แฟ้มเก็บเอกสารรายวัน: สิงหาคม 2, 2019


ตัวย่อสกุลเงินต่างใน Forex

คะแนนโดย admin

ตัวย่อสกุลเงินต่างใน Forex

ค่าเงินที่เทรดในตลาด Forex มีหลายค่าเงิน ค่าเงินแต่ละค่าเป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ค่าเงินเป็นเหมือนประตูของการซื้อขายในต่างประเทศ เช่น ถ้าหากว่า เราจะซื้อมะม่วงที่กัมพูชา เราก็ต้องใช้เงินกัมพูชาในการซื้อ เราไปซื้อน้ำมันจากแคนาดาก็ต้องใช้เงินแคนาดาในการซื้อ หมายความว่า ความต้องการในตัวเงินของแต่ละประเทศก็จะมีอีกหลายรูปแบบ นอกจากการซื้อขาย ซึ่งเราจะพูดถึงลักษณะของค่าเงินและทำไมมันถึงเป็นตัวแทนของประเทศ มันประกอบไปด้วยอะไรบ้างในแต่ละค่าเงิน

ค่าเงินแต่ละค่าเงินนั้นจะประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัว โดยที่  2 ตัวแรกเป็นชื่อย่อของประเทศ ขณะที่อีก 1 ตัวหลังคือตัวย่อของสกุลเงิน ตัวอย่างเช่น THB คำว่า TH คือตัวย่อของคำว่า Thai  ส่วน B คือค่าเงิน Baht ค่าเงิน USD ตัวอักษร US คือสัญลักษณ์ย่อของประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่วน D ก็คือคำว่า Dollar ซึ่งเป็นหน่วยเงินที่ใช้ในประเทศนั้น เช่นเดียวกับ GBP ที่ตัวย่อ GB ย่อมาจาก Great Britain และตัว P ย่อมาจาก Pound ซึ่งนั่นคือหลักการ โดยจะอธิบายในค่าเงินอื่น ๆ ซึ่งค่าเงินแต่ละค่าจะมีชื่อเล่นที่เรียกกัน ลักษณะเศรษฐกิจแบบไหนที่อยู่ภายใต้ค่าเงิน ค่าเงินแต่ละค่าเงินเป็นตัวแทนของอะไร ดังนี้

 

ค่าเงิน AUD

ภาพที่ 1 ตัวย่อสกุลเงิน – ประเทศออสเตรเลีย

ค่าเงิน AUD หรือ ค่าเงิน Australian dollar เป็นค่าเงินของประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียและหมู่เกาะในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตัวย่อของมันคือ A$ หรือ AU$ ก็คือตัวย่อสำหรับค่าเงิน Australian Dollar ค่าเงิน AUD มีชื่อเล่นว่า Aussie  ในปี 2016 ค่าเงินออสเตรเลียถือเป็นค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดอันดับ 5 ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9 % ของการแลกเปลี่ยนในตลาดทั้งหมด ตามหลังค่าเงิน USD ค่าเงิน EURO ค่าเงิน JPY และค่าเงิน GBP  ค่าเงิน AUD เป็นค่าเงินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรดค่าเงิน เพราะว่ามันให้อัตราดอกเบี้ยที่สูง ค่าเงิน AUD เป็นค่าเงินที่ให้ความแตกต่างในการจัดพอร์ทลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากว่า ค่าเงินนั้นผูกกับเศรษฐกิจของออสเตรเลีย แต่เนื่องจากภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่ใกล้แถบเอเชี่ยน (กลุ่มอาเซียน) จึงทำให้มีอิทธิพลของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ด้วย

ด้วยความที่มันผูกกับประเทศออสเตรเลีย สิ่งที่ผูกกับค่าเงินก็คือ ลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น สำหรับค่าเงิน AUD และประเทศออสเตรเลีย โดยประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูง มีคนจนน้อย ซึ่งถ้าหากจัดอันดับ GDP ต่อหัว Australia มี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Switzerland โดยผลิตภัณฑ์หลักจากออสเตรเลียที่นำสินค้ามาขายคือ ผลิตภัณฑ์จากการเกษตร เช่น ฟาร์มปศุสัตว์ เนื้อสัตรว์ หนังสัตว์ ข้าวสาลี เมืองแร่ เช่น ทองคำ แร่เหล็ก  โดยประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ของ Australia คือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ เกาหลีใต้ และ นิวซีแลน  ด้วยเหตุนี้ โดยเฉพาะประเทศ นิวซีแลนด์ที่เป็นคู่ค้ากันจนทำให้เศรษฐกิจเป็นแบบพึ่งพิงกัน การเคลื่อนไหวของค่าเงิน 2 ค่านี้แทบจะไม่มีค่าแตกต่างกัน

ภาพที่ 2 ตัวย่อสกุลเงิน – ค่าเงิน AUD และค่าเงิน NZD

 

ค่าเงิน GBP

ภาพที่ 3 ตัวย่อสกุลเงิน – ค่าเงินปอนด์

ค่าเงินปอนด์อังกฤษ หรือ Great Britain Pound ค่าเงินปอนด์อังกฤษ หรือเรียกอีกอย่างว่า Pound Sterling  มีชื่อย่อคือ GBP ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า Sterling ค่าเงิน 1 ปอนด์จะถูกขยายเป็น 100 Pence นั่นคือหน่วยย่อยสำหรับการเรียกค่าเงิน บางครั้งก็เรียกว่า ปอนด์  หรือชื่อเล่นที่วงการนักเทรดมักจะเรียกกันก็คือ Cable สาเหตุก็เพราะว่า การซื้อขายค่าเงิน GBPUSD นั้นจะทำการโอนถ่ายผ่าน Transatlantic Cable ส่วนคนที่ซื้อขายค่าเงิน GBPUSD ก็ถูกเรียกว่า Cable Dealers ค่าเงินปอนด์อังกฤษ เงินปอนด์อังกฤษ เป็นค่าเงินที่มีประวัติยาวนาน เนื่องจากเป็นค่าเงินที่ใช้กันในกลุ่มประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และยังใช้เป็นค่าเงินที่อ้างอิงกับค่าเงินมาตรฐานทองคำ ในช่วงก่อนสงครามโลก เป็นค่าเงินที่มีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจยุโรปรองจากค่าเงินยูโร  ค่าเงินปอนด์เป็นค่าเงินที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นอันดับ 4 รองจากค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโร ค่าเงินเยน นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในค่าเงินที่มีการสำรองในตระกราเงินในการคำนวณมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ร่วมกับค่าเงินดอลล่าร์ ยูโร เยน ปอนด์และค่าเงินหยวนของจีน

ค่าเงินปอนด์นั้นผูกกับเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ โดยเศรษฐกิจของอังกฤษนั้นเน้นไปที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำของโลก โดยปัจจุบันอังกฤษถือเป็นประเทศหนึ่งที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนประเทศ โดยอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้แก่ อุตสาหกรรมยา  อุตสาหกรรมอวกาศ อาวุธ การผลิตซอฟแวร์  อุตสาหกรรมยานยนต์  อัตรสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมการผลิต  ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมของอังกฤษนั้นค่อนข้างพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลักมากกว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  ตลอดหลายปีที่ผ่านมาค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างมากจับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะการชะงักการเติบโตของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน

 

ค่าเงิน USD

ค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา หรือ ตัวย่อ USD ค่าเงินดออล่าร์สหรัฐอเมริกา หรือ United State Dollar เป็นค่าเงินที่มีปริมาณการซื้อขายอันดับ 1 ของโลกในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากสภาพคล่องที่สูง มันยังเป็นค่าเงินที่มีสัดส่วนในการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศสูงอีกด้วย ทำให้มันเป็นค่าเงินที่ได้รับควมนิยมสูง และมีปริมาณซื้อขาย นอกจากนี้ในการแปลงค่าเงิน ค่าเงิน USD ยังเป็นค่าเงินที่ใช้เป็นฐานในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าอื่น ๆ ค่าเงินดอลล่าร์ที่มีบทบาทมาก และมากกว่าค่าเงินอื่น ๆ นั้นทำให้ปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินไม่ได้อยู่เพียงแค่ เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ยังรวมถึง ปัจจัยการเคลื่อนไหวของเงินระหว่างประเทศ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่า การจะเคลื่อนย้ายเงินก็จะนิยมเก็บไว้ในรูปดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้วถึงโอนไปประเทศต่าง ๆ  นอกจากนี้ การสำรองเงินระหว่างประเทศก็ยังเก็บในรูปดอลล่าร์สหรัฐฯ ด้วย ทำให้ไม่ว่าธุรกรรมการเงินใด ๆ ของโลก ล้วนกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯแทบทั้งสิ้น

ภาพที่ 4 ตัวย่อสกุลเงิน – USD Index

ที่มา: investing.com

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจบทบาทของสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ และน้ำมัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ซอฟแวร์ อุตสาหกรรมเคมี ปุ๋ย อุตสาหกรรมภาพยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นส่วนมาก ดังนั้นไม่แปลกใจว่าถ้าหากเกิดวิกฤติที่สหรัฐอเมริกาที่เดียวจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก

 

ค่าเงิน EUR

ภาพที่ 5 ตัวย่อสกุลเงิน – ยูโร

ค่าเงินยูโร หรือ EUR เป็นค่าเงินที่ใช้ในกลุ่มประเทศยุโรป  ซึ่งเป็นค่าเงินอย่างเป็นทางการของ 19 ประเทศ จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศ ซึ่งเรียกตัวเองว่า ยูโรโซน ค่าเงิน EURO เป็นค่าเงินที่มีการค้าขายมากเป็นอันดับสอง รองจากค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยจาก 1 ยูโร คือ 100 เซนต์ ค่าเงินยูโร เป็นค่าเงินที่มีการใช้สำรองมากเป็นอันดับ 2 ตามหลังค่าเงินดอลล่าร์เช่นเดียวกัน ด้วยสาเหตุที่มันเป็นผูกกับสหภาพยุโรป ทำให้ค่าเงินยูโร เป็นค่าเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจหลายประเทศ ทั้ง ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อิตาลี กรีซ ซึ่งแต่ละประเทศมีอุตสาหกรรรมหลายประเภทด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีบทบาทมากที่สุด คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ European Central Bank ซึ่งเป็นผู้ที่บริหารและกำหนดนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศยุโรป โดยมีคณะกรรมการจาก 19 ประเทศ โดยกลุ่มคณะกรรมการจะมีทุนจัดตั้งโดยมีกลุ่มสมาชิก 28 ประเทศเป็นเจ้าของ

 

ค่าเงิน JPY

ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น หรือตัวย่อ JPY เป็นค่าเงินของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของตลาดค้าเงิน และเป็นค่าเงินที่มีการใช้เป็นเงินสำรองเป็นอันดับ 3 ของค่าเงินสำรอง แนวคิดของค่าเงินนั้นผูกกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ดูแลนโยบายทางการเงินโดย ธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0  และอย่างที่ทราบกันดี ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในประเทศเป็นหลัก อุตสาหกรรมหลักในประเทศได้แก่ อุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของประเทศ

ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของประเทศ ที่แตกต่างจากเศรษฐกิจจีนเนื่องจากประชากรคนจีนเยอะทำให้เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่ แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่ไม่ได้มีประชากรมาก แต่มีเทคโนโลยีเป็นสำคัญ นอกจากนี้ด้วยความที่ไม่มีทรัพยากรมานัก (ยกเว้นทางทะเล) ญีปุ่นยังเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ด้วยการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมทำให้ญี่ปุ่นสามารถผ่านปัญหามาได้ทุกครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ค่าเงินของญี่ปุ่นด้วย

ภาพที่ 6  ตัวย่อสกุลเงิน – ประเทศญี่ปุ่น

ตัวย่อและเบื้องหลังเศรษฐกิจของแต่ละประเทศหลัก ๆ ในค่าเงินที่กล่าวไปแสดงความสอดคล้องกันของค่าเงินและเบื้องหลังเศรษฐกิจที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประเทศ เทรดเดอร์จึงต้องสนใจภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ความเป็นไปในโลกการเงินจากการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจด้วย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีการปิดออเดอร์ Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีการปิดออเดอร์ Forex

ในการเทรด Forex สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง เครื่องมือ บางครั้งบางระบบเทรดต้องใช้ความเร็วในการตัดสินใจเพราะว่า การเทรดนั้นเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ตัวอย่างเช่น การเทรดกราฟช่วงตลาดมีความผันผวนสูงเหมือนช่วงข่าวกำลังออก ช่วงข่าวกำลังออกเป็นช่วงที่ ตลาดมีความเคลื่อนไหวมากที่สุด ดังนั้น บางคนอาจจะเปิดเทรดหลายออเดอร์ การปิดออเดอร์ทีละออเดอร์ทำให้ราคาที่ได้แตกต่างกันมหาศาลและทำให้พลาดโอกาสทำกำไรเนื่องจากเราได้ราคาไม่ดี ดังนั้นการมีเครื่องมือช่วยแบบการปิดออเดอร์ทั้งหมด หรือ Close all order ที่เปิดอยู่จึงเป็นสิ่งจำเป็น แล้วการปิดออเดอร์มีกี่แบบกันหล่ะ เราจะมาทบทวนกันก่อน

การปิดออเดอร์

การปิดออเดอร์ ก็เป็นลักษณะคำสั่งเช่นเดียวกันกับการเปิดออเดอร์ ซึ่งการปิดออเดอร์สามารถทำได้ 3 แบบได้แก่ การปิดออเดอร์แบบ manual การปิดออเดอร์แบบใช้ Stop loss หรือ Take Profit  การปิดออเดอร์แบบใช้ Script การปิดออเดอร์แบบใช้ EA ทั้ง 3 แบบสามารถปิดออเดอร์ได้ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันมากพอสมควรดังนี้

การปิดออเดอร์แบบ manual

การปิดออเดอร์แบบ manual สามารถปิดได้จากหน้าจอเทรด โดยทำการส่งคำสั่งปิดออเดอร์  สามารถทำการ Double Click กับออเดอร์ที่เปิดอยู่ ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างปิดออเดอร์ขึ้นมาและทำการปิดออเดอร์

ภาพที่ 1 Close all Trade – การปิดมือทีละ position

นอกจากวิธีการนี้เรายังสามารถคลิ๊กขวาที่ position นั้นแล้วทำการปิดออเดอร์ก็สามารถทำได้เช่นกัน ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Close all trade – การปิดออเดอร์กับการคลิ๊กขวา

จากภาพจะเห็นว่าถ้าเราทำการเลือกออเดอร์แล้วทำการคลิ๊กขวาแล้วมันจะมี tab Close order ก็จะสามารถทำการปิดออเดอร์ได้

การปิดออเดอร์โดยการตั้ง Stop loss หรือ Take Profit

การปิดออเดอร์โดยการตั้ง Stop loss หรือ Take Profit การปิดออเดอร์ประเภทนี้เป็นการคาดการล่วงหน้า กำหนดจุดมุ่งหมายล่วงหน้าว่าจะปิดออเดอร์ช่วงราคาไหน และจะปิดกี่ออเดอร์การวางแผนไว้ล่วงหน้าทำให้มันง่าย ซึ่งการตั้ง Stop loss หรือ Take Profit ก็เป็นตัวเลือกที่ดีตัวเลือกหนึ่งสำหรับการปิดออเดอร์

การปิดออเดอร์โดยการการใช้ Script

การปิดออเดอร์โดยการใช้ Script ไม่ได้รับความนิยมมากนักเนื่องจากเป็น Function ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้คุ้นเคย การปิดออเดอร์โดยใช้ Script จะต้องไป Download Script การปิดออเดอร์มาติดตั้งเสียก่อน

ภาพที่ 3 Close all trade – การปิดออเดอร์โดยใช้ Script

การปิดออเดอร์โดยใช้ Script นั้นสามารถทำได้โดยการ Download Script แล้วนำมาติดตั้งก็จะมาโผล่ตรงไฮไลท์ 4 เหลี่ยมด้านซ้าย ดังภาพที่ 3  ซึ่งการทำงานเพื่อส่งคำสั่งปิดออเดอร์นั้นสามารถทำได้โดยการลาก Script มาใส่ในหน้าจอเทรด ก็ทำให้ออเดอร์ที่ถูกเปิดอยู่นั้นปิดลง

สำหรับการหา Script ปิดออเดอร์นั้น มีหลายแหล่งในการหา Script ปิดออเดอร์ ซึ่งแหล่งหนึ่งคือ mql4.com จะมี Script ที่คนอื่นเขียนให้บริการเต็มไปหมด และมีหลากหลาย ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 4 Close all order – แหล่ง Download Script

จากภาพ ให้เราไปที่เว็บ mql5.com ซึ่งจะมีทั้ง mql4 และ mql5 script เมื่อเราไปที่ Script ก็จะเห็นว่ามี Script ทั้งเวอร์ชั่น mt4 และ mt5 ซึ่ง สามารถดาวน์โหลดมาใช้ได้ฟรี เราก็ทำการค้นหา Search ในช่อง Search แล้วพิมพ์คำว่า Close order Script ก็จะปรากฏมาให้เลือก

การปิดออเดอร์โดยใช้ EA

การปิดออเดอร์ โดยใช้ EA ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกับการเปิดออเดอร์ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งปิดออเดอร์แบบ Script คือเมื่อ EA รันให้ทำการปิดออเดอร์ หรือแม้กระทั่งเราสามารถกำหนดเงื่อนไขของการปิดออเดอร์

ภาพที่ 5 Close all trade – ภาพแหล่ง EA

เช่นเดียวกันสำหรับ EA Close order นั้นจะสามารถได้จาก วงกลม ในช่อง Search มุมบนขวา ซึ่งเมื่อเราพิมพ์ keywords ก็จะปรากฏ EA ในคำค้นที่เกี่ยวข้องขึ้นให้เท่านั้น โดยเราก็สามารถเลือกได้ทั้ง MT4 และ MT5 เช่นเดียวกัน

ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงการปิดออเดอร์ เท่านั้น แต่ยังไม่ได้ใช่รูปแบบการปิดออเดอร์ โดยการปิด Close all รวดเดียว โดยเราจะมาดูกันทีนี้

การปิดออเดอร์แบบ Close all Trade

การปิดออเดอร์แบบ Close all Trade นั้น ส่วนมากจะใช้สำหรับการเทรด ที่เกี่ยวข้องกับการ Scalping เนื่องจากการเทรด Scalping นั้นจะใช้เวลารวดเร็วมาก ดังนั้นการเปิดออเดอร์ไว้จำนวนมากแล้วจะปิดทีเดียวได้นั้นจะต้องใช้ความเร็วสูงมาก ซึ่งการปิดออเดอร์ลักษณะนั้นไม่สามารถปิดได้ ในรวดเดียวแบบการปิดมือ แต่ก็มีวิธีการหลายวิธีในการปิดออเดอร์ดังกล่าว คือ การปิดออเดอร์โดยการตั้ง Take Profit และ Stop Loss ในจุดเดียวกัน ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 6 Close all Trade – ตัวอย่างการปิดออเดอร์ด้วย Take Profit

ในภาพที่ 6 เส้นสีแดง คือเส้น Take Profit ขณะที่กลุ่มออเดอร์คือกลุ่มสีเขียว ซึ่งถ้าหากเราตั้ง Take Profit เราก็จะสามารถปิดออเดอร์ได้ในคราวเดียวกันได้ ซึ่งการตั้ง Take Profit ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง และการตั้ง Stop loss ซึ่งการตั้ง Stop loss หรือ Take Profit ก็จะใช้ได้บางกรณีเท่านั้นไม่สามารถใช้ได้ทุกรูปแบบของการเทรด

การปิดออเดอร์แบบใช้ Script Close all

การใช้ Script Close all trade เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพทางเลือกหนึ่ง เพราะว่า สามารถปิดออเดอร์ได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถ้าหากจะปิดเฉพาะออเดอร์ที่กำไรก็จะทำไม่ได้ เพราะว่ามันจะปิดให้เราหมดเลย ดังนั้น การใช้ Function Close all trade ต้องระบุจุดประสงค์ให้ชัด ซึ่งเราสามารถหา Script Close all trade ได้ที่นี่ : https://forexmt4ea.com/close-all-trades-script-mt4/

เมื่อเราได้ดาวน์โหลดมาแล้ว ก็ให้นำ Script ไปติดตั้งที่นี่

ภาพที่ 7 close all trade – การติดตั้ง Script

ในภาพที่ 7 เราต้องไปเปิดที่ File> Open Data Folder ดังรูปในกรอบสี่เลี่ยมสีเหลือง และ กรอบสีแดง จะแสดง Folder ที่เราต้องเข้าไปแล้ววาง Script ที่เราได้ Copy มา ซึ่งเมื่อเรา Copy Script มาวางแล้ว เราก็จะสามารถใช้งานใน MT4 ได้ โดยการใช้งานสามารถทำได้ 2 แบบ คือ การลากมาใส่กราฟ และ การคลิ๊กที่ Script และคลิ๊กเลือกที่ Attach to chart ซึ่งจะทำให้ Script ทันทีและทำให้ออเดอร์ทั้งหมดปิดออเดอร์ได้ทันที

การปิดออเดอร์ โดย EA

นอกจากการปิดออเดอร์ Close all โดยใช้ Script แล้ว การใช้ EA ในการปิดออเดอร์ก็สามารถทำได้ โดยการหา EA ที่สามารถปิดออเดอร์ได้ทั้งหมด ซึ่งชื่อ ก็คือ Close all order EA ซึ่งรูปแบบของ EA ที่มีก็จะแตกต่างกันไป โดยสามารถทำเป็นปุ่มกดก็ได้ ซึ่งในตัวอย่างของผมก็จะเป็นปุ่มกด สำหรับ Close all order ซึ่งถ้ากดปุ่มเดียวก็จะปิดออเดอร์ทั้งหมดที่เปิดอยู่ทันที โดยไปดาวน์โหลดที่นี่ : https://www.forexfactory.com/showthread.php?t=594400

ภาพที่ 8 Close all Trade – EA Close order

ภาพที่ 8 แสดงภาพ EA Close order เทรด ซึ่งรุ่นนี้จะปิดแม้กระทั่ง pending order ที่เปิดอยู่ โดยกดเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขการปิดออเดอร์เทรด อาจจะแตกต่างกัน

จะเห็นว่า การปิดออเดอร์แบบ Close all ก็จะมีข้อจำกัดคือ เราต้องใช้มันให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เพราะบางครั้ง เราอาจจะไม่ได้อยากลบ pending order หรือว่า ปิดเฉพาะออเดอร์ที่กำไร ซึ่งเงื่อนไขของแต่ละเทรดเดอร์แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน แต่ว่าตัวเลือกของการปิดออเดอร์ไม่มากนัก ซึ่งต้องบอกว่า เครื่องมือเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการอำนวยความสะดวเท่านั้น ไม่สามารถทำให้ท่านทำกำไรได้ การที่ท่านจะทำกำไรได้ ท่านต้องเทรดได้กำไรได้ด้วยตัวเองเสียก่อน เครื่องมือเพียงทำให้ท่านใช้งานสะดวกขึ้นเท่านั้นเอง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีใช้ Meta Trader 4

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีใช้ Meta Trader 4

Meta Trader หรือ โปรแกรม MT4 เป็นโปรแกรมเทรดค่าเงินและโปรแกรมเทรด CFD ที่มีความนิยมสูง เนื่องจากโปรแกรมสามารถใช้ได้ง่ายไม่มีความซับซ้อน โปรแกรม MT4 สามารถตอบโจทย์เทรดเดอร์รายย่อยได้อย่างล้นหลามด้วยฟังค์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ที่ทำให้เทรดเดอร์รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ต้นเต้นในการเทรดได้อยู่ตลอด ซึ่งด้วยความที่มันได้รับความนิยมสูง เราจึงนำเสนอวิธีการใช้งาน MT4 สำหรับเทรดเดอร์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยการใช้งานแบบธรรมดาไปจนถึงการใช้งานที่สูงกว่า Function พื้นฐาน

การเรียนรู้การใช้งาน MT4 นั้นจะทำให้เครื่องมือในการเทรดของเรานั้นทรงประสิทธิภาพมากขึ้น และยังทำให้การเทรดของเราดีขึ้น แล้วอะไรบ้างที่ควรเรียนรู้ในการใช้งานคำสั่งของ MT4 โดยมีการใช้ MT4 เบื้องต้นดังนี้

  • วิธีใช้ MT4 ส่งคำสั่งเทรด

การส่งคำสั่ง MT4 ที่สำคัญประกอบด้วยการส่งคำสั่ง เทรด ซึ่งสามารถส่งคำสั่งเทรดได้หลายรูปแบบ  โดยรูปแบบการส่งคำคำสั่งสามารถแบ่งเป็น  2 แบบ รูปแบบการส่งคำสั่งแบบทันที (Instant Order) และรูปแบบการส่งคำสั่งแบบ Pending Order ซึ่งมีทั้ง Stop และ Limit Order

ภาพที่ 1 การใช้ MT4 –  แสดงการส่งคำสั่งแบบ Instant

ในภาพที่ 1 จะเห็นปุ่มสีน้ำเงินบนมุมซ้ายบน ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งแบบ Instant เราสามารถส่งคำสั่งได้ทันทีรวดเร็ว เหมาะสำหรับการส่งคำสั่งที่ต้องการตอบสนองทันทีแบบการเทรด ใน Time Frame 1 นาทีหรือเล็กกว่านั้นเช่น  Time Frame รายวินาที (มีในเฉพาะ MT5)  นอกจากการส่งคำสั่งดังกล่าวเรายังสามารถไปคลิ๊กที่คู่เงินแล้วจะปรากฏแถบคำสั่งขึ้นมาก โดยการเลือกแถบคำสั่ง ก็สามารถใช้ Key ลัดได้ ได้แก่การกด F9 ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 การใช้ MT4 – รูปแบบการส่ง Pending Order

การส่งคำสั่งตามภาพที่ 2 เป็นการส่งคำสั่งแบบ Pending Order และ Market Execution ก็สามารถทำได้ ซึ่งรูปแบบนี้เป็นรูปแบบดั้งเดิม การส่งคำสั่งมีเพียง 2 เมนูเท่านี้เท่านั้นที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการ Modify คำสั่งการใช้ Stop loss หรือ Take Profit   สามารถทำการลากเส้น Stop loss หรือ Take Profit ได้เลย ซึ่งการส่งคำสั่งออเดอร์มีรายละเอียดไม่มาก หากเราฝึกใช้ให้คล่องก็จะชำนาญเอง

  • วิธีใช้ MT4 ในการวิเคราะห์

ในส่วนของการใช้ MT4 ในการวิเคราะห์มีรายละเอียดหลายส่วน การใช้งานในการวิเคราะห์ ถ้าหากจะแบ่งรายละเอียดจะสามารถแบ่งได้เป็น การใช้ในการวิเคราะห์ที่ต้องอาศัย Indicator ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ การวิเคราะห์ที่ไม่ใช่ Indicator แต่อยู่ในหมวดของเครื่องมือที่ต้องใช้  โดยหมวดของ Indicator สิ่งที่ต้องดูคือ การใส่เครื่องมือลงในกราฟ การใช้เครื่องมือ

ภาพที่ 3 การใช้ MT4 – แสดงที่ตั้งของเครื่องมือ Indicator

การใส่ Indicator สามารถใส่มาจาก 3 จุด ได้แก่ ปุ่ม บวกสีเขียวด้านบน (ปรากฏในกล่องสีเหลี่ยมสีแดง) และกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงด้านซ้าย ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม indicator โดยการลากเข้ามาใส่ในจอ นอกจากนี้เรายังไปใส่ indicator จากปุ่ม insert ได้อีกด้วย การเพิ่ม indicator แต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ในฟังค์ชั่นด้านซ้ายมี สำหรับการลาก indicator ทำให้เราสามารถทำการ Overlay Indicator หรือ การเอา indicator มาซ้อนกันได้ การซ้อนกันของ Indicator ปรากฏในภาพที่ 3 ซึ่งเราได้แสดง Indicator Average True Range หรือ ATR ซ้อนกันกับ Stochastic Indicator การซ้อนกันแบบนี้สามารถสร้างกลยุทธ์ได้มากขึ้น เช่น การนำเอา ATR 2 ตัวที่ความเร็วแตกต่างกันมาซ้อนกัน ทำให้ใช้การตัดกันของ ATR ในการสร้างกลยุทธ์ Buy Sell ได้ซึ่งจริง ๆ แล้วการใช้แค่ ATR ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ในกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้า จะเห็นเครื่องมือที่ไม่ใช่หมวด Indicator ซึ่งประกอบด้วย การวัดคลื่อน การวัดเส้น Fibonacci การใช้ทฤษฎี Gann Fan  หรือการใช้เส้นเทรนด์ไลน์จะสามารถหาได้จากกรอบสี่เหลี่ยมตรงนั้น นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ของกราฟมาใช้ในการวิเคราะห์บน Excel โดยต้องเข้าไปที่ฐานข้อมูล

ภาพที่ 4 การใช้ MT4 – การเข้าถึงฐานข้อมูล

ในภาพการดาวน์โหลดราคาในอดีตมาทำการวิเคราะห์โดยใช้ Excel สามารถทำได้โดย การไปที่ Tools แล้วไปที่ Data Center จจจะปรากฏหน้าต่างดังรูปที่ 4 ขึ้นมา เราต้องไปเลือกค่าเงินที่เราต้องการใช้ข้อมูล เสร็จแล้วเลือก Time Frame ซึ่งในภาพเป็นการเลือกข้อมูลค่าเงิน AUDUSD และ Time Frame ที่เลือกคือ 1 ชั่วโมง จะปรากฏข้อมูลขึ้นมา  เราสามารถ ส่งออก (Export) ข้อมูลออกมาเป็นรูปแบบ Excel ได้ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้

การใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์การซื้อขายไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับการใช้ข้อมูลภาพ แต่ถ้าหากสามารถเข้าใจระบบข้อมูลนี้ได้จะเป็นประโยชน์ในการทำการทดสอบ Back Test ระบบ ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป เช่น การคำนวณหาระยะทางการเคลื่อนไหวเฉลี่ยของราคา การหาการแกว่งตัว สร้างเครื่องมือในการวิเคราะห์วิจัยค่าเงิน เช่น การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงิน ซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่ดาวน์โหลดมานี้ทั้งสิ้น

  • วิธีใช้ MT4 ในการเขียน EA

การใช้ MT4 สำหรับการเขียน EA  คือการศึกษาภาษา MQL4 ซึ่ง การศึกษาภาษา MQL4 ไม่ได้จำกัดแค่การใช้โปรแกรม MT4 เท่านั้นยังขยายเนื้อหาไปเว็บบอร์ดของ MQL4 ซึ่งมีบริการหลากหลายให้เราได้ศึกษา การเขียน โปรแกรม MT4 สามารถใช้ได้ทั้ง Expert Advisor หรือที่รู้จักกันในชื่อของ EA หรือ Indicator หรือสามารถเขียน Script ในการส่งคำสั่งได้

ภาพที่ 5 การใช้ MT4 – แสดงหน้าจอของ MQL4

Script Editor ซึ่งเป็น Function การเขียนการช่วยการทำงานแบบอัติโนมัติของภาษา MQL4 เราต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ก็มีตำรามากมายที่ให้ความรู้และสอนเขียน EA ฟรีในอินเตอร์เนท หากมีความตั้งใจและพยายามก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ไม่เกินความสามารถ โดยเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับ EA ขนาดใหญ่ที่สุดคือ

ภาพที่ 6 การใช้ MQL4 – เว็บไซต์ MQL4.com

ในภาพที่ 6 คือตัวอย่างเว็บไซต์ MQL4 ซึ่งมีทั้งคู่มือ เอกสาร และกลุ่มคนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามแหล่งข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น ทำให้ยากต่อการอ่าน แต่ว่าเนื้อหาภาษาไทยก็สามารถหาได้ตาม Google นอกจากนี้ยังมีคนรับสอนการเขียนโปรแกรม หรือสอนการเขียน EA โดยเฉพาะ และยังมีการสอนผ่าน youtube เต็มไปหมด  หรือ อีก 1 option สำหรับคนที่ต้องการเขียน EA แต่คิดว่ายากและไม่อยากเสียเวลากับ Programing ทาง Fxpro Quant ก็มี Option ในการใช้ interactive programing โดยใช้การลากและเชื่อมต่อ node ซึ่งคนไม่มีพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมก็สามารถทำได้

  • วิธีใช้ MT4 ในการทดสอบ EA

เมื่อเราเขียน EA แล้วสิ่งที่สำคัญมากก่อนการนำเอา EA ที่เราเขียน ไปใช้ คือ การนำ EA ไปทดสอบก่อน การทดสอบ EA จะแสดงให้เราเห็นว่าระบบที่เราออกแบบมานั้นจะใช้ได้หรือไม่ การจะทดสอบ ในโปรแกรม MT4 ก็มี Function ในการทำงานที่เรียกว่า Strategy Tester คือเราสามารถเขียน EA แล้วนำมาทดสอบที่นี่ได้

ภาพที่ 7 การใช้ MT4 – Strategy Tester

ซึ่ง Strategy Tester จะทำหน้าที่คล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมจริง โดยดึงเอาข้อมูลที่เราเก็บไว้ใน History Center ในการนำมาใช้ทดสอบ ซึ่งรวมถึง Swap ด้วย ดังนั้นสภาพแวดล้อมการเทรดนั้นจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างก็อาจจะมีบ้าง เช่น Spread หรือช่วงที่กราฟกระโดด ราคา Bid และ Ask ก็จะแตกต่างกัน นอกจากนี้ ถ้าหากเราทำการทดสอบกับ Strategy Tester ของ อีก Broker หนึ่งแล้วนำ EA ไปใช้กับอีก Broker หนึ่งก็จะให้ผลที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่ง การใช้ Strategy Tester กับคนละประเภท Account เช่น เปิดบัญชี Cent แต่ไปเทรดบัญชี Standard ผลการเทรดก็แตกต่างกัน เนื่องจาก Server ที่ให้บริการเป็นคนละ Server และข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาเก็บก็จะแตกต่างกัน การทดสอบกลยุทธ์จึงต้องทำบนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน และตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

จะเห็นได้ว่ารายละเอียดการใช้งาน MT4 นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก นอกเหนือจากการใช้งาน ที่กล่าวมาในเบื้องต้น คนที่เทรด Forex จะต้องมีการศึกษาข้อมูลและมีความตั้งใจในการพัฒนาระบบเทรด และความเข้าใจด้านการเทรดอย่างมาก จึงจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเทรดได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การเทรด Forex เบื้องต้น

คะแนนโดย admin

เส้น

การเทรด Forex เบื้องต้น

การเทรด Forex เบื้องต้น เป็นเหมือนกับสารบัญของความรู้สำหรับมือใหม่เอาไว้คอยศึกษาในการเทรด โดยในเบื้องต้นการเทรด Forex เราจะสามารถแบ่งได้เป็นระยะของการศึกษาตามประสบการณ์ของเทรดเดอร์ ถ้าหากเราจัดแบ่งประสบการณ์ของเทรดเดอร์เป็นระยะเราจะได้ประมาณ 4 ระยะ คือ ระดับมือใหม่  ระดับความรู้พื้นฐาน  ระดับความรู้ระดับกลาง ระดับมืออาชีพ ซึ่ง 4 ระยะจะมีไส้ในที่แตกต่างกัน ถ้าหากเรากล่าวถึงการเทรด Forex เบื้องต้น ก็มักจะกล่าวถึง ระดับมือใหม่ และ ระดับความรู้พื้นฐาน โดยมีรายละเอียดที่สมควรรู้หลัก ๆ ที่จะอธิบายในบทความนี้ดังต่อไปนี้

  • ระดับมือใหม่

ในเนื้อหาของมือใหม่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับมือใหม่มากที่สุด คือ การไม่ได้คิดถึงกำไร แต่คือการคิดถึง การใช้โปรแกรมเทรด การรู้จักกับเครื่องมือ การรู้จักกับความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและข่าว การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด  ซึ่งเนื้อหาพวกนี้จะมีรายละเอียดดังนี้

การใช้โปรแกรมเทรด

สิ่งที่เทรดเดอร์มือใหม่ต้องทำ คือ การเรียนรู้การใช้โปรแกรม และ Function การทำงานต่าง ๆ ของโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมหลัก ๆ ที่ต้องเรียนรู้คือ โปรแกรม cTrade ซึ่งเป็นโปรแกรมเทรดของโบรคเกอร์ประเภทหนึ่ง ขณะที่อีกโปรแกรมคือ โปรแกรม Meta Trader หรือ MT5 และ MT5 อันโด่งดัง นี่คือสิ่งแรก และเป็นบทเรียนเบื้องต้นสำหรับ Forex สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ คือการใช้โปรแกรม

ภาพที่ 1 การเทรด Forex เบื้องต้น – สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโปรแกรม

สิ่งที่ควรรู้ที่สุดในโปรแกรมเทรด คือ การใช้งาน สำหรับโปรแกรมเทรดนั้นออกแบบมาเพื่อให้เรารู้สำหรับการวิเคราะห์ ราคา ดังนั้นสิ่งที่เราควรรู้มากที่สุดคือ การรู้จัก indicator คืออะไร พื้นฐานของ Indicator คืออะไรสามารถแบ่ง indicator เป็นกี่ประเภท สิ่งที่ควรรู้จัก indicator ไม่ใช่แค่การใช้งานว่าต้องใช้งานอย่างไร แต่ควรรู้ถึงการคำนวณและที่มาของการคำนวณ indicator เพราะว่า สิ่งที่เราควรจะพิจารณา คือ ความสมเหตุสมผลของการคำนวณ ไม่ใช่บอกว่า ถ้า indicator บอกอย่างไรเราก็ทำตามอย่างนั้น ซึ่งทำให้การใช้งาน indicator และการทำงานของมันไม่มีเหตุผล ตัวอย่างเช่น ค่า indicator ของ Stochastic ที่แนะนำคือ 50, 5, 10 ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้ปรากฏว่า สัญญาณที่ให้มันไม่ตรงกับการเคลื่อนไหวของราคา เราต้องทราบถึงความสมเหตุสมผลของราคา ไม่ใช่เทรดโดยไม่มีความสงสัยเชื่ออย่างเดียวจะทำให้เราขาดทุนระยะยาว

การรู้จักกับเครื่องมือเทรด

การรู้จักเครื่องมือเทรดเป็นอีกเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะว่า เครื่องมือเทรดนี้เราไม่ได้กล่าวถึง Indicator แต่เรากำลังจะพูดถึง เครื่องมือประเภท EA Scrip และการใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ประเภท indicator เครื่องมือเหล่านี้จะมีความจำเป็นในการช่วยเราในการพัฒนาระบบเทรด นอกจากเครื่องมือใน Program แล้วเราต้องยังรู้จักกับเครื่องมือช่วยในการคำนวณความเสี่ยง การทำบันทึกการเทรดใน Excel หรือ การใช้ Google Sheet เพิ่มเติม เพื่อทำให้ง่ายต่อการบันทึก

เว็บของ Fxpro ของประเทศ อังกฤษ ยังมีโปรแกรม Fxpro Quant ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการเทรดทั้งหมด ได้ดีอีกด้วย

ภาพที่ 2 การเทรด Forex เบื้องต้น – โปรแกรม Fxpro Quant

โปรแกรม Fxpro Quant เป็นโปรแกรมสำหรับการพัฒนา EA และสามารถใช้ได้สองระบบ คือ cTrading และ MT4 ซึ่งการเลือกใช้โปรแกรมนี้จะทำให้เราเข้าใจเชิงระบบเกี่ยวกับระบบเทรดดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ให้เราไปหา EA หรือระบบที่ทำกำไรได้ ระบบที่ทำกำไรได้ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเขียนด้วยระบบ EA เท่านั้น การทำระบบที่จะทำกำไรได้ คือ ระบบนั้นต้องมาจากเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้ ถึงจะรู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้กำไร ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบช่วยได้

นอกจากนี้การใช้ Google Sheet ยังมีความสำคัญในฐานะการบันทึกบัญชี การบันทึกกำไรขาดทุน สิ่งที่เราต้องทำคือ การหัดทำบัญชี ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ของการลงทุน การออกแบบโครงสร้างบัญชีที่บันทึกสำหรับการลงทุน ดังนั้น การใช้เครื่องมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ ใช้เพียงแค่โปรแกรมเทรดเพียงเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับโปรแกรมอื่น ๆ อีกด้วย

การรู้จักกับความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและข่าว

ประเด็นสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้คือประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ทางเทคนิดให้ภาพ การวิเคราะห์ราคา แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุและผลของการเคลื่อนไหวของค่าเงินเลย

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น ว่า สิ่งที่เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญคือ ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ของสิ่งต่าง ๆ ในพอร์ทลงทุนของคุณ ถ้าหากคุณไม่ทราบว่า ทำไมเศรษฐกิจ หรือว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของค่าเงิน คุณก็มีความเสี่ยงในการเทรด

ภาพที่ 3 การเทรด Forex เบื้องต้น – ข่าว Forex

นอกจากทิศทางเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ส่งผลต่อความอ่อนไหวของการเคลื่อนไหวของค่าเงิน คือ ข่าวเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ข่าวเทรดอยู่ เช่น ข่าวด้านอัตราดอกเบี้ยซึ่งกระทบกับปริมาณเงินไหลเข้าไหลออกอย่างชัดเจน

การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด

เรื่องสุดท้ายของการเทรด Forex เบื้องต้น ในระดับความรู้ของมือใหม่ คือ การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด จิตวิทยาการเทรดนั้นแตกต่างจากจิตวิทยาในด้านอื่น ๆ เนื่องจาก จิตวิทยาการเทรดนั้นเป็นเรื่องของตัวเราเองล้วน ๆ จิตวิทยาในการแข่งขัน Poker นั้น จะเกี่ยวข้องกับการสร้างพฤติกรรมบางอย่าง การวางตัว การหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ การอ่านพฤติกรรมการเล่นของผู้เล่น Poker เพราะว่าเรากระทำกับคนอื่น

แต่จิตวิทยาการเทรดนั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากจิตวิทยาการเทรดนั้น เราไม่ได้เทรดกับคนอื่น สิ่งที่เราเห็นมีเพียงราคาเท่านั้น แล้วถ้าเราเห็นแค่ราคามันจะเป็นจิตวิทยาได้อย่างไร? หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ ในช่วงที่ทำให้เรารู้สึกกลัว ในช่วงที่ทำให้เรารู้สึกโลภ เคยมีคำถามกันไหมว่า ทำไมเราถึงกลัวและโลภในช่วงเวลาใดบ้าง แล้วมีคำถามแล้ว ได้หาคำตอบเพิ่มเติมบ้างไหมว่า เราจะจัดการกับความกลัวและความโลภเหล่านั้นอย่างไรดี ในส่วนของการรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด สิ่งที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญก็จะเป็นความรู้ในระดับพื้นฐานที่เราจะต้องกล่าวกันในส่วนต่อไป

  • ระดับความรู้พื้นฐาน

ในความรู้ระดับพื้นฐาน เกี่ยวข้องกับการฝึกเป็นหลัก หลาย ๆ คนบอกว่า ระดับความรู้พื้นฐานนี่ก็ Advance แล้ว ถ้าหากว่า เราอยู่ในตลาด Forex มานานพอ เราจะรู้ว่า ช่วงแรก ๆ เราเสียเวลาเรียนรู้ไปกับเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่เราไม่ได้เรียนเปล่า ๆ เพราะว่าเราเอาเงินไปทดลองนั่นนี่ด้วย ผมจึงบอกว่า การเรียนรู้ช่วงนั้น มันไม่ใช่พื้นฐาน เพราะเรายังไม่ยอมฝึกเทรดแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้จักเครื่องมือสองสามตัวก็เอาเงินไปลองเพื่อที่จะอยากได้กำไรกลับมาแล้ว นี่จึงไม่ได้เรียกว่าพื้นฐาน ความรู้ระดับพื้นฐานจึงเกี่ยวข้องกับ ตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด การสร้างเครื่องมือในการเทรด การออกแบบพอร์ทลงทุน และการฝึกเทรด

ตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด

หลายคนไม่เคยฝึกเรื่องของจิตวิทยาการเทรด วันนี้ผมมีตัวอย่างตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด การฝึกจิตวิทยาการเทรดสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการฝึกการส่งคำสั่งโดยจำกัดอารมณ์ในการเทรด การจำกัดอารมณ์ในการเทรด สามารถทำได้โดย การให้ความสนใจเฉพาะจุด เช่น การส่งคำสั่งโดยไม่สนใจว่ากราฟจะเป็นอย่างไร แต่ให้ความสนใจกับขนาดการลงทุนที่คิดไว้ว่าจะทำอย่างไรให้รอด โดยเราจะส่งคำสั่ง ณ เวลา 1 ทุ่ม ของทุกวันที่ตลาดทำการเพื่อทำให้เป็นนิสัย สิ่งที่เราจะต้องดูคือ ประเมินความเสี่ยงและใส่ Lot ในการเทรดไป ซึ่งเครื่องมือที่เราต้องใช้คือ Program Microsoft Excel หรือ Spread Sheet ของ Google ก็ได้

ภาพที่ 4 การเทรด Forex เบื้องต้น – ตัวอย่างการฝึก

จากภาพจะเห็นว่า การฝึกจิตวิทยาการเทรดนั้นไม่สนใจว่าจะเข้าราคาถูกหรือแพง แต่สนใจการบังคับ Lot การควบคุมอารมณ์ สังเกตุอารมณ์ตัวเอง การบันทึกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรในการเทรดนั้น ๆ แล้วนำมาแก้ไข ฝึกไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเคยชินและเป็นนิสัย เช่น 1000 ออเดอร์ ปัญหาของคนไทยคือ รีบรวยเร็วและไม่มีความอดทน คิดว่าตัวเองก็ทำได้แล้ว 1000 วันนั้นมันเป็นเวลาถึง 3 ปี เราก็สามารถฝึกอย่างอื่น ควบคู่ไปไม่ใช่แค่ฝึกแค่ตารางนี้ เราสามารถฝึกวิเคราะห์กราฟ ฝึกการเขียน EA เอาไปเอามาเวลาที่มีนั้นแทบจะน้อยไปเลยด้วยซ้ำ

การสร้างเครื่องมือในการเทรด

การสร้างเครื่องมือในการเทรด สำหรับเทรดเดอร์อาจจะหมายถึง EA หรือ Indicator หรือ Script สำหรับช่วยส่งคำสั่ง เราไม่ได้จำกัดว่า จะเป็นการ Download หรือเขียนขึ้นเอง ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราต้องหัดไว้ เพื่อที่จะได้ใช้ในการเทรด มันเหมือนกับการปูพื้นฐานเอาไว้นั่นเอง ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การหัดภาษา MQL ไว้จะทำให้การส่งคำสั่งนั้นง่ายกว่ามาก หรือไม่ก็สร้างเครื่องมือเองมากกว่าการคัดลอกของคนอื่นมาใช้งานแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร

การออกแบบพอร์ทลงทุน

การจัดพอร์ทลงทุนเป็นเรื่องสุดท้ายของระดับความรู้พื้นฐานในการเทรด เพราะว่า สิ่งที่เราต้องทำบ่อย ๆ คือ การออกแบบพอร์ท การออกแบบพอร์ทไม่สามารถทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว เราต้องฝึกไปฝึกมาซ้ำ ๆ ว่า องค์ประกอบของมันควรจะมีอะไรบ้าง

ภาพที่ 5 การเทรด Forex เบื้องต้น – องค์ประกอบของการจัดพอร์ท

การจัดพอร์ลงทุนนั้นจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไปเรามีความรู้มากขึ้นก็จะทำให้องค์ประกอบของการสร้างพอร์ทสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Copy Trade คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Copy Trade คืออะไร

Copy Trade คือ การที่เทรดเดอร์ลอกการส่งคำสั่งของเทรดเดอร์คนอื่น โดยมาก การคัดลอกการเทรดสามารถทำได้โดยการใช้ โปรแกรม หรือ ผ่านฟังค์ชั่นการทำงานของผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถคัดลอกผ่าน EA คัดลอกผ่านเว็บ คัดลอกผ่านสัญญาณเทรด ซึ่งโบรคเกอร์ที่ให้บริการของเรามีหลายโบรคเกอร์ โดยโบรคเกอร์ที่เป็นที่รู้จัก Zulu Trade, eToro, Darwinex, Ayondo,  นอกจากนี้มีผู้ให้บริการที่ไม่ใช่โบรคเกอร์ได้แก่ myfxbook ซึ่งเป็นเว็บไซต์ platform ทำหน้าที่แสดงข้อมูล และมี mql5.com ซึ่งเป็นชุมชนนักเทรดขนาดใหญ่ โดยนอกจากนี้ยังมี EA ที่สามารถเขียนให้ส่งสัญญาณ ไปยัง EA ที่รับสัญญาณตัวอื่นได้

ดังนั้น Copy Trade ใน Forex จึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามการ Copy Trade ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า คนไหนจะกำไรและคนไหนจะขาดทุน หรือว่าผู้ให้สัญญาณคนไหนจะทำกำไรได้ หรือไม่ สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องพิจารณาคือ การจะดูว่าวิธีการที่คนที่เราจะ Copy นั้นใช้วิธีการอย่างไร มีความเสี่ยง และผลตอบแทนอย่างไร ตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ใช้ได้มากน้อยเพียงใด

 

การพิจารณาการ Copy Trade

การ Copy Trade ที่ดีและให้กำไรนั้น จะต้องมีหลักในการพิจารณาหลาย ๆ อย่าง ซึ่งหลักการทั่วไปที่จะทำให้สามารถประสบความสำเร็จได้เราต้องมีตัวกรองที่ดีในการคัดเลือกบัญชีที่เราจะ Copy โดยในนี้จะยกตัวอย่าง การให้บริการสัญญาณเทรด หรือ Copy Trade จากโปรแกรม Meta Trader 5  ซึ่งเป็นชุมชนการเทรด Forex ที่มีขนาดใหญ่ชุมชนหนึ่ง เนื่องจากว่าการเข้าถึงรายละเอียดสามารถทำได้ง่ายกว่า โดยเงื่อนไขของการพิจารณาการ Copy Trade มีดังต่อไปนี้

หน้าตา platform MQL4

ภาพที่ 1 คือหน้าตาของโปรแกรม Copy Trade ของ MQL5.com ซึ่งเราสามารถเลือก Copy ในรูปแบบ MT4 หรือ MT5 ได้ โดยที่ในส่วนของบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ MT4 ซึ่งมีคนใช้มากกว่า ซึ่งเกณฑ์ที่เราใช้สำหรับเลือกในการ Copy Trade มีประกอบด้วย  เงื่อนไขกำไร  เงื่อนไขความเสี่ยง เงื่อนไขระบบ  เงื่อนไขความผันผวนของระบบ เงื่อนไขความต่อเนื่องของการทำกำไร และเงื่อนไขความน่าเชื่อถือ

  1. เงื่อนไขกำไร

สิ่งแรกที่เทรดเดอร์ทุกคนให้ความสนใจคือ กำไร เพราะว่านี่คือวัตถุประสงค์หลักของการเข้ามาลงทุนในตลาด ซึ่งเงื่อนไขง่าย ๆ ที่ทุกคนต้องการคือ กำไรสูงสุด ที่ความเสี่ยงต่ำสุด ซึ่งกำไรสูงสุดอาจจะไม่ได้หมายความว่า เป็นบัญชีให้บริการ Copy Trade ที่ทำกำไรได้สูงสุด เพราะว่า การทำกำไรได้สูงสุดอาจจะมีความเสี่ยงที่สูงสุดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยการดูกำไรเราจะไปดูเงื่อนไขของกำไรโดยเว็บไซต์ MQL5 จะมีการจัดลำดับกำไรว่าผู้ให้บริการท่านไหนที่มีผลตอบแทนกำไรสูงสุดอยู่ ดังนี้

แสดงบัญชีเทรดตามกำไร

จากภาพข้างต้นจะเห็นว่า ถ้าหากเราเลือก Maximum Profit ก็จะแสดงบัญชีเทรดโดยเรียงลำดับกำไรมาให้ โดยบัญชีเทรดที่ทำกำไรได้ สูงสุดก็จะจัดอยู่ในอันดับแรก ซึ่งในนั้นก็จะมีอัตรากกำไร 11,314 % อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่กำไรต่อเดือนหรือต่อปี แต่เป็นกำไรที่สะสมมา ไม่ต้องตกใจครับ มันอาจจะสะสมมาจำนวน 10 ปีก็ได้ สิ่งที่ต้องสังเกตุในนี้คือจำนวนกำไร เราสามารถเลือกคนที่เราสนใจได้เลย โดยจุดที่ต้องดูก็คือ ในแต่ละบัญชีจะแสดงจำนวนคนที่เขา Copy คนนี้อยู่ ซึ่ง จำนวนคนนี้หมายถึง ความนิยมในการเทรด ซึ่งจะเห็นว่า อันดับ 2 ระบบ ForexSTAY SIGTH SET 01 มีจำนวนคน Copy 377 คน ขณะที่ ระบบ Forex Stay Sight 06 มีคนติดตามจำนวน 8 คน แต่ว่า คนนั้นเป็นคนเดียวกัน  ซึ่งเราต้องระวังให้ดีครับ ดังนั้น เราต้องไม่สนใจแค่จำนวนกำไรเพียงอย่างเดียว

  1. เงื่อนไขระบบ

เมื่อเราเลือกระบบมาแล้ว สิ่งที่เราต้องดูต่อไปคือ เงื่อนไขของระบบ  เงื่อนไขของระบบคือ เงื่อนไขที่จะทำให้กำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นกับตัวเรา มีบางระบบที่ทำให้เจ้าของได้กำไร แต่ว่าพอ Copy Trade นั้นจะไม่มีกำไร สาเหตุนั้นมาจากหลายสาเหตุซึ่งเราไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือระบบที่ไม่ Stop loss เราจะไม่ทำการ Copy เด็ดขาด  นอกจากนี้ถ้าเป็นระบบ Martingale เราก็จะไม่ทำการให้เครดิตระบบนั้นเพราะว่ามันมักง่ายเกินไปในการเทรด ใครก็สามารถไปหา EA martingale สักตัวมาใช้เทรด ถ้าหากต้องเสียตังค์มา Copy แล้วต้องเจอกับ Martingale สู้ดาวน์โหลดของฟรีมาเทรดดีกว่า อีกเงื่อนไขของระบบที่ต้องรู้ไว้คือ ถ้าหากเป็น EA Scalping เราต้องให้ความสำคัญว่าจะ Copy หรือไม่เพราะว่า EA ประเภท Scalping ทำให้การส่งคำสั่งนั้นต้องแน่นอนแม่นยำ เมื่อเรา Copy สัญญาณ เราไม่รู้ว่าเงื่อนไข โบรคเกอร์ของผู้ให้บริการนั้นเป็นอย่างไร ทำให้เราเสียเปรียบ เขาอาจจะใช้โบรคเกอร์ที่มีค่า Spread ต่ำมาก ขณะที่โบรคเกอร์ที่เราใช้มี Spread สูง เมือ่ Spread สูง เมื่อเขาปิดออเดอร์ เราอาจจะยังไม่กำไร แต่เราก็ปิดตามสัญญาณของเขาทำให้เราขาดทุน หรือแม้แต่ในบางกรณี ที่มีคนที่ใช้ต่างโบรคเกอร์ หรือสถานที่ของ Server ที่แตกต่างกันทำให้ ระยะเวลาที่หน่วงในการส่งคำสั่งมันแตกต่างกัน กล่าวคือ เขาส่งคำสั่งออกไปเมื่อ 3 นาทีทีแล้ว เมื่อสัญญาณส่งมา ราคาก็ไปไกลแล้ว ทำให้การส่งคำสั่งของคน Copy ล่าช้า เป็นต้น

การดูระบบ

ตัวอย่างเบื้องต้นเลยสำหรับการดูว่า เป็นระบบ Martingale หรือไม่ คือ การดูจำนวน Lot ซึ่งเราสามารถไปดูในหน้า Trade History ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถแกะระบบเทรดได้จากตรงนี้อีกด้วย โดยการศึกษาจุดเข้าจุดออกวิธีการเข้าออก การตั้ง Stop loss มีหรือไม่ การกำหนวิธีการเทรดผ่านโบรคเกอร์ที่เขาใช้ว่า เขาใช้ Broker ประเภทไหนมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือโบรคเกอร์ที่ไม่เป็นที่รู้จักเป็นต้น

  1. เงื่อนไขความผันเสี่ยง

เมื่อกี๊เราได้ดูเงื่อนไขของกำไรและระบบแล้ว ต่อด้วยเงื่อนไขความเสี่ยง เงื่อนไขความเสี่ยงนั้นเกี่ยวข้องกับการแกว่งตัวของกำไร ซึ่งต้องดูว่าในยามขาดทุนนั้น ขาดทุนเท่าไหร่ คิดเป็นอัตราเท่าไหร่ต่อกำไรที่ทำได้

ภาพ Drawdown ของระบบ

ในภาพที่ 4 ถ้าหากเราไปดูที่ Risk ของแต่ละบัญชี เราจะพบ Drawdown ในกราฟที่ 2 ซึ่งถ้าหากเราฝากเงินเข้าเทรด 10,000 เหรียญแล้วเจอ Drawdown อย่างในภาพ คือ 20 % หมายความว่าเงินของคุณลดลงไปเหลือ 8000 เหรียญ คุณมีความรู้สึกอย่างไร ให้ความรู้สึกอย่างไร คุณยังรู้สึกดีอยู่หรือไม่กับระบบเทรดนั้น โดยทำการเปรียบเทียบกับผลกำไรที่ทำได้ของระบบเมื่อเรานำมาพล็อตแล้วเปรียบเทียบกับระบบอื่น ๆ เราก็จะเข้าใจ โดยการเทรดที่เราจะต้องดูคือเราต้องดู Stop loss ประกอบใน History ด้วย

  1. เงื่อนไขความต่อเนื่องของการทำกำไร

ความต่อเนื่องของกำไร คือ สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้จะเป็น % ที่ไม่มาก แต่ว่าทำกำไรได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่เจอกับการขาดทุนหนักหน่วง ซึ่งเงื่อนไขของกำไรต่อเนื่องต้องสมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น การทำกำไรได้ประมาณ 3 – 5 % ต่อเดือน แต่ต้องมาเจอขาดทุน 20 % ใน 1 เดือน ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เรียกว่ากำไรที่ทำได้มีความเสี่ยงที่จะสูญกำไรไปในพริบตา

ภาพ อัตรากำไรต่อเดือน

โดยเราสามารถดูได้จาก Account และแสดงเป็นอัตรากำไรต่อเดือน ซึ่ง เราสามารถดูการแกว่งตัวของกำไรที่สามารถทำได้ของแต่ละบัญชี เพื่อดูว่า การแกว่งตัวขึ้นลงของกำไรมีความสม่ำเสมอหรือไม่ และในช่วงที่กราฟเทรดยาก ๆ บัญชีเทรดมีปัญหาในการจัดการระบบหรือไม่ โดยที่ไม่เผชิญกับภาวะขาดทุน

  1. เงื่อนไขความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของระบบ นั้นในโปรแกรม MT5 สามารถใช้การจัดอันดับในแถบ Reliability ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้จำนวนผู้ติดตาม และระบบที่ใช้เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย

ภาพจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ นั้นจะสร้างความมั่นใจให้เราได้ระดับหนึ่งว่าระบบเทรดจะไม่ผิดพลาด แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าการเทรดจะกำไร ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกพอสมควรที่เทรดเดอร์จะต้องทำกำไรบ้าน เพื่อท่ะจร้างกำไรให้ตัวเองอย่างยั่งยืน การ Copy Trade เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การเทรดข่าว Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

การเทรดข่าว Forex

ข่าว Forex เป็น เนื้อหาที่แสดงความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ซึ่งความเกี่ยวข้องของข่าว Forex นั้นมีความสำคัญต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในโลกที่เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็วเช่นนี้  ตลาดได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่รู้ว่ามาจากไหน ดังนั้นสิ่งที่เทรดเดอร์ควรจะได้เรียนรู้จากข่าวคือ  Economic indicator และเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ประกาศออกมา ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวในตลาดเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามมันเป็นข้อมูลที่ออกมานั้นมีจำนวนมาก และเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา บางครั้งใน 1 วันอาจจะมีข่าวที่มากมายหลายข่าว นั่นหมายความว่า  แล้วข่าวไหนกันหล่ะที่จะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว Forex บ้าง  และเทรดเดอร์อยางเรา ๆ ควรให้ความสนใจเพื่อจะสร้างโอกาสทำกำไรและสร้างความสำเร็จในการเทรดในระยะยาว

 

ข่าวที่ควรให้ความสำคัญ 5 ข่าวในตลาด Forex

  1. ข่าวการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

ข่าวเรื่องการตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เป็นข่าวที่ออกมาแล้วกระทบกับการเคลื่อนไหวของ Forex หรืออัตราแลกเปลี่ยนมากที่สุด สาเหตุเนื่องจาก การเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้น เกี่ยวข้องกับอุปสงค์และอุปทานของเงินอย่างชัดเจน  อุปสงค์และอุปทานของเงินส่วนหนึ่งกำหนดมาจากอัตราดอกเบี้ย นั่นคือ ถ้าหากว่า ประเทศ A ให้อัตราดอกเบี้ย 12 % ขณะที่ประเทศออสเตรเลียอาจจะให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 10 % เมื่อคนมีเงินฝากในประเทศออสเตรเลียเห็นว่า เงินส่วนต่าง 2 % ต่อปีที่จะได้แบบไม่ต้องเสี่ยงคือสิ่งที่คุ้มค่ากับการย้ายเงินเข้ามาในประเทศไทย เขาก็จะทำการย้ายเงินฝากมา เพราะแรงจูงใจด้านอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกัน  การย้ายเงินฝากมานั้นจะต้องขายเงินของประเทศเขา ซึ่งทำให้ค่าเงิน AUDUSD ถูกขายออกไป แล้วจะได้มาเป็นดอลล่าร์ เมื่อได้เงินดอลล่าร์มาก็นำมาซื้อเงินบาท USDTHB แล้วเอาเงินไปฝากในธนาคารในไทยก็จะได้ดอกเบี้ย 12 % ซึ่งกระบวนการซื้อขายที่กล่าวมานี้แหละครับ ที่ทำให้ความต้องการเงินไทยสูงขึ้น และความต้องการเงินออสเตรเลียดอลล่าร์ลดลง ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายเงิน เมื่อมีความต้องการมากขึ้นก็จะทำให้ราคาสูงขึ้น ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว

ด้วยสาเหตุที่อธิบายมานี้ทำให้ข่าวอัตราดอกเบี้ยมีผลอย่างมากต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน โดยข่าวที่เกี่ยวข้องกับอัตราดอกเบี้ยนั้นสามารถออกมาได้จากทุกธนาคารคารกลาง ไม่ว่าจะเป็น ธนาคารกลางสหรัฐ ฯ หรือ Fed ธนาคารกลางอังกฤษ ธนาคารกลางญี่ปุ่น กลุ่มสหภาพยุโรปฯ เป็นต้น ข่าวเหล่านี้ก็จะกระทบกับค่าเงินหลัก ๆ เท่านั้น อ้าว!! ถ้าอย่างนี้เราควรดู ข่าว Forex ที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยจากที่ไหนบ้าง ซึ่งประเทศที่เราควรให้ความสนใจมากที่สุดโดยเรียงลำดับตามความสำคัญคือ  ธนาคารกลางสหรัฐฯ ธนาคารกลางญี่ปุ่น  ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ  ธนาคารกลางสวิสเซอร์แลน  ธนาคารกลางออสเตรเลีย  ธนาคารกลางแคนาดา ตามลำดับ

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า จะต้องดูเฉพาะข่าวของตัวเอง ค่าเงินของตัวเองเท่านั้น ซึ่งก็อาจจะจริงส่วนหนึ่งหนึ่ง แต่ก็อย่าลืมว่า ค่าเงินนั้นมีความเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกันอยู่ และการเทรดค่าเงินนั้นต้องดูอย่างน้อย 2 ข่าว เพราะว่าค่าเงินถูกพล็อตเป็นคู่ นั่นเช่น EURUSD อย่างไรก็ตาม ประเทศต่าง ๆ ก็เป็นคู่ค้าระหว่างกัน เช่น ถ้าหากว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซา แล้วสหรัฐฯ ค้าขายกับญี่ปุ่นก็จะซบเซาไปด้วย

ภาพที่ 1 ข่าว Forex – ข่าวอัตราดอกเบี้ยแคนาดา

ในภาพเป็นข่าวอัตราดอกเบี้ยของประเทศ Canada แสดงในเว็บไซต์ forexfactory.com ซึ่งปกติแล้วข่าวอัตราดอกเบี้ย จะไม่ได้ประกาศเพียงแค่อัตราดอกเบี้ย แต่ยังรายงานข่าวนโยบายการเงินอื่น ๆ อีกด้วยในช่วงเวลาเดียวกัน ในภาพเป็นตัวอย่างของข่าว BOC Mentary Policy Report และ BOC Rate Statement รวมทั้ง Overnight Rate  ซึ่งข่าวทั้งหมดจะออกมาในเวลาเดียวกันดังตัวอย่างในภาพ ผลก็คือ ผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน CAD ก็จะรุนแรงมาก เนื่องจากมีอิทธิต่อการเปลี่ยนแปลงสูงเช่นเดียวกัน สังเกตุได้จากสี่เหลี่ยมสีแดงด้านข้างซึ่งแสดงถึงผลกระทบของข่าว

  1. ข่าว GDP

ข่าว GDP หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ  ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ คือ ยอดผลิตสินค้าหรือบริการที่คนทั้งประเทศผลิตได้ โดยไม่ได้นับว่าคนผลิตสัญชาติอะไร แต่เข้ามาผลิตในประเทศ ตัวอย่างเช่น ผมสร้างบ้านขายหลังละ 1 ล้านบาท การสร้างนี้ก็เรียกว่า ผลิตภัณฑ์ที่สร้างขึ้น   แต่ถ้าหากเราให้เงินขอทาน นับว่าขอทานไม่ได้สร้าง GDP เพราะว่า ขอทานไม่ได้ผลิตอะไรแม้แต่สินค้าและบริการ คือเป็นเงินโอน ดังนั้นการนับ GDP หมายความว่า มีคนต้องการสินค้าหรือบริการนั้น ๆ จึงมีการผลิต เพราะว่าถ้าหากผลิตขึ้นมาแล้วขายไม่ได้ก็จะไม่สามารถนับได้ว่าสร้างขึ้น ซึ่งถ้าหากว่าประเทศไหนมี GDP แสดงว่ามีการบริโภคสินค้าบริการ เมื่อมีการบริโภคที่มากก็แสดงเศรษฐกิจได้ขยายตัวหดตัวก็ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของคนในประเทศ อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้หมายความว่า จะมีแค่ในประเทศ ตัวอย่างเช่น ผมรับออเดอร์จากกัมพูชา ส่งออกแชมพู ซึ่งกัมพูชามีความต้องการแชมพูไทย จึงได้สั่งเข้ามา จึงเรียกว่าเราผลิตขึ้นนี่จึงทำให้ GDP มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจ การค้าและอัตราแลกเปลี่ยน เมื่อเกี่ยวข้องกับการค้าก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนเพราะว่า ต้องแลกเป็นเงินไทยก่อนถึงจะซื้อก็จะมีความต้องการเงินไทยสูงขึ้น โดยข่าว GDP มีตัวอย่างดังนี้

ภาพที่ 2 ข่าว Forex – แสดงข่าว GDP

ภาพที่ 2 แสดงข่าว GDP รายเดือนของอังกฤษ ซึ่งเป็นรายงานประจำเดือน โดยข่าวนี้มักจะออกมาคู่กับ ข่าวการผลิตสินค้า ซึ่งอยู่ในหมวดที่เกี่ยวข้องกัน ในภาพจะเห็นว่าเป็นข่าว Manufacturing Production รายเดือนที่พวกมากับข่าว GDP การที่ข่าวแบบนี้ออกมาก สะท้อนว่าการผลิตของประเทศเป็นอย่างไร ทำให้ค่าเงินปอนด์นั้นได้รับแรงกระเพื่อมจากการรับรู้ข่าวของเทรดเดอร์ในตลาด

  1. ข่าวอัตราเงินเฟ้อ หรือ CPI

อัตราเงินเฟ้อ หรือ Consumer Price Index โดยทั่วไปแล้วอัตราเงินเฟ้อนั้นไม่มี แต่สิ่งที่มีคือ ดัชนีราคาสินค้า ดัชนีราคาสินค้านั้นมี 2 คือ ราคาสินค้าผู้บริโภค กับราคาสินค้าผู้ผลิต ซึ่งการคิดเงินเฟ้อ หรืออัตราเจริญเติบโตทางเศรษบกิจนิยมใช้ดัชนีราคาสินค้าผู้บริโภคมากกว่า ซึ่งชื่อก็บอกอยู่เนื่องจากความเกี่ยวพันมันเกี่ยวกับการบริโภค ดังนั้นมันจึงเกี่ยวกับ GDP เพราะ GDP คือการผลิต และ CPI คือราคาของสินค้า ทำให้เกิดการเติบโต อย่างไรก็ตาม CPI จะมีผลน้อยกว่า ตัวแปร 2 ตัวแรกที่กล่าวมาเพราะว่า เป็นตัวแปรที่อยู่ภายในของตัวแปรใหญ่ ๆ อีกทีหนึ่ง

ภาพที่ 3  ข่าว Forex คืออะไร – แสดงดัชนี CPI ของจีน

ในภาพจะแสดง ดัชนี CPI ร่วมกับ ดัชนี PPI หรือก็คือ ดัชนีราคาผู้ผลิต หรือ Producer Price Index อย่างที่ผมได้อธิบายครับ ซึ่งในนั้นจะสังเกตุเห็นว่า ความรุนแรงของข่าวมันไม่มากนักเป็นสีน้ำตาลและสีเหลือง

  1. ข่าวอัตราการว่างงาน หรือ จ้างงาน

ข่าวอัตราการจ้างงาน หรือว่างงานนั้น เป็นเหมือนกับข่าวฝั่งรายได้ ซึ่งจากข่าวแรก เป็นข่าวอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ข่าว GDP คือ จำนวนการผลิตสินค้า ขณะที่ CPI คือราคาสินค้า แล้ว Employment ก็คือรายได้ของประชาชนที่จะมาซื้อสินค้าหรือบริการ ดังนั้น ข่าวนี้ก็จะเป็นอีกข่าวที่เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจ ซึ่งตอบโจทย์ว่าทำไมค่าเงินถึงเคลื่อนไหว ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 4 ข่าว Forex – ข่าวอัตราการจ้างงาน

จากภาพเป็นข่าวอัตราการจ้างงานของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งแสดงการเปลี่ยนแปลงที่มาก ของค่าเงิน โดยให้เรท สีแดงโดยเว็บ Forexfactory ข่าวดังกล่าวมักจะออกมาคู่กกัน คือ การเปลี่ยนแปลงการจ้างงาน และ อัตราการว่างงาน ซึ่งเป็นข่าวที่สำคัญทั้งคู่ จึงทำให้ผลการเคลื่อนไหวของค่าเงินนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงได้รุนแรง

  1. ข่าว FOMC

ข่าว FOMC  คือการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของสหรัฐฯ  หรือ Federal open Market committee อย่างที่ชื่อบอกว่าคือคณะกรรมการนโยบายการเงิน ดังนั้นจึงมีหน้าที่ในการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ แม้จะเป็นแค่ประเทศเดียวแต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ค่าเงินสหรัฐฯ นั้นมีสัดส่วนอยู่ในเงินสำรองของประเทศต่าง ๆ มากที่สุด นอกจากนี้ ยังเป็นเงินที่ใช้เป็นฐานค่าเงินของทุกค่าเงิน เช่น EURUSD GBPUSD AUDUSD USDJPY เพียงเท่านี้การเคลื่อนไหวของข่าว FOMC ก็ทำให้ค่าเงินหลักทุกค่าที่เราเทรด เคลื่อนไหวทั้งหมดแล้ว ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมข่าว FOMC ถึงมีความสำคัญ

ภาพที่ 5 ข่าว Forex – แสดงการประชุม FOMC

จะเห็นว่าในวงกลมการประชุม FOMC จะมีผลกระทบระดับแดงเกิดขึ้น นั่นเผยว่า ผลกระทบของการประชุม FOMC นั้นทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวได้มาก

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ICHIMOKU Kinko Hyo คืออะไร

คะแนนโดย admin

ICHIMOKU Kinko Hyo คืออะไร

ICHIMOKU Kinko Hyo ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า Ichimoku เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สร้างอยู่บนกราฟแท่งเทียน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์การเคลื่อนไหวของราคา โดยมันถูกพัฒนาในช่วงปลายปี 1930 โดย Goichi Hosoda ซึ่งเป็นนักวารสารชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อที่เป็นที่รู้จักกันคือ Ichimoku Sanjin ซึ่งสามารถแปลความหมายได้ว่า สิ่งที่ผู้ชายที่อยู่บนเขาได้เห็น เขาใช้เวลากว่า 30 ปี ทำให้เทคนิคนี้สมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะเผยแพร่ให้กับสาธารณชน ในปี 1960

ส่วน Ichimoku  Kinko Hyo สามารถแปลความหมายได้ว่า ความสมดุลภายในการเหลือบมองเพียงครั้งเดียว  ซึ่งบางครั้งอาจจะเรียกว่า One Glance Cloud Chart ซึ่งอยู่บนเทคนิคที่เรียกว่า Clouds ที่เป็นลักษณะของ Ichimoku Charting

Ichimoku เป็นเครื่องมือที่อยู่บนพื้นฐานของ เส้น MA ที่บอกเทรนด์ เป็นระบบการบอกเทรนด์อย่างหนึ่งเพราะว่า มันประกอบไปด้วยกราฟแท่งเทียน ที่ให้ภาพของ Price Action ได้ด้วย ความต่างของ Moving Average กับ Ichimoku คือวิธีการที่เส้น Ichimoku สร้าง โดยใช้ 50 % ของราคา High และราคา Low แทนที่จะใช้ราคาปิดในการคำนวณ โดย Ichimoku นั้นใช้ปัจจัยเรื่องเวลาในการเพิ่มองค์ประกอบในการตัดสินใจ ซึ่งคล้ายคลึงกับ แนวคิดการเทรดของ William Delbert Gann

ภาพที่ 1 Ichimoku คืออะไร – ภาพ ichimoku indicator

ในโลกตะวันตก มันถูกเรียกว่าเป็น Graphic Environment เนื่องจากความจริงที่ว่า ผู้เขียนไม่ได้แปลคู่มือการใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน หรือ สเปน  อย่างไรก็ตาม  อิชิโมกุยังถูกรวมเข้ากับทฤษฎีอื่นที่ทำให้เครื่องมือดีขึ้น ซึ่งได้แก่ Time Theory ,  Wave Movement Theory และ Target Price Theory

 

องค์ประกอบของ Ichimoku Graphic Environment

Indicator Ichimoku มีองค์ประกอบหลัก ๆ 5 ส่วน โดยจะขออธิบายเป็นส่วน ๆ ไปและสามารถหาได้ในโปรแกรม MT4 ซึ่ง สามารถ Add ค่าได้เลย และมันจะแสดงชื่อเรียกต่าง ๆ โดยเราจะแสดงให้มันสอดคล้องและเรียงลำดับพร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Ichimoku คืออะไร – การตั้งค่า Ichimoku

Tenkan-Sen  – การคำนวณ Tenkan sen ทำได้โดยใช้ ราคา (Highest High + Lowest Low)/2 ในช่วง 9 แท่งที่ผ่านมา มันถูกใช้เป็นเส้นสัญญาณหลักในการเทรด ซึ่งสามารถบอกได้ว่าเป็นเส้นจุดเปลี่ยนของเทรนด์ โดยใช้ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดในช่วง 9 แท่งที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความดังนี้ “ Tenkan Sen คือ indicator ที่บอกเทรนด์ของตลาด ถ้าเส้นสีแดงเคลื่อนไหวขึ้นหรือลง มันบอกว่าตลาดกำลังมีเทรนด์ ถ้ามันเคลื่อนไหวเป็นแนวนอนหมายความว่าตลาดนั้นเคลื่อนไหวแกว่งตัว

ภาพที่ 3 Ichimoku คืออะไร – แสดงเส้น Tenkan – Sen

ภาพที่ 3 แสดง เส้น Tenkan Sen ในเส้นสีแดงที่อยู่ในกรอบสีเหลี่ยมสีเหลือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับแรก และเป็นเทรนด์ที่บอกเทรนด์เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของเส้นนี้จะบอกการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ได้ทันที

Kijun-Sen  การคำนวณ (Highest high + Lowest low)/2 สำหรับแท่งเทียนที่คำนวณคือ 26 แท่งที่ผ่านมา มันคือเส้นยืนยันสัญญาณเทรด เส้นแนวรับแนวต้าน และสามารถใช้เป็นเส้น Trailing Stop เส้น Kijun Sen ทำหน้าที่เป็น Indicator ของราคาในอนาคต ถ้าราคาสูงกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันสามารถไต่ขึ้นสูงกว่าเดิม ถ้าราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันก็จะลงได้มากกว่าเดิม

ภาพที่ 4 Ichimoku คืออะไร – แสดงเส้น kijun-Sen

เส้นนี้คือเส้นให้สัญญาณการเทรดที่ทำหน้าที่ให้สัญญาณกับเส้น Tenkan Sen ซึ่งหลักการใช้งานก็เหมือนกันกับเส้น Moving Average การกำหนดเทรนด์จะต้องกำหนดจากเส้น Tenkan Sen และ Kijun Sen ร่วมกัน หมายความว่า ถ้าหากเทรนด์ขาขึ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเส้น Tenkan Sen นั้นอยู่สูงกว่า Kijun Sen คือเทรนด์ขาขึ้น ขณะที่เทรนด์ขาลงคือ Tenkan San นั้นอยู่ต่ำกว่า Kijun Sen นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นเสมือนแนวรับแนวที่สองของเทรนด์ขาขึ้นในกรณีที่มีการเปลี่ยนเทรนด์

Senkou Span A  การคำนวณ (Tenkan-sen + Kijun-sen)/2 ใช้โพสต์ไปข้างหน้า 26 แท่งข้างหน้า ซึ่งเรียกว่า Leading Span 1 ซึ่งเส้นนี้ทำให้เกิด kumo หรือ cloud ถ้าราคาอยู่สูงกว่า Senkou span ดังนั้นเส้นแรกคือ ระดับแนวรับแรก ขณะที่เส้นล่างคือแนวรับที่ 2

Senkou Span B  คำนวณจาก (highest High + lowest low)/2 ใช้คำนวณกับแท่งที่ผ่านมา 52 แท่ง แต่ว่าพล็อตไปข้างหน้า 26 แท่งข้างหน้า เรียกว่า Leading Span 2 เส้นนี้ทำให้เกิด Kumo อีกเช่นกัน

Kumo คือ พื้นที่ระหว่าง Senkou span A และ B หรือเรียวกว่า Cloud หรือ เมฆ เส้นของของเมฆ จะทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้าน Kumo Cloud จะเปลี่ยนรูปร่างและความสูงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงราคา ซึ่งความสูงของ Cloud แสดงความผันผวนของการเคลื่อนไหวของราคาที่ทำให้รูปแบบของเมฆสูงขึ้น ซึ่งสร้างแนวรับและแนวต้านที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อเมฆบางขึ้นจะทำให้เกิดแนวรับแนวต้านที่อ่อนแอ ราคาจะเกิดการเบรครูปแบบเมฆที่บาง

ภาพที่ 5 Ichimoku คืออะไร? – แสดงภาพ Kumo Up และ Down

ภาพ highlight Kumo คือ ภาพก้อนเมฆ 2 ก้อน คือ ก้อนในไฮไลท์สีเหลือง คือ kumo ตอนขาลง โดยที่จะแสดงเป็นกลุ่มเมฆสีม่วงอ่อน ๆ ขณะที่ถ้าหากว่าเป็นกลุ่มเมฆขาขึ้น หรือ Kumo up จะแสดงเป็นสีน้ำตาล โดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้แบ่งว่าเป็น Kumo ขาขึ้นหรือขาลงไว้

โดยทั่วไปแล้ว ตลาดจะเป็นภาวะตลาดกระทิงเมื่อ Senkou Span A อยู่สูงกว่า Senkou Span B เมื่อตลาดเป็นตลาดหมี ก็ต่อเมื่อ Senkou Span B อยู่สูงกว่า Senkou Span A  เทรดเดอร์มักจะมองหา Kumo กลับด้านกันในอนาคต ซึ่ง Senkou Span A และ B ได้เปลี่ยนตำแหน่งกันเนื่องจากกว่ามันเป็นสัญญาณบอกต่ำแหน่งของการกลับตัวของเทรนด์ที่น่าจะเป็น

นอกจากนี้ความหนาของเมฆ ความแข็งแกร่งของเทรนด์สามารถดูได้จากองศาของมัน ถ้าเทรนด์ขาขึ้นก็จะมีองศาขึ้น และถ้าเป็นขาลงก็จะเป็นตลาดหมีจะมีองศาเอียงลง เมฆใด ๆ ที่อยู่ข้างหลังราคาก็จะแสดงเป็น Kumo Shadows

Chikou Span

Chikou Span คำนวณ : ราคาปิดวันนี้จะถูกพล็อตย้อนหลัง 26 วันในกราฟ ซึ่งถูกเรียกว่า lagging Span ถูกใช้เป็นแนวรับแนวต้น ถ้า Chikou Span หรือ เส้นสีเขียวตัดกับราคาเป็นสัญญาณซื้อ และถ้าเส้นสีเขียวตัดกับราคาจากด้านบนลง คือสัญญาณ Sell

ภาพที่ 6 Ichimoku คืออะไร? – Senkou Span

วิธีการใช้งาน

การใช้งานสำหรับการส่งคำสั่ง Buy Sell  สำหรับ Ichimoku นั้นต้องใช้สัญญาณหลายสัญญาณประกอบกัน ซึ่งได้แก่ การตัดกันของเส้นสีแดงและสีน้ำเงิน ซึ่งเส้นสีแดงและสีน้ำเงินนั้นจะทำหน้าที่บอกทเรนด์ และบอกแนวรับและแนวต้านแรก

ภาพที่ 7 Ichimoku คืออะไร ? –  แสดงจุดเข้าเทรด

ในสี่เหลี่ยมสีเหลืองของภาพที่ 7 จะเห็นว่า สีเหลี่ยมภาพแรกแสดง การตัดกันของเส้นสีแดงและสีน้ำเงิน สีแดงสูงกว่าเส้นสีน้ำเงินหมายความว่า สัญญาณ Buy มาถึงแล้ว แต่เนื่องจากเราต้องการสัญญาณยืนยันในการเทรด เราจะต้องดูเมฆว่ามีการให้สัญญาณเทรดสอดคล้องกันหรือไม่ แต่เนื่องจาก Kumo นั้นถูก โพสต์ไปข้างหน้าถึง 26 แท่งทำให้การดูสัญญาณยืนยันนั้นต้องดูทางด้านขวาของจอ จะปรากฏในสีเหลี่ยมสีเหลืองที่ 2 จะเห็นว่าเมฆนั้นค่อย ๆ ตัดกันขึ้นให้สัญญาณเทรดขาขึ้นเช่นเดียวกันกับ การตัดขึ้นของเส้นสีน้ำเงินและเส้นสีแดง

ดังนั้นการที่เราจะดูสัญญาณเทรดครั้งต่อไปสำหรับการเทรด สิ่งที่ต้องดูคือ การตัดกันของสีแดงและสีน้ำเงิน และจอด้านขวาสุด ซึ่งก็คือกรอบสี่เหลี่ยมที่ 3 ในตัวอย่าง เพื่อใช้เป็สัญญาณยืนยัน

ส่วนของจุดตัดขาดทุนและการทำกำไร เราสามารถใช้กรอบเมฆในการสร้างแนวรับแนวต้านและสร้างจุดตัดขาดทุน ส่วนจุดทำกำไรนั้นสามารถใช้ราคาที่สูงกว่าก้อนเมฆ หรือว่า ใช้เส้น Chikou Span ในการกำหนดจุดทำกำไร เพราะว่า เส้น chikou Span ก็มีความคล้ายคลึงกับราคาเพียงแต่ว่าถูกโพสต์ไปด้านหลัง ถ้าหากว่าเส้น Chikou Span อยู่สูงกว่า Cloud ก็คือ ต้องหาจุดทำกำไร เนื่องจากราคาอยู่ในจุดสูงกว่าเมฆ Kumo แล้ว

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com


Parabolic SAR คืออะไร ?

คะแนนโดย admin

เส้น

Parabolic SAR คืออะไร ?

Parabolic SAR คือเครื่องมือในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ในตลาด โดยเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค ชื่อเต็มคือ Parabolic Stop and Reverse ซึ่งเป็นวิธีการวัดจุดกลับตัวที่ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder Jr ในการหาจุดกลับตัวที่เหมาะสม ในตลาดของการเทรดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง เช่น หลักทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน เช่น Forex ซึ่ง ตามชื่อของมัน SAR คือ Stop and Reverse ก็คือจุดกลับตัว อย่างไรก็ตามเครื่องมือเป็นเครื่องมือที่บอกเทรนด์ประเภท Lagging indicator ที่อาจจะใช้ในการตั้ง Trailing Stop เพื่อที่จะกำหนดจุดเข้าจุดออกของราคาที่อยู่ภายในเส้นโค้ง Parabolic ระหว่างที่มีเทรนด์  ซึ่งคล้ายคลึงกับของการตั้งหน่วงเวลา วิธีคือ เวลานั้นเป็นศัตรู ของเรา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปโอกาสที่เทรนด์จะกลับตัวก็จะมีความน่าจะเป็นมากขึ้น  เครื่องมือนนี้ใช้ได้ในตอนที่ตลาดมีเทรนด์และสร้างสัญญาณหลอกมากมายตอนที่มันเกิด Sideways ดังนั้น Wilder แนะนำว่า ต้องใช้การนับเริ่มต้นเทรนด์โดยใช้ Parabolic SAR และใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น ADX หรือ Average Directional Index ในการตัดสินความแข็งแกร่งของเทรนด์

ภาพที่ 1 Parabolic SAR คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง Parabolic SAR

กรณีที่เส้น Parabola อยู่ต่ำกว่าราคา นั่นหมายความว่า ตลาดอยู่ในภาวะตลาดกระทิง ซึ่งในทางตรงกันข้ามหาก Parabola อยู่สูงกว่าราคาก็คือ อยู่ในภาวะตลาดหมี เราอาจจะใช้เส้น Parabola ที่อยู่ต่ำนั้นเป็นแนวรับ ขณะที่ Parabola ที่อยู่ด้านบนนั้นเป็นแนวต้าน ซึ่ง Parabola นี้อาจจะใช้มันเป็นจุดตั้ง Stop loss หรือใช้เป็นจุดทำกำไรด้วยก็ได้

การสร้าง Parabolic SAR

การสร้าง Parabolic SAR นั้นคำนวณเป็นอิสระจากกันไม่เกี่ยวกันกับเทรนด์และราคาก่อนหน้า เมื่อราคาเป็นเทรนนด์ขาขึ้น SAR จะเคลื่อนไหวขึ้น เช่นเดียวกัน ในเทรนด์ขาลง SAR จะอยู่สูงกว่าราคาทำให้ราคาเคลื่อนไหวหลง และเลื่อนไปตามราคานั้น ในแต่ละขั้นตอนของเทรนด์ SAR จะถูกคำนวณ 1 ช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่ง SAR ของวันพรุ่งนี้จะถูกคำนวณจากการใช้ข้อมูลที่มีในวันนนี้ โดยสูตรของการคำนวณ SAR คือ

SAR n+1 = SAR n + a(EP – SARn)

ซึ่ง SARn และ SARn+1 แสดงช่วงเวลาปัจจุบันและช่วงเวลาปัจจุบันของค่า SAR ตามลำดับ EP  คือ จุดสูงสุดของราคา (Extreme Point) ซึ่งจะถูกเก็บไว้ของแต่ละเทรนด์ที่แสดงราคาสูงสุดและไปแตะห รือเคลื่อนไหวในเทรนด์นั้น เช่น เทรนด์ขาขึ้น ขณะที่เทรนด์ขาลงก็เป็นราคาที่ต่ำสุด ในแต่ละช่วงเวลา ถ้าเกิดว่าเกิด ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดครั้งใหม่ EP ก็จะเปลี่ยนไป

Alpha หรือ a คือ ค่าของความเร่งของปัจจัยการเปลี่ยนแปลงราคา ซึ่งส่วนมากแล้วค่าจะถูกตั้งค่าเป็น 0.02 แต่ก็สามารถเลือกโดยเทรดเดอร์ได้เช่นกันว่าจะใช้ค่าเท่าไหร่ ปัจจัยนี้จะเพิ่ม 0.02 เมื่อเวลาผ่านไป 1 แท่ง และมี EP ใหม่เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าเกิด EP ใหม่เกิดแล้วมันจะทำให้ปัจจัยในการเร่ง 0.02 เพิ่มขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้มันใหญ่เกินไป ค่าสูงสุดของ alpha จจจะเท่ากับ 0.20 เทรดเดอร์สามารถตั้งค่าเหล่านี้เองได้ หรือจะใช้ค่าเดิมก็ได้เช่นกัน  โดยทั่วไปแล้วการตั้งค่าสำหรับการเทรดหุ้น คือ 0.01 ดังนั้นมันจะไม่อ่อนไหวมากเกินไป เมื่อราคาลดลงมานิดหน่อยทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนค่าสำหรับการเทรด Forex หรือ การเทรด Commodity อย่างอื่น ค่าที่เหมาะสม คือ 0.02

การใช้งาน Parabolic SAR ในการเทรด

ในการเทรด เรามักจะเจอปัญหา indicator ที่บอกเทรนด์ไม่ได้ว่าเริ่มจากตรงไหน เพราะว่า กว่ามันจะบอกส่วนใหญ่ก็ช้าไปเสียแล้ว เช่น การรอให้ Moving Average ตัดกัน เป็นต้น ซึ่ง Parabolic SAR เป็นส่วนเติมเต็มให้กับข้อจำกัดนี้ ทำให้การเทรดเข้าเทรดได้เร็วยิ่งขึ้น

ภาพที่ 2 Parabolic SAR คืออะไร? – ตัวอย่างจุดเข้า

ดังนั้นการใช้ Parabolic SAR จะเกี่ยวข้องกับจุดกลับตัว ซึ่งถ้าหากพิจารณาในรูป ผมได้ทำการทำเครื่องหมายไว้ 3 จุด ในวงกลมสีเหลืองแรกจะเห็นว่าราคาวิ่งแตะเส้น Parabolic SAR อีกด้านหนึ่งแล้วราคาก็ค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาทำให้ Parabolic SAR ค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ใกล้ราคา เมื่อราคาเคลื่อนไหวใกล้กับ Parabolic SAR ถึงจะมีโอกาสชนกับกราฟแท่งเทียนซึ่งเกิดขึ้นก่อนเกิดวงกลมสีเหลืองที่ 2 จะเห็ฯว่า มีการเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาขึ้นอยู่พักหนึ่ง ซึ่งมาจากการที่ราคาพักฐาน แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นเป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเทรนด์ก็เปลี่ยนอีกในกรอบวงกลมสีเหลืองที่ 2 เมื่อราคาลดลงอย่างรวดเร็วจะทำให้ Parabolic SAR ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศและปักหัวลงอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ บรรจบกันที่ วงกลมสีแดง เป็นอันสิ้นสุดเทรนด์ขาลง

ในเทรนด์ขาขึ้นที่เริ่ม วงกลมสีแดง ได้เปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นซึ่งนี่คือตัวอย่าง

วิธีการใช้งานขา Buy

จุดเข้าเทรด

การเข้าเทรด Parabolic SAR อย่างที่บอกไปว่าสามารถใช้บอกจุดกลับตัวได้ ดังนั้น การใช้บอกจุดกลับตัว เมื่อเกิดจุดไข่ปลาใหม่ขึ้นมาคือ จุดนั้นเป็นจุดที่ใช้ในการเข้าเทรด Short หรือ Long ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 3 Parabolic SAR คืออะไร? – การใช้งาน Parabolic SAR

จุดที่เข้าเทรด คือจุดไข่ปลาที่เริ่มเปลี่ยนเทรนด์ ในวงกลม Long เราจะเข้าเทรด และสำหรับวงกลม Short ก็เช่นเดียวกันเมื่อเราเข้าเทรดได้แล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปคือ จุดถือ และจุดออก ถ้าสังเกตุดี ๆ เราจะเห็นว่า จุดที่เรารู้ว่าควรจะถือเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่เป็นเรื่องยากมาก

อย่างที่ได้กล่าวในเบื้องต้น การถือเพื่อดูเทรนด์และเกาะเทรนด์ไปนั้นจะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น Moving Average ในการถือตามเทรนด์ไป โดยเราลงอมาเปรียบเทียบกับภาพในตัวอย่างดูว่า Moving Average Fast and Slow ตัดกันแล้วจะเป็นอย่างไร

ภาพที่ 4 Parabolic SAR คืออะไร? – จุดเปลี่ยน Parabolic SAR

จะเห็นว่า วงกลมสีแดง เส้น MA ตัดกันจะช้ากว่า Parabolic SAR นั่นคือ SAR เคลื่อนไหวเร็วกว่า แต่เราสามารถใช้ MA ตัดกันในการถือครอง position ได้ ซึ่ง ทำให้เทรนด์ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ขณะที่จุดออก เราก็ต้องใช้เครื่องมืออีกประเภทหนึ่ง

เราลองสังเกตุวงกลมสีน้ำเงิน คุณจะเห็นว่า SAR นั้นเปลี่ยนจุดและเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่า Moving Average นั้นยังไม่เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งการถือครอง position ทำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามเราก็ไม่สามารถใช้ ทั้ง 2 เครื่องมือในการระบุจุดออกจากการเทรดได้ การระบุจุดออกจากการเทรดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพราะว่า Indicator จะไม่สามารถช่วยเราได้มากนัก แต่ก็ช่วยเราบ้าง สำหรับผมแล้วผมใช้ Stochastic ในการออกจากการเทรด โดยดูจากแรงของการเคลื่อนไหวของราคาประกอบ ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 5 Parabolic SAR คืออะไร? – จุดออก Parabolic SAR

ในวงกลมสีแดงนั้น จะเห็นว่าเส้น Stochastic อยู่ใน Zone Overbought ไปแล้วแต่ราคาก็ยังไปต่อ เราสามารถออกจากการเทรดตรงนี้ได้ หรือจะไปออกข้างบนก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะออกตรงไหน Risk และ Reward ที่ปรากฏก็เป็นการเทรดที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่าเราพลาดกำไรไปเท่าไหร่ ขอแค่ทำให้ได้ดีก็พอ ในวงกลมสีฟ้าที่ 2 จะเห็นว่า Stochastic นั้นทำการเข้าเทรดได้ตรงจุดและออกจากการเทรดได้ตำแหน่งที่ดีกว่า Parabolic SAR ดังนั้นนี่จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ PARABOLIC SAR ในการเข้าเทรด

อย่างไรก็ตาม ท่าจะเห็นว่า SAR นั้นมีสัญญาณหลอกพอสมควร เพื่อให้สัญญาณหลอกนั้นไม่เกิดบ่อยมากนัก ท่านมีตัวเลือกในการตั้งค่า SAR ที่ไม่อ่อนไหวมากต่อการเคลื่อนไหวของราคา และนอกจากนี้ ท่านสามารถใช้เครื่องมือประเภท ADX ในการกำหนดว่า สัญญาณนี้มีความแรงพอที่เทรนด์จะเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งก็จะช่วยกรองสัญญาณในการเทรดได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่ระลึกไว้เสมอ คือ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในตลาดตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเทรดตลอดเวลา ทำให้การเทรดนั้นมีความเสี่ยง เพราะตลาดเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ถ้าหากเราอยู่ในตลาดตลอดเวลา เราต้องเจอความเสี่ยงอย่างน้อย ครั้งหรือ 2 ครั้งเป็นอย่างแน่นอน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


SPREAD คืออะไร ?

คะแนนโดย admin

เส้น

SPREAD คืออะไร ?

18/7/2019

Spread ในการเทรด Forex คืออะไร?

โบรคเกอร์จะโควตราคา 2 ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละคู่เงิน ซึ่ง ราคาที่เรียกนั้นว่า ราคา Bid และ ราคา Ask ส่วน Bid เป็นราคาที่คุณสามารถ Sell โดยขึ้นอยู่กับ Base Currency ขณะที่ Ask เป็นราคาที่คุณซื้อได้ตาม Base Currency โดยส่วนต่างของราคาทั้ง 2 นี้เรียกว่า Spread  ซึ่ง Spread ก็คือ วิธีการที่โบรคเกอร์จะทำกำไรได้จากเรา โดยเฉพาะโบรคเกอร์ที่ไมม่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อขาย แทนที่จะทำการชาร์จค่าธรรมเนียมต่างหาก ต้นทุนจะถูกบวกเข้าไปในราคา Buy และ Sell ที่ลูกค้าได้รับแล้วตามค่าเงินที่คุณซื้อขาย ดังนั้นเมื่อโบรคเกอร์บอกเราว่า Zero commission หรือ No commission มันหมายถึงว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ไม่มีแต่ว่ามันบวกเข้าไปใน Spread  แล้ว สำหรับโบรคเกอร์ที่บอกว่าไม่มี Commission แต่ว่าคุณก็ยังจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่เพราะมันบวกเข้าไปใน Spread ไปแล้วเท่านั้นเองครับ

แล้ว Spread ใน Forex ทำงานอย่างไร?

Spread จะวัดเป็น Pips ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของการเคลื่อนไหวของราคาค่าเงิน อย่างไรก็ตามเดี๋ยวนี้โบรคเกอร์ได้เพิ่มจุดทศนิยมเพิ่มอีก 1 จุดเรียกว่า Points โดยเราจะดูค่าเงินที่เป็นที่นิยมได้แก่ ค่าเงิน EUR/USD ซึ่งจะเท่ากับราคา Bid และราคา Ask ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 1 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง EURUSD Spread

ในวงกลม Sell คือราคา 1.12262 และ ราคา Buy คือ 1.12271 จำนวนทศนิยมในภาพ จะเห็นว่า 26 กับ 27 คือตัวเลขตัวใหญ่เพื่อให้สามารถคำนวนความแตกต่างของ pip ได้ ขณะที่ตัวยก เลขตัวเล็ก คือ 2 และ 1 คือ point ซึ่งเป็นทศนิยมหลักที่ 5 สำหรับการบอก Point

สำหรับค่าเงินบางค่าเงินก็จะมี จำนวน Pip และ จำนวน Point แตกต่างกัน เช่นค่าเงิน USDJPY ซึ่งจะมี Pip เพียง 2 pip และถ้าหากบางโบรคเกอร์จะมี 3 จุด หลักที่เพิ่มมาก็จะเป็น Point ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง USDJPY Spread

 

ในตัวอย่างข้างต้นเป็นค่าเงิน USDJPY ซึ่งมีราคา 107.724 และ 107.731 จะเห็นว่า จำนวนทศนิยมมี 3 ตัว นั่นคือ pppoint แสดงว่า Spread ก็จะแจกแจงได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ซึ่ง Spread ของค่าเง USDJPY นั้นไม่ถึง  1 คือ 0.007 หรือ 7 point เท่านั้นเอง Spread แบบนี้ก็จะทำให้การเทรดของ เทรดเดอร์ดีขึ้นเพราะว่า ต้นทุนนั้นต่ำลง แต่ว่าถ้าหากไม่รู้จักหวะการเข้าเทรดก็ขาดทุนอยู่ดีเช่นเดียวกันครับ

ประเภทของ Spread ในตลาด Forex

ประเภทของ Spread ที่คุณเห็นในโปรแกรม Forex ขึ้นอยู่กับโปรแกรม และ วิธีการทำกำไรของ Broker ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่  สเปรดคงที่ และ สเปรดผันแปร หรือเรียกว่า Floating Spread

ภาพที่ 3 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง Fixed กับ Variable Spread ในช่วงต่าง ๆ

สำหรับ Fixed Spread คือ  Spread จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ ซึ่งเทรดเดอร์จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่าน Spread ต่อธุรกรรมนี้คงที่ตลอดไป ส่วนมากแล้วโบรคเกอร์ที่มี Fixed Spread จะใช้วิธีการของ Market Maker หรือว่า Model ที่เรียกว่า dealing desk model การใช้ dealing desk model โบรคเกอร์จะซื้อ position จำนวนมากจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง และกระจาย position นี้ให้กับเทรดเดอร์โดยซอย position ย่อย ๆ ออกไป หมายความว่า Broker ทำการซื้อขายตรงข้ามกับลูกค้าของพวกเขา เพราะเขาขายให้กับลูกค้าไป การที่โบรคเกอร์ทำแบบนี้ทำให้พวกเขาสามารถขาย Spread Fixed ได้ เพราะว่าเขาอาจจะสามารถควบคุมการเคล่อนไหวของราคาผ่านการเปลี่ยนแปลงในกราฟโบปรแกรมนั้น ๆ เช่น นี้เรียกว่าโกง

อะไรคือความได้เปรียบของการเทรดด้วย Fixed Spread?

ความได้เปรียบของ Fixed Spread คือ การใช้เงินทุนน้อย ดังนั้นการเทรด Fixed Spread จะทำให้เทรดเดอร์ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเริ่มต้นเทรดเพราะว่ามีการซอย position เทรดเดอร์ที่ใช้ Fixed Spread ยังสามารถคำนวณต้นทุนธุรกรรมและสามารถคาดเดาเหตุการณ์หลายเหตุ์ได้ เนื่องจาก Spread ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย เราจะรู้ว่ามันจะได้กำไรเมื่อไหร่และจะเปิดออเดอร์เมื่อไหร่ เพราะมันตั้งค่าไว้แล้ว

ข้อเสียของ Fixed Spread

การเทรด Fixed Spread จะเกิด Requotes จะเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากราคานั้นได้มาจากโบรคเกอร์เพียงแห่งเดียว นั่นทำให้ราคาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะราคาที่เราต้องการไม่สามารถส่งคำสั่งได้ เมื่อไม่สามารถส่งคำสั่งได้ จึงทำให้มันตีกลับคำสั่งของเรา  ซึ่งช่วงเวลาที่ว่านั้น เป็นเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ๆ และราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่า Fixed Spread นั้นจะถูกทำให้ Fixed คงที่ โบรคเกอร์จะไม่สามารถที่จะทำให้ Spread กว้างขึ้นได้ เพื่อให้มันเป็นไปตามภาวะตลาด มันจึงเกิดไม่รับคำสั่งเทรดและให้ส่งใหม่ โดยมันจะทำการ Block คำสั่งใหม่ และส่งราคาใหม่ให้เรา และถามเราว่าจะยอมรับราคาใหม่ไหม ถ้ายอมรับเราก็จะได้สินค้ามาในมือ

การ requote จะปรากฏข้อความบนโปรแกรมเทรดและบอกเราว่าราคาได้เคลื่อนไหวไปแล้ว และถามเราว่า จะเอาราคาที่เราหามาให้คุณได้นี้หรือไม่

อะไรคือ Variable Spread ใน Forex?

ตามชื่อของมันเลย Variable Spread ก็คือมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา และความต่างของ Bid และ Ask ก็จะเปลี่ยนไปตลอดเวลาอีกด้วย  Variable Spread ส่วนมากจะมีในโบรคเกอร์ประเภท non-dealing desk ที่ได้ราคามาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายๆ เจ้าในมือและนำราคาไปให้เทรดเดอร์โดยไม่มีการแทรกแซงจากโต๊ะเทรดของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้มันหมายความว่าโบรคเกอร์ไม่สามารถควบคุม Spread และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาได้ เมื่อ Spread มันกว้าง และแคบ มันหดและยืดเองได้เป็นไปตามกลไกวัตถุประสงค์และอุปทาน ของตลาดที่ทำให้เกิดความผันผวน

โดยทั่วไปแล้ว Spread จะแกว่งตัวสูงในช่วงที่ข่าวเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมา ซึ่งทำให้ภาวะตลาดเพิ่มหรือลดดลงได้เช่นกัน ถ้าหากจะให้ยกตัวอย่าง สมมุติว่า เราซื้อ Buy EURUSD ที่เราซื้อ มี Spread อยู่ที่ 2 pip แต่ขณะที่กำลังจะซ้อเท่านั้นแหละ ราคาช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ข่าวออกการเทรดพุ่งไปไกล 20 pip ทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลกระทบจากการเทรด

ข้อได้เปรียบของการเทรดด้วย Variable Spread?

ภาพที่ 4 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง EURUSD Spread  กรอบ TF 1M

Variable Spreads นั้นจะทำให้การ Requotes ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะว่า ความผันผวนของ Spread นั้นเปลี่ยนไปตามราคาสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป และไม่มมีการ Requote แต่ว่า ถ้าไม่มี Requote คุณก็อาจจะต้องเจอ เหตุการณ์ Slippage นั่นก็คือ ซื้อราคาอีกราคาหนึ่งแต่ไปได้อีกราคาหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกันไปตามค่าเงินกำหนดอีกเช่นกัน การเทรด Variable Spread นั้นจะทำให้การซื้อขายมีความโปร่งไสมาก ๆ มากกว่าการเทรดแบบ Fixed Spread ซึ่งปัจจุบันการเทรดส่วนใหญ๋จะเป็น Variable Spread กันหมด

ข้อเสียของการเทรด Spread ผันแปร

เมื่อเทรด Variable Spread ไม่ใช่การเทรดที่เหมาะกับ Scalper ซึ่ง Spread ที่กว้างในบางช่วงอาจจะทำให้กำไรที่ได้มานั้นหายไปเพราะว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเทรดแบบนี้ไม่เหมาะกับเทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนด์และทำให้จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนก็มี

แล้ว Fixed กับ Variable Spread อันไหนดีกว่า?

ภาพที่ 5 Spread คืออะไร? – เทียบ Spread

แล้วอะไรดีกว่ากันระหว่าง Fixed กับ Variable Spread ก็ต้องตอบว่า ประเภทของเทรดเดอร์ที่คุณเป็น วิธีการที่คุณเทรดเป็นวิธีการแบบไหน ซึ่งการเทรดแบบ Fixed Spread อาจจะดีสำหรับคนที่เป็น Scalper เพราะว่า ทำให้รู้ว่า 2 pip จะสามาถรทำกำไรได้ ขณะที่ Variable Spread บางครั้งอาจจะโดนมากกว่า 2 pip การขดุทนมากกว่า 2 pip สำหรับบางช่วงเวลาอาจจะเกิดขึ้นได้ นั่นเป็นปัญหา สำหรับบัญชีเทรดที่มีขนาดเล็กก็จะได้เปรียบจาก Fixed Spread มากหน่อยที่จะไม่โดนกินกำไรจากความผันแปรของ Spread ขณะที่ บัญชีขนาดใหญ่ควรเทรด Variable Spread และสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการให้การส่งคำสั่งเป็นไปอย่างรวดเร็วก็ควรใช้ Variable Spread เป็นต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ MACD

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ MACD

Moving Average Convergence Divergence มีชื่อย่อว่า MACD เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์สินทรัพย์ ทั้งทางการเงิน ตลาดทุน หรือการวิเคราะห์ราคา โดยจะอ่านว่า M-A-C-D ก็ได้ หรือ จะอ่าน MAC-D ก็ได้ เครื่องมือ MACD ถูกสร้างโดย Gerald Appel ในช่วงปี 1970 มันถูกออกแบบมาเพื่อวัดความแข็งแกร่งที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะบอกการทิศทางการเปลี่ยนแปลง  บอกโมเมนตั้มของราคา และ ระยะเวลาที่ราคาจะเปลี่ยนแปลง พูดง่าย ๆ MACD สามารถใช้บอกเทรนด์ได้ เพราะมันสร้างมาจากเครื่องมือบอกเทรนด์ประเภท Moving Average  ดังนั้นหลัก ๆ แล้วการใช้ MACD เพื่อบอกเทรนด์ (ทิศทาง) ของการเทรดได้ ซึ่งบทความนี้จะเป็นการใช้ MACD ในการเทรด

ข้อมูลอื่น ๆ เบื้องต้น

MACD เป็น Indicator ในกลุ่ม Oscillator เป็นหนึ่งใน 333 ของเรื่องมือวิเคราะหืทางเทคนิคที่ใช้แกนราคาในการสร้างขึ้นมา โดยใช้ Exponential Moving Average( EMA) โดยความแตกต่างของมันจะถูกคำนวณมาจากช่วงเวลาของกราฟทั้งหมด 3 ช่วงเวลาได้แก่ 9 วัน 12 วัน และ 26 วัน หรือค่า MACD (12,26,9) โดยนั่นคือการตั้งค่า MACD มาตรฐานด้วยเช่นกัน  โดย MACD จะแสดงการเปลี่ยนแปลงราคาในการพล็อต เปลี่ยนแปลงในกราฟระยะเวลาที่มันจะเปลี่ยนไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์ประกอบของ MACD สามารถรู้จักได้จากชื่อของมัน ซึ่งมีคำว่า Divergence อยู่ด้วย  เนื่องจากคำว่า Divergence นั้นกล่าวถึง การเคลื่อนไหวที่สวนทางกันของราคสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน โดย Gerald Appel ผู้สร้างกล่าวถึงคำว่า Divergence ว่า เป็นสถานการณ์ของเส้น Moving Average นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปในความสอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาลดต่ำลง แต่ว่า MACD ไม่ได้ลดต่ำลงทำ New low ครั้งใหม่ด้วย  ซึ่งการใช้งานในแง่นี้เป็นที่นิยมากในกลุ่มนักเทรด คือการบอกจุดขัดแย้งกันของตลาด

สูตรการคำนวณ MACD

การคำนวณ MACD เป็นการวัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย  2 เส้น เพื่อดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ 2 เคลือนที่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน โดยสูตรการคำนวณ นำเอาค่า EMA 12 และ ค่าเฉลี่ย EMA 26 มาลบกัน เพราะว่า ค่าเฉลี่ย EMA 12 นั้นมีความไวกว่า ทำให้การเคลื่อนไหวเร็วกว่า ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ย EMA 26 นั้นช้ากว่า เมื่อเกิดเทรนด์ขาขึ้นก้ต้องเอาค่าเร็วกว่าตั้ง เพราะว่าตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ไวกว่านั่นเอง ดังนั้น สูตร MACD คือ

MACD = EMA (12) – EMA (26)

หรือ อีกแบบหนึ่งคือ

MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(12) และ EMA (26)

เมื่อนำมาลบกันก็จะมี 2 ค่า คือ ค่าเป็นบวกเพราะว่า EMA 12 มากกว่า EMA 26 และ ค่าเป็นลบ เพราะว่า EMA 12 น้อยกว่า EMA 26 ดังภาพต่อไปนี้

จาภภาพเป็นการยกตัวอย่างการคำนวณ ใน 2 กรณี คือ กรณี MACD ค่าบวก และ MACD ค่าลบ ค่าด้านบนแสดงค่าความต่างของเส้น EMA 2 เส้น ความต่างของเส้นทั้ง 2 แสดงออกมาเป็นรูปแบบ Histogram พร้อมกับค่าบวกและค่าลบ ถ้าหากเส้น EMA ตัดกันก็จะเปลี่ยนจากค่าลบเป็นบวก และเปลี่ยนจากค่าบวกเป็นลบ จุดที่ 2 เส้นห่างกันมากที่สุด คือ จุดที่มัน Divergence กันมากที่สุด จุดที่มันบรรจบกัน คือจุดที่มันเคลื่อนไหวเข้าใกล้กันมากที่สุด นั่นก็คือจุดตัด ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก MACD จะบอกอย่างน้อย 2 อย่าง คือ ทิศทางของแนวโน้มของราคา หุ้น หรือสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้มันวัดอยู่ และ วัดแรงส่งของราคาหุ้นนั้น ว่ามีแรงส่งมากน้อยเพียงใด หรือ โมเมนตั้มนั่นเอง

การตีความ MACD

การใช้งาน MACD สามารถตีความได้หลายแบบ และที่เป็นที่นิยม คือ ค่าบวกค่าลบ คือ การตีความเทรนด์ หรือจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้า MACD เป็นค่าลบ คือขาลง และถ้า MACD เป็นค่าบวกก็คือขาขึ้น ค่าบวกและลบของ MACD นั้นใช้กำหนดทิศทางในการเข้าเทรด แต่ว่า จุดเข้าเทรด หรือ Momentum ไปทางไหนต้องไปดูค่า EMA (SLOW) 9 เพื่อดูว่าโมเมนตั้มของมันกลับมาเป็นปกติดหรือยัง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ใน MACD ในวงกลมมีค่าเป็นลบ เพราะว่ามันมี Histogram ที่อยู่ต่ำกว่า 0 และนอกจากนี้มันยังมีเส้น Slow ที่อยู่สูงกว่า Histogram ซึ่งความหมายของ Histogram ก็คือ ระยะห่างของเส้น EMA 12 และ EMA 26 โดย EMA 12 และ EMA 26 ที่ห่างกันนั้นจะแสดงเป็นความยาวของแท่ง Histogram เมื่อแท่งยาวมาก ๆ จึงบอกจุดที่มัน Divergence กันมาก ๆ  โดยในวงกลมสีเหลือง Divergence กันไม่มาก แต่ว่าเทรนด์พึ่งจะเคลื่อนออกจากกันเป็นจุดบ่งบอกว่า เป็นจุดเริ่มสัญญาณ และมีการยืนยันทิศทางโดย เส้นสีแดง นั้นอยู่ สูงกว่า Histogram ซึ่งจะมีกรณีที่ค่า Divergence นั้นติดลบ แต่ว่า Histogram นั้นอยู่สูงกว่า เส้น Slow นั่นคือ ราคาและทิศทางอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องรอกการยืนยันสัญญาณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ในภาพข้างต้น ช่วงเวลาที่วงกลม จะเห็นว่า MACD เป็นค่าลบแน่ ๆ แต่ว่าเราจะบอกว่านี่เป็นเทรนด์ขาลงยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากเส้น Slow (สีแดง) นั้นอยู่ต่ำกว่า Histogram ซึ่งอาจจะระบุได้ว่าอาจจะมีการกลับตัวของราคา ซึ่งต้องรอสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เราสามารถอ่านและตีความสัญญาณ MACD ได้อีก 1 แบบ คือ การที่ใช้สัญญาณ บวกและสัญญาณ ลบในการตีความ MACD อีกด้านหนึ่งกลับกัน ก็คือ ถ้า MACD บวก นั้นตีความว่าเป็นขาขึ้น และ MACD ลบนั้นตีความว่าเป็นขาลง แต่ว่าให้อ่านลักษณะสัญญาณที่ขัดแย้งกันสูง ๆ และเกิดจุดกลับตัว รอเส้น Slow กลับตัว ณ จุดที่สัญญาณ บวก หรือ ลบ นั่นหมายความว่า เรากำลังจะเทรดจุดกลับตัวแทนที่จะรอให้เทรนด์เปลี่ยนแปลง ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนมันก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้น การเทรดจุดกลับตัวโดยใช้เส้น Slow เป็นตัวกำหนดและหาจุดกลับตัวในเทรนด์ขาขึ้นและขาลงก็เป็นการใช้ MACD ที่ทรงพลังเช่นเดียวกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ในขา Buy

ภาพข้างต้นแสดงตัวอย่างของการใช้ MACD ในการเทรดจุดกลับตัว เพราะว่า จุดนั้นเป็นจุดที่ MACD เกิดความขัดแย้งสูง นั่นคือ จุด Divergence แทนที่เราจะเทรดตามเทรนด์เราควรจะฉวยโอกาสในการเทรดตรงข้ามกับเทรนด์ โดยวงกลมสีเหลือแทนการส่งออเดอร์ Buy และ วงกลมสีแดงแทนการส่งออเดอร์ Sell การจะส่งออเดอร์ Sell และ Buy ต้องมีเงื่อนไขเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 เงื่อนไขแล้วเท่านัน นั่นคือ MACD Histogram เป็นค่า ลบ และเส้น Histogram สูงกว่า เส้น Slow ทำให้เกิดการตัดกันของสัญญาณดังรูปในวงกลมสีเหลือง และไปหาจุดทำกำไรที่เหมาะสมเอง

ส่วนทางด้านสัญญาณ Sell ก็ใช้จังหวะ MACD ที่มันเป็นบวกจำนวนมากเพราะว่า ความต่างกันของ EMA 2 เส้นยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีโอกาสกลับตัวมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมันตัดกันระยะห่างเริ่มลดลง และ ต่ำกว่าเส้น Slowing หรือเส้นสีแดงแล้วหมายความว่า ทิศทางของราคาได้เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งถ้าหากเราเปรียบเทียบในกราฟ จะเห็นว่าการเข้าเทรดแบบนี้เป็นการเข้าเทรดที่ค่อนข้างได้เปรียบ

ข้อจำกัด

แม้ว่า การเทรดทั้ง 2 วิธีจะมีข้อดีและข้อได้เปรียบ แต่ว่าไม่มีอะไรที่จะใช้ได้ในสถานการณ์ได้ดีทุกครั้งไป ในกรณีที่เทรนด์เป็นเทรนด์ระยะยาวจริง ๆ วิธีที่ 2 คือ การใช้ MACD หาจุดกลับตัว จะทำให้เกิดสัญญาณหลอกบ่อยมาก หลายคนอาจจะบอกว่า เราจะใช้วิธีการนี้ออก หรือ ทำกำไรจากการเทรดได้ด้วย แต่ว่า ถ้าหากอยู่ใน position นั้นนานเกินไปแล้วราคาไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่า มันคือสัญญาณหลอก ชื่อมันก็บอกอยู่ว่า Divergence และมันอยู่ในแดนที่สวนเทรนด์ ฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับสัญญาณเทรดหลัก ซึ่งการเทรดแบบนี้ก็ควรจะต้องมี Stop loss และ Take Profit ที่เหมาะสม

ข้อสังเกตุง่าย ๆ สำหรับ หลักการ Divergence คือ ถ้าหากมัน Divergence กันอยู่ หมายความว่า MACD เกิดจุดกลับตัวแล้วแต่ราคาไม่สามารถสร้าง high ใหม่ได้นั่นคือ การเกิด Divergence กันของเครื่องมือทางเทคนิคและพฤติกรรมราคา มันคือความเสี่ยง ฉะนั้น การใช้ MACD ก็ต้องมีการเข้าใจข้อจำกัดในการใช้งานเช่นเดียวกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น