหม่ว่าราคาจะไม่ลงมาแล้ว เทรดเดอร์พวกที่ถือ short positions ในกรอบ rectangle pattern ก็จะหันมาออกไปแล้ว

                กลุ่มที่เทรด supply/demand ตรงที่เลข 2 จะเห็นว่าเมื่อราคาวิ่งขึ้นแรงและเอาชนะหรือปิดบน supply zone ได้ ตรงนี้เทรดเดอร์ที่เทรด demand/supply ก็จะบอกว่า โซนนั้นๆ โดน Engulf แล้ว เป็นไปได้สูงที่ราคาจะดันไปต่อทางที่ราคาเบรคหรือ engulf พื้นที่ supply

                นี่คือที่บอกว่า price action pattern หรือ chart patterns เมื่อเกิดขึ้น จะดึงดูดเทรดเดอร์มากมาย ทั้งที่อยู่ในตลาด ถ้าราคาวิ่งสวนทางที่เปิด หรือเรียกเทรดเดอร์พวกนี้ตอนนี้ว่า trapped traders และเทรดเดอร์ที่รอเข้าทั้งที่รอเข้าแบบเปิดตอนราคาย่อตัวมาจุดที่ราคาเบรคหรือ breakout traders ที่เปิดเทรดเมื่อราคาไปต่อ ขาใหญ่ทำแค่ดันราคาเบรคที่เลข 1 และเลข 2 หลังจากที่พวกเขาเปิดเผยว่าพวกเขาสะสมออเดอร์ทางไหนตอนที่อยู่ใน rectangle pattern แล้วดันราคาเมื่อหลังจากเกิด stop hunt หรือเมื่อ price structure เปลี่ยนไป รูปแบบไม่ว่าจะเป็น price action pattern หรือ chart patterns จะตามมาเอง ทำให้เทรดเดอร์ส่วนมากอยากเทรดไปทางที่พวกเขาเทรด – การทำกำไรในตลาดจะเกิดขึ้นได้หลังจากที่เปิดเทรดแล้ว มืเทรดเดอร์อื่นๆ ทำสิ่งเดียวกันกับท่านแต่ทำหลังท่าน – นี่คือสิ่งที่ขาใหญ่ทำ ราคาย่อตัวลงมาแล้วก็ไปต่อ

                ดูเส้น vertical line ขยับมาอีกที อะไรเกิดขึ้นเมื่อราคาเกิด Higher High ตามด้วย Higher Low และตามด้วย Higher High อีก ราคากำลังทำเทรนหรือเปล่า? ราคาจะมาทำ Higher Low ตรงไหน ตอนนี้ก็มีการใช้ trendline ประกอบ เทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนก็รอเข้าอีกเมื่อราคาทำ Higher High ต่อได้ บอกว่ายังมี buy market orders อย่างต่อเนื่อง ขาใหญ่ยังอยากดันราคาไปต่อก็จะมองเป็นโอกาสการเทรด ตอนนี้ก็เกิด swing high/low pattern ขึ้นก็หาจุดเข้าเทรดตอนที่ราคามาทำ swing low หรือ Higher Low ที่จะดันราคาไปต่อ

                จนกว่าราคาไปถึง supply ที่เลข 2 ราคาเด้งลงมา ตามที่เทรดเดอร์ที่ demand/supply pattern คาดการณ์ ราคามาถึงเส้น trendline พอดีแล้วราคาเด้งกลับไป แต่ราคาไม่สามารถเบรค high ก่อนได้ ราคาทำ Lower High อะไรเกิดขึ้น ใช่  Head and Shoulders หรือเปล่า

                Price action patterns ที่เกิดขึ้นขี้นตอนที่ราคาเบรคหรือราคา rejection จุดที่เบรคกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ขาใหญ่ต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้ดึงรายย่อยไปทางที่พวกเขาต้องการ หรือทำต่อเนื่องกันจนกลายมาเป็น chart patterns ตามที่ยกตัวอย่างมา เพื่อให้รายย่อยวิ่งตามที่พวกเขากำหนด การเทรด price action patterns และ chart patterns จึงจำเป็นต้องเข้าใจตรรกระที่อยู่เบื้องหลังแล้วจะหาโอกาสเทรดได้ตลอดเมื่อเกิด patterns ต่างๆ ขึ้น

 

               

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ทำไมชาร์ต Day ก็เพียงพอที่จะเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

ทำไมชาร์ต Day ก็เพียงพอที่จะเทรด

                ปกติเมื่อมองชาร์ตไม่ว่าจะเป็น timeframe ไหน ก็จะเห็นโครงสร้างราคาแบบเดิมๆ เกิดขึ้นตลอดซ้ำๆ ไปมาจนกลายเป็นที่มาของการวิเคราะห์แบบ technical analysis และ chart patterns ต่างๆ  หลักการของ price move แบบเดียวกัน เคยสังเกตหรือไม่ว่าเมื่อโครงสร้างชาร์ต D1 ทำไมมีผลตามมาเยอะ

                ชาร์ต D1 หลักๆ ก็สำคัญต่อรูปแบบการเทรดที่เป็น day trading คำว่า day trading ในที่นี้ก็จะหมายถึงที่เทรดต่ำกว่า timeframe D1 เป็นหลักหมด ก็จะมีเทรดเดอร์เยอะหลายประเภท เช่น scalping traders ที่เทรดไม่กี่บีบ เทรดเดอร์กลุ่มนี้ก็จะเน้นเทรดเก็บระยะสั้นๆ ก็จะใช้ timeframe น้อยๆ เป็นหลัก ขึ้นมาเป็น m15/m30 traders กลุ่มนี้ก็ไม่ถึงกับเลือกเทรดแบบ scalping เพราะมองว่าเสี่ยงมากไปให้เห็นราคาขยับห่างๆ ระยะมากพอค่อยเปิดเทรด และต่อมาเป็น H1/H4 Traders ก็จะเทรดอิงการวิเคราะห์ใช้ timeframe  H1/H4 เพื่อเป็นตัวกำหนด โดยหลักการเทรดทั่วๆไป เทรดเดอร์เมื่อเทรดก็จะมีกรอบราคาที่กำหนดเอาไว้ ดังนั้นกรอบราคาสำหรับเทรดเดอร์ 2 กลุ่มหลังที่อิงการวิคราะห์ชาร์ตชั่วโมง (หรืออาจรวม scalping ได้พวกเทรดเดอร์ที่ไม่ยอมออกเมื่อราคาวิ่งสวน) จะเป็น D1 เป็นหลัก ถ้าราคาไม่เปลี่ยน ถ้าพวกเขาถือผิดทาง พวกเขาก็ยังทนเพราะมั่นใจว่าราคาจะกลับมาทางที่พวกเขาเปิดเทรดนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้

                ตัวแปรสำคัญระหว่างชาร์ตและต่าง timeframe คือ positions ที่สะสม ถ้าราคาวิ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ยิ่งนาน ถ้าดู timeframe ใหญ่เช่น H4 อาจเป็นไม่กี่บาร์เช่น 3 บาร์ แต่พอมา M15 หลายบาร์ขึ้นมานั่นคือภาพแรกที่ต้องเข้าใจเรื่องความต่าง timeframe และบาร์หรือแท่งเทียนที่เกิดขึ้น บาร์หรือแท่งเทียนพวกนี้ยังมี positions ที่เหลือยู่ในตลาดด้วย ที่ไม่ได้ปิดออก

                เช่นอย่างชาร์ต AUDUSD เปิดมาแบบนี้อาจไม่เห็นชัดเพราะเราไม่มีอะไรที่บอกว่า long/short positions อยู่ตรงไหนที่จะมายืนยันที่บอก แต่พอท่านใช้ Oanda Orderbook ประกอบที่โบรกเกอร์ ได้เปิดเผยข้อมูลออเดอร์และ postions ที่ลูกค้าเทรด

                นี่คือที่บอกว่า positions ที่ยังถืออยู่ในตลาดไม่ได้ปิด แม้ว่าข้อมูลจาก Oanda เป็นแค่บางส่วนของตลาดเพราะ ตลาดฟอเรกไม่ได้เป็นตลาดแบบ centralized  trading server หลักการเทรด หลักการออเดอร์ทำงาน เพื่อประกอบการพิจารณาแท่งเทียนเพื่อความเข้าใจการเทรดมากขึ้น ที่บอกว่า positons จะมีผลเยอะเมื่อชาร์ตหลักๆ เช่นที่ยกมาด้านบนเป็นชาร์ต D1 เปลี่ยนไป

                จาก Histogram ของ OrderBook ที่แสดงเรื่อง positions ที่ยังเปิดอยู่ในตลาดตาม price level ต่างๆ มากหรือน้อยต่างกันออกไปตามความยาวของ histogram ที่แสดงทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าเทรดเดอร์ชอบเปิดออเดอร์พื้นที่ตรงไหนเมื่อมองชาร์ตเปล่า จุดที่มีการเบรคให้เห็นก่อนก็จะเยอะ เพราะเทรดเดอร์มีการเทรดแบบ 2 อย่างหลักๆ คือเทรดเมื่อเห็นราคาเบรค (breakout traders) หรือเทรดเมื่อเห็นราคาย่อตัวมาจุดที่เบรค  (trend traders หรือ pullback traders)  ดังนั้นแม้ราคาผ่านไปนานหลายบาร์แล้วก็ไม่ได้บอกว่า positions พวกนั้นปิดไปหมด

                อย่างที่กล่าวไว้ด้านบน timeframe ยิ่งใหญ่ขึ้น จำนวนสะสม positions ยิ่งมากขึ้น เลยทำให้ชาร์ตเมื่อมองหรือ วิเคราะห์ timeframe ใหญ่ขึ้น โครงสร้างที่เกิดขึ้นเลยมากมีผลตามมาเยอะขึ้นตาม Day Trading ก็จะมีชาร์ต D1 เป็นหลักหรือกรอบการเทรดของเทรดเดอร์ทั้งทุกกลุ่มที่เทรด ต่ำกว่าชาร์ต D1 ลงไปหมด พอกรอบราคาเปลี่ยนไป เทรดเดอร์ทั้งหมดพวกนี้ก็จะปรับการโต้ตอบเปลี่ยนไปตามด้วย

                ดูการเทรดที่เกิดขึ้นก่อนที่ชาร์ต D1 จะมีการเบรคลงมาตามรูป ดูที่เปิดออเดอร์ต่างๆ ที่ชาร์ต H1 จะเห็นว่ามีหลายๆจุดที่เกิดจากการเปิดเข้าเทรดต่างเทรดเดอร์ต่างกลยุทธ์ออกไป สังเกตจุดที่เกิดการเบรคก็จะมี pullback เกิดการเทรดตามมาอีก เมื่อดูแต่ชาร์ตสำหรับ trade setup เช่นอย่างด้านบนเป็น H1 อย่างเดียวท่านอาจลืมที่เป็นกรอบหลักได้คือชาร์ต D1 ด้านขวามือ อย่าลืมความหลากหลายกลุ่มเทรดเดอร์เพราะภาพที่เปิดขึ้นกับชาร์ต D1 มันบอกชัดเจนว่า Sellers เข้ามาคุมตลาด เทรดเดอร์ประเภทต่างๆ ที่ใช้ D1 เป็นกรอบราคาสำหรับเทรดก็จะได้รับข้อมูลนี้หมด  

                ดูเส้นสีชมพู จะเห็นว่าจากที่เป็นแนวรับสำหรับกรอบ D1 เป็นหลัก ราคาได้เบรคลงอย่างแรงและปิดล่างได้ด้วยในชาร์ต D1  ข้อมูลมาเกิดขึ้นสำคัญต่อเทรดเดอร์ต่างๆ เช่นเมื่อมองชาร์ต D1

                ใช่ stop hunt ที่ขาใหญ่ทำการหรือเปล่า ถ้าทำการแล้วราคาลงมาแบบนี้เป็นการยืนยันด้วยหรือเปล่า ยิ่งเมื่อมอง timeframe ย่อยลงไป ยิ่งก็จะมองต่างกันออกไปอีก แต่ที่สำคัญเทรดเดอร์ที่ใช้ D1 เป็นกรอบใหญ่ในการทนรับความเสี่ยง ถ้าราคาวิ่งสวนหรือเกิดอะไรที่กรอบทนรับกระทบเปลี่ยนไปหรือข้อมูลใหม่ที่เกิดขึ้นมั่นใจว่า ราคาจะเปลี่ยนไปไม่ไปทางที่เปิดเทรด รูปแบบการตัดสินใจก็จะเปลี่ยนไปสำหรับเทรดเดอร์ทั้งสองกลุ่ม คือที่รอเข้าและเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาด

                กลุ่มแรกที่เดือดร้อนกว่าคือที่ถือ positions อยู่ในตลาด โดยเฉพาะกลุ่มที่ติดลบ ถ้าราคาไปต่อก็จะเดือดร้อนกว่าเดิม เพราะกลุ่มนี้ไม่มีทางเลือกแบบกลุ่มที่รอเข้าเทรดเพราะไม่เดือดร้อนอะไร  แค่จะหาว่าเข้าจุดไหนได้ดีกว่ากัน ช่วงเวลา 6 วัน (มองดู 6 บาร์ของชาร์ต D1)  สะสม positions มากพอในตลาด market orders จะมาจากเทรดเดอร์ที่จำต้องออกก่อน ก็จะทำให้ชาร์ตเปิดผยข้อมูลใหม่เพิ่มเติมใน timeframe ย่อยแล้วค่อยมาจากเทรดเดอร์ที่รอเข้า เมื่อเทรดเดอร์กลุ่มที่เทรดอ้างอิง D1 เป็นกรอบหันมาออกเป็นหลักก็จะทำให้เกิด market orders ที่มาจากการออกเทรดเป็นหลัก

                ดังนี้เมื่อโครงสร้างของ D1 เปลี่ยนไปก็เพียงพอที่จะเปิดโอกาสให้เทรดเพราะ D1 มีเทรดเดอร์หลายกลยุทธ์ที่ใช้เป็นกรอบก็จะกระทบหมด และเปลี่ยนข้อมูลสำหรับเทรดเดอร์ที่รอเข้าด้วย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เทรดเทรนด้วย False Break

คะแนนโดย admin

เส้น

เทรดเทรนด้วย False Break

                False Break เมื่อเกิดขึ้นก็จะตามด้วยราคาที่วิ่งทันทีจึงเป็น price action ที่น่าเทรดตัวหนึ่ง และยิ่งเทรดตามเทรนด้วยยิ่ง False Break เกิดขึ้นเพราะ stop orders เป็นหลักที่มีอยู่พื้นที่ตรงนั้นที่ขาใหญ่ต้องการใช้ประโยชน์และเมื่อขาใหญ่ใช้ประโยชน์ราคาก็เปิดเผยร่องรอยว่าขาใหญ่เทรดทางไหน ราคาจึงมักจะเคลื่อนไหวตามมาทันทีเป็นส่วนมาก

                รูปแบบบ price action ที่ใช้กำหนดว่าเป็น False Break ก็จะมี Pin Bars และ Engulfing Bars ที่เกิดให้เห็นตรงจุดที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านถ้ามองแบบพื้นๆ แต่ถ้ามองเรื่องออเดอร์ประกอบจะเป็นพื้นที่ๆ มี liquidity เยอะมากที่มีพวก stop orders เพราะ stop orders ทำงานเมื่อราคาตลาดหรือ market price วิ่งไปแตะออเดอร์พวกนี้ที่กำหนดเอาไว้พื้นที่ตรงนั้นเลยทำให้กลายเป็น market orders ขาใหญ่ก็จะใช้เพื่อเข้าเทรดตรงข้ามด้วยความมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามจับคู่ออเดอร์ที่พวกเขากำหนดไว้หรือ limit orders หรือเพื่อเร่งราคาไปต่อทางที่ stop orders กำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อใช้ false break กับการเทรดเทรนด้วยยิ่งดีกว่าเดิม

                False Break คือ

  1. ราคาเบรคแท่งเทียนก่อน แต่ราคาไม่สามารถปิดทางที่ราคาเบรคแท่งเทียนก่อนได้
  2. ราคาเบรค key level แต่ราคากลับวิ่งสวนทางที่ราคาเบรคและทำให้เกิดการเคลื่อนไหวสวนเทรนตามมา

                ตัวอย่างภาพด้านบน จะเห็น Pin bar และ False Break เกิดขึ้นเมื่อมองด้าน order flow อย่างกรณีที่เลข 1 ที่ลูกศรชี้จะเห็นว่าราคาดันขึ้นไปเพราะ Bulls เข้ามาคุมตลาดเลยสามารถดันราคาขึ้นไปได้ และยังสามารถดันราคาขึ้นเกินไปหรือเบรคขึ้นไปได้ อาจเพราะการปิดทำกำไรหรือการล่า stop loss เพื่อดันราคาขึ้นไปหาจุดที่จะเปิด sell ด้านบนของขาใหญ่จากขาใหญ่พวกที่เก็งกำไรระยะสั้นหรือที่ล่า stop hunt แล้วไปปิดด้านบนก็ได้ แต่ที่ปรากฏออกมาคือ sellers เกิน buyers เพราะดันราคาลงกลับมาลงมาต่ำกว่า resistance ที่เบรคขึ้นไปตอนแรก เปิดเผยเป็นความพยายามอีกรอบที่จะรักษาจุด resistance นี้เอาไว้ และเปิด sell เพิ่มและดันราคาลงมาต่อ

                ตัวแปรหลักสำคัญของ false break คือมี trapped traders คือเมื่อราคาจะลงมีเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ตรงจุดนั้นหรือราคาจะขึ้นมีเทรดเดอร์ที่เปิด short positions ตรงจุดนั้น ดังนั้นเมื่อเทรดเดอร์กลุ่มนี้ติดลบหรือกำลังติดลบมากขึ้นก็จะโดน stop out และที่ออกด้วยการปิดเองด้วย การออกจากตลาดเลยทำให้เกิด market orders ฝั่งทางที่ราคาวิ่งไปยิ่งทำให้ราคาวิ่งได้เร็วขึ้น  

                การเทรด False Break กับเทรน

                หลักการเรื่อง False Break เมื่อใช้กับเรื่องเทรนก็จะทำให้เทรนวิ่งดีขึ้นและเพิ่มความเป็นไปได้สูงในการเทรด ที่จะเปิด market orders เกิดขึ้นยิ่งเมื่อเกิดสอดคล้องกับเทรน เช่นเป็นจุดที่ trend traders ลองเข้าด้วยก็ยิ่งจะได้ market orders มาจากกลุ่มนี้เพิ่มอีก ก็ยิ่งจะทำให้ market orders ไปทางนั้นเป็นหลัก ทำให้ราคาวิ่งไปได้ง่ายหรือเทรนทำเทรนต่อไปได้ง่ายอีก อย่างในภาพประกอบด้านบน False Break เป็นการวิ่งเข้าหา buyers ที่ต้องการเทรดตอนราคา pullback กลับไปหาจุดที่ราคาเบรคขึ้นเพื่อจะเป็นการเทรดตามเทรนต่อไป เลยทำให้เป็นไปได้ยากที่ราคาจะดันผ่านไปทางที่ราคาเกิดเบรคได้ ดูจากบาร์ตอนราคาวิ่งเข้าไปหาจุดที่ทำให้เกิด false break ถ้าเป็นฝ่าย sellers เข้ามาคุมตลาดจริงราคาลงไปถึงจุดแนวรับแล้วราคาจึงขึ้นมาได้ ไม่สามารถไปต่อได้ ดังนั้น pin bar ที่เกิดขึ้นบอกว่าไม่มี sell market orders มาต่ออย่างที่บาร์ยาวๆ ตอนที่ลงมา เทรดเดอร์ที่รอเทรนตามเทรนก็จะเห็นเป็นโอกาสที่จะเปิด buy ต่อ เลยทำให้การเทรดตามเทรนทำงานดีและ trapped traders ที่เปิดตอนที่ราคาอยู่กรอบ rejection ก็จะต้องออกจากตลาดด้วยด้วยยิ่งเป็นตัวเร่งราคาได้เร็วอีก

                วีธีการเทรดมี 2 แบบ เช่นอย่างภาพด้านบน 1. เปิด buy เมื่อเกิดเบรคและราคาสูงกว่าว่า key level หรือ 2. รอให้เกิด pullback กลับมาที่ key level แนะให้ดู timeframe ย่อยลงไปเพื่อหาจุดเข้าที่ดีกว่า

                การจะเทรด false break ให้เข้าใจต้องเข้าใจเรื่องออเดอร์ว่าไม่ได้มาแค่จากรอเปิดเทรดเข้าตลาดอย่างเดียว  positions ที่เปิดอยู่ในตลาดมีส่วนสำคัญพอๆ กัน โดยเฉพาะ positions เมื่อราคาปัจจุบันวิ่งไปแล้วทำให้ positions ที่อยู่ในตลาดติดลบ การออกจากตลาดเพื่อจำกัดความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็น หรืออีกอย่างขาใหญ่ใช้เพื่อเข้าตลาดที่ราคาดีกว่า

                ขาใหญรู้ว่าจะมีการเทรดตามเทรนตรงพื้นที่แนวรับนั้นและพวกที่เปิดตรงนั้นก็จะตั้ง stop loss ด้านล่าง เมื่อขาใหญ่ต้องการจะเข้าเทรด พวกเขาต้องการมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามมากพอ สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ stop loss orders ตรงนั้นของเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ถ้าพวกเขาดันราคาไปแตะได้ก็จะเกิด sell market orders ตรงนั้นขึ้นมาทันที พวกเขาไปตั้ง buy limit orders แถวนั้นพวกเขาก็ได้เข้าตลาดที่ดีกว่า ดังนั้นการเปิดเทรดเมื่อกำหนด stop loss ต้องคำนึงจุดนี้ประกอบเพื่อตั้ง stop loss เมื่อเทรดตามข้อแรก หรือถ้าไม่อยากให้ stop loss ห่างจากจุดที่เข้าให้เปิดเทรดตอนราคา pullback กลับมาแล้วตั้ง stop loss ต่ำกว่า false break  พอส่วน take profit เบื้องต้นก็ตอนที่ราคาทำเทรนขึ้นไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น