ความรู้ทั่วไปในโลก forex

Forex คืออะไร? บทความ ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex ตั้งแต่ยังไม่รู้จัก Forex จนถึงเทรดเป็น


Review Broker Forex สำหรับ Copy Trade

คะแนนโดย admin

เส้น

Review Broker Forex สำหรับ Copy Trade

ถ้าหากกล่าวถึง Copy Trade คงจะไม่มีใครที่ไม่รู้จัก และยิ่งไปกว่านั้น การ Copy Trade ได้รับความนิยมขึ้นมาอย่างมากในช่วงหลัง ๆ เนื่องจากเป็นการที่ทำให้เทรดเดอร์มือใหม่มีโอกาสในการทำกำไรโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักและได้ผลตอบแทนสมเหตุสมผล ขณะที่คนที่ให้บริการการ Copy ก็มีช่องทางในการทำกำไรเพิ่มเติมจากการเทรด ซึ่ง วันนี้ผมจะมาทำการ Reveiew Broker ที่ให้บริการ Copy Trade จำนวน 5 โบรคเกอร์ เป็นโบรคเกอร์ที่หลายท่านรู้จักดีอย่างแน่นอน ดังต่อไปนี้

ภาพ โบรคเกอร์ 5 อันดับ Copy Trade

Etoro – เป็นโบรคเกอร์ที่ให้บริการ Copy Trade ยอดนิยมมานาน แถมยังเป็นกลุ่มโบรคเกอร์กลุ่มแรก ๆ ที่ให้บิรการการ Copy Trade โดย Etoro นั้นมีเครื่องมือในการเทรด รวม CFD และคริปโตเคอรเรนซี่กว่า 1,400 ตัว เรียกได้ว่าเทรดกันจนเบื่อเลยทีเดียว โบรคเกอร์ Etoro มี platform ที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสำหรับเทรดเดอร์รายใหญ่ หรือเทรดเดอร์ที่ต้องการให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างมืออาชีพ  การ Copy ของ Etoro นั้นอยู่ในรูปของ multi asset platform โดยทำผ่านหน้าจอของเว็บไซต์ หรือระบบอื่น ๆ ก็ได้ ซึ่งสามารถลงทุนได้ทั่ง หุ้น คริปโต และ CFD ของหุ้น ซึ่งในปี 2018 eToro ได้ประกาศว่า บริษัทได้ขยายกิจการ จากการเพิ่มเงินลงทุนของบริษัท ซึ่งนำโดยนักธุรกิจชาวจีน และบริษัทลงทุนในเกาหลีใต้ ซึ่งทำให้บริษัทมีมูลค่ากว่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  จากการให้คะแนนของหน่วยงานกำกับการเงินของหลาย ๆ แห่ง ให้คะแนน eToro เป็นโบรคเกอร์อันดับหนึ่ง ซึ่งได้คะแนน 88 จาก คะแนนเต็ม 89 คะแนน  จากข้อมูลของการทบทวนวรรณกรรมและเก็บข้อมูลจากลูกค้า กล่าวว่า 66  % ของบัญชี CFD ที่เทรดกับ eToro นนนั้นขาดทุนเป็นหลัก แต่ถึงอย่างไร eToro ก็เป็นโบรคเกอร์ Copy Trade ที่ดีที่สุดในความคิดของผมครับ

Pepperstone – เป็นโบรคเกอร์ที่ให้บริการผลิตภัณฑ์ที่แคบลงมากว่า eToro หน่อยหนึ่ง ด้วยการให้บริการที่มีตัวเลือกไม่มากนักแต่ให้บริการที่ต้นทุนที่น่าสนใจ โบรคเกอร์ Pepperstone นั้นก่อตั้งในปี 2010 ที่Melbourne  ประเทศออสเตรเลีย แต่ว่าลงทะเบียนไว้กับ สหรัฐอเมริกา  สหราชอาณาจักและจีน ไทย และ ออสเตรเลีย  ซึ่งโบรคเกอร์ Pepperstone นั้นถือว่า เป็นโบรคเกอร์ที่มีธุรกรรม 8.3 พันล้านเหรียญในการเทรด แต่ละวัน ซึ่งเป็นโบรคเกอร์ที่มีโปรแกรมหลาย Platform มาก แต่เครื่องมือที่ให้เทรดมีความพอดี โดยโปรแกรมที่ให้บริการในการเทรด มีทั้ง Meta Trader Ctrader และโปรแกรม Copy Trade ของ ZuluTrade , Tradency และ Myfxbook เรียกได้ว่าแม้ไม่มีโปรแกรม copy Trade ของตัวเองแต่ก็สามารถเชื่อม platform ต่าง ๆ ในการลงทุนมาให้บริการลูกค้าได้ดีพอสมควร หน่วยงานกำกับกิจการด้าน Forex นั้นให้คะแนน 79 คะแนน จาก 99 คะแนน ทำให้ Peperstone นั้นได้อันดับ 2 ในการ Copy Trade ซึ่งสัดส่วนของลูกค้า ที่เทรด CFD แล้วขาดทุนของโบรคเกอร์ Peperstone นั้นมีประมาณ 79 % ของบัญชีรายย่อย

Darwinex – โปรแกรม Copy Trade อันดับ 3 ซึ่งเป็นน้องใหม่ในวงการ Forex แต่ว่าทำได้ดีเหลือเกิน ซึ่งการให้บริการ social copy ของที่นี่มีความน่าสนใจไม่แพ้กับ Peperstone โดยคณะกรรมการกำกับกิจการ Forex นั้นให้คะแนนในการจัดอันดับ Darwinex ไว้ที่ 79 จากคะแนน 99 คะแนนมาเป็นอันดับ 3 โดยโปรแกรมที่ให้บริการในการ Copy Trade ของ Darwinex คือ HTML5 ซึ่งจะช่วยให้การบริการนั้นเข้าใจง่าย โดยสามารถเทรดผ่านเว็บไซต์ได้และมีความปลอดภัยสูง มีบริการด้านกลยุทธ์และเทคนิค การวิเคราะห์ต่าง ๆ เสริมด้วย ทำให้โบรแกรมของ Darwinex นั้นถือเป็นโปรแกรมที่ตอบโจทย์ลูกค้าหลาย ๆ ด้าน

FXCM – ขณะที่โบรคเกอร์อื่น ๆ เขามีเทคโนโลยี โบรคเกอร์ FXCM มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ โบรคเกอร์ FXCM เป็นโบรคเกอร์ Forex แรก ๆ ตั้งขึ้นประมาณปี 1997 โบรคเกอร์ FXCM ถือเป็นโบรคเกอร์เก่าแก่ ที่ให้บริการด้านการเทรด Forex มายาวนาน แต่ปริมาณลูกค้าไม่มากนัก แต่ว่าปริมาณธุรกรรมการเทรดมีขนาดใหญ๋ เนื่องจากลูกค้าของ FXCM นั้นส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าขนาดกลางถึงรายใหญ่ โดยไม่มีกลุ่มลูกค้ารายย่อย ผลิตภัณฑืที่ให้บริการของ FXCM มีความหลากหลายสูง และการวิเคราะห์นั้นสามารถทำได้ครอบคลุม เรียกว่า เจาะกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่เป็นหลักและพยายามตอบโจทย์การลงทุนของลูกค้าให้มากที่สุด FXCM ได้คะแนนจากคณะกรรมการจัดกำกับดูแลกิจการ Forex ไว้ที่ 90 จาก 99 คะแนน ซึ่งสูงกว่าหลายโบรคเกอร์ก่อนหน้า แต่เนื่องจากกลุ่มลูกค้าที่เขาต้องการไม่เหมาะกับรายย่อยจึงจัดอยู่ในอันดับ 4 เรียกว่า ต่อให้อันดับ 1 ก็ไม่มีตังค์ไปเปิดบัญชีครับ

Dukascopy  – Dukascopy เป็นโบรคเกอร์ที่ให้บริการโดยนักคณิตศาสตร์ที่ชอบการเทรด ชื่อ Dr. Andre Duka ซึ่งก่อตั้ง Dukascopy Trading Technologies Corp ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรม และตั้ง Broker Forex ใน Geneva ท้ายที่สุด หลังจากนั้นก็มี Dukascopy bank ตามมา โดย Dukascopy นั้นมี forex CFD ให้เทรด กว่า 64 ค่าเงินและมี CFD มีโปรแรกมเทรดชื่อ JForex Platform Suite ทำให้สามารถพัฒนาระบบเทรดของตัวเองได้ Dokascopy นั้นได้คะแนนในความน่าเชื่อถืออยู่ที่ 84 จาก 99 คะแนน และเป็นโบรคเกอร์อีกแห่งหนึ่งที่อยู่มานานและน่าเชื่อถือ

สำหรับ 5 โบรคเกอร์ที่ผมรีวิวไป ถือว่าเป็นหัวกะทิของวงการ Forex Copy เลยก็ว่าได้ ซึ่งจะเลือกที่ไหนก็เรียกว่าดีทั้งนั้น แต่การจัดอันดับของผมก็คิดว่าเหมาะสมที่สุดแล้วเพราะเราจัดอันดับด้านการ Copy ไม่ได้จัดอันดับในการเป็นโบรคเกอร์โปร่งใสครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Binary Option คือ

คะแนนโดย admin

เส้น

Binary Option คือ

Binary Option คือ เครื่องมือทางการเงินประเภท Exotic Option  ซึ่งรูปแบบของผลตอบแทนแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ก็คือ ได้จำนวนหนึ่ง หรือไม่ได้อะไรเลิย ซึ่ง รูปแบบทั้งสองรูปแบบของ Binary Option คือ Cash or Nothing binary option และ  asset or nothing binary option รูปแบบการจ่ายเงินในรูปแบบ fixed amount  คือถ้าหมดระยะเวลาแล้วอออเดอร์ที่เปิดอยู่ อยู่ในภาวะ in the money (In The Money) ก็จะจ่ายเงินตามมูลค่าของสินทรัพย์ ซึ่งมันเรียกว่า all or nothing option หรือเรียกอีกอย่างว่า  digital options และเรียกได้อีกอย่างว่า Fixed return options (FROs) อยู่ในตลาดหุ้นอเมริกัน

ภาพที่ 1 Binary Option – คืออะไร

Binary option อาจจะถูกใช้ในการกำหนดทฤษฎีการกำหนดราคาหลักทรัพย์ หรือ Asset Pricing ซึ่งหลายแห่งไม่อนุญาตในการเทรดเนื่องจากมันอยู่ในรูปแบบการพนัน และโบรคเกอร์ Binary Option หลายแห่งถูกกล่าวหาว่าเป็นโบรคเกอร์ที่หลอกลวง หน่วยงาน FBI ของสหรัฐฯ ระบุว่า การลงทุนใน Binary Option เป็นการหลอกลวง ตำรวจอิสราเอง ได้บอกว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Binary Option นั้นเป็นอาชญกรรม รวมทั้ง The European Securites and Markets Authority (ESMA) ได้ทำการ Banned retail binary option Trading นอกจากนี้ ASIC บอกว่า Binary option เป็นออพชั่นที่มีความเสี่ยงสูงและไม่สามารถคาดการณ์ได้

ภาพที่ 2   Binary Option คืออะไร – การ Ban Binary Option ของ FBI

FBI ระบุว่า มูลค่าของเงินที่หมุนเวียนอยู่ในวงการ Binary Option มีสูงถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในแต่ละปี ส่วนใหญ่แล้วการลงทุนในรูปแบบ Binary Option จะใช้คนมีชื่อเสียงในการหลอกลวง ชักชวนคนมาลงทุน เพื่อกระตุ้นให้คนมาลงทุนในการลงทุนจอมปลอมนี้ ตามการกล่าวอ้างของวารสาร Times of Israel ระบุว่า คณะรัฐมนตรีของอิสราเอล ได้แบนการซื้อขาย Binary option ในปี 2017 และกฏหมายได้แบนผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องในปี 2017 เช่นเดียวกัน

ลักษณะการทำงานของ Binary Option

Binary Option มีลักษณะคล้ายคลึงกับการเล่นพนันฟุตบอล สำหรับเด็กผู้ชายที่แทงพนันฟุตบอลคงเข้าใจได้ไม่ยาก ตัวอย่างของการทำงานของ Binary Option มีดังนี้

สมมุตินาย ก. เดิมพัน 100 บาท ถ้าถูกจะได้เงิน 185 บาท (ประกอบด้วยทุน 100 บาท และกำไร 85 บาท) แต่ถ้าผิด จะขาดทุน 100 บาท นั่นหมายความว่าอัตรา Risk :Reward Ratio 1:0.85 นั่นคือวิธีการของ Binary Option ถ้าหากเราจะยกตัวอย่างเพิ่มคุณสมบัติของ Binary Option คือ การกำหนดเวลา เช่น เราจะบอกว่า ภายใน 10 นาทีนี้ ราคาสินทรัพย์ ไข่จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า  0.5 สตางค์ โดยการเดิมพัน Binary Option คือ 100 บาท และตามกฏเดิมถ้าขาดทุน หมายความว่า เขาจะเสียเงิน 100 บาทแต่ถ้ากำไรเขาจะได้เงินเพิ่มมา 85 บาท การเดิมพันว่าไม่ต่ำกว่าหมายความว่าราคาจะขึ้น คือ เรา Long Binary Option ไว้

เมื่อเวลาผ่านไป 10 นาที ราคาอยู่ที่ 0.4 สตางกล่าวคือ เราจะเสียเงิน 100 บาทนั้น แต่ถ้าหากเวลาผ่านไป 10 นาที ราคาของไข่อยู่ที่ 0.6 สตางค์ เราจะได้เงินทั้งหมด 185 บาท

กัปดักของเงินรางวัล

เทคนิคของโบรคเกอร์ คือ การให้ผลตอบแทนบวกกับเงินของนักลงทุนทำให้มันดูเป็นการลวงว่า ลงทุน 100 บาท ได้ผลตอบแทน 185 เท่ากับ Reward เท่ากับ 1.85 เท่าแต่จริง ๆ แล้ว 1 เท่านั่นคือ เงินของเรา ทำให้จริง ๆ แล้ว Reward เหลือเพียง 0.85 เท่าเท่านั้น หมายความว่าอีก 15 บาทนั่นคือค่าต๋ง หรือค่าธรรมเนียม ค่าธรรมเนียม 15 % นั้นถือว่าสูง มาก ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือ ค่าธรรมเนียมเท่านี้โบรคเกอร์รวยลูกเดียว ไม่ว่าราคามันจะขึ้นหรือจะลง ในระยะยาวแล้วการเทรด Binary Option เหมือนกับการเล่นพนัน หัวก้อย ที่เงินรางวัล มีค่าความคาดหวังเป็นลบ  หรือก็คือมันมีความคล้ายคลึงกันของการเทรด Binary Option และ เกมส์ Bitkong แต่ว่า เกมส์ Bitkong ยังดีกว่าเพราะว่า มันยังมีความน่าจะเป็นที่สามารถกำหนดได้บ้าง แถมยังเลือกวิธีการให้ผลตอบแทนได้ และที่สำคัญ ความเสี่ยงและผลตอบแทนอยู่ที่ 1:0.96 คือค่าธรรมเนียมยังถูกกว่า Binary Option ตั้งมากมาย

เทคนิคการตั้งรางวัลเหล่านี้ทำให้เทรดเดอร์รายย่อยหลงผิดและคิดว่าเป็นการลงทุนที่น่าจะได้ผลตอบแทนในระยะยาวได้ แต่ในความเป็นจริง ถือเป็นการพนันที่ไม่มีทางเอาชนะได้ครับ

กำไรแห่งความคาดหวัง

ถ้าหากเราจะพูดกันในแบบภาษาวิชาการหน่อยหนึ่ง การเทรด Binary Option เป็นการลงทุนที่มีค่ากำไรแห่งความคาดหวังเป็นลบ โดยสูตรของการคำนวณกำไรแห่งความคาดหวังคือ
กำไรแห่งความคาดหวัง = (อัตราการชนะการเดิมพัน x ผลตอบแทนเมื่อชนะ ) –  (อัตราการแพ้การเดิมพัน x ผลตอบแทนเมื่อแพ้)

และเนื่องจากเกมส์นี้เป็นเกมส์ของการทายถูกผิด จึงทำให้มันมีโอกาสและความน่าจะเป็นของการทายเท่ากับ 50:50 % ขณะที่ผลตอบแทนของการทายถูกเท่ากับ 85 และความเสี่ยงของการทายผิดอยู่ที่ 100 บาทดังนั้นเราสามารถคำนวณกำไรแห่งความคาดหวังของการเทรด Binary Option ได้ดังนี้

กำไรแห่งความคาดหวัง        = (0.5x 85)- (0.5x 100)

= 42.5 – 50

= – 7.5

นั่นหมายความว่า เกมส์นี้เป็นเกมส์ที่มีผลแห่งกำไรของความคาดหวังติดลบ ในระยะยาวของการลงทุนแล้วการเล่น Binary Option ย่อมต้องเผชิญกับการขาดทุนอย่างต่อเนื่องและไม่ได้ผลตอบแทนกลับมา ตามกฏของค่าเฉลี่ย

ภาพที่ 3 Binary Option คืออะไร – เปรียเทียบ Fx กับ Binary Option

ข้อแตกต่างจาก Forex

Binary Option นั้นจะอ้างอิงราคสินทรัพย์จากสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งในการทายมูลค่า ซึ่งสินทรัพย์ประเภทที่ว่านั้นก็สามารถเป็นได้หลายรูปแบบ โดยหลักก็คือสินทรัพย์ที่มีตลาดเปิดตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ตลาด Cryptocurrency ตลาด Forex เป็นต้น ซึ่งตลาดที่นิยมเป็นอย่างมากได้แก่ ตลาด Forex เนื่องจากตลาด Forex นั้นเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้คนมีโอกาสสูงที่จะพยายามหาโอกาสเล่นพนัน และติดการพนันเมื่อได้เล่น เพราะจะรู้สึกว่าตัวเองใกล้จะประสบความสำเร็จแล้ว

เมื่อมีการนำ Forex หรือว่าค่าเงินมาใช้เป็นสิทรัพย์อ้างอิง ตัวอย่างเช่น ค่าเงิน EURUSD เป็นค่าเงินที่ได้รับความนิยมในการใช้อ้างอิงการเทรด การเทรด Binary Option ของค่าเงิน EURUSD ก็จะคล้ายคลึงกับตัวของ่าง Binary Option ของราคาไข่ที่ยกตัวอย่างในตอนแรก การซื้อขาย Binary Option นั้นจะไม่ได้เงินจริง ๆ ในการซื้อขาย และนอกจากนี้คุณสมบัติของมันทำให้มันเข้าข่ายการพนันมากกว่า

ภาพที่ 4 Binary Option คืออะไร – สูตรกำไรแห่งความคาดหวัง

การซื้อขาย Binary Option ไม่มีการส่งมอบ สินค้าจริง และเป็นการเดิมพันเพียงเท่านั้น ขณะที่แตกต่างจากตลาด Forex หรือไม่เพราะว่าตลาด Forex ก็ไม่ใช่ตลาดที่ต้องส่งมอบสินค้ากันจริง ๆ สาเหตุที่ตลาด Forex ไม่ได้ส่งมอบสินค้ากันจริง ๆ ก็เพราะว่า เป็นไปตามกฏ Tom Next เพื่อให้ไม่ต้องไปหาสินค้ามาส่งกันจริง ๆ ซึ่งแตกต่างจาก Binary Option ที่ไม่ได้มีการส่งสินค้าจริง ๆ ตามหลักของการซื้อขาย option แบบอื่น ๆ

ข้อแตกต่างอีก 1 ข้อของ Forex กับ Binary Option ที่กำหนดให้มันมีลักษณะเป็นการพนัน คือ ข้อกำหนดเรื่อง Risk Reward และ Win % การที่จะเป็นสินทรัพย์หรือ การพนันของอะไรสักอย่างได้นั้น สิ่งที่สามารถกำหนดได้นั้น คือ ความน่าจะเป็นในการประสบความสำเร็จ และ อัตราผลตอบแทน ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้ การที่จะทำให้มันเป็นการลงทุนนั้นจะต้องสามารถควบคุมปัจจัย 1 หรือ 2 อย่างนี้ได้ ขณะที่การที่เป็นการพนัน ปัจจัยทั้ง 2 อย่างนี้จะถูกควบคุมมาอยู่แล้ว

ภาพที่ 5 Binary Option คืออะไร – การกระจายปกติ เมื่อเทรดมาก ๆ จะทำให้อัตราชนะเข้าใกล้ 50:50

ตัวอย่างของ Risk Reward ของ Binary Option นั้นได้ถูกอธิบายไปแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างของการเทรด Forex บ้างกันดีกว่า การเทรด Forex นั้น เรากำหนด Risk Reward ของการลงทุน ผ่านการตั้ง Stop loss และ Take Profit การกระทำดังกล่าวทำให้เทรดเดอร์ สามารถกำหนด Risk และ Reward การลงทุน ขณะที่การที่จะทำกำไรได้จากอัตราผลตอบแทน หรือ อัตราส่วนที่ทำให้คุณได้กำไรนั้น ก็กำหนด ได้เช่นกัน ผ่านการทำ Back Test หรือการทดสอบระบเทรดของเทรดเดอร์ เมื่อ Forex สามารถกำหนด  Risk Reward  ได้ทำให้คุณสมบัติของ Forex นั้นแตกต่างจาก Binary Option มาก เพราะว่า Binary Option กำหนด Risk และ Reward จากโบรคเกอร์ขณะที่ อัตราส่วนการชนะ เราต้องไปลุ้นเอาว่าโบรคเกอร์จะผิด เพราะว่า โอกาสดังกล่าวที่จะทายถูกเข้าสู่ศุนย์กลางก็ทำให้โบรคเกอร์ได้ผลตอบแทนระยะยาว

หลายคนอาจจะแย้งว่า จริง ๆ แล้วการลงทุนใน Binary Option จะไม่ใช่การพนัน อาจจะถูกแต่ถูกในระยะสั้น ท่านอาจจะได้กำไรแล้วเลิก แต่ถ้าท่านไม่เลิก เงินก็จะถูกคืนเข้าตลาดไปเมื่อผ่านเวลาไปนานวันขึ้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การเลือก Forex Broker

คะแนนโดย admin

เส้น

การเลือก Forex Broker

การเลือก Forex Broker สำหรับคนที่ต้องการที่จะเริ่มต้นกับการเทรด Forex มีปัจจัยอะไรบ้างที่สำคัญและควรพิจารณา โดยบทความนี้จะกล่าวเป็นข้อ ๆ เรียงลำดับความสำคัญและข้อมูลที่สำคัญควรจะพิจารณาก่อน ซึ่งเนื่องจาก Forex โบรคเกอร์ที่เกิดขึ้นมาใหม่ มีเยอะยิ่งกว่าดอกเห็ด ออกมาเต็มไปหมด บางแห่งตั้งสำนักงานในประเทศไทย บางแห่งไม่ได้ตั้งสำนักงานแต่มีตัวแทนอยู่ในประเทศไทย ความนิยมของการเทรด Forex มาจากคนที่ต้องการรวยทางลัด แต่ว่าไม่รู้เลยว่า Forex นั้นมีความเสี่ยงแบบไหน จะสามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินอย่างที่คาดไว้ได้หรือไม่

ภาพที่ 1 การเลือก Forex Broker – โบรคเกอร์ที่มีในตลาด

การเริ่มต้นที่ถูกต้อง การเลือก โบรคเกอร์ที่ถูกต้องจึงมีบทบาทสำคัญมากในการเทรด และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนเปลี่ยนมาบ่อย หรือบางครั้งโบรคเกอร์มีปัญหาก็จะสามารถทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยที่เราจะใช้ในการเลือกโบรคเกอร์เรียงลำดับตามความสำคัญของโบรคเกอร์มีดังต่อไปนี้

  1. ความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของโบรคเกอร์จะช่วยเรื่องความมั่นใจในการฝากเงิน ความมั่นใจในการที่โบรคเกอร์จะไม่ปิดบริษัทแล้วเชิดเงินเราหนีไป หลาย ๆ แห่งอาจจะคิดว่าไม่สำคัญ หลายคนอาจจะไม่เคยคิดว่า ถ้าหากว่าเทรดเดอร์เสียชีวิตแล้วเงินที่ฝากอยู่ในนั้นจะหายไปไหน นั่นเป็นเรื่องสำคัญ การเลือกโบรคเกอร์ต้องหาความน่าเชื่อถือของโบรคเกอร์ให้มาก แล้วเราจะดูได้อย่างไร สิ่งแรกเลย คือการดู Review โบรคเกอร์ ซึ่งเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ คอยให้บริการ รีวิวโบรคเกอร์ ทั้งเว็บไทยและเว็บฝรั่ง แต่นั่นอย่างเดียวอาจจะยังไม่พอ การ Review โบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะเป็นการ reviews เพราะว่า คนเหล่านั้นกำลังเชียร์โบรคเกอร์ให้สมัครต่อดาวน์ไลน์เนื่องจากได้คอมมิชชั่นจากการเชียร์นั้น ดังนั้น การอ่านรีวิว ก็ต้องดูทั้งกระแสตอบรับจากผู้ใช้ โดยอาจจะทำการถามจาก Google ถึงว่า โบรคเกอร์นี้ดีหรือไม่ ไปหาข้อมูลจากคนที่เคยใช้จริง

ภาพที่ 2 การเลือกโบรคเกอร์ – โบรคเกอร์ไหนดี

ภาพตัวอย่างเป็น ตัวอย่าง keywords ในการหาดูว่าผลตอบรับของผู้ใช้คนไทยเกี่ยวกับการใช้บริการ Forex โบรคเกอร์ของประเทศไทย เป็นอย่างไรและคนไทยให้ความสนใจกับโบรคเกอร์ที่ไหนบ้าง ซึ่งการอ่านข้อมูลแบบนี้ไม่มีข้อมูลจากการให้คะแนนโบรคเกอร์ Forex ที่ได้ให้ค่าคอมมิชชั่นคนรีวิวมาปนแน่

ภาพที่ 3 การเลือก Forex Broker – การลงทะเบียนโบรคเกอร์

อีกส่วนหนึ่งของเรื่องความน่าเชื่อถือ ของโบรคเกอร์ Forex เราสามารถดูได้จากหน่วยงานที่ให้การกำกับดูแลโบรคเกอร์เพราะว่า โบรคเกอร์ที่ดีควรจะมีการลงทะเบียนไว้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศที่เขาได้ลงทะเบียนจัดตั้งธุรกิจไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ลงทะเบียนในไทยและไม่ได้มีผลในกฏหมายไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้อนุญาตให้บุคคลธรรมดาซื้อขายค่าเงิน แต่ต่างประเทศก็เพิ่มความน่าเชื่อถือ แม้ว่าจะไม่สามารถประกันเงินที่เราลงทุนไว้ได้ก็ตาม การดูหน่วยงานเราก็สามารถหาข้อมูลได้จากเว็บของโบรคเกอร์ทั่วไป หรือเว็บที่ให้การรีวิวโบรคเกอร์ก็ได้เช่นกัน

  1. ผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการ

อีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการเลือกโบรคเกอร์ คือ การที่คุณจะเลือกโบรคเกอร์ คุณต้องรู้แล้วว่าคุณจะเทรดอะไร เช่น การเทรดค่าเงิน เทรดหุ้น เทรดทองคำ บางโบรคเกอร์มีผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการจำกัด การเลือกผลิตภัณฑ์ที่ให้เทรดได้หลากหลายแม้อาจจะดีก็จริง แต่ก็อาจจะไม่ตอบโจทย์ บางโบรคเกอร์มีผลิตภัณฑ์ในการให้บริการน้อยมาก เพียงแต่ว่า ตรงเป้าหมายมากกว่า เช่น มี CFD ของหุ้นไทย เป็นต้น ซึ่งโบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะไม่มีบริการแบบนั้น

นอกจากประเด็นเรื่องของความเฉพาะของบริการแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ คือ ความหลากหลาย แม้ว่าหลายคนจะมีกลยุทธ์ในการเทรดไม่มาก แต่บ่อยครั้งที่โอกาสของการลงทุนนั้นมาแบบไม่ได้ตั้งตัวและเรามองเห็นโอกาสนั้น จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากที่ผลิตภัณฑ์ของโบรคเกอร์ที่นำเสนอเราจะต้องมีความหลากหลาย ตัวอย่างเช่น การเห็นโอกาสในการ Short Cryptocurrency ซึ่งการ Short Crypto Currency นั้นไม่สามารถทำกำไรได้จากขาลง จากการเทรดในโบรคเกอร์ Cryptocurrency ปรกติ การกระทำดังกล่าวก็สามารถกระทำผ่านโบรคเกอร์ของการเทดรค่าเงิน โดยโบรคเกอร์เทรดค่าเงินบางโบรคนั้นให้บริการการเทรด CFD ของ Crypto Currency ซึ่งผมสามารถยกตัวอย่างโบรคเกอร์ที่มีชื่อเสียงและให้บริการการเทรด Crypto Currency ไว้หนึ่งตัวอย่างได้แก่ โบรคเกอร์ Etoro ดังนี้

ภาพที่ 4 การเลือกโบรคเกอร์ – Cryptocurrency

ข้อดีของการเทรด Crypto ที่ etoro คือมีจำนวน Crypto ให้เทรดมาก อันนี้ผมหมายถึงเฉพาะ CFD นะครับ ที่นี่อนุญาตให้ใช้ Leverage 1:2 ซึ่งเราสามารถใช้มันเป็น Derivative ในการเทรด เพิ่มความได้เปรียบได้ อย่างไรก็ตามยังมีอีกหลายโบรคเกอร์ที่ให้บริการการเทรด Crypto currency แบบนี้ โดยที่มี Cryptocurrency จำนวนไม่มากนัก แต่ถ้าหากเทรดเดอร์ไม่ได้เทรดสกุลเงินพิศดาร ก็จะมีสกุลหลัก ๆ เช่น Bitcoin ให้เทรดอยู่แล้ว ซึ่งที่อื่นจะให้ Leverage เยอะกว่านี้ บางที่อาจจะให้ Leverage สูงถึง 1:20 หรือ 1:10 เท่า ซึ่งเพิ่มความได้เปรียบในการเทรดมากกว่า นอกจากนี้บางโบรคเกอร์ยังให้บริการฝากถอนเป็น Crypto currency อีกด้วย

