แฟ้มเก็บเอกสารรายวัน: สิงหาคม 6, 2019


วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

ก่อนจะเปิดการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อจะหาเงื่อนไขการเทรดหรือ trade setup การวิเคราะห์ตลาดเพื่อหาความเป็นไปได้ของแต่ละเทรดที่กำหนดจะมาก่อนด้วยการิเคราะห์จะมีแบบการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน (fundamental analysis) ของค่าเงินนั้นๆ และการวิเคราะห์แบบ Technical analysis  โดยการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อเทรดบางทีเรียกว่าเทรดข่าว เพราะเป็นการศึกษาข่าว ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพื่อหาโอกาสการเทรด แต่การเทรด Technical analysis จะเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูข้อมูลจาก price charts ที่เกิดขึ้นมาให้ความสำคัญที่ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis

เทรดเดอร์ก็จะให้ความสำคัญข้อมูลที่เป็นตัวกระทบต่อค่าเงินนั้นๆ เช่นข้อมูลทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์การเมือง หรือความสัมพันธ์กันระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองเช่น ข้อมูลที่ทำให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เปลี่ยนไปเช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราการจ้างงาน หรือภาวะเงินลอยตัวเป็นต้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้เมื่อมีประกาศผลออกมาก็จะกระทบต่อค่าเงินที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงราคาที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นปกติ  ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลพื้นฐานสำคัญมากขนาดไหน อย่างที่เห็นได้ชัดเช่นข่าว Non-Farm Payrolls ที่เป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ที่ประกาศทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน เป็นตัวเลขสถิติการจ้างงาน การก่อสร้าง อุตสาหกรรม ไม่รวมการจ้างงานในภาคการเกษตร ในครัวเรือน และในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยตัวเลขที่รายงานออกมาจะเป็นปริมาณการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

ตัวอย่างข่าว Non-Farm มีผลกระทบต่อการวิ่งของราคา ในศุกร์แรกของเดือนกรกฏาคม 2562 จะเห็นว่าเมื่อข่าวเกิดขึ้นจะทำให้เกิด high volatility ทำให้ราคาวิ่งขึ้นหรือลงเร็วเมื่อมองเทียบกับสัดส่วนแท่งเทียนก่อนนี้ เทรดเดอร์ที่เทรดเพราะข้อมูลสำคัญพวกนี้ก็จะวิเคราะห์ว่าข่าวนี้กระทบอย่างไร ขึ้นหรือลง ทำให้ราคาฟอเร็กซ์วิ่งไปทางไหน และก็จะดูเทียบกับเดือนก่อนๆ ข้อมูลหรือข่าวสำคัญที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของแต่ละค่าเงินก็จะหาดูได้จาก forexfactory.com และเว็บอื่นๆ อีกแต่ข้อดีของ forexfactory คือให้ข้อมูลระดับความกระทบต่อค่าเงิน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องการกระทบว่ามีผลทางไหนเป็นต้น

เทรดข้อมูลพื้นฐาน เข้าใจเรื่อง volatility และความอดทน

แม้ว่าถ้าช่วงที่มีข้อมูลพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงินนั้นๆ ออกมา เพราะตอนที่มีการประกาศเทรดเดอร์ต่างๆ ก็จะสนใจมาก ทั้งที่รอเข้าและเทรดเดอร์ที่รอออก เลยทำให้เกิด high volatility เกิดขึ้นประจำและมากด้วย ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็วในช่วงไม่กี่นาทีแรก แล้วกว่าที่ราคาจะไปทางที่ข้อมูลพื้นฐานเปิดออกมาต้องใช้เวลา และราคาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายด้วย ยกเว้นที่ราคามีการ stop hunt เกิดขึ้นก่อนอย่างรวดเร็ว แล้วราคาไปทางตามข้อมูลพื้นฐานเปิดเผย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานของออเดอร์และเทรดเดอร์ที่เทรดอยู่ด้วยกันในตลาด เพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็ว หรือทำให้เกิด high volatility แต่เรื่องออเดอร์ทำงานแบบเดิมแต่มีจำนวนทั้งเข้าและออกตลาดช่วงแรกๆ มาก เพราะเรื่องความกลัวและความโลภที่คาดการณ์จากตัวเลขพวกนั้น แต่พอเวลาผ่านไป volatility ก็ไม่มากขนาดนั้น ทำให้ตลาดวิ่งไปนิ่งกว่า

Fundamental Analysis และ Technical Analysis

โดยการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental หรือข้อมูลพื้นฐานก็จะเน้นข้อมูลที่มาจากที่ข่าว หรือ setiment ของค่าเงิน หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ techincal analysis เป็นการวิเคราะห์ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดจากราคาที่เปิดเผยออกมาเป็นหลัก  นำมาสู่รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การใช้อินดิเคเตอร์ การใช้ chart patterns การใช้เรื่องของการมองพัฒนาการของเทรนแบบ Fibonacci retracement, แนวรับแนวต้านหรือ supply/demand เป็นต้น ข้อดีของการวิคราะห์แบบ technical analysis คือเมื่อการวิเคราะห์ได้เงื่อนไข ก็จะเปิดโอกาสเทรดได้ตลอด ไม่เหมือนแบบ Fundamental ที่ต้องรอให้ทำงานและ technical analysis ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการเทรดแบบระยะสั้นด้วย

แต่ข้อเสียของการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ technical analysis ก็มี คือเทรดเดอร์ส่วนมากเมื่อมองที่คู่เงินสำหรับเทรดตัวเดียวกันเช่น EURUSD ถ้าใช้หลักการพื้นฐานการวิเคราะห์แบบเดียวกัน ก็จะทำให้ขาใหญ่รู้ว่ารายย่อยเทรดอย่างไร มีการ stop hunt เกิดขึ้นประจำ หรือแม้กระทั่งเรื่อง chart patterns ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ที่จะเทรดเพราะขาใหญ่ก็รู้เช่นกัน แต่การที่เทรดเดอร์จะทำกำไร ต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเมื่อเปิดเทรด และเมื่อจะทำกำไรได้เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงข้ามต้องเสียค่อยจะได้กำไร และการออกจากการเทรดของเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดเท่ากับการเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่พวกเขาเปิดเทรดออเดอร์นั้น รูปแบบ chart patterns ที่ไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดเรื่องนี้

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental analysis ส่วนมากจะใช้สำหรับกลยุทธ์การเทรดระยะยาวเพราะต้องรอให้ ข้อมูลทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ก็ใช้กลยุทธ์การเทรดข่าวในเวลาอันสั้น เพราะเรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้นตอนมีการประกาศข้อมูล ก็จะมีการใช้ผสมกับ technical analysis เช่นอย่างการเทรด support/resistance, หรือ support/demand ตอนที่เกิดขึ้น จะทำให้ไม่ต้องถือ positions ที่เปิดเทรดนานและยังได้ volatility มาเป็นตัวเร่งราคาให้เร็วขึ้นด้วย

การวิเคระห์แบบ Technical analysis ราคาและการเคลื่อนไหว

เนื่องจากการวิเคราะห์แบบนี้ อาศัยราคาที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่มีการเทรดจบไปแล้วเพื่อหาร่องรอยเพื่อจะเทรดตามอีก และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเพื่อหาว่า trade setup น่าจะเกิดขึ้นตรงไหนอีกก็จะมีวิธีการต่างกันออกไป เช่นใช้อินดิเคเตอร์ หรือแบบดูแนวรับแนวต้าน เทรดแบบ supply/demand เทรดแบบ Elliot Waves เทรดแบบ Fibonacci retracement เทรดแบบ chart patterns หรือ Harmonic patterns ก็จะหลากหลายต่างกันออกไปแล้วแต่เทรดเดอร์จะเลือกใช้เครื่องมืออะไร และวิเคราะห์ตลาดอย่างไรจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา สิ่งที่ตามมาคือโอกาสการเปิดเทรดก็จะเกิดบ่อยขึ้นเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน

นอกจากนั้นการวิเคราะห์แบบ technical analysis ยังมองว่าเมื่อมีเรื่องของข่าวที่เกี่ยวกับ Fundamental information ที่ทำให้เกิด high volatility กลับเป็นตัวเร่งราคาให้วิ่งเร็วกว่าเดิมด้วย และก็จะมีการใช้ข้อมูลจาก fundamental news ประกอบ trade setup ถ้าเกิดขึ้นช่วงเดียวกัน อย่างตัวอย่างภาพที่แสดงเรื่องของ Non-Farm สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรด technical analysis ก็จะมองว่าราคาเพิ่งเบรคตรงกรอบสีแดง เป็นไปได้ว่าเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงนั้น เพราะเรื่องข่าว Non-Farm ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ ทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะคาดหวังเยอะด้วยเพราะจะหาโอกาสเทรดตามข่าวเลยทำให้เกิด volatility สูงและเพราะมาจากเทรดเดอร์ที่เปิด positions อยู่ในตลาดด้วย เลยทำให้ trapped traders ที่อยู่ในกรอบจำต้องออก เลยทำให้ราคาวิ่งง่ายขึ้นไปทางเดียวกันด้วย ยิ่งพอเห็นการ false break หางบาร์เกิดขึ้นตอนที่มีข่าวมา แล้วราคาวิ่งสวนกลับไป ยิ่งทำให้ต้องรีบออก

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis และ Technical analysis ผสมกัน

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบไหน สำคัญที่ต้องมี trading plan ล้วนสามารถทำกำไรได้หมด แต่การบริหาร positions อาจต่างกันออกไปเพราะถ้าเป็นเทรดตามการวิเคราะห์แบบ Fundamental เป็นหลักก็เทรดตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจะเน้นการถือ postions นาน แต่ถ้าเป็น technical analysis ก็จะหา trade setup จากราคาและการเคลื่อนที่ก่อนที่เปิดเผยออกมา และยังใช้ประกอบกับ Fundamental analysis ถ้าเป็นช่วงที่เกิด trade setup ก็จะทำตัวเร่งให้ราคาวิ่งเร็วขึ้น ขณะเดียวกันทาง Fundamental Analysis ก็จะใช้ technical analysis เพื่อหาว่าจะเข้าเทรดตรงไหนและราคาน่าจะดันไปถึงตรงไหน เมื่อเข้าใจเรื่องออเดอร์หรือการทำงานของแนวรับแนวต้านก็จะหาจุดเข้าออกง่าย เป็นต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การวิเคราะห์ Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

การวิเคราะห์ Forex

การวิเคราะห์ Forex มีวัตถุประสงค์เพื่อการพยากรณ์ ทิศทางของราคา เพื่อนำไปใช้ในการเทรด Forex การวิเคราะห์ Forex มีหลายรูปแบบ โดยหลัก ๆ แล้วแบ่งเป็น 2 องค์ประกอบหลักใหญ่ก่อน นั่นคือ การวิเคราะห์ที่ไม่มีพื้นฐานของราคา กับ การวิเคราะห์ที่ใช้ราคาในการสร้างเครื่องมือ ตัวอย่างเช่น RSI , Moving Average  เป็นตัวอย่างสำหรับเครื่องมือที่ใช้ราคาในการวิเคราะห์ ขณะที่ Fibonacci เป็นเครื่องมือที่ไม่ได้ใช้ราคาในการวิเคราะห์  ขณะที่การวิเคราะห์ที่ใช้ราคายังแบ่งแยกได้อีกหลายรูปแบบ และการวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ราคาก็ยังแบ่งการวิเคราะห์ไปได้อีกหลายรูปแบบ โดยเราจะอธิบายรูปแบบทั้งหมด ในบทความต่อไปนี้

ภาพที่ 1 การวิเคราะห์  forex – โครงสร้างภาพการวิเคราะห์

การวิเคราะห์แบบใช้ราคา จะประกอบด้วยการใช้ Trend Oscillator Index และ Panel ขณะที่การวิเคราะห์ที่ไม่ใช้ราคา ประกอบด้วย Line Volume และ Point ซึ่งรูปแบบและรายละเอียดการวิเคราะห์ Forex จะกล่าวดังหัวข้อต่อไปนี้

 

การวิเคราะห์แบบใช้ราคา

การวิเคราะห์แบบใช้ราคา คือ การวิเคราะห์บนพื้นฐานเครื่องมือที่ใช้ราคาในการคำนวณ ตัวอย่างของเครื่องมือเหล่านี้ได้แก่ Moving Average หรือ Stochastic Indicator ซึ่งเครื่องมือแบบการวิเคราะห์ใช้ราคา เป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุด เครื่องมือประเภทนี้ เป็นเครื่องมือประเภท Lag Analysis โดยจะใช้ค่าเฉลี่ยในการคำนวณเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การวิเคราะห์แบบใช้ราคา สำหรับการพยากรณ์จะช้ากว่าการเคลื่อนไหวของราคาเสมอ เราเพราะว่า  ถ้าหากว่า Moving Average 20 หมายความว่า แท่งกลาง ๆ คือแท่ง ที่ 10 ย้อนไปข้างหลัง และแท่งที่ย้อนไปข้างหลัง 10 แท่งใช้พยากรณ์ราคาในแท่งปัจจุบัน มันช้าไป 10 แท่ง จึงเป็นไปได้ยากที่จะเคลื่อนไหวตอบโจทย์ให้ทันการเคลื่อนไหวของราคา

ตัวอย่างของ Moving Average ในการวิเคราะห์ Forex

ภาพที่ 2 การวิเคราะห์ Forex – Moving Average

ในภาพที่ 2 จะเห็นได้ว่า Moving Average กับราคาในจุดวงกลมจะอยู่ห่างจากกัน สาเหตุก็เรพาะว่า ราคานั้นเคลื่อนไหวลงมาแล้วแต่เส้น Moving Average ถูกถ่วงน้ำหนักโดยราคาของแท่งอื่น ๆ เช่น ในภาพคือ Moving Average 20 แท่ง มันจึงของ 20 แท่งก่อนหน้า ทำให้การเคลื่อนไหวกว่าจะเกิดขึ้นก็นานมากกว่าที่มันจะบอกอะไรเราได้

การที่เราจะใช้ Moving Average ในการบอกว่า เมื่อราคาต่ำกว่าเส้น แนวโน้มจึงเป็นเทรนด์ขาลง ความจริงแล้วไม่ใช่ การตีความเส้น Moving Average หมายความได้ว่า ถ้าหากเราซื้อทุกแท่งราคาเฉลี่ยของเราจะอยู่ข้างบนนั้น  แต่เราไม่ซื้อทุกแท่ง การซื้อตอนที่ Moving Average เป็นขาลง จึงเป็นการซ้ำเติม ตัวเอง เพราะว่า เรากำลังเฉลี่ยขาลงที่ยังไม่รู้จะไปสิ้นสุดเท่าไหร่ การ Buy มาเรื่อย ๆ ก็จะได้ราคาที่ค่าเฉลี่ย ขณะที่ราคาอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ดังนั้น การใช้งานและการวิเคราะห์ MA จึงใช้ในขาขึ้นเพื่อเฉลี่ยราคาขาขึ้นเสียมากกว่า จึงจะได้ผลเพื่อที่จะฉวยโอกาสจังหวะที่ราคาดีดขึ้นห่างจากค่าเฉลี่ยมาก ๆ

การวิเคราะห์โดยใช้ Stochastic

ตัวอย่างของ Moving Average เป็นตัวอย่างเครื่องมือในหมวดของเทรนด์ ขณะที่อีกตัวอย่างผมจะยกตัวอย่างของเครื่องมือที่เป็นหมวดของ Oscillator ซึ่งเป็นหมวดวัดการแกว่งตัว  ส่วนแรกที่เราจะต้องดูคือ สูตรของการคำนวณ Stochastic ดังนี้

%K = (C-L14/H14-L14) x 100

จากสูตร จะเห็นว่า จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ต่างจาก กระบวนการ Moving Average แม้แต่น้อย เพราะว่า เราก็ทำการขยับ ราคา L14 และ H14 ไปเรื่อย ๆ นั่นเอง เมื่อมันกล่าวถึงค่า Moving หมายความว่า การเคลื่อนไหวของกรอบราคาของ Stochastic ย่อมไม่แตกต่างจาก กระบวนการของ Moving Average ก็คือ การเคลื่อนไหวที่ Lag ไปจำนวนหนึ่ง

ภาพที่ 3 การวิเคราะห์ Forex – Stochastic Oscillator

ในรูปที่ 3 โปรดสังเกตุร่องของราคา Chanel ที่ผมขีดขึ้นมาเอง พร้อมกับกรอบของการแกว่งตัว %K 14 วันที่ ซึ่งปรากฏตามกรอบ Stochastic ในจุดกลับตัววงกลมสีเหลืองจะสอดคล้องกับ กรอบแชนแนลที่ผมขึ้น อย่างไรก็ตาม จุดที่เป็นปัญหาคือ วงกลมสีแดง ซึ่งวงกลมสีแดงควรจะแสดงจุดกลับตัวแต่ว่าในกราฟมันดิ่งจมลงเรื่อย ๆ จนถึงขนาดที่ว่าไม่โงหัวขึ้นมาเลย นั่นคือ Error ของ Stochastic ที่เกิดขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ ทำให้การเทรดไม่สามารถใช้วิเคราะห์ได้

ตัวอย่างของ Indicator ประเภท Index หรือ Panel

เครื่องมือประเภท index ใน การวิเคราะห์ Forex ได้แก่ Money Flow Index ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้จะวัดเป็น Composit index เพื่อคำนวณตัวชีวัดของอะไรบางอย่าง ในกราฟ เป็น Money Flow index ของ Bill Williams ซึ่งวัดปริมาณเงินในแต่ละครั้งที่มีการซื้อขาย Forex

ภาพที่ 4 การวิเคราะห์ Forex – Money Flow Index

จากภาพที่ 4 จะเห็นว่า สิ่งที่ใช้คือ ปริมาณแท่งที่มีความยาวของ Money Flow Index  อย่างไรก็ตามปริมาณเงินเข้าและออกก็ไม่ได้สอดคล้อง ทำให้การวิเคราะห์ทำได้ยาก แม้หลายคนจะมีตำราและวิธีการที่แตกต่างกันไปก็ตาม

การใช้งานเครื่องมือทั้ง 3 ประเภทในการวิเคราะห์ราคา มักจะมีข้อดีและข้อเสียปะปนกันอยู่เป็นธรรมดา แต่สิ่งสำคัญของการวิเคราะห์ราคา คือ การทำความเข้าใจกับพื้นฐานของเครื่องมือ  เช่น หลักการของ Moving average การแก้ไขปัญหาของ Stochastic ซึ่งไม่ได้ให้สัญญาณผิดพลาดตลอดเวลา สิ่งที่เราต้องทำคือ เราจะป้องกันสัญญาณ ผิดพลาดนั้นได้อย่างไร เพราะว่า เราไม่รู้ว่าสัญญาณผิดพลาดนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ การแก้ไขโดยการที่จะพยากรณ์ให้ถูกทุกครั้งนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ซึ่งทางที่ดีที่สุดคือ การป้องกันความเสียหายจากความผิดพลาด ยอมรับว่ามันผิดพลาดได้จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

 

ต่อไปเป็นตัวอย่างรูปแบบการวิเคราะห์แบบไม่ใช้ราคาเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ดังนี้

การวิเคราะห์แบบไม่ใช้ราคา

การวิเคราะห์แบบไม่ใช้ราคาประกอบด้วย Line   Volume และ Point ทั้ง 3 รูปแบบปรากฏอยู่ในเครื่องมือ MT4 ที่ติดมาให้ใช้ในการวิเคราะห์อยู่แล้ว โดยแต่ละตัวอย่างจะยกตัวอย่าง มีดังนี้

ตัวอย่าง Line ในการวิเคราะห์ราคา

ตัวอย่างทีเด่นชัดและเป็นที่นิยมอย่างมากในการวิเคราะห์ราคา คือ การวัดเส้นแนวโน้ม หรือเส้นเทรนด์ไลน์

รูปที่ 5 การวิเคราะห์ Forex – ภาพเส้นเทรนด์ไลน์

การวิเคราะห์เส้นแนวโน้ม จะเห็นว่า เราสามารถปรับให้ยืดหยุ่นได้ค่อนข้างมากกว่าเส้น Moving Average จะว่าไปแล้วการวิเคราะห์โดยไม่ใช้การอ้างอิงของราคาในการคำนวณ indicator นั้นจะมีพื้นฐานมาจากจินตนาการเสียมากกว่า ซึ่งแต่ละคนก็มีจินตนาการที่แตกต่างกันไป

แต่สิ่งที่ไม่แตกต่างกันเลยสำหรับการวิเคราะห์โดยไม่ใช้ราคากับการวิเคราะห์แบบใช้ราคาในการพยากรณ์คือ ความล่าช้าในการวิเคราะห์ เพราะว่าในกรณีการวัดเทรด เราก็ต้องรอให้เทรนด์มันเกิดขึ้นไปสักระยะหนึ่งเสียก่อน ถึงจะทำการวิเคราะห์ออก ใครจะรู้ครับว่ามันใกล้จะจบแล้วหรือมันจะไปต่อไปไกลอีกเท่าไหร่ ซึ่งนี่ก็เป็นข้อจำกัดอีกข้อที่สำคัญ และจะเห็นว่ามันไม่แตกต่างกันเลยระหว่างการวิเคราะห์โดยใช้เทรนด์ และไม่ใช้เทรนด์ สิ่งที่เราต้องระลึกอยู่เสมอคือ เราจะป้องกันความผิดพลาดของการวิเคราะห์ผิดได้อย่างไร

ตัวอย่างการวิเคราะห์ด้วย Volume

เนื่องจากว่า ปริมาณการเทรดไม่ได้ถูกใช้คำนวณในกลุ่มเทรนด์ หรือว่ากลุ่มราคาเลย แต่ใช้การคำนวณในกลุ่มของตัวมันเองโดยเฉพาะ คือปริมาณ มันจึงแบ่งไว้ใช้ในรูปแบบอื่น ๆ

ภาพที่ 6 การวิเคราะห์ forex – การใช้ volume

ในภาพที่ 6 คุณสามารถเห็น Volume ที่ลดลงเพิ่มขึ้นได้ ในแต่ละกราฟในแต่ละช่วงเวลา และสร้างสร้างแนวทางในการใช้ indicator ได้ด้วยตัวของคุณเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะทราบและไม่แตกต่างจากการอธิบายในหลาย indicator ที่ผ่านมาคือ เรากำลังใช้ข้อมุลในอดีตมาทำนายอนาคต นั่นคือผลและปลายทางของการทำนาย ทำให้มันจะช้ากว่าความเป็นจริงอยู่เสมอ เช่นกัน

ตัวอย่างการวิเคราะห์ด้วย Point เครื่องมือประเภทจุด

ซึ่งเครื่องมือประเภทนี้ไม่แตกต่างจากการใช้เทรนด์ Line เท่าไหร่ เป็นเครื่องมืออีกประเภทหนึ่งที่บอกจุดลักษณะราคา ณ จุดใดจุดหนึ่งของกราฟ โดยตัวอย่างของเครื่องมือประเภทนี้ ได้แก่  Fractal Indicator เป็นต้น

ภาพที่ 7 การวิเคราะห์ Forex – Fractal Indicator

ในภาพที่ 7 Fractal Indicator เป็น เครื่องมือที่ไม่ได้นำราคาในอดีตมาเกี่ยวข้องในการคำนวณ ไม่ได้มีการคำนวณใด ๆ มีการเปรียบเทียบระหว่างจุดสูงสุดต่ำสุดของราคา แต่ไม่ได้มีการคำนวณ ซึ่งอย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ Fractal ก็ต้องใช้ pattern ของการวิเคราะห์เช่นเดียวกับ เครื่องมืออื่น ๆ

ซึ่งถ้าหาก เราบอกว่า ทุกรูปแบบของการวิเคราะห์ ของกราฟ Forex จะต้องมีจุดบอดอยู่ดี สิ่งที่เราทำได้ คือการป้องกันความเสียหาย แต่เราไม่สามารถป้องกันความผิดพลาดได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เริ่มต้นเทรด Forex ควรทำอย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

เริ่มต้นเทรด Forex ควรทำอย่างไร

การเริ่มต้นเทรด Forex สำหรับมือใหม่ นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะว่า มันไม่มีตำราชี้ชัดว่า การที่เราจะต้องสำเร็จนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่มีคนที่สำเร็จแล้วจริง ๆ ประสบความสำเร็จแล้วจริง ๆ มายืนยันให้เรารู้ว่า อ๋อนี่แหละนะประสบความสำเร็จด้วยการเทรด และรวยจากมันจริง ๆ นอกจากมันจะเป็นอาชีพที่หาคนสำเร็จยากแล้ว มันยังเป็นอาชีพที่ ลึกลับ ไม่มีข้อมูลให้มากอีกด้วย การเทรดสำหรับมือใหม่ที่หัดเข้าตลาดครั้งแรก จึงเป็นเรื่องยากลำบากมาก แล้วการเริ่มเทรด Forex ควรทำอย่างไร มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ทดสอบเดโม

ในตอนที่ผ่านมา ผมได้ทำการ review เนื้อหาบทความหนึ่งในพันทิป ซึ่งเนื้อหาบอกว่า เขาลาออกจากงานมาเป็น Trader Full Time 4 ปี แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ในการเทรด แล้วอะไรที่เขาไม่ได้ทำ หัวข้อเรื่องของการทดสอบเดโม เป็นอะไรที่เขาไม่ได้ทำครับ

เทรดเดอร์หลายคนคิดว่าการทดสอบ Demo เป็นสิ่งที่ทุกคนก็ต้องทำก่อนการเทรด แต่จริง ๆ แล้วหลายคนไม่ได้ทดสอบ Demo จริง ๆ การทดสอบเดโมไม่ได้หมายความว่า จะทำการทดสอบคำสั่งเทรด Demo การทดสอบ Demo ไม่ได้หมายความถึงการทดลอง indicator ใหม่ๆ  หรือ EA ใหม่ ๆ แต่การทดสอบ Demo กล่างถึง การฝึกใช้โปรแกรมให้คล่องชำนาญ รู้ทุกปุ่ม ทุกเครื่องมือ ไม่ใช่ลองแค่เครื่องมือสองเครื่องมือแล้วเครื่องร้อน อยากลองแล้วอยากได้เงินแล้ว นอกจากนี้ การทดสอบ Demo ยังหมายถึง การศึกษา Forex ถ่องแท้อย่างเข้าใจ ให้คล่องก่อน แล้วเท่าไหร่ถึงจะคล่อง สำหรับ Forex แล้ว การทดสอบ Demo อาจจะยาวนานถึง 5 ปีเลยก็ได้ มีใครบ้างตั้งใจเทรด Demo ให้ครบ 5 ปี ผมบอกได้เลยว่า หาได้น้อยมาก เพราะว่า ส่วนใหญ๋แล้ว 2 เดือนก็หัวร้อน อยากลองของกันหมดแล้วครับ ดังนั้น ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมถึงเจ๊งกันไปหมด

ภาพที่ 1 เริ่มต้นเทรด Forex – Demo Account

การทดสอบ Demo ผมก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้อง Demo เงินจริงไม่ต้องเทรด เราอาจจะลองได้ครับ เช่น 100 เหรียญ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของการเทรดจริง ๆ ในตลาดนั้นมีความรู้สึกอย่างไร การสลับ Demo กับเงินจริง อาจจะทำเป็นครั้งคราว เพราะว่า เราก็ต้องการทดสอบเงินจริงและอารมณ์ของเราด้วย การเทรดด้วยเงินจริงจะเผชิญกับภาวะทางจิตใจที่มากกว่าทำให้การเทรดนั้นมีความยากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะเรียนรู้และกลายเป็นเทรดเดอร์ทีประสบความสำเร็จ

หนังสือเทรด

ภาพที่ 2  เริ่มต้นเทรด Forex – หนังสือ Forex

ช่วงเริ่มต้นหนังสือดีดี หายากมาก เพราะไม่รู้จะอ่านหนังสือเล่มไหน หนังสือต่างประเทศก็มีเต็มไปหมด หนังสือเทรด Forex ไทยไม่ค่อยมี นั่นคือสถานการณ์ของผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน ถ้าหากเข้าไปในร้านหนังสือจะเห็นว่าหนังสือเทรด Forex มีเต็มไปหมด จนไม่รู้จะเลือกเล่มไหนดี เอาจริง ๆ คนที่เขียนหนังสืออยู่มากมายตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพก็ได้ครับ นั่นมันทำให้บางครั้ง หนังสือการเทรด Forex เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเรามากเท่าไหร่ จริง ๆ แล้ววันนี้ผมก็คงไม่ได้มาแนะนำหนังสือครับ แต่แค่พูดเป็นตัวอย่างว่า หนังสือเล่มไหนบ้างที่ควรจะต้องทำความเข้าใจ ผมแบ่งไว้ 3 ประเภทสำคัญดังนี้ครับ

  1. หนังสือแนวนิยาย เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ หนังสือที่อ่านจนวางไม่ลง หรือเป็นเรื่องเล่าของนักเทรด ที่จะทำให้เราเข้าใจคอนเซปต์ของการเทรด มากกว่าที่จะมาบอกวิธีการเทรด หนังสือแบบนี้จะสร้างแรงบันดาลใจแนวทางในการเทรดที่ถูกต้องให้เราไว้ด้วย ซึ่งตัวอย่างของหนังสือหมวดนี้ได้แก่ The Quant ของ scott Patterson และหนังสือ The Adventures of currency trader ของ Rob Booker ซึ่งเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับการสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดีทีเดียว หนังสือ My life as a quant ก็เป็นเชิงเรื่องเล่าที่แบ่งปันประสบการณ์ เราอาจจะเลือกอ่าน 1 ในเล่มใดเล่มหนึ่งในนี้ครับ
  2. หนังสือเกี่ยวกับวิธีการเทรด เป็นหนังสือที่ปรากฏอยู่ในร้านหนังสือทั่วไปนั่นแหละครับ แต่อาจจะแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ได้อีกหลายประเภท เช่น หนังสือเทรดประเภทเบื้องต้น หนังสือเทรดประเภท Advance โดยประเภทหลังก็จะไม่ได้เห็นในบ้านเราบ่อยนัก ตัวอย่างหนังสือ สำหรับหนังสือต่างประเทศได้แก่ Come into my trading room ของ Alexander Elder และ หนังสือ high Probability trading หนังสือ 2 เล่มนี้ถือเป็นคำภีร์สำคัญสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะละเลยหนังสือประเภท กราฟแท่งเทียน หนังสือเกี่ยวกับ Elliot wave ด้วย หนังสือ เทรดในบ้านเราที่เป็นหนังสือพื้นฐานสามารถใช้ได้เช่นกัน
  3. หนังสือเกี่ยวกับการออกแบบระบบ หนังสือประเภทนี้หายากมาก แต่ในตลาดจริง ๆ ก็มีครับ เพียงแต่ว่าอาจจะซับซ้อนสักหน่อย หนังสือที่แนะนำในส่วนของหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบระบบ คือ Quantitative Trading ของ Ernest P. Chan ซึ่งเป็นหนังสือที่ค่อนข้างยากแต่เนื้อหาแน่น ปึ๊ก และถ้าหากใครสามารถทำความเข้าใจได้ จะยกระดับความรู้เกกี่ยวกับการเทรดไปอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หนังสือเทรดไม่ได้การันตีว่าเราอ่านหมดนี่จะได้กำไรนะครับ มันอยู่ที่ความเข้าใจ และที่สำคัญ มันเป็นแค่พื้นฐาน ฉะนั้นอย่าคาดหวังอะไรมากนัก แต่จงหาความรู้อย่างสุดความสามารถ ถึงวันที่มันตกผลึกแล้วคุณก็จะเข้าใจและสามารถทำกำไรได้เอง

เว็บบอร์ด

จุดเริ่มต้นของใครหลาย ๆ คนเริ่มที่เว็บบอร์ด ไม่ปฏิเสธเลยครับผมก็มาจากเว็บบอร์ดเช่นเดียวกัน เพราะว่ามันเป็นทั้งแหล่งความรู้เป็นทั้งแหล่งศึกษา การเข้าถึงข้อมูล ทรัพยากรต่าง ๆ ที่สำคัญของระบบ   เว็บบอร์ดที่สำคัญในประเทศไทย ก็มีประมาณ 2 – 3 แห่ง คือ Thailandforexclub.com ซึ่งเป็นเว็บที่มีมาอย่างยาวนาน เว็บ Thaiforexea.com เป็นเว็บที่ให้ความรู้ด้าน EA มาช้านาน ซึ่งมีคลังความรู้ขนาดใหญ่ในการให้บริการของ 2 เว็บ นอกจากนี้เว็บต่างประเทศได้แก่ forexfactory.com และ forex-tsd.com เป็นอีกเว็บแต่ว่าเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษ สำหรับใครที่มีปัญหาภาษาอังกฤษก็อาจะลำบากหน่อย นอกจากนี้ก็จะเป็นเว็บ MQL5.com ซึ่งเป็นเว็บที่ให้บริการทางด้านเทคนิคครบวงจร มีชุมชนเทรดเดอร์ขนาดใหญ่ ที่คอยช่วยเหลือแต่ก็อย่างว่าแหละครับภาษาอังกฤษ ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำคือ สิงอยู่ที่นั่นและ ศึกษาหาความรู้ คุณจะได้เห็นวงจรของเทรดเดอร์ รวมทั้งวิถีชีวิต เทรดเดอร์ประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาด

ภาพที่ 3  เริ่มต้นเทรด Forex – เว็บบอร์ด

การได้อยู่ในเว็บบอร์ดเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากหนังสือ มันคือ จิตใจและการควบคุมอารมณ์ เป็นสถานที่ฝึกจิตใจอย่างดีเลยทีเดียว

เพื่อนลงทุน อาจารย์

ในหัวข้อที่ 4 เพื่อนที่ร่วมลงทุนกับเรา และอาจารย์ คนที่เรานับถือว่าเป็น idol หรือคนที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางในโลกของ Forex จุดเริ่มต้นเทรดที่ดี คือ การที่มีเพื่อนและสู้ไปด้วยกัน บางครั้งการไม่มีเพื่อนทำให้เราท้อแท้อยู่คนเดียวและเห็นความสำเร็จได้ยาก แม้ว่าเพื่อนจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเราได้

ภาพที่ 4  เริ่มต้นเทรด Forex – เพื่อนลงทุน

นอกจากเพื่อนแล้ว idol ของเราก็มีส่วนสำคัญ ถ้าหากคุณตามถูกคนแล้วมันจะทำให้คุณไม่เสียเวลาในการเทรดมาก อย่างไรก็ตามในตลาดร้อยละ 99 จะมีคนที่เก่งจริง ๆ อยู่ซึ่งอาจารย์แม้จะดีและทำให้เร็วในช่วแรก แต่ว่าไม่สามารถตอบโจทย์เราไปได้ตลอดหรอก

ทำไปเรื่อยสัก 10 ปี

นี่เป็นองค์ประกอบสุดท้ายของการเทรด Forex เพราะว่าหลายคนจะมาจบก็เอาตรงที่ไม่ได้ฝึกมันอย่างสม่ำเสมอนี่แหละครับ มีหลายเรื่องที่เราต้องใช้เวลาในการฝึกนานแสนนาน ยกตัวอย่างการไปเรียน ในมหาวิทยาลัยไม่ได้ช่วยทำให้เราเก่งขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ทำให้เรารู้ว่าจะต้องศึกษาอะไร มหาวิทยาลัยเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความรู้แต่ว่า หนทางของการเรียนรู้กว่าจะสำเร็จได้จะต้องใช้เวลานานเป็น 10 ปี เช่นการเขียนนโปรแกรมเป็นต้น

ภาพที่ 5  เริ่มต้นเทรด Forex – ความตั้งใจ

ในวงการอื่น ๆ น้อยมากที่คนจะเข้ามาในวงการแล้วประสบความสำเร็จเลย ส่วนมากก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังต้องเจอกับอุปสรรคอื่น ๆ นอกเหนือจากเวลาอีก เช่น ความเบื่อหน่าย ท้อถอย ความล้มเหลว ซึ่ง 10 ปีเป็นอะไรที่มากกว่าการอ่านหนังสือ คุณต้องขัดเกลาตัวเองให้แข็งแกร่ง ถึงจะเป็นเทรดเดอร์ที่สำเร็จได้

 

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีการสมัคร PAYPAL

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีการสมัคร PAYPAL

Paypal เป็นเสมือนธนาคารออนไลน์ เป็นเงินอีเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากมันสามารถใช้ซื้อหรือขายบริการที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ได้หลายรายการ นอกจากนี้ Paypal ยังใช้สำหรับรับเงินจากการที่เราขายของออนไลน์แล้วนำเงินเข้าบัญชีได้ด้วย วัตถุประสงค์สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ Paypal เพราะว่า มันเป็นที่ยอมรับของโบรคเกอร์หลาย ๆ แห่งในการใช้เป็นช่องทางการฝาก-ถอน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาพูดถึงการ สมัคร PayPal เอาไว้ใช้งาน

การสมัคร PayPal นั้นไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ paypal ที่รองรับภาษาไทยออกมามากขึ้น อย่างไรก็ตามภาษาไทยที่ใช้อาจจะแปร่ง ๆ ไปบ้างเพราะว่ามันมาจากวุ้นแปลภาษาของ Google ในวันนี้จึงมาพูดถึงการสมัคร Paypal เพื่อนำไปใช้งานในการเทรด Forex

แม้ว่า Paypal จะเป็นที่นิยม แต่ว่าเนื่องจากการบริการฝาก-ถอนโบรคเกอร์สำหรับคนไทยสามารถฝากผ่านธนาคารได้ ทำให้คนใช้ช่องทางธนาคารเป็นหลัก แต่ Paypal ก็ยังเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากสามารถใช้กับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้ด้วย โดยขั้นตอนการสมัคร Paypal นั้นมีขั้นตอนง่ายและไม่ซับซ้อน ดังต่อไปนี้

  1. เปิดหน้าเว็บ com

ภาพที่ 1 การสมัคร Paypal – หน้าจอ website Paypal

เมื่อเราเปิดหน้าเว็บ Paypal.com มันจะทำการส่งหน้าเว็บที่เป็นภาษาของเรามาให้อัติโนมัติ แต่บางครั้ง มันก็ขึ้นหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษให้ อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเลือกภาษาที่เป็นของเราได้ โดยไปที่ปุ่มเลือกภาษา ซึ่งเมื่อเราเปิดเว็บ Paypal ขึ้นมาแล้วและทำการสมัคร โดยคลิ๊กเลือก “สมัครสมาชิก”  Paypal ดังที่ปรากฏในรูปที่ 1 เมื่อคลิ๊กแล้วมันจะนำเราไปที่หน้าอีกหน้าหนึ่ง คือ มันจะให้เราเลือกประเภทบัญชี 2 ประเภท คือ

  1. ซื้อสินค้าด้วย Paypal สำหรับผู้ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นหลัก
  2. รับชำระเงินด้วย Paypal สำหรับบุคคลทั่วไปและธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินเป็นหลัก

ในตัวอย่างที่ผมกล่าวในการอธิบายการสมัครนี้เป็นการสมัครในข้อ 1 คือ ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นหลัก แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถใช้มันรับชำระเงินได้ เพียงแต่ว่าเราใช้ซื้อสินค้าเป็นส่วนใหญ่มากกว่าขายสินค้าหรือรับชำระเงินเท่านั้น

ภาพที่ 2 วิธีสมัคร PayPal – เลือกประเภทบัญชี

ในภาพที่ 2 เราต้องเลือกบุคคลทั่วไป คือการซื้อสินค้าด้วย Paypal แล้วกดเริ่มใช้งาน  ก็จะนำเราไปยังหน้ากรอกข้อมูลเพื่อทำการสมัคร โดยข้อมูลที่ทำการกรอก จะต้องเป็นข้อมูลจริง ซึ่งข้อมูลที่ใส่ในหน้านี้ยังเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด

ภาพที่ 3 วิธีสมัคร Paypal – กรอก ข้อมูล

เมื่อกดเข้าสมัครจะปรากฏหน้าให้กรอก Email ให้เรากรอกข้อมูลเพื่อสมัคร รวมทั้ง Email และรหัสผ่าน ซึ่งท่านควรจะทำการจดรหัสผ่าน ใส่โปรแกรม หรือมีที่เก็บรหัสผ่านไว้ ไม่เช่นนั้นท่าจะลืม เพราะว่านี่มันเกี่ยวกับเรื่องเงินทองที่มีความสำคัญ  จึงต้องทำการบันทึกไว้ และที่สำคัญหากคนที่มีหลาย Email ต้องทำการจด Email และรหัสผ่านที่ทำคู่กันไว้ด้วย เมื่อกรอกรหัสผ่านและยืนยันระหัสผ่านเสร็จแล้ว กด ถัดไป จะนำเราไปสู่หน้ากรอกข้อมูลส่วนบุคคล

ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลนี้จะใช้ในการยืนยันตัวตน รวมทั้งการส่งใบแจ้งหนี้กรณีชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรืออื่น ๆ โดยทำการกรอกตามที่ปรากฏอยู่ในช่องว่างตามคำแนะนำของ Paypal ได้เลย

ภาพที่ 4 สมัคร paypal – กรอกข้อมูล

ซึ่งตรงนี้แนะนำว่าให้ใส่ชื่อที่อยู่จริง เพราะว่าหลังจากนี้จะมีการยืนยันที่อยู่ หากใส่ที่อยู่ปลอมไปเราจะไม่มีเอกสารส่งยืนยันตัวตน หลายคนชอบใส่ที่อยู่ปลอมจนสุดท้าย กลายเป็นสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมามากกว่าเดิม หลายคนอาจจะกลัวที่จะสูญเสียความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตามเนื่องจากความทันสมัยและความปลอดภัยของโลกอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น ท่านสามารถสังเกตุได้จาก เครื่องหมายรูปแม่กุญแจที่อยู่ตรงหัวช่องใส่ URL ซึ่งถ้าหากมีเครื่องหมาย นั้นปรากฏอยู่หมายความว่าเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นก็จะเสร็จสิ้นการสมัครใช้งาน paypal ที่แสนง่าย

ภาพที่ 5 วิธีสมัคร Paypal – การสมัครเสร็จสิ้น

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วเราก็สามารถใช้งาน Paypal ได้ทันที ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างดังภาพที่ 5 โดยสามารถเริ่มใช้งาน โดยการไปดูร้านค้าที่เราต้องการซื้อสินค้า การชำระเงินก็คือช่องทางการจ่ายเงินให้ Paypal หรือเราสามารถเพิ่มบัตรเครดิตเข้าสู่ Paypal ได้ เช่นกัน

  1. ตัวเลือกการเพิ่มบัตรเครดิต

เราสามารถเพิ่มบัตรเครดิต เพื่อความสะดวกในการชำระเงิน โดยใส่รายละเอียดบัตรเข้าไป ดังปรากฏในภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 6 วิธีสมัคร Paypal – การเพิ่มบัตรเครดิต

การเพิ่มบัตรเครดิตเข้าสู่ Paypal อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่ เนื่องจาก บัตรเครดิตส่วนใหญ่ก็ก็จะสามารถชำระเงินออนไลน์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเชื่อมและฝากเงินเข้า Paypal ผ่านบัตรเครดิตต้องเสียค่าธรรมเนียม จึงอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่  สำหรับ PayPal นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตแล้วต้องการซื้อของออนไลน์มากกว่า

  1. ตัวเลือกเชื่อมโยงบัญชีธนาคาร

ตัวเลือกการฝากเงินเข้าผ่านธนาคาร เป็นตัวเลือกที่จะดูดีที่สุดในการใช้จ่ายผ่านบัตรออนไลน์ เพียงทำตามคำแนะนำไปเรื่อย ๆ โดยการเลือกธนาคารที่คุณเป็นเจ้าของเงิน

ภาพที่ 7 วิธีสมัคร paypal – เชื่อมธนาคาร

เสร็จแล้วทำการ Add ธนาคารเข้าสู่ระบบ กรอกเลขบัญชีและข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งจะทำการหักเงินไว้เพื่อทำการยืนยันตัวตน โดยจะคืนมาทีหลัง ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก

  1. โบรคเกอร์ที่รับฝาก Paypal

สำหรับท่านที่ทำการเทรด Forex นั้น โบรคเกอร์ที่ Forex ส่วนใหญ่จะมีบริการฝากถอนผ่าน – Paypal อยู่แล้วยกเว้นบางโบรคเกอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับท่านที่มีบัตรเครดิต การฝากถอนผ่าน โบรคเกอร์ Forex นั้นไม่ได้เป็นปัญหาเลย  เพราะว่าโบรคเกอร์ส่วนใหญ่ให้บริการการฝากถอนผ่านบัตรอยู่แล้ว

ภาพที่  8 วิธีสมัคร paypal – โบรคเกอร์ที่ให้บริการ paypal

จากภาพจะเห็นว่า โบรคเกอร์ที่ให้บริการ paypal ส่วนใหญ่เป็นโบรคเกอร์ที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น แต่โบรคเกอร์ยอดนิยมของคนไทย ไม่ได้มีบริการฝากถอนผ่าน Paypal นั่นคือ XM

  1. บัญชี Paypal ใช้ทำอะไรอีกบ้าง

บัญชี Paypal เป็นทางเลือกของการขายของออนไลน์ที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด และ paypal ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมกับลูกค้าของเรา ดังนั้น ถ้าหากเราจะขายของออนไลน์ Paypal ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุดเลยครับ นอกจากนี้ การโอนเงินระหว่างประเทศ ก็เป็นสิ่งที่นิยมในบัญชี Paypal เพราะว่าไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาล สำหรับคนที่ทำงานอยู่เมืองนอกและอยากส่งเงินกลับมาไทย PayPal ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม แต่บัญชีปลายทางก็ต้องมีบัญชี Paypal เช่นกันและต้องมีช่องทางในการนำเงินออกด้วย ไม่เช่นนั้น PayPal ก็อาจจะไม่มีประโยชน์

PayPal นั้นส่วนใหญ่จะเป็นบริการซื้อขายของออนไลน์ของต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเนื่องจากว่า ผู้ให้บริการออนไลน์ในไทย ไม่นิยมใช้ PayPal เนื่องจากเรามีทั้ง พร้อมเพย์ หรือการโอนผ่านธนาคาร ซึ่งสามารถทำได้สะดวกรวดเร็วกว่า นอกจากบริการชำระเงิน หรือว่าส่งเงินแล้ว Paypal สามารถตั้งค่าเกี่ยวกับภาษี  รวมทั้งติดตามสินค้าคงเหลือ ผ่านอีเมลล์ คำนวณค่าขนส่งโดยอัติโนมัติ และสามารถเชื่อมกับร้านได้โดยตรงทำให้การชำระเงินสะดวกสบายกับเว็บซื้อขายของที่มีชื่อเสียง เช่น Ebay  Prestashop  Shopify เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถทำใบแจ้งหนี้ออนไลน์ให้กับลูกค้าของคุณผ่าน Paypal ได้ด้วย เรียกได้ว่า ฟังค์ชั่นที่ออกแบบมานั้น ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนทำธุรกิจซื้อขายของออนไลน์โดยเฉพาะ แถมตอบโจทย์ทุกอย่างโดยไม่ต้องไปจ้างเหมือนมีมืออาชีพมาคอยช่วยคุณอยู่ตลอดเวลา

ถึงแม้จะมีข้อดีมากมายแต่ Paypal ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ก็ไม่มีใครทำธุรกิจฟรีหรอกครับ ซึ่งข้อเสียของ Paypal มีดังต่อไปนี้

  1. ค่าธรรมเนียมบริการที่ค่อนข้างสูง ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะส่งผลจากประเภทบัญชีที่เราเปิดตอนแรก ระหว่างคนที่เป็นคนซื้อของออนไลน์ หรือว่าเป็นคนที่ขายของออนไลน์ด้วย
  2. ถ้าหากมีเงินในบัตรเครดิตไม่เพียงพอ เราจะโดนการจำกัดการเข้าถึงบัญชี ซึ่งมีความยุ่งยากในการแก้ไข อีกทั้งต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ต่างประเทศ
  3. ข้อสุดท้ายก็คือที่ได้กล่าวไว้แต่ตอนแรกว่า มันไม่ค่อยได้รับความนิยมในไทยแต่มีประโยชน์มากในการซื้อของออนไลน์ต่างประเทศครับ

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


โบรคเกอร์ XM ดีไหม?

คะแนนโดย admin

เส้น

โบรคเกอร์ XM ดีไหม?

การเลือกโบรคเกอร์เป็นประเด็นสำคัญของการเทรด เพราะว่า โบรคเกอร์ที่แตกต่างกันให้คุณสมบัติและการออกแบบพอร์ทลงทุนที่แตกต่างกัน ซึ่งแต่ละโบรคเกอร์ก็มีบัญชีหลายประเภทและแตกต่างกันเข้าไปอีก ทำให้การเลือกโบรคเกอร์เป็นเรื่องสำคัญมากในการลงทุน Forex  หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า แล้วโบรคเกอร์ที่เหมาะสมกับคนไทยมีโบรคเกอร์ไหนบ้าง วันนี้ผมมา Review โบรคเกอร์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับโบรคเกอร์นะครับ เป็นโบรคเกอร์ที่ผมใช้บริการมานานแล้ว นั่นคือ XM โบรคเกอร์

โบรคเกอร์ XM เป็นโบรคเกอร์หนึ่งที่เปิดให้บริการกับคนไทยมายาวนานมาก ซึ่งวันนี้ผมจะรีวิวข้อดีข้อเสียของมันรายละเอียดทีละรายการเกี่ยวกับ Broker XM ให้ได้เป็นตัวเลือกในการตัดสินใจกันครับ

openacc

ข้อมูลเบื้องต้น

XM Group เป็นผู้ให้บริการออนไลน์โบรคเกอร์ Forex ซึ่งจดทะเบียนและลงทะเบียนภายใต้ CySEC หมายเลขใบอนุญาตเลที่ 120/10 ซึ่งชื่อบริษัทที่ดูแล XM Group คือ Trading Point of Financial Instruments Ltd. บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Limassol Cyprus ซึ่งเดิมที่ XM Group ก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 2009 ต่อมากิจการประสบความสำเร็จจึงตั้งเป็น Trading Point of Financial Instrument Pty, Ltd. ในปี 2015 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Sydney ประเทศ Australia ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ASIC หมายเลขใบอนุญาต 443670 ต่อมา บริษัท Trading Point of Financial Instrument UK Ltd. ก่อตั้งขึ้นในปี 2016 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทำการจดทะเบียนกับ FCA หมายเลขทะเบียน 705428  ด้วยคุณสมบัติแบบนี้ทำให้ XM Group เป็นกลุ่มบริษัทที่น่าสนใจ มีความน่าเชื่อถือ มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง

ผลิตภัณฑ์ของ XM

XM ให้บริการการเทรด Forex และ CFD สินทรัพย์ทางการเงินต่าง ๆ โดยจะให้บริการ 24 ชั่วโมง 5 วัน บนพื้นฐาน 17 ภาษา ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการที่เข้าใจยิ่งขึ้นและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี เนื่องจาก มีล่ามหรือผู้ให้บริการตอบแชทในภาษานั้น ๆ ตัวเลือกการให้บิรการของ XM group มีตั้งแต่ Forex  Commodity Stocks Precious material ซึ่งนั่นคือตัวอย่างคร่าว ๆ

รูปแบบบัญชี

รูปแบบบัญชีบัญชีที่ให้บริการของลูกค้าของ XM มี 3 รูปแบบบัญชี ได้แก่ บัญชี Micro Account บัญชี Standard Accound และบัญชี XM Ultralow Account

ภาพที่ 1 XM โบรคเกอร์ดีไหม? – ประเภทบัญชี

สำหรับบัญชี Standard และ Micro สิ่งที่แตกต่างกันคือ ขนาด position และกำไรขาดทุนต่อ position นั้น ๆ โดย Micro Account จะมีขนาดกำไรเล็กกว่า บัญชี Standard Account เพราะขนาด Contract size ของมันเท่ากับ 1:1000 เท่านั้นเอง ขณะที่ Standard Account มีขนาด 1:100,000 Lot ซึ่งรองรับการเทรดขนาดใหญ่และพอร์ทลงทุนขนาดใหญ่กว่า สำหรับยอดเงินฝากไม่เกิน 10,000 USD แนะนำให้ใช้ Micro Account ดีกว่า ขณะที่ยอดเงินฝาก 10,000 – 30,000 ก็สามารถใช้ Standard Account ได้ นอกจากนี้ของ XM ก็มีประเภทบัญชี Ultralow Account คือ สิ่งที่ Low คือค่า Spread ที่ต่ำกว่า เนื่องจากทั้ง 3 ประเภทบัญชีเป็นบัญชีแบบ Variable Spread แต่ว่า Ultralow Spread มีส่วนต่าง Spread นั้นน้อยกว่า ซึ่งเดิมเป็นบัญชีแบบ Zero Account คล้ายคลึงกับ ECN Account ภายหลังบัญชี Zero Account ได้หยุดการให้บริการแต่ยังมีการรักษาลูกค้าเดิมไว้อยู่ ข้อแตกต่างของบัญชี Zero account ที่ปิดไปแล้วกับ Ultralow Account คือ ไม่มีค่า commission ในการส่งคำสั่ง แต่ก็ยังมี Swap ที่ถือออเดอร์ข้ามคืนต่อไป

ลักษณะสำคัญของ XM อีกอย่างหนึ่งคือ การมี Leverage ให้ใช้ประมาณ 1:800 เท่าซึ่งเป็น Leverage ที่ค่อนข้างสูงพอสมควรแต่ยังไม่สูงที่สุดในกลุ่ม Broker อื่น ๆ

ผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ

ผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการซื้อขายของ XM มีความหลากหลายสูง ซึ่งประกอบด้วย ค่าเงิน จำนวน 55 คู่เงินที่สามารถเทรดได้ โดยมากคู่ที่สำคัญ ๆ ก็เพียงพอที่เราจะเทรดแล้วครับ มี CFD ของหุ้นต่างประเทศให้เทรดจำนวนหนึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นในอเมริกา และเป็นดัชนีสำคัญ ๆ ของตลาดหุ้นใหญ่ ๆ เช่น ในลอนดอน และ เยอรมัน นอกจากนี้ยังมีสินค้าโภคภัณฑ์ที่ให้บริการเทรด คือ พวก Soft Commodity เช่น เมล็ดพืช ได้แก่ ข้าวโพด ข้าวสาลี กาแฟ  และ Hart Commodity เช่น ทองคำ เงิน แร่ธาติมีค่า พลังงานเช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น

ภาพที่ 2 XM โบรคเกอร์ดีไหม? – ผลิตภัณฑ์ของ XM

ซึ่งถ้าหากดูจากผลิตภัณฑ์แล้ว ถือว่า XM เป็นโบรคเกอร์ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ค่อนข้างหลากหลาย และมีตัวเลือกให้เทรดมากกว่าที่อื่นหลายที่

ซึ่งจากผลิตภัณฑ์และบริการเป็นหลักที่เราเลือกใช้บริการโบรคเกอร์สำหรับข้อดีและข้อเสียของโบรคเกอร์ XM นั้นเราจะมาดูรายข้อกันเลยครับ

ข้อดี

ข้อดีของโบรคเกอร์ XM  มีดังต่อไปนี้

  1. การบริการฝากถอน – ถือเป็นจุดแข็งของ XM สำหรับเทรดเดอร์ชาวไทย เพราะว่า การฝากถอนของ XM นั้นสามารถทำผ่านธนาคารในไทยได้ หมายความว่า ทั้งการฝากและการถอนนั้นทำให้เราไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนแม้แต่บาทเดียว ซึ่งนี่ถือเป็นจุดแข็งที่สำคัญของ XM ในการให้บริการคนไทย

ภาพที่ 3 XM โบรคเกอร์ดีไหม? – การฝากถอน

นอกจากการบริการฝากถอนผ่านธนาคารในไทยแล้ว ที่ XM ยังสามารถฝากเป็น Crypto Currency ได้อีก ซึ่งมันทำให้เราสามารถเชื่อมผลิตภัณฑ์การเงินของสายอื่น ๆ เชื่อมเครื่องมือทางการเงินทำให้สะดวกต่อการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการ รับโอนหรือ ถอน เป็น Bitcoin เพื่อเข้าไปเทรดในบัญชีของ Bitcoin ได้

  1. การตอบ Chat เป็นภาษาไทย

คนตอบแชท มักจะสร้างปัญหาให้เรา ถ้าหากเราสื่อสารกับเขาไม่ได้ การเทรด Forex เป็นอะไรที่ต้องเจอกับปัญหาพวกนี้ ได้แก่ การต้องมานั่งดีลว่า เมื่อไหร่เงินฝากที่เราทำการถอนมาจากบัญชีเทรดจะเข้าบัญชี การถอนเงินออกจากบัญชีเทรดมายังบัญชีธนาคาร จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ระหว่างนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนไหนซึ่งเป็นกระบวนการที่ยุ่งยากในการ Deal กับเจ้าหน้าที่ที่พูดแต่ภาษาอังกฤษ ที่ XM จะมีเจ้าหน้าที่คนไทยคอยให้บริการฝ่ายลูกค้า ทำให้บริการและการแก้ไขปัญหานั้นทำได้รวดเร็วและตรงจุด ผมไม่เคยมีปัญหากับเรื่องฝากถอนที่ XM หรือการเคลมเงิน เนื่องจากการส่งคำสั่ง หรือว่า กราฟผิดปกติ ก็สามารถเคลมเงินคืนได้ตลอดเลย

  1. Deposit Bonus และ No Deposit Bonus

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบ XM คือ Deposit Bonus คือ เขาให้โบนัสเราและสามารถใช้เป็น Equity ได้ โดยไม่มีเงื่อนไขที่จำกัดและซับซ้อน บางโบรคเกอร์จะให้ Deposit Bonus มาแต่เมื่อทำกำไรได้จาก Bonus ไม่ให้ถอน ซึ่งงั้นจะให้ Bonus มาทำไม ที่นี่ ถ้าเกิดเรามี Bonus ทำให้เราสามารถใช้มันเป็น Equity ในการเทรดทำกำไรได้ และสามารถถอนกำไรจาก Bonus โดยไม่มีเงื่อนไขจุกจิก

นอกจาก Deposit Bonus แล้วสำหรับคนที่ต้องการลองเทรด ก็สามารถใช้บริการ No Deposit Bonus ได้ แม้ว่าจำนวนเงินจะไม่มากนัก แต่ก็มากกว่าที่อื่น ๆ เพราะที่นี่เขาให้ถึง 30 USD เลยครับ การได้ Bonus แม้จะไม่ช่วยให้เราได้สร้างพอร์ทลงทุนระยะยาว แต่มันก็ช่วยในการออกแบบพอร์ทลงทุน เพื่อให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมการเทรด แน่นอนว่ามันคงสร้างจาก 30 ไปเป็น 50,000 USD ไม่ได้หรอกครับ โดยไม่ฝากเข้า

ภาพที่ 4 โบรคเกอร์ XM ดีไหม? – โปรโมชั่น

  1. Spread ต่ำ

XM ถือว่าเป็นโบรคเกอร์หนึ่งที่มี Spread ต่ำถ้าหากเราเปรียบเทียบกับหลาย ๆ โบรคเกอร์ในตลาดดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 5 โบรคเกอร์ XM ดีไหม? – เปรียบเทียบ Spread

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับข้างบน ท่านจะเห็นว่า XM มี Spread ในค่าเงินหลัก ๆ หลาย ๆ คู่ที่ต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับโบรคเกอร์ขนาดใหญ่ด้วยกัน อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ผมนำเสนอเป็น Variable Spread ไม่ได้หมายความว่ามันจะต่ำอยู่ตลอดเวลา ท่านสามารถไปตรวจสอบได้ใน myfxbook.com เพื่อเปรียบเทียบ Spread แบบ Real Time

ข้อเสีย

ข้อเสียของโบรคเกอร์ XM นั้นอาจจะมีถ้าหากเราไม่ได้เปรียบเทียบกับโบรคเกอร์อื่น ๆ แต่ถ้าเราเปรียบเทียบกับโบรคเกอร์อื่นแล้วข้อเสียของ xm มีน้อยมาก ซึ่งในฐานะที่ผมทำ affiliate program กับ xm ก็ต้องถือว่า คนที่ทำ affiliate program กับ xm นั้นได้ค่าคอมมิชชั่นไม่มาก ซึ่งจริง ๆ แล้วดีต่อลูกค้ามากกครับ แต่สัดส่วนที่ได้จากโบรคเกอร์อื่น ๆ ก็น้อยกว่าเช่นเดียวกัน นอกจากข้อที่กล่าวมา xm มักจะมีปัญหาที่ Server จำนวนมาก ทำให้ข้อมูลที่อยู่ใน Server มีไม่มาก ซึ่งจะมีปัญหาในการทำ Back Test คือระยะเวลาข้อมูลที่มีติดอยู่ในโปรแกรม MT4 นั้นน้อยเกินไป ทำให้การทำ Back Test ต้องไปหาข้อมูลจากเว็บอื่นนำมาลงเองในเครื่อง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความหลากหลายของโปรแกรมเทรด XM มีให้โปรแกรมเทรดเพียงแค่ MT4 กับ Web Trade เท่านั้น ทำให้การเชื่อมเครื่องมือระหว่างโปรแกรมสมัยใหม่ยังทำได้ยาก เช่น Python เป็นต้น การเพิ่มการเชื่อมต่อทำให้ตัวเลือกของเทรดเดอร์มีมากขึ้นครับ

จากรีวิวที่ผ่านมาอาจจะช่วยท่านตัดสินนในการเลือก โบรคเกอร์ได้บ้าง ซึ่งท่านก็สามารถอ่านของท่านอื่น ๆ ดูได้ครับ

openacc

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น

คะแนนโดย admin

เส้น

เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น

การเทรด Forex ระยะสั้น หมายถึงการเทรด โดยมีระยะเวลาการถือครอง position ตั้งแต่ระยะเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ถึงระยะเวลาประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ โดยไม่เกินนี้ โดยสัมพันธ์กับ Time Frame ที่ทำการเทรด หรือ Time Frame ที่ใช้ในการเทรด เช่น Time Frame 1H หรือ 4H ซึ่งระยะเวลาในการถือครองจะสอดคล้องกับการวิเคราะห์ โดยการเทรดระยะสั้นเป็นการเทรดที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากต้องการทำรอบในการทำกำไรที่รวดเร็ว  การทำรอบในการทำกำไรที่รวดเร็วสามารถเพิ่มกำไรได้อย่างรวดเร็ว สามารถสร้างการเจริญเติบโตของพอร์ทได้เร็ว ในกรณีที่ทำกำไรได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเทรด Forex แบบระยะสั้นก็ทำให้พอร์ทการลงทุนลดลงได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่ขาดทุนอย่างต่อเนื่องอีกเช่นกัน ซึ่งจะมีอธิบายในเทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้นนี้

เทคนิคในการเทรด Forex สามารถแบ่งเป็น 3 ระยะหลัก ๆ ได้แก่ การเทรดระยะสั้นมาก ๆ คือการเทรด Scalping ซึ่งเป็นการถือ Position ในระดับหลักชั่วโมง และถือไม่เกิน 1 วัน เรียกทั่วไปว่า Day Trader หรือถ้าหากเป็นการเทรดระยะสั้น คือการเทรด แบบ Swing Trade จะถือ position ยาวขึ้นมาหน่อย คือ ระยะ 1 วัน จนถึงระยะเวลา 1 – 2 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวทำให้ต้นทุนการถือ position ไม่มีนัยสำคัญมากนัก การเทรดระยะกลาง คือการถือ Position หลัก 1 – 2 เดือน ขณะที่การเทรด ระยะยาว หรือ Long Term Trading เกี่ยวข้องกับการเทรด โดยใช้พื้นฐานเศรษฐกิจ นโยบายการเงินในการวิเคราะห์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนโยบาย 1 ครั้งต้องอาศัยผลของมันในระยะยาว จึงอาจจะเรียกว่า การเทรดระยะยาวอาจจะต้องถือ position เป็นปี ๆ เลย ซึ่งวันนี้เราจะมาขยายความการเทรดระยะสั้นกันก่อน ดังนี้

ข้อได้เปรียบและจุดอ่อนของการเทรดระยะสั้น

ข้อได้เปรียบของการเทรดระยะสั้น คือ การเทรดระยะสั้นสามารถคาดการณ์ได้ง่าย  การคาดการณ์ได้ง่ายหมายความว่า อย่างไร การเทรดระยะสั้นคือการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคล้วน ๆ ซึ่งการคาดการณ์ของการวิเคราะห์ทางเทคนิคสามารถใช้ Time Frame ที่ใหญ่ว่าในการคาดเดาทิศทาง สิ่งที่คนเทรดระยะสั้นต้องระวังคือ การไม่เผลอถือ position นอกเหนือแผนการเทรดของตัวเอง เพราะว่า ถ้าหากเราไม่ตั้ง Stop loss แล้วผลการเทรดที่ขาดทุนจะนำไปสู่การลดลงของพอร์ทอย่างใหญ่หลวง เนื่องจาก การเทรดระยะสั้น ระยะทางการวิ่งของราคาจะน้อย ทำให้ส่ง Lot ใหญ่เพื่อชดเชยกับระยะทาง ดังนั้น หากเราไม่ใส่ Stop loss ในการเทรดระยะสั้น คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะต้องเผชิญชะตากรรมอะไรบ้าง

ภาพที่ 1 เทคนิคการเทรด Forex ระยะสั้น – ข้อดีข้อเสีย

ข้อดีของการเทรดระยะสั้นอีกอย่างคือ เราไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระยะยาว เราสามารถตั้ง Position และเปิด Stop loss ไว้ เมื่อมันชน Stop loss ก็คือ จบการเทรด เราไม่ต้องเผชิญกับภาวะจิตใจที่ต้องรู้สึกว่าจะต้องทนกับการถือ position ลองดูการเทรดระยะยาว ที่ต้องถือ position ข้ามปี และต้องถือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน (Swap) ทำให้กำไรที่กว่าจะได้มานั้นบางครั้งอาจจะไม่ Cover ขาดทุนจาก Swap ด้วยซ้ำ ซึ่งการเทรดระยะสั้นไม่ต้องเผชิญข้อนี้

อย่างไรก็ตามการเทรดระยะสั้น นั้นยังมีข้อเสียที่ตามมาอย่างชัดเจน คือ การเผชิญกับภาวะจิตใจที่ขึ้น ๆ ลง เช่น ถ้าหากเราขาดทุนติด ๆ กันสัก 6 ครั้ง เราจะหงุดหงิดและโมโห อยากจะเอาคืน ซึ่งมันมีความเป็นไปได้สูงมากที่เราจะทำอะไรโดยไม่คิด ขาดสติจากการโมโหนั้นและโดยการส่ง Lot ขนาดใหญ่เพื่อจะเอาคืน ซึ่งหลายคนก็เกิดอาการฟิวส์ขาดนี้ได้บ่อย ๆ  นอกจากนี้ การเทรดระยะสั้น อาจจะทำให้ผลตอบแทนลดลงอย่างรวดเร็วอย่างมีนัยสำคัญ นั่นเพราะว่า เมื่อเราขาดทุนในระยะสั้น เรายังขาดทุนได้บ่อยครั้งกว่าการถือ position ในระยะยาว เมื่อขาดทุนติด ๆ กันทำให้การกลับมาใหม่เพื่อทำให้ได้ระดับที่เท่าทุนนั้นยิ่งทำได้ยาก

จากข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบดังกล่าว การเทรดระยะสั้นนั้น เทรดเดอร์ต้องฝึกให้มีความชำนาญ และสามารถป้องกันปัญหาข้ออ่อนของมันไม่ให้เกิดขึ้น โดยการไม่ทำตามอารมณ์ ทำตามแผนการเทรด จะทำให้ไม่นำตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายได้

 

กลยุทธ์การเทรด

การเข้าเทรดในการเทรดระยะสั้น นั้นจะต้องใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับ Time Frame โดยกลยุทธ์การเทรดนี้จะพูดถึง การเข้า การออก จากการเทรด ซึ่งรวมถึงเครื่องมือและ indicator ต่างที่ควรใช้ ดังนี้

การเข้าเทรด

การเข้าเทรด การเทรดระยะสั้น เป็นการเทรด Swing ประเภทหนึ่ง ซึ่งเครื่องมือประเภทเทรด Swing ก็จะสามารถใช้ Stochastic RSI  หรืออาจจะใช้เครื่องมือประเภทเทรนด์ได้ แต่ว่าจะต้องใช้ Time Frame เล็กกว่าที่กำหนด ในตัวอย่างนี้ผมจะใช้ Stochastic ในการจัดการการเข้าเทรด โดยเลือก Time Frame  4 ชั่วโมง ซึ่งรอบของการขึ้นลงต่อรอบเท่ากับ ประมาณหลักสัปดาห์ ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 2 การเทรด forex ระยะสั้น  – กรอบระยะเวลาที่เทรดกับ Stochastic

จากภาพที่ 2 จะเห็นว่า กรอบระยะเวลาที่ใช้ในการเทรด คือกรอบ 4 ชั่วโมง แต่ระยะเวลาที่เทรนด์กินเวลานั้นกินระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งระยะเวลาการถือจะอยู่ในช่วงนี้ เกือบทุกครั้ง  สำหรับการเข้าเทรด เราใช้หลักการง่าย ๆ นั่นคือ

ส่ง Buy เมื่อ Stochastic เกิดสัญญาณ Oversold หรือ ตัดลงต่ำกว่า ระดับ 20 ขณะที่ การส่ง Sell คือการส่งเมื่อเกิดสัญญาณ Overbought ซึ่งการเทรดต้องมีการตั้ง Stop loss ทุกครั้ง เนื่องจากขนาดของการส่งคำสั่งมีขนาดใหญ่ ไม่เช่นนั้นถ้าหากเกิดข่าวไม่ดีออกมาอาจจะทำให้การขาดทุนนั้น ขาดทุนแบบไม่มีจุดสิ้นสุดได้

ภาพที่ 3 การเทรด Forex ระยะสั้น – สัญญาณเทรด

จากภาพจะเห็นสัญญาณเทรด Buy และ สัญญาณ Sell ของการเทรด ซึ่งบางช่วงของการเข้าเทรดอาจจะไม่ใช่ราคาต่ำสุด ซึ่งถ้าหากเราไม่เพื่อช่องราคาให้มันวิ่ง มันอาจจะชน Stop loss และดีดขึ้นจนทำให้เราหงุดหงิด ซึ่งเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว เราควรต้องประมาณการว่า ระยะห่างที่จะเหมาะสมกับการตั้ง Stop loss  โดยการคำนวณจุดเข้าและจุดที่มันวิ่งไปอีกเท่าไหร่ สัก 100 ครั้งก็จะได้ระยะทางเฉลี่ย โดยเราอาจจะใช้ค่าสูงสุด บวก 10 pip ก็ได้ เมื่อกำหนดได้แล้วจะได้รู้ว่า RisK Reward ของการเทรด จากคาดการณ์กำไรที่จะไปเท่ากับเท่าไหร่

นอกจากากรตั้ง Stop loss แล้ว เราควรทำการตั้ง Trailing Stop เพื่อป้องกันออเดอร์ที่กำไรกลับกลายเป็นออเดอร์ขาดทุน ในกรณีที่มีการถือ position ข้ามคืน ตอนกลางคืนไม่ได้ดูทำให้เราไม่ต้องกังวล แม้ว่ากำไรอาจจน้อยไปบ้างเพราะมันอาจจะย้อนกลับมาชนการแกว่งตัวของราคา แต่ก็ทำให้ความปลอดภัยนั้นเพิ่มขึ้น

การจัดการการเงินและแผนการเทรด

การจัดการการเงิน และ แผนการเทรด นั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อนสำหรับการเทรดระยะสั้น สิ่งที่ยากกว่าคือ การรักษาวินัยให้ได้ตามการวางแผนการลงทุน โดยการจัดการการเงินที่ดีที่สุดสำหรับระบบการเทรดแบบนี้ คือ การเสี่ยงทีละ 1 – 2 % เท่านั้น ขณะที่ควบคุม Risk Reward ให้ได้ใกล้เคียงกับ 1:2 ทุกครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่างหนึ่งของแผนการเทรดคือ การทำ Journal เพื่อควบคุมอารมณ์ตัวเราเอง

ภาพที่ 4 – เทคนิคการเทรดระยะสั้น – Journal ควบคุมอารมณ์

ขณะที่แผนการเทรดนั้น ควรจะต้องมีการวางเป้าหมาย โดยเป้าหมาย คือการอยู่ให้รอดในตลาดให้นานที่สุด ในตลาดเราไม่รู้ว่โอกาสของเราจะมาในวันไหนสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราทำได้คือ การอยู่รอดเพื่อให้วันที่เราจะทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำมาถึง นั่นคือวันที่เราสามารถทำกำไรติด ๆ กันได้ ถ้าหากอยากประสบความสำเร็จเราต้องให้ความสนใจกับ Consecutive win เพราะว่านั่นคือวิธีที่จะทำให้พอร์ทลงทุนเติบโต

ภาพที่ 5 เทคนิคการเทรดระยะสั้น – แผนการเทรด

แผนการเทรดเป็นสิ่งที่จะทำให้เราเติบโตในระยะยาว ซึ่งเราควรพัฒนาแผนการเทรดและปรับปรุงมันอยู่เสมอ  การพัฒนาแผนการเทรดที่ดีนั้นควรจะต้องมีหลักการและเหตุผล โดยอ้างอิงตามลักษณะปัญหาของการเทรดที่เกิดขึ้น เทรดเดอร์ต้องทำหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาของตัวเองในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ADX indicator

คะแนนโดย admin

เส้น

ADX indicator

Average Directional Movement Index (ADX) เป็นเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของเทรนด์ ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1978 โดย Welles Wilder ซึ่งเป็นชุดหนึ่งของเครื่องมือทางการเงินของเขา ชื่อเรียก ADX เป็นชื่อที่นิยมเรียกกัน และ ADX กลายเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่นิยมใช้กันต่อมา เพราะว่ามันมีให้ใช้ในโปรแกรมพื้นฐานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปเช่น MQL4

ตัว ADX เป็นการรวมกันของ 2 indicator ที่ถูกพัฒนาโดย Wilder คือ positive directional indicator (abbreviated +DI) และ Negative Directional Indicator (-DI) ADX รวม indicator 2 อัน ทำให้มันเรียบโดยใช้ Moving Average

Indicator ADX นนนั้นจะบอกเทรดเดอร์ว่าเมื่อไหร่ตลาดเป็นเทรนด์  มันจะกรองสัญญาณและช่วยให้เทรนด์เรียบขึ้นจากช่วงที่เกิดสัญญาณหลอก

การสร้าง ADX

การสร้าง ADX ต้องใช้ Indicator 3 ตัว คือ

  1. Plus Directional Movement Index (DI+)
  2. Minus Directional Movement Index (DI-)
  3. ADX Line

ตัว ADX มันจะทำให้ความต่างระหว่าง DI+ และ DI – นั้นเรียบ ซึ่ง ADX Line นั้นไม่สามารถเป็นค่าลบได้ โดย ADX มีหน้าตาดังนี้

ภาพที่ 1 ADX Indicator – ตัวอย่าง ADX indicator

ในภาพแสดง ADX indicator จะประกอบด้วยเส้นสามเส้น คือ เส้นประสีเขียว เส้นประสีชมพู และเส้นทึบสีเขียวเข้ม โดยที่เส้นประสีเขียว คือ DI+ ขณะที่เส้นประสีชมพู คือ DI- และเส้นสีทึบเขียวเข้ม คือ เส้น ADX

การใช้งานและตีความ

การตีความ ADX อย่างที่ได้กล่าวไว้แต่แรกว่า ADX ใช้สำหรับการตีความเทรนด์ ดังนั้นสิ่งที่มันจะบอกคือ เทรนด์ ว่าเทรนด์เคลื่อนไหวไปทิศทางไหน ในภาพจะเห็นว่า มีกราฟอยู่ 2 ลักษณะใน ADX indicator

ภาพที่ 2 ADX indicator – การแบ่งช่วง

การอ่านค่า ADX ในช่วงเทรนด์ให้ดูในช่วงไฮไลท์สีแดง กรอบสีแดง จะทำให้ ADX พุ่งสูงขึ้น จะเห็นว่าเส้นสีเขียวทึบ นั้นพุ่งขึ้นสูง ขณะที่เส้นประก็แกว่งตัวในกรอบกว้าง ซึ่งทำให้เรากรองได้ก่อน 2 สัญญาณคือ  ตลาด Side Way และ ตลาดที่มีเทรนด์

ตลาด Side way

ลักษณะของตลาด Side Way ในเทรนด์ ADX indicator จะอยู่ในช่วงสีเหลือง สิ่งที่เราใช้วัดได้คือ การเคลื่อนไหวของ ADX Line จะอยู่ต่ำ และใกล้เคียงกับเส้น DI+ และ DI ลบ การเคลื่อนไหวในกรอบแคบ นั้นบอกเราว่า ราคานั้นเคลื่อนไหวไม่ไกลมาก ในกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง อันสุดท้ายจะเห็นว่าราคาเคลื่อนไหวกระโดดมาก แต่ว่ากรอบ ADX กลับเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ และหลังจากนั้น แม้ว่า ราคาจะเคลื่อนไหวขึ้นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็เคลื่อนไหวกลับตัวลงมา

ตลาด Trend

ตลาดเทรนด์ก็ให้สังเกตุ ADX เส้นสีเขียวทึบเช่นเดียวกัน โดยที่ช่วงที่กราฟเกิดเทรนด์เส้นสีเขียวจะขึ้นสูง ซึ่งจาก highlight ทั้ง 2 กรอบจะเห็นว่า กรอบสีเหลืองและกรอบสีส้มจะเป็นเทรนด์ขาขึ้นและเทรนด์ขาลงทีแตกต่างกัน  

ภาพที่ 3 ADX indicator – เทรนด์ขาขึ้นและขาลง

การสังเกตุเทรนด์ที่แตกต่างกันนั้นสามารถสังเกตุได้ง่าย ดังนี้

เทรนด์ขาขึ้น

เทรนด์ขาขึ้น คือช่วงที่กราฟขึ้นในกรอบสีเหลือง โดยถ้าหากเราจะวัดจากเส้น ADX เราจะเห็นว่า เส้นประสีเขียว จะอยู่สูงกว่าเส้นประสีชมพู นั่นคือตัวชี้วัดทิศทางของเทรนด์ เมื่อเราเห็นเส้นประสีเขียวสูงขึ้น ซึ่งมักจะตีคู่กันกับเส้น ADX เส้นทึบสีเขียวเข้ม ก็จะบ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นเทรนด์ขาขึ้น

เทรนด์ขาลง

ในเทรนด์ขาลงแสดงในกราฟไฮไลท์สีส้ม ซึ่งจะเห็นว่า จะให้สัญญาณตรงกันข้ามกับเทรนด์ขาขึ้น โดยเส้นประสีชมพู จะตีคู่โดดขึ้นมาพร้อมกับเส้นทึบสีเขียว การขึ้นดังกล่าวทำให้เกิดเทรนด์ขาลงและการเคลื่อนไหวของกราฟต่อเนื่อง

เมื่อปรากฏเทรนด์ขาขึ้นเส้น DI+ ก็จะขึ้นและสวนทางกับ DI- ที่จะมีค่าลดลง สวนทางกัน การสังเกตุเทรนด์จึงทำได้ง่ายในช่วงนั้น

แนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับ ADX

เนื่องจาก ADX เป็น Indicator ที่สำคัญ ซึ่งสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ADX เป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ได้หลายแบบ นอกเหนือจากการเทรดแล้วบอกว่าตอนนี้คือสัญญาณขาขึ้นและขาลง โดยสามารถดู ความผันผวนและ ปริมาณการเทรด สัญญาณขัดแย้งกัน การเทรดตลาด Sideway การเทรดตลาดมีเทรนด์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ความผันผวนและปริมาณ

ADX นั้นสามารถใช้ได้หลากหลาย และด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถใช้บอก Volatility & Volume หรือ ความผันผวนและปริมาณได้ ซึ่งมันจะสามารถใช้ดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ของหุ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้น หรือตลาด Forex ที่มีการเคลื่อนไหวและความผันผวนสูง อาจจะไม่ได้สามารถใช้ ADX ได้ทุกครั้ง ซึ่งถ้าหากว่า ADX และราคาที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกันสิ่งที่สามารถใช้ยืนยันได้ดีที่สุด คือ ปริมาณการเทรด ดังนี้

ภาพที่ 4 ADX Indicator – ภาพแสดง Volume และความผันผวน ADX

ในภาพที่ 4 แสดงความผันผวนของ ADX และปริมาณการเทรด จะเห็นว่า ถ้าตลาดเคลื่อนไหวมีทิศทางแรง สิ่งหนึ่งที่ปรากฏและคอยให้สัญญาณเทรดที่แข็งแกร่งคือปริมาณ เมื่อเราใช้ผสานกันเราจะเห็นว่า มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง โดยเราอาจจะไม่ต้องใช้ แท่ง Volume ปริมาณสูงทุกครั้ง แต่สามารถใช้เพียง 1 – 2 แท่งก็เพียงพอสำหรับการยืนยัน  แต่ถ้ายิ่งมีปริมาณยืนยันเป็นกลุ่มต่อเนื่องยิ่งแสดงถึงความแรงของสัญญาณเทรดที่สูง

สัญญาณขัดกันใน ADX  

สัญญาณขัดกันในตลาด ADX ไม่เหมือนกับ indicator ตัวอื่น ๆ เพราะว่ามันไม่สามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ได้ นอกจากนี้ สัญญาณ Divergence ของ Divergence ของ ADX ไม่นิยมเทรด ถ้าหากว่า ค่า ADX นั้นอยู่สูงกว่า 20 ก็หมายความว่า เทรนด์จะยังอยู่ ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 5 ADX Indicator – สัญญาณกลับตัว

สัญญาณกลับตัว เป็นสัญญาณที่ไม่สามารถใช้ ADX บอกได้ จะเห็นว่า ในกรอบสี่เลี่ยมสีเหลือง 3 ช่วงที่ ผมได้ทำการ Highlight ไว้นั้น จะเป็นสัญญาณการกลับตัวของราคาทั้งสิ้น ซึ่ง ADX จะไม่ได้แสดงความขัดแย้งกันของสัญญาณแม้แต่นิดเดียว และเพื่อให้วัดการกลับตัวของสัญญาณได้  ADX สามารถบอกได้เพียงว่า มีแนวโน้มว่าจะเกิดการกลับตัว แต่ไม่ได้บอกว่าการกลับตัวนั้นจะเกิดขึ้นทางไหน เรียกว่าเป็นการระบุการดีดตัวของการเคลื่อนไหวที่รุนแรงจะดีกว่า

โดยวิธีการระบุที่ว่านี้ต้องอาศัยการอ่านการกระจุกตัวของ ADX คือ เส้น DI+ และเส้น DI- รวมทั้ง ADX จะกระจุกตัวรวมกัน เมื่อมันกระจุกตัวรวมกันแสดงว่าการกระจุกตัวของราคาและมีการสะสมปริมาณการเทรดพร้อมที่จะปลดปล่อยออกในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงนี้เท่านั้น

วิธีการเทรดตลาดเทรนด์

เมื่อเรารู้ว่า ADX สามารถใช้บอกได้สองช่วงคือ ตลาดเทรนด์และตลาด Sideway การเทรดในตลาดเทรนด์นั้น สามารถใช้ประโยชน์จากการกระจุกตัวของ ADX เพื่อเตรียมสัญญาณเทรด โดยเราสามารถใช้การส่งคำสั่งแบบ Pending Order กล่าวคือ เมื่อเกิดการกระจุกตัวของ Indicator  3 ตัว ได้แก่ DI+ และ DI- ให้เราทำการส่ง pending Order โดยส่ง Buy Stop และ Sell Stop ออเดอร์ เพื่อตีกรอบกัปดักราคาในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เมื่อราคาเคลื่อนไหวทิศทางใด ทางหนึ่ง ให้ทำการปิดออเดอร์ Stop ของอีกฝั่งใดฝั่งหนึ่งตรงข้าม

แม้วิธีการนี้อาจจะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง เนื่องจาก มีบางครั้งที่ช่วงทีเกิดข่าว ราคาอาจจะวิ่งสวนทางกลับมา วิธีการแก้ไขปัญหา คือ การตั้ง Stop loss ไว้ใน ออเดอร์ เพื่อป้องกันความผิดพลาด และความเสียหายให้แก่พอร์ทลงทุน

วิธีการเทรดตลาด Side Way

การเทรดตลาด Side Way นั้นแตกต่างจาก การเทรดตลาดเทรนด์เพราะว่า เราอาจจะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยในการเทรด เช่น Stochastic เพราะว่า ADX ไม่สามารถบอกการเคลื่อนไหวได้ว่า ตอนนี้แพงหรือถูก สิ่งที่เราทำได้คือ เรารู้แค่ว่า ช่วงนี้เป็นตลาด Side Way ดังนั้น เราจึงต้อง ใช้เครื่องมืออื่นช่วย เช่นการบอก Overbought และ Oversold ในการส่งสัญญาณเทรด แบบ Side Way  อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยในการเทรด สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนด Stop loss ไว้กับการเทรดทุกครั้ง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การ BACK TEST ระบบเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

การ BACK TEST ระบบเทรด

การทำ Back Test คือ การทดสอบระบบเทรด โดยการทำ Back Test ในที่นี้หมายถึงการทดสอบระบบเทรดที่มีอยู่ในโปรแกรม MT4 การทำ Back Test สามารถทำได้หลายรูปแบบ ทั้งทำมือ และทำโดยโปรแกรม โดยมากแล้วการทำ Back Test จะทำให้เรามั่นใจในระบบเทรดได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การทำ Back Test ก็อาจจะไม่เพียงพอ ซึ่งต้องทำการทดสอบ Forward Test ด้วย

ความสำคัญของการ Back Test จะเป็นตัวช่วยกรองเบื้องต้นว่า เราจะไม่ต้องไปทดสอบกับเงินจริงและใช้เวลานาน เราสามารถใช้เวลาทดสอบเพียงสั้น ๆ แต่ก็ให้ผลคล้ายคลึงกัน ดังนั้น การทดสอบ Back Test จึงช่วยย่นระยะเวลาในการทดสอบระบบตัวเองด้วยเงินจริง และสามารถปรับปรุงระบบเทรดไปในครั้งเดียวกันได้ ซึ่งวันนี้จะกล่าวถึงขั้นตอนการทำ Back Test อย่างละเอียดด้วยโปรแกรม MT4  โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ทำความรู้สึกกับตัวทดสอบระบบ

ภาพที่ 1 การ Back Test ระบบเทรด – หน้าตาการทดสอบระบบของ MT4

ในภาพที่ 1 เราจะต้องไปกดปุ่มเพื่อให้แสดง Tester เสียก่อนด้านบนของ MT4 ซึ่งจะปรากฏ Panel ของการทดสอบระบบขึ้นมา โดยการทดสอบระบบจะทำได้ต้องมีกระบวนการดังต่อไปนี้

  1. การดาวน์โหลดข้อมูล History จาก Server มาเก็บไว้ในเครื่อง
  2. การนำ EA หรือ ระบบที่พัฒนามาทดสอบ
  3. การหาค่าที่ดีที่สุดของการทดสอบระบบเทรด
  4. การหาปัญหาของระบบเทรดเพื่อทำการแก้ไข

 

ซึ่งกระบวนการ 4 กระบวนการที่ผ่านมาล้วนมีความสำคัญและจำเป็นต้องทำทุกกระบวนการ ต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดเพื่อทำให้ระบบเทรดของเราสมบูรณ์มากขึ้น ระบบเทรดที่ดีนั้นไม่จำเป็นต้องสามารถทำกำไรได้ทุกสภาวะและไม่ขาดทุนเลย ระบบเทรดที่ดีคือ ระบบที่จะประคองตัวมันเองให้ผ่านในช่วงเวลาไม่ดี และขณะที่ช่วงเวลาที่ดีของมันนั้นสามารถทกำไรได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ว่ากำไรอาจจะไม่ได้มากมาย แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรไม่ให้ขาดทุนเสียมากกว่า ซึ่งระบบเทรด ระบบหนึ่งนั้นจะสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้เทรดออกมา ระบบจะได้กำไรหรือไม่ได้เป็นที่ปัญหาของระบบเทรด แต่เป็นปัญหาของระบบที่ผู้ออกแบบระบบต้องทำกำไรให้ได้แท้จริงในตลาด Forex เสียก่อน

  1. การดาวน์โหลด ข้อมูล History จาก Server มาเก็บไว้ในเครื่อง

การดาวน์โหลดข้อมูล History มาจาก Server มาเก็บไว้ในเครื่องสามารถทำได้หลายแบบ เช่น การดาวน์โหลดมาเป็น File .txt แล้วเก็บไว้ใน Server ของเครื่อง ซึ่งข้อมูลที่ให้บริการสำหรับ Back Test  Forex นั้นมีหลายแหล่ง เช่น

https://forextester.com/data/datasources   หรือ ข้อมูลจาก https://www.histdata.com/download-free-forex-data/ เป็นต้น ถ้าหากคุณยังเป็นมือใหม่ คุณอาจจะไม่รู้ว่า การทดสอบ EA นันต้องดาวน์โหลดมาใส่ไว้ในเครื่องของเรา เพราะว่า คุณก็สามารถดาวน์โหลดมาจาก Server เองได้ แต่จริงๆ  แล้วข้อมูลที่ได้จาก Server มีจำนวนจำกัด และไม่ครบถ้วน ทำให้ทำการทดสอบย้อนหลังได้ไม่นาน

ภาพที่ 2 การ Back Test ระบบเทรด  – หน้าจอการดาวน์โหลดข้อมูล

ในภาพที่ 2 เป็นตัวอย่างข้อมูลจาก Server ซึ่งเราสามารถกดดาวน์โหลดได้ จากการเลือกค่าเงิน และเลือก Time Frame ที่เราต้องการโหลด เมื่อเราเลือกได้แล้ว เราจะต้องกด Download และมันจะแสดงว่าข้อมูลที่เราเลือกมานั้นสมบูรณ์หรือยัง ในกรอบ Highlight ยาว ๆ จะเห็นว่าข้อมูลของกราฟ AUDUSD ใน Time Frame 1 ชั่วโมงนั้นมีให้ใช้ได้แค่ถึงเดือน 28 มีนาคม 2019 เท่านั้น หรือก็คือ ย้อนไปเมื่อ 4 เดือนก่อนเท่านั้นเอง การทดสอบที่ไกลกว่านันต้องไปหาข้อมูลที่มาจากแหล่งอื่น ๆ อยางที่ได้ให้ลิงค์ไป

สิ่งที่ต้องรับรู้ไว้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในการทำ Back Test คือ ข้อมูลของ Broker ที่แตกต่างกัน จะทำให้ค่าต่าง ๆ นั้นแตกต่างกันด้วย เช่น Swap และ Spread ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเทรดสูง และมันส่งผลต่อจำนวนกำไรขาดทุนที่เราได้รับ จนบางครั้งเราดูไม่ออกว่า ทำไมระบบของเราขาดทุน ซึ่งเราต้องศึกษาให้ดีในรายละเอียด

  1. การนำ EA หรือ ระบบที่พัฒนามาทดสอบ

การนำ EA หรือระบบที่พัฒนามาทดสอบ หมายความถึง การเอา EA มาใส่ โดยเราจะไปทำความรู้จักกับหน้าตาของโปรแกรมว่าเป็นอะไรบ้าง ดังนี้

ภาพที่ 3 การ Back Test ระบบเทรด – หน้าต่าง Back Test

จากภาพที่ 3 เลข 1 คือ ชื่อ EA ที่เราใส่เข้าไป โดยเราสามารถใส่ไปที่ File>Open Data Folder> MQL4 > Expert ซึ่งเมื่อใส่เข้าไปแล้ว ปิดและเปิดโปรแกรมใหม่จะปรากฏชื่อ EA ที่เราทำการพัฒนาขึ้นมาในช่องตัวเลข 1 ขณะที่ Symbol คือ ค่าเงินที่เราเทรด ต้องบอกว่า มันมีให้เลือกหลายอัน ให้เลือกตรงกับบัญชีที่เราจะเปิด เพราะว่า บางโบรคเกอร์มีบัญชีเทรดหลายประเภท ทำให้แต่ละประเภทนั้นได้ผล Back Test แตกต่างกัน การเลือกบัญชี Standard ทำให้ได้ Lot ขนาดใหญ่ และทำให้ผลตอบแทนกำไรขาดทุนนั้นสูงกว่าที่ระบบเทรดของเราตั้งไว้ จนต้องตกใจ ซึ่งทำให้เราเข้าใจผิดได้ ส่วนเลข 3 คือระยะเวลาที่เราเลือก ซึ่งขึ้นอยู่กับข้อมูลที่มี เพราะว่าข้อมูลที่มีนั้นอาจจะไม่ครบถ้วนตามที่เราต้องการ เช่น ถ้าเรา ดาวน์โหลดมาจาก Server ข้อมูลก็จะขาดหายไปบางช่วง เราสามารถไปตรวจสอบได้จากผลการทดสอบว่ามันเริ่มเทรดในช่วงเวลาเท่าไหร่ ส่วนใหญ่แล้วข้อมูลที่เราดาวน์โหลดมาจากเว็บจะค่อนข้างครบถ้วนดี ลำดับที่ 4 คือ Visual Mode หรือก็คือ การดูว่า EA ส่งคำสั่งถูกที่ ถูกกับเงื่อนไขที่ตั้งไว้หรือไม่ ซึ่งการเปิด Visual Mode จะทำให้ความเร็วในการทดสอบ EA นั้นช้าลงและเสร็จสิ้นช้า แต่อย่างไรก็ตาม Visual mode มีความจำเป็นต้องใช้ในการปรับแก้ EA ตัวที่ 5 คือ Time Frame ที่เราต้องเลือกในการเทรด ส่วน Spread หมายความว่าเราจะเลือกใช้ Spread แบบไหนในการทดสอบ การตั้งค่า Expert Advisor สามารถทำได้ในหมายเลข 7 ซึ่งจะต้องมีการกำหนดค่า parameter ในการใช้งาน ในส่วนของ Symbol Property จะแสดงถึงคุณสมบัติของค่าเงิน เช่น เวลาเปิดปิด Swap Spread เป็นต้น การเปิดกราฟ คือ การเปิดดูกราฟ ช่วงเวลาที่เทรด ส่วนการ modify expert คือการกลับไปแก้ไขระบบเทรด ซึ่งการใช้งานเหล่านี้ท่านสามารถฝึกใช้งานให้คล่องแคล่วได้

  1. การหาค่าที่ดีที่สุดของการทดสอบระบบเทรด

หลายคนทำการทดสอบระบบเทรดแล้ว พบกว่า EA นั้นทำกำไรได้ก็เพียงแค่จบ หรือจริง ๆ แล้วมันอาจจะขาดทุน แต่ว่าขาดทุนไม่มากนัก แต่เราไม่ได้ทำการตั้งค่าที่เหมาะสม จึงทำให้ EA นั้นไม่ได้แสดงผลกำไรที่ดีที่สุดของสภาพที่มันทำได้ ดังนั้น  EA จึงสามารถปรับตั้งค่าที่ดีที่สุดให้มันทำกำไรได้สูงสุด กระบวนการนั้นเรียกว่าการทำ Optimization ซึ่งการทำ Optimization สามารถทำได้ 2 แบบ ได้แก่ การทำ optimization แบบทำมือ คือเปลี่ยนค่าทีละค่าแล้วทำการทดสอบ EA ซึ่งเมื่อเปลี่ยนการตั้งค่า เช่น Lot หรือ อื่น ๆ แล้วจะทำให้มันได้กำไรก็เกิดขึ้นได้  หรือเปลี่ยนการตั้งค่าโดยใช้ function การทำงาน optimization ของ Expert Advisor tester ก็ได้

ภาพที่ 4 การทำ Back Test ระบบเทรด – ปุ่ม Optimization

ในการเลือก ปุ่ม Optimization จะทำให้การทำ Back Test ช้าลงและใช้เวลานานมากกว่าปกติ แต่ว่าผลการ Back Test จะแสดงผลการทดสอบตามค่าต่าง ๆ ที่ได้กำหนด ซึ่งจะทำให้เรารู้ได้เลยว่า จะสามารถตั้งค่าแบบไหนที่จะเหมาะกับ EA ที่สุด ซึ่งบางครั้งระยะเวลาอาจจะยาวนานกว่า 1 – 2 วันในการทดสอบ

  1. การหาปัญหาของระบบเทรดเพื่อทำการแก้ไข

เมื่อเราทำการทดสอบระบบเทรดแล้วสิ่งที่เราต้องทำคือ การแก้ไขปัญหาของระบบเทรด สิ่งที่เราต้องทำคือ การทำบันทึก การทดสอบว่า บางช่วง EA ไม่เทรดเวลาไหนที่เราทำการกำหนด ซึ่งกระบวนการนี้เราจะต้องทำการทดสอบว่า เป็นไปตามเงื่อนไขหรือเปล่า แล้วทำการแก้ไขรายจุด ว่าทำไมถึงทำกำไรไม่ได้เป็นต้น

เมื่อเราทำการปรับปรุงแล้วก็ต้องมาทดสอบใหม่ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขในการเทรดหรือยัง จะเห็นว่ากระบวนการทดสอบ EA ต้องใช้เวลานาน บางระบบอาจจะกินเวลาหลายเดือนก็เป็นได้

ภาพที่ 5 การทำ Back Test ระบบ – ตัวอย่างการทดสอบระบบเทรดด้วย EA แสดงจุดเข้าเทรดและจุดออกจากการเทรด

ขั้นตอนที่กล่าวมาเทรดเดอร์ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญกับการทดสอบเพื่อผลการพัฒนา EA ที่ดีต่อไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


หัวข้อ Forex จาก Pantip  

คะแนนโดย admin

เส้น

หัวข้อ Forex จาก Pantip  

วันนี้จะมาวิเคราะห์การเทรดจาก พันทิปครับ นั่นคือมีเทรดเดอร์ท่านหนึ่งเปิดประสบการณ์แห่งการเทรด หัวข้อค่อนข้างยาวและน่าสนใจ และเป็นประเด็นถกเถียง ในนั้นไม่รู้มีใครเป็นเทรดเดอร์อาชีพบ้างหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่ว่าวันนี้ผมก็มา reviews ตามความคิดเห็นของผม ซึ่งก่อนอื่น ท่านต้องไปอ่านเนื้อหาในกระทู้ก่อนครับ  https://pantip.com/topic/38959197  ที่นี่

รูปภาพ 1 แชร์ประสบการณ์ full time trader 4 ปี

ต้องย้ำก่อนว่า ผมทำเพื่อแบ่งปันและทำเพื่อศึกษาวิธีคิดคนอื่น ไม่ได้จงใจ Discredit สิ่งที่ผมจะวิเคราะห์ คือแสดงให้เขาเห็นว่าเขาพลาดตรงไหน เขาขาดอะไร และ 4 ปีได้อะไรบ้าง

เรื่องย่อ

สำหรับคนที่ไม่อยากอ่านลิงค์ผมได้ทำการสรุปเรื่องย่อของเขามาไว้ดังนี้

เทรดเดอร์ท่านหนึ่งแชร์ประสบการณ์การเป็น Full Time Trader (Forex) โดยเรียงลำดับเหตุการณ์เป็นปี เขาไม่มั่นใจว่าตอนนี้เขาอยู่มา 4 ปีแล้วแต่ทำไมยังไม่กำไร ซึ่งใน 1 ปีแรก เขามีความสนุกและตื่นตาตื่นใจ เขาลาออกจากงาน ทุ่มเทกับการเป็น Full Time Trader ขาดทุนตลอด ล้างพอร์ทปกติ ได้ประสบการณ์ ลอง indicator มาหมด ทำตาม signal หาเงินมาเติม

ปีที่ 2 เขาได้เรียนรู้ Money management Risk Reward Drawdown Expectancy ระบบเทรด แนวรับแนวต้าน ให้ความสำคัญกับระบบเทรด  ปีที่ 3 เงินต้นน้อย  เทรดระวัง ทำตามระบบ มี RR ดีแต่เทรดบางเดือนได้แค่ 100 USD บางครั้ง SL กว่าจะ Recover ได้นานมาก รายได้ไม่มีอย่างอื่นเลย และบางครั้งก็ Overtrade เพราะว่าจะ cover ทุกอย่าง

ปีที่ 4 ตัดสินใจ ขาดทุนรวมประมาณ 10,000 USD กำไรรวมประมาณ 4 – 5 พัน รวม ๆ แล้วขาดทุน ปีนี้รู้สึกท้อแท้ใจ อายุมากขึ้น ความรู้ 4 ปีทำเงินได้เดือนละ 100 USD หรือมากกว่านิดหน่อย ระยะยาวมันโตแน่ แต่ว่าเลี้ยงครอบครัวไม่ได้  คิดว่า ต้องใช้เงิน 1 แสน USD ถึงจะกำไร 1 % อยู่ได้ และท้อ อยากเลิกเทรดไปหางานทำ

 

เรื่องราวของเขาก็ประมาณนี้ครับ สิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟัง จริง ๆ แล้วเขาทำมาถูกทุกอย่าง ยกเว้นช่วงเริ่มต้นเท่านั้นที่เขาผิด ปัญหาของเทรดเดอร์ หรือคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้ก็คือ เราไม่รู้ว่าเราทำอะไรถูกหรือผิดไปบ้าง ในชีวิตเราก็ไม่เคยคิดว่าอะไรบ้างผิดและถูก เราแค่บอกว่า ถ้าทฤษฎีว่าอย่างนั้น อย่างนี้ จึงคิดว่าถูกนั่นก็ไม่ใช่ มันไม่ได้เรียกว่าถูกครับ เมื่อเราไม่รู้ว่าอะไรถูกบ้าง เราจึงคิดว่า ที่ทำมามันผิดหมด คนนี้คิดไปแล้วว่า การเทรดและทำกำไรได้เลี้ยงตัวเอง ผิด!!! กลับไปหางานทำ ในโลกนี้ไม่มีหรอกครับ ที่เราจะทำถูกไปเสียทุกอย่าง ผมลองตั้งคำถามง่าย ๆ ดังนี้ครับ

เพื่อนบ้านผมปลูกขนุน รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยคอก เจริญงอกงามดี ต้นสูงใหญ่ แต่ว่าไม่ออกลูก เพื่อนบ้านบอกว่า ต้องไปเอากิ่งไม้อะไรไม่รู้มาทำเป็นลิ่มตอกตรงโคนต้น เขาก็ทำตาม ตอกเข้าโคนต้นขนุน ปรากฏว่าขนุนก็ออกลูก

มีคำถามกับข้อความข้างบน เรารู้หรือไม่ว่า อะไรที่ทำแล้วถูกไม่รู้เลยครับ ก็ทำเพราะเชื่อตาม ๆ กันมาทั้งนั้น ทำเพราะว่าเขาเล่ามา ลาออกเพราะว่าเขาคิดว่าจะอยู่ได้นั่นแหละครับ นี่คือ ความไม่รู้ น่าเสียดายเจ้าของกระทู้ครับ เพราะว่า จริง ๆ แล้วเขาอยู่อีก 2 – 3 ปีเขาก็น่าจะอยู่ได้แล้ว แต่เขาออกไปเสียหมด

เพื่อนผมคนหนี่ง ลาออกจะไปปลูกผักอยู่บ้านแล้วส่งผัก คิดว่าชีวิตจะดี ก็เลยขุดเตรียมแปลงจะปลูกผักกาดหอม ผักสลัดหลายแบบ  เพื่อรอรับหน้าฝน เตรียมดินอย่างดีและปรากฏว่าหน้าฝนมาก็เตรียมปลูกซื้อเมล็ดมาอย่างดี ปลูกได้หน่อย เนื่องจากที่ดินเป็นที่ลุ่ม ฝนตกหนักท่วม ผักเน่าเสียหายหมดครับ เขาเสียใจเสียดายเงิน คิดว่า รู้งี้ต้องถมก่อน ต้องอย่างนั้นก่อน อย่างนี้ก่อนผักเขาเน่าเสียหายน้ำขังนับเดือน ๆ เนื่องจากที่ลุ่มไม่มีที่ระบาย คิดว่า จะต้องถมดินเท่านั้น รู้สึกว่าจะต้องลงทุนเพิ่มอีก พอดีคนเพื่อนอีกคนรู้จักกันเข้าไปหาและพาไปสวน เขาสังเกตุเห็นผักบุ้งพื้นเมืองสำหรับใส่เย็นตาโฟ แตกหน่องาม ก็บอกว่า “เฮ้ย เมิง เมิงดูผักบุ้งดิ มันโตได้ปุ๋ยของเมิงอย่างดี เมิงไม่ปลูกผักบุ้ง หาตลาดดูสิฟร่ะ” เพื่อนผมก็ปลูกผักบุ้งตั้งแต่นั้นมา และขายส่งผักบุ้งเจ้าใหญ่ในตลาด

ตัวอย่างของ พ่อหนุ่มคนนี้ที่ผิดในสายตาผมเรียงตามลำดับเหตุการณ์มีที่ผิดแค่ไม่กี่ที่เองครับ ดังนี้

  1. ช่วงแรกคุณไม่เป็นเลยไม่ใช่พอร์ท Demo ย่ามใจเพราะคิดว่าตัวเองจะเป็นเร็วแล้วก็คิดว่าจะรวยจากตรงนี้แล้ว ปรากฏว่า ปีที่ 1 ยังศึกษาแบบเบสิคมาก ๆ คุณก็ต้องเสียค่าเทอมสิ ทำไมไม่เทรด Demo แล้วค่อย ๆ เทรดไป ฝึกให้มันแน่ใจก่อน
  2. คุณลาออกจากงาน – อันนี้พลาดมากครับ (คนเขียนก็ทำเช่นเดียวกัน) เพราะว่าไม่มีช่องทางรายได้อื่นแล้วที่จะเลี้ยงครอบครัวของคุณ การลาออกจากงานทำให้เราไม่มีเงินมาเติม ต้องกดดันให้เราเทรด เพราะไม่มีรายได้ คิดว่ามันจะง่าย ลอง demo ก็ไม่ได้แล้ว เพราะขืนแต่ Demo จะกินอะไรหล่ะ การออกจากงานกระทบเราและบีบเรา ขณะเดียวกันมันทำให้เราแข็งแกร่งแต่ไม่ได้ทำให้เราอยู่รอดนานพอ
  3. คุณมีเงินน้อยและไม่ได้เข้าใจ Forex เริ่มแรก บอกมีเงินสะสม 20,000 ผมไม่แน่ใจว่า บาทหรือ USD แต่คิดว่าบาท เพราะว่า ปี 4 รวมขาดทุนสะสม นั้นแค่ 10,000 เหรียญ มันน้อยมากครับ คุณไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเลย ไม่ว่าการลงทุนใด ๆ
  4. ชีวิตไม่ได้มีมุมมองเดียว คุณไม่จำเป็นต้องใช้เงิน 1000 USD ต่อเดือน ผมใช้ต่อเดือนแค่ 300 USD เองครับ เหลือเฟือ คุณทำให้ต้นทุนชีวิตคุณสูงเอง

แล้วอะไรบ้างที่เขาถูก จริง ๆ แล้วสิ่งที่เขาถูกเขาก็ถูกตลอด 4 ปีมาตลอดคือ

  1. เขาศึกษาตามขั้นตอนของมือใหม่เป๊ะ ปี 1 รู้จักเครื่องมือ พื้นฐาน การวิเคราะห์ข่าว ปี 2 รู้จัก Money Management Risk Reward ปี 3 ก็รู้เพิ่มขึ้น ซึ่งมันถูกต้องแล้วใครก็เป็นแบบนี้แหละ ผิดแค่นิดเดียวเอาเงินไปทุ่มทั้งหมด ไม่ Demo มั่นใจเกินไป สร้างความกดดันให้ตัวเอง
  2. สิ่งที่เขาเข้าใจว่า 100,000 USD ถึงจะอยู่ได้ คือ 1 % คือใช้เงิน 30,000 บาท อันนี้ผมไม่เถียงว่า 1 % ลองคิดกลับกันดูครับ กองทุนตลาดหุ้นได้กี่ % ต่อปี 7 % ต่อปี คุณได้บางเดือน 1 % นั่นมัน 12 % ต่อปีเชียวนะ กองทุนบางที่ยังทำไม่ได้ แถมยังผลตอบแทนตลาดหุ้นยังไม่ 12 % เลยครับ คุณมาถูกทางแล้วแต่ว่าคุณไม่รู้ว่าคุณถูกก็เท่านั้นเอง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


SWAP สิ่งที่ไม่ควรประมาท

คะแนนโดย admin

เส้น

SWAP สิ่งที่ไม่ควรประมาท

ในโลกการเทรด Forex การเทรดแบบถือ position ค้างคืน เป็นการเทรดที่ได้รับความนิยมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มคนที่เทรดแล้วไม่ยอมปิดออเดอร์นั้น ยังมีวิธีการนี้อยู่ การถือออเดอร์ข้ามคืนแล้วถือว่า ถ้าไม่ปิดขาดทุนก็จะไม่ขาดทุน สิ่งที่คอยฆ่าพวกเขาตายอย่างช้า ๆ คือ Swap

Swap หลายคนคิดว่าจะเป็นเสิ่งที่ให้ประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้ว โบรคเกอร์ไม่ได้คิดจะเสียเปรียบเราง่าย ๆ การตั้ง Swap ของ โบรคเกอร์ก็ได้ทำการบวกกำไรไว้ก่อนแล้วเพื่อป้องกันความเสี่ยงของพวกเขา ดังนั้น Swap ของแต่ละโบรคเกอร์ แต่ละช่วงเวลาท่านต้องคอยสังเกตุ แต่เชื่อหรือไม่ การถือ position ยิ่งยาว เรายิ่งเสียเปรียบ

ภาพที่ 1 แสดง Swap และระยะเวลาการถือ

จากภาพที่ 1 เป็นตัวอย่างที่อธิบายคำกล่าวข้างต้นได้อย่างดี ซึ่งเป็นภาพที่ผมได้มาจากใน อินเตอร์เนท โดยจะเห็นว่าค่า Swap ที่ได้มันสูงพอ ๆ กับกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น ทุกท่านลองนึกถึงว่า เวลาราคาเคลื่อนไหวไปยังจุดเข้าเทรด แล้วจะพบว่า position ของเรายังขาดทุนอยู่ นั่นหมายความว่า Swap มันกินขนาดไปมากนั่นเอง เมื่อมันกินขนาดไปมากอย่างนี้ต่อให้ราคากลับไปจุดคุ้มทุน มันก็ยังไม่พอ

ทำไมเป็นแบบนี้

สาเหตุที่ทำให้มันเป็นแบบนี้เพราะว่าโบรคเกอร์ไม่ต้องการเสียเปรียบเราในกรณีที่คนชอบเปิด position ขนาดเล็ก และคิดว่าจะถือไปนาน ๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเราถือไปนาน ๆ เราก็จะขาดทุนจากการที่เราต้องจ่าย Swap เหมือนกับที่ปรากฏในภาพที่ 1

ระบบเทรดแบบนี้ ผมเคยเห็นในระบบเทรดของกลุ่มเทรดออนไลน์  เช่น ระบบเทรดแบบ Close System และระบบเทรดที่ชื่อ KZM ซึ่งเป็นระบบเทรดที่นิยมเปิดออเดอร์ขนาดเล็กมาก ๆ ครั้งละ 0.01 Lot ขณะที่ ไม่มีการตั้ง Stop loss นั้นทำให้การผิดพลาดทางการเทรดนั้นอาจจะเกิดได้มากและต้องทนถือออเดอร์ผิดทาง ทำให้ต้นทุนการถือครองออเดอร์นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ควรทำต้องทำอย่างไร?

จากสถานการณ์ดังกล่าว Swap ทำให้การเทรดระยะยาวเป็นเรื่องที่เราเสียเปรียบ และเพื่อลดความเสียเปรียบนั้นเราต้องเทรดระยะเวลาที่เหมาะสม โดย Time Frame ที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง 1 วัน การเทรดกราฟ week อาจจะทำได้ยากและกินเวลานาน ดังนั้นระบบเทรดของเราจะต้องใช้ระบบระยะสั้นเพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

การเทรดระยะเวลาสั้นเกินไปก็ทำให้เกิดต้นทุนสูง นั่นคือ ต้นทุน Spread ต่อระยะทางที่ราคาวิ่ง ซึ่งการเทรดระยะสั้นจะทำให้ spread มีสัดส่วนที่สูง พูดง่าย ๆ ก็คือ Broker ได้ดักทางเราไว้หมดแล้ว เราทำได้แค่ลดความเสียเปรียบให้มากที่สุดเท่านั้น  การออกแบบระบบเทรดจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้เรามีชัยชนะมากที่สุดนั่นเอง

ค่าเงินและโบรคเกอร์

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การลดความเสียเปรียบของเรานอกจาก Time Frame แล้ว มันคือการเลือก ค่าเงินที่เราจะเทรด และ โบรคเกอร์ที่เราเลือกจะเทรด ซึ่งแต่ละค่าเงินและแต่ละโบรคเกอร์นั้น ให้อัตรา Swap แตกต่างกันโดยเราต้องดูทีละตัว ดังนี้

รูปที่ 2 แสดงสถานที่ตรวสอบ Swap

ในรูปที่ 2 เราคลิ๊กขวาในค่าเงินที่เราเลือกจะปรากฏหน้าต่างคุณสมบัติของค่าเงิน ให้เลือกค่าเงินในภาพผมได้เลือกค่าเงิน GBPJPY และกดเลือก Properties ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างทางขวามา เมื่อปรากฏมาแล้วให้เลื่อนลงเพื่อดูค่า Swap ว่า Swap ค่าเงินไหนถูกบ้าง เราก็ทำการเทรดค่าเงินนั้น

จะรู้ได้ยังไงว่า Swap ค่าเงินไหนถูกนั้น ให้ดูที่ส่วนต่างของ ออเดอร์ Long กับ Short นั้นมีความแคบมาก บางค่าเงินนั้นให้ค่า Swap บวก แต่ว่าอย่าเพิ่งได้ใจและคิดว่า นี่แหละเราจะถือ position แล้วกิน swap บวก ที่ Swap เป็นบวกนั้นเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการประมาณของโบรคเกอร์ เราลองจินตนาการว่า สินค้าชิ้นหนึ่งมีราคาถูกมาก เมื่อมันถูกมากใครก็ต้องอยากครอบครองในระยะยาว และเมื่อมันต้องถือยาวจะได้กำไร Broker ก็จะทำการลดต้นทุนของเขาที่เขาต้องเจอเทรดเดอร์ถือยาวแบบเราโดยการใส่ Swap ยังไงหล่ะครับ มันหมายความว่า ยิ่ง Swap ลบเยอะแสดงว่า สินค้านั้นจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ขณะที่ Swap บวก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินไหลเข้าประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินอ่อนค่า หมายความว่า ถ้าเราไปถือค่าเงินที่ได้ swap เป็นบวก เราก็จะขาดทุนส่วนต่างราคาอัตราแลกเปลี่ยน เรียกได้ว่า มันไม่มีอะไรง่ายจนทำกำไรได้ง่ายขนาดนี้หรอกครับ ไม่งั้นก็รวยกันหมดแล้ว

ซึ่งกระบวนการที่ว่ามาเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น ท่านสามารถหาวิธีในการตรวจสอบเพิ่มเติมได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น