  1. ต้นทุนการให้บริการ

ปัจจัยที่ 3 ที่มีความสำคัญในการเลือกค่าเงิน เป็นปัจจัยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด แต่ก็อยู่ท้าย ๆ ถ้าเพราะว่าถ้า 2 ข้อแรกไม่ผ่านก็ไม่สามารถกำหนดอะไรได้ ดังนั้น การดูต้นทุนบริการนี้จะต้องดูต้นทุนด้านไหนบ้างเรามาดูกัน

ต้นทุนค่าคอมมิชชั่น – ต้นทุนค่าคอมมิชชั่นในการเทรดนี้ ส่วนใหญ่แล้วเทรดเดอร์รายย่อยจะไม่เจอเพราะว่า การเปิดบัญชีจะมีแบบที่ให้เราเลือกว่าจะมี commission หรือไม่ เพราะว่า ต้นทุนค่าคอมมิชชั่นนั้น ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับประเภทบัญชี ECN ซึ่งมีการส่งออเดอร์เข้าไปในตลาด การส่งออเดอร์เข้าไปในตลาดทำให้เราได้ราคาที่ได้จากตลาด แต่ว่า Broker ไม่ได้ส่วนต่างจากตรงนั้นจึงมีการคิดค่าธรรมเนียมการให้บริการ ซึ่งSpread จะต่ำและสะท้อนความเป็นจริงในตลาดมากกว่า แต่ก็มีค่าคอมมมิชชั่น เราต้องทำการเปรียบเทียบค่าคอมมิชชั่นในตลาดว่าแต่ละที่แตกต่างกันเท่าไหร่ โบรคเกอร์ที่ไหนที่คิดค่าคอมมิชชั่นน้อย

ต้นทุนค่า Spread – ต้นทุนค่า Spread เป็นอีกต้นทุนหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะว่า ต้นทุน Spread จะกำหนดกลยุทธ์ของการเทรดของเรา การเทรด Scalping จะต้องใช้โบรคเกอร์ที่มีการคิดค่าคอมมิชชั่นน้อย เพราะว่า ถ้าหากมี Spread กว้าง การปิดออเดอร์ของการเทรดระยะสั้นมาก ๆ จะทำให้ยาก เพื่อให้กลยุทธ์ของเรามีความหลากหลายยิ่งขึ้น การคิดต้นทุน Spread จึงมีความสำคัญในการเทรด

ภาพที่ 5 การเลือก Forex Broker – เปรียบเทียบ Spread

โดยการเลือก Spread เราสามารถใช้เครื่องมือของโบรคเกอร์ที่ให้บริการการเปรียบเทียบ Spread โดยเราสามารถเลือกดูได้หลาย ๆ แห่งทำให้การเลือกโบรคเกอร์สามารถทำได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง

ต้นทุนค่า Swap – ตัวสุดท้ายสำหรับการเลือกต้นทุน คือ Swap ซึ่ง Swap เป็นอีกปัจจัย บางคนถือค่าเงินแล้วต้องเสีย Swap มากกว่า อีก โบรคเกอร์หนึ่งซึ่งตัวนี้ก็มีความคล้ายคลึงกับการเปรียบเทียบ Spread เรามีเครื่องมือที่สามารถเปรียบเทียบ Swap ของแต่ละโบรคเกอร์ในรายค่าเงินได้เลย และสามารถใชก้ได้ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ต้นทุน 3 อย่างนี้ต้องได้รับการเปรียบเทียบและควรให้ความสำคัญในการเทรด เพื่อเลือกโบรคเกอร์ที่เราจะเทรดและฝากความวางใจในการเก็บเงินและบริหารจัดการเงินของเรา

  1. บริการเสริมและการช่วยเหลือ

ข้อสุดท้าย เป็นบริการเสริมที่ต้องมี นั่นคือ การตอบ Chat แบบ 24 ชั่วโมง โดยมากการมีสำนักงานใหญ่ในไทยอาจจะไม่ได้มีผลเท่าไหร่แต่ว่าถ้าหากคนไทยส่วนใหญ่ไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ นั่นเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ปัญหาพอร์ทลงทุน การดูแลลูกค้าส่วนนี้จึงมีความสำคัญ Forex Broker ที่มีเอเจนซี่สามารถโต้ตอบภาษาไทยได้ย่อมสามารถแก้ปัญหาของคนไทยได้ตรงจุด มีความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เวลาเปิด ปิดตลาด Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

เวลาเปิด ปิดตลาด Forex

ตลาด Forex ถือเป็นตลาดที่ไม่เคยหลับไหล สาเหตุเพราะว่า เราสามารถเทรดในตลาด Forex ได้ตลอด 5 วันต่อหนึ่งสัปดาห์  หลายคนคิดว่าตลาดอาจจะไม่มีเวลาเปิดปิด แต่จริง ๆ แล้วตลาดมีเวลาเปิดปิด เพียงแต่ว่ามันมีเงื่อนไขที่ทำให้เราสามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งในบทควานี้เราจะกล่าวถึง ข้อมูลเงื่อนไขเกี่ยวกับตลาด Forex ที่เกี่ยวข้องกับการหยุด การปิด และเปิดของตลาด Forex

เวลาเปิด ปิด ตลาด Forex

ตลาด Forex นั้นเป็นตลาดที่มีปริมาณการซื้อขายมากที่สุดในโลก ไม่มีตลาดไหนจะสามารถเปรียบเทียบปริมาณการซื้อขายของตลาด Forex ได้ ตลาด Forex นั้นก็เหมือนตลาดหุ้นทั่วไป มีการซื้อขายผ่าน Over the Counter หรือ OTC การลงทุนในตลาด Forex นนั้นมีปริมาณเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 5 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ซึ่งถ้าหากจะเปรียบเทียบการซื้อขายว่าเยอะขนาดไหนก็ต้องบอกว่า ให้เอาปริมาณการซื้อขายของตลาดหุ้นทั่วโลก ที่มีอยู่ในตอนนี้รวมกัน แล้วจะยังน้อยกว่าปริมาณการซื้อของตลาด Forex อยู่ถึง 33 เท่า โดยตลาดจะเปิดทำการ 5 วัน และวันละ 24 ชั่วโมง ซึ่งอันที่จริงตลาดก็เปิดทำการในเวลาปรกตินั่นแหละ

ภาพที่ 1 เวลาเปิดปิด ตลาด Forex

ซึ่งสาเหตุที่ตลาด Forex เปิดตลอด 24 ชั่วโมงเพราะว่า ตลาด Forex นั้นเป็นการเชื่อมกันของตลาดแต่ละมุมโลก โดยตลาดแต่ละแห่งได้แก่ตลาด Australia ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 5:00 – 13:00 เมื่อถึงเวลา 7:00 ของออสเตรเลีย ตลาดญี่ปุ่นก็เปิดทำการ ทำให้การดำเนินการของตลาดต่อเนื่อง ถัดมาอีก 6 ชั่วโมง ซึ่งตลาด Australia ปิดทำการ ตลาดยุโรปก็เปิดต่อมา เมื่อตลาดยุโรปเปิดได้ 1 ชั่วโมง ตลาด London ก็เปิดต่อ หลังจากนั้นก็ตามด้วยตลาดสหรัฐฯ ซึ่งลักษณะการเปิดวนกันอย่างนี้ทำให้มันเป็นตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

ด้วยการกระจายตัวอยู่ทั่วโลกของตลาด Forex และไม่มีขอบเขตทางด้านพื้นที่มากำหนดนี้ การที่จะเชื่อมตลาดทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ทำให้ปริมาณธุรกรรมของการเทรดนั้นขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นช่วง ๆ เช่น ปริมาณการเทรดในตลาด London ใกล้จะหมด เมื่อตลาด สหรัฐอเมริกาเปิดขึ้น ก็จะทำให้ปริมาณการเทรดเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

นอกจากนี้ตลาดที่เราเทรดยังมีตลาดอื่น ๆ อีก เพราะว่าเราไม่ได้เทรดแค่ Forex เรายังเทรด พลังงาน เทรด โลหะ และตลาดอื่น ๆ อีก สำหรับตลาดอื่น ๆ เช่น ตลาด พลังงาน ตลาด ตลาดโลหะ จะมีเวลาแตกต่างกันอีกเช่นกัน แยกจาก Forex  ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 2 เวลาเปิดตลาด Forex – ตราสารโลหะ พลังงาน RUB

ซึ่งสำหรับคนที่เทรด Forex จะรู้ดีว่าเราไม่ได้เทรดเฉพาะ Forex เท่านั้น เรายังเทรดตลาดโภคภัณฑ์ ตลาดพลังาน โลหะอื่น ๆ อีกซึ่งตลาดเหล่านั้นมีเวลาปิดเปิดที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามการเทรด CFD นั้นค่อนข้างแตกต่างจาก Forex นักลงทุนต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับการเทรดผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก Forex พอสมควร

ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเวลาปิดเวลาเปิด ต่อไปเป็นข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเวลาปิดเวลาเปิดของตลาด Forex ประกอบด้วยกฏ Tom Next หรือ ที่รู้กันคือ Tomorrow Next Rules

Tomorrow Next – Tom Next คืออะไร?

ภาพที่ 3 เวลาปิดเปิดตลาด Forex – Tom Next

Tomorrow next หรือ Tom next คคือ การทำธุรกรรมระยะสั้นของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการที่จะซื้อขายค่าเงินนั้นจะต้องทำการซื้อขายค่าเงินทุกวันที่ตลาดปิดทำการ หรือก็คือจริง ๆ แล้วตลาด Forex ก็มีการปิดทำการนั่นแหละ เพียงแต่ว่าการที่มันเปิดติดต่อกันต่อเนื่องนั้น มันทำให้มันทำงานไปได้ ขณะที่การปิดของมันนั้นทำให้เกิดธุรกรรมซื้อและขายโดยประมาณ 2 วันทำการ ซึ่ง เมื่อครบ 2 วันทำการแล้วคนที่ถือธุรกรรม Forex ต้องทำการส่งสินค้าตัวเอง  หมายความว่ายังไง มันก็คล้ายคลึงกับสินค้า Futures นั่นก็คือ มีการส่งมอบสินค้า ฉะนั้นกฏ ToM Next ใช้สำหรับการส่งมอบเงินสำหรับการซื้อขายค่าเงินสนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อให้ตลาดเคลื่อนไหวไปอย่างต่อเนื่อง การส่งมอบธุรกรรมจะไม่ได้บังคับให้มีการส่งมอบธุรกรรมจริง

พื้นฐานเรื่อง Tomorrow Next

ในการเทรดค่าเงินส่วนใหญ่นั้น การส่งมอบเงินนั้นจะเกิดขึ้นหลังจากวันซื้อสินค้า 2 วัน ซึ่งกฏ Tom next เกิดขึ้นเพราะว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความตั้งใจในการส่งมอบเงินจริง ๆ ดังนั้น position ของพวกเขาจึงต้องมีการถือต่อไป ซึ่งสิ่งนั้นเรียกว่า Rolled Over  โดยต้นทุนการทำธุรกรรมที่ว่านั้น เรียกว่า FX Swap และขึ้นอยู่กับค่าเงินที่คนนั้นถืออยู่ ซึ่งจะถูกชาร์จค่าพรีเมียมไว้  เทรดเดอร์และนักลงทุนที่ถือออเดอร์นั้นจะได้ผลตอบแทนเป็น rolled over ก็เกิดขึ้นได้  เช่น ค่าเงิน CADCHF เพราะว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของการถือครอง position ของคู่เงิน

ถ้าค่าเงิน 2 ค่าเงินนั้นมีอัตราส่วนดอกเบี้ยของค่าเงินใกล้เคียงกันก็จะแลกในอัตราที่เท่ากันและไม่มี Swap ธุรกรรมของ Tom Next ที่เกิดขึ้นจะถูกดำเนินการโดยธนาคารใน Interbank market ขึ้นอยู่กับทิศทางของธุรกรรม เทรดเดอร์จะทำการ Buy และ Sell อีกค่าเงินหนึ่ง หรือ Sell และ Buy อีกค่าเงินหนึ่ง ซึ่งก็คือค่าเงินที่พวกเขาต้องการ Roll over มัน ธุรกรรม Tom Next นั้นจะถูกจัดการโดย Forward Trading Desk หรือ Short Term Interest Rate team หรือ STIR

ภาพที่ 4 – เวลาเปิดปิดตลาด Forex – Swap EURUSD

ถ้าหากเทรดเดอร์เลือกที่จะไม่ Roll over โพสิชั่นของตัวเองถูกบังคับให้ส่งมอบสัญญา หรือคือเงินจริง ๆ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้น้อย  หลักการของ rolling position นั้นยิ่งสำคัญ ในตลาดโภคภัณฑ์ เพราะว่าถ้ามันไม่สามารถถูกทำให้เสร็จ เทรดเดอร์จะต้องถูกบีบให้ส่งสินค้าจริง ๆ

ตัวอย่างของกฏ Tom –Next

สมมุติว่า Trader นั้น Long ค่าเงิน EURUSD ซึ่งเทรดอยู่ที่ประมาณ 1.53 USD หรือ 1 Euro สามารถซ้อได้ 1.53 USD ในวันหมดอายุอีก 2 วัน เทรดเดอร์ได้ใช้กฏ Tom Next ในการถือ position ของค่าเงินที่เขาเทรด และสมมุตว่าอัตราดอกเบี้ยของสองค่าเงินเท่ากับ 0.010 และ 0.015 ณ สิ้นวัน หลังจากที่เทรดเดอร์ได้ซื้อและขายหุ้นแล้ว เทรดเดอร์จะได้รับอัตราดอกเบี้ยเท่ากับ 0.010 ราคาของเทรดเดอร์ที่เทรดเดอร์จะได้ต่อมาคือ 1.52 ในวันถัดไป นั่นเอง

อย่างไรก็ตามการใช้งานกฏนี้สำหรับรายใหญ่จะทำการลดต้นทุน Position ในกรณีที่ได้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย แต่สำหรับโบรคเกอร์รายย่อยแล้ว การถือ position จะไม่ถูกนำไปลดต้นทุนแต่จะได้มาให้อยู่ในรูปแบบ Swap บวกเข้ากับกำไรขาดทุนของ position นั้น ๆ ทีหลัง

แล้วทำไมบางครั้งไม่ว่าจะ Sell หรือ Buy เทรดเดอร์ก็เสีย Swap

บางครั้งเราจะเห็นว่าไม่ว่าจะ Buy หรือว่า Sell คู่เงินใด เทรดเดอร์ก็จะเสียเงินทั้งคู่ กล่าวคือ ถ้าหากเรา Long EURUSD เราอาจจะเสีย Swap เท่ากับ 0.10 USD เราอาจจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนไป Sell EURUSD แทนเราอาจจะได้ Swap มา อย่างไรก็ตามเมื่อเราทำการ Short EURUSD  ผลปรากฏว่า เราก็เสีย Swap อีก แต่อาจจน้อยกว่าเดิมหน่อยคือ 0.05 ทำไมเป็นแบบนั้นกัน

สาเหตุก็เพราะว่า แต่ละโบรคเกอร์ได้คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเข้าไป ทำให้ไม่ว่าจะ Long หรือ จะ Short ก็เสียเงินเช่นกัน ท่านสามารถตรวจสอบได้จาก Swap ของแต่ละโบรคเกอร์ที่ปรากฏอยู่ใน internet เพราะว่าแต่ละโบรคเกอร์นั้นให้ Swap ไม่เท่ากันและคิดค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน ทำให้อัตราได้เสียและส่วนต่างของแต่ละโบรคเกอร์นั้นแตกต่างกัน

ภาพที่ 5 เวลาเปิดปิดตลาด Forex – swap กับ Broker

ความรู้ที่ได้จาก เวลาปิดเปิดของค่าเงินนั้น อาจจะไม่ได้ช่วยให้คุณได้กำไรในการเทรดมากนัก แต่ว่าถ้าหากคุณหาความรู้ต่อไปอาจจะทำให้คุณเห็นช่องว่างบางอย่างในการทำกำไร ตัวอย่างเช่น การที่แต่ละโบรคเกอร์นั้นคิดค่าธรรมเนียม และต้นทุนการถือค่า Swap นั้นแตกต่างกัน ทำให้ค่าธรรมเนียมที่คิดกับโบรคเกอร์นั้นแตกต่างกัน เทรดเดอร์สามารถหาความต่างของค่าธรรมเนียมแล้วอาศัยการ Hedging ในการเทรด เพื่อถือ position เมื่อราคาเคลื่อนไหวก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกำไรขาดทุน แต่ว่าเราสามารถได้ส่วนต่างจากการ Hedging กันข้ามโบรคเกอร์ เป็นต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์ อย่างไร

ก่อนจะเปิดการเทรดแต่ละครั้ง เพื่อจะหาเงื่อนไขการเทรดหรือ trade setup การวิเคราะห์ตลาดเพื่อหาความเป็นไปได้ของแต่ละเทรดที่กำหนดจะมาก่อนด้วยการิเคราะห์จะมีแบบการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน (fundamental analysis) ของค่าเงินนั้นๆ และการวิเคราะห์แบบ Technical analysis  โดยการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐานเพื่อเทรดบางทีเรียกว่าเทรดข่าว เพราะเป็นการศึกษาข่าว ตัวเลขทางเศรษฐกิจ เพื่อหาโอกาสการเทรด แต่การเทรด Technical analysis จะเป็นการวิเคราะห์ทางเทคนิคดูข้อมูลจาก price charts ที่เกิดขึ้นมาให้ความสำคัญที่ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis

เทรดเดอร์ก็จะให้ความสำคัญข้อมูลที่เป็นตัวกระทบต่อค่าเงินนั้นๆ เช่นข้อมูลทางเศรษฐกิจ เหตุการณ์การเมือง หรือความสัมพันธ์กันระหว่างเศรษฐกิจและการเมืองเช่น ข้อมูลที่ทำให้เศรษฐกิจที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เปลี่ยนไปเช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราการจ้างงาน หรือภาวะเงินลอยตัวเป็นต้น ซึ่งข้อมูลพวกนี้เมื่อมีประกาศผลออกมาก็จะกระทบต่อค่าเงินที่เกี่ยวข้อง เลยทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงราคาที่เกี่ยวกับค่าเงินนั้นๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นปกติ  ผลกระทบมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าข้อมูลพื้นฐานสำคัญมากขนาดไหน อย่างที่เห็นได้ชัดเช่นข่าว Non-Farm Payrolls ที่เป็นดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ ที่ประกาศทุกวันศุกร์แรกของแต่ละเดือน เป็นตัวเลขสถิติการจ้างงาน การก่อสร้าง อุตสาหกรรม ไม่รวมการจ้างงานในภาคการเกษตร ในครัวเรือน และในองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยตัวเลขที่รายงานออกมาจะเป็นปริมาณการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อน

ตัวอย่างข่าว Non-Farm มีผลกระทบต่อการวิ่งของราคา ในศุกร์แรกของเดือนกรกฏาคม 2562 จะเห็นว่าเมื่อข่าวเกิดขึ้นจะทำให้เกิด high volatility ทำให้ราคาวิ่งขึ้นหรือลงเร็วเมื่อมองเทียบกับสัดส่วนแท่งเทียนก่อนนี้ เทรดเดอร์ที่เทรดเพราะข้อมูลสำคัญพวกนี้ก็จะวิเคราะห์ว่าข่าวนี้กระทบอย่างไร ขึ้นหรือลง ทำให้ราคาฟอเร็กซ์วิ่งไปทางไหน และก็จะดูเทียบกับเดือนก่อนๆ ข้อมูลหรือข่าวสำคัญที่กระทบต่อการเคลื่อนไหวของแต่ละค่าเงินก็จะหาดูได้จาก forexfactory.com และเว็บอื่นๆ อีกแต่ข้อดีของ forexfactory คือให้ข้อมูลระดับความกระทบต่อค่าเงิน ให้ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องการกระทบว่ามีผลทางไหนเป็นต้น

เทรดข้อมูลพื้นฐาน เข้าใจเรื่อง volatility และความอดทน

แม้ว่าถ้าช่วงที่มีข้อมูลพื้นฐานที่กระทบต่อค่าเงินนั้นๆ ออกมา เพราะตอนที่มีการประกาศเทรดเดอร์ต่างๆ ก็จะสนใจมาก ทั้งที่รอเข้าและเทรดเดอร์ที่รอออก เลยทำให้เกิด high volatility เกิดขึ้นประจำและมากด้วย ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็วในช่วงไม่กี่นาทีแรก แล้วกว่าที่ราคาจะไปทางที่ข้อมูลพื้นฐานเปิดออกมาต้องใช้เวลา และราคาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงง่ายด้วย ยกเว้นที่ราคามีการ stop hunt เกิดขึ้นก่อนอย่างรวดเร็ว แล้วราคาไปทางตามข้อมูลพื้นฐานเปิดเผย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าเข้าใจเรื่องการทำงานของออเดอร์และเทรดเดอร์ที่เทรดอยู่ด้วยกันในตลาด เพราะต้องไม่ลืมว่าข้อมูลพื้นฐานพวกนี้ทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็ว หรือทำให้เกิด high volatility แต่เรื่องออเดอร์ทำงานแบบเดิมแต่มีจำนวนทั้งเข้าและออกตลาดช่วงแรกๆ มาก เพราะเรื่องความกลัวและความโลภที่คาดการณ์จากตัวเลขพวกนั้น แต่พอเวลาผ่านไป volatility ก็ไม่มากขนาดนั้น ทำให้ตลาดวิ่งไปนิ่งกว่า

Fundamental Analysis และ Technical Analysis

โดยการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental หรือข้อมูลพื้นฐานก็จะเน้นข้อมูลที่มาจากที่ข่าว หรือ setiment ของค่าเงิน หรือตัวเลขทางเศรษฐกิจเป็นหลักแต่ techincal analysis เป็นการวิเคราะห์ราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดจากราคาที่เปิดเผยออกมาเป็นหลัก  นำมาสู่รูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การใช้อินดิเคเตอร์ การใช้ chart patterns การใช้เรื่องของการมองพัฒนาการของเทรนแบบ Fibonacci retracement, แนวรับแนวต้านหรือ supply/demand เป็นต้น ข้อดีของการวิคราะห์แบบ technical analysis คือเมื่อการวิเคราะห์ได้เงื่อนไข ก็จะเปิดโอกาสเทรดได้ตลอด ไม่เหมือนแบบ Fundamental ที่ต้องรอให้ทำงานและ technical analysis ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการเทรดแบบระยะสั้นด้วย

แต่ข้อเสียของการวิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ technical analysis ก็มี คือเทรดเดอร์ส่วนมากเมื่อมองที่คู่เงินสำหรับเทรดตัวเดียวกันเช่น EURUSD ถ้าใช้หลักการพื้นฐานการวิเคราะห์แบบเดียวกัน ก็จะทำให้ขาใหญ่รู้ว่ารายย่อยเทรดอย่างไร มีการ stop hunt เกิดขึ้นประจำ หรือแม้กระทั่งเรื่อง chart patterns ที่ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดการณ์ที่จะเทรดเพราะขาใหญ่ก็รู้เช่นกัน แต่การที่เทรดเดอร์จะทำกำไร ต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเมื่อเปิดเทรด และเมื่อจะทำกำไรได้เทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงข้ามต้องเสียค่อยจะได้กำไร และการออกจากการเทรดของเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาดเท่ากับการเปิดออเดอร์ตรงข้ามกับที่พวกเขาเปิดเทรดออเดอร์นั้น รูปแบบ chart patterns ที่ไม่เกิดขึ้นถือว่าเป็นตัวอย่างเห็นได้ชัดเรื่องนี้

วิเคราะห์ฟอเร็กซ์แบบ Fundamental analysis ส่วนมากจะใช้สำหรับกลยุทธ์การเทรดระยะยาวเพราะต้องรอให้ ข้อมูลทำงาน แต่อย่างไรก็ตาม เทรดเดอร์ก็ใช้กลยุทธ์การเทรดข่าวในเวลาอันสั้น เพราะเรื่องของ high volatility ที่เกิดขึ้นตอนมีการประกาศข้อมูล ก็จะมีการใช้ผสมกับ technical analysis เช่นอย่างการเทรด support/resistance, หรือ support/demand ตอนที่เกิดขึ้น จะทำให้ไม่ต้องถือ positions ที่เปิดเทรดนานและยังได้ volatility มาเป็นตัวเร่งราคาให้เร็วขึ้นด้วย

การวิเคระห์แบบ Technical analysis ราคาและการเคลื่อนไหว

เนื่องจากการวิเคราะห์แบบนี้ อาศัยราคาที่เกิดขึ้นแล้ว หรือที่มีการเทรดจบไปแล้วเพื่อหาร่องรอยเพื่อจะเทรดตามอีก และการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเพื่อหาว่า trade setup น่าจะเกิดขึ้นตรงไหนอีกก็จะมีวิธีการต่างกันออกไป เช่นใช้อินดิเคเตอร์ หรือแบบดูแนวรับแนวต้าน เทรดแบบ supply/demand เทรดแบบ Elliot Waves เทรดแบบ Fibonacci retracement เทรดแบบ chart patterns หรือ Harmonic patterns ก็จะหลากหลายต่างกันออกไปแล้วแต่เทรดเดอร์จะเลือกใช้เครื่องมืออะไร และวิเคราะห์ตลาดอย่างไรจากข้อมูลที่เปิดเผยออกมา สิ่งที่ตามมาคือโอกาสการเปิดเทรดก็จะเกิดบ่อยขึ้นเมื่อเทียบกับการวิเคราะห์แบบข้อมูลพื้นฐาน

นอกจากนั้นการวิเคราะห์แบบ technical analysis ยังมองว่าเมื่อมีเรื่องของข่าวที่เกี่ยวกับ Fundamental information ที่ทำให้เกิด high volatility กลับเป็นตัวเร่งราคาให้วิ่งเร็วกว่าเดิมด้วย และก็จะมีการใช้ข้อมูลจาก fundamental news ประกอบ trade setup ถ้าเกิดขึ้นช่วงเดียวกัน อย่างตัวอย่างภาพที่แสดงเรื่องของ Non-Farm สำหรับเทรดเดอร์ที่เทรด technical analysis ก็จะมองว่าราคาเพิ่งเบรคตรงกรอบสีแดง เป็นไปได้ว่าเทรดเดอร์ที่เปิดเทรดตรงนั้น เพราะเรื่องข่าว Non-Farm ก็จะส่งผลต่ออารมณ์ของเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ ทั้งเทรดเดอร์ที่รอเข้าก็จะคาดหวังเยอะด้วยเพราะจะหาโอกาสเทรดตามข่าวเลยทำให้เกิด volatility สูงและเพราะมาจากเทรดเดอร์ที่เปิด positions อยู่ในตลาดด้วย เลยทำให้ trapped traders ที่อยู่ในกรอบจำต้องออก เลยทำให้ราคาวิ่งง่ายขึ้นไปทางเดียวกันด้วย ยิ่งพอเห็นการ false break หางบาร์เกิดขึ้นตอนที่มีข่าวมา แล้วราคาวิ่งสวนกลับไป ยิ่งทำให้ต้องรีบออก

การวิเคราะห์แบบ Fundamental analysis และ Technical analysis ผสมกัน

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์รูปแบบไหน สำคัญที่ต้องมี trading plan ล้วนสามารถทำกำไรได้หมด แต่การบริหาร positions อาจต่างกันออกไปเพราะถ้าเป็นเทรดตามการวิเคราะห์แบบ Fundamental เป็นหลักก็เทรดตามข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจะเน้นการถือ postions นาน แต่ถ้าเป็น technical analysis ก็จะหา trade setup จากราคาและการเคลื่อนที่ก่อนที่เปิดเผยออกมา และยังใช้ประกอบกับ Fundamental analysis ถ้าเป็นช่วงที่เกิด trade setup ก็จะทำตัวเร่งให้ราคาวิ่งเร็วขึ้น ขณะเดียวกันทาง Fundamental Analysis ก็จะใช้ technical analysis เพื่อหาว่าจะเข้าเทรดตรงไหนและราคาน่าจะดันไปถึงตรงไหน เมื่อเข้าใจเรื่องออเดอร์หรือการทำงานของแนวรับแนวต้านก็จะหาจุดเข้าออกง่าย เป็นต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


เริ่มต้นเทรด Forex ควรทำอย่างไร

คะแนนโดย admin

เส้น

เริ่มต้นเทรด Forex ควรทำอย่างไร

การเริ่มต้นเทรด Forex สำหรับมือใหม่ นั้นเป็นเรื่องยาก เพราะว่า มันไม่มีตำราชี้ชัดว่า การที่เราจะต้องสำเร็จนั้นจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่มีคนที่สำเร็จแล้วจริง ๆ ประสบความสำเร็จแล้วจริง ๆ มายืนยันให้เรารู้ว่า อ๋อนี่แหละนะประสบความสำเร็จด้วยการเทรด และรวยจากมันจริง ๆ นอกจากมันจะเป็นอาชีพที่หาคนสำเร็จยากแล้ว มันยังเป็นอาชีพที่ ลึกลับ ไม่มีข้อมูลให้มากอีกด้วย การเทรดสำหรับมือใหม่ที่หัดเข้าตลาดครั้งแรก จึงเป็นเรื่องยากลำบากมาก แล้วการเริ่มเทรด Forex ควรทำอย่างไร มีขั้นตอนดังต่อไปนี้

ทดสอบเดโม

ในตอนที่ผ่านมา ผมได้ทำการ review เนื้อหาบทความหนึ่งในพันทิป ซึ่งเนื้อหาบอกว่า เขาลาออกจากงานมาเป็น Trader Full Time 4 ปี แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ในการเทรด แล้วอะไรที่เขาไม่ได้ทำ หัวข้อเรื่องของการทดสอบเดโม เป็นอะไรที่เขาไม่ได้ทำครับ

เทรดเดอร์หลายคนคิดว่าการทดสอบ Demo เป็นสิ่งที่ทุกคนก็ต้องทำก่อนการเทรด แต่จริง ๆ แล้วหลายคนไม่ได้ทดสอบ Demo จริง ๆ การทดสอบเดโมไม่ได้หมายความว่า จะทำการทดสอบคำสั่งเทรด Demo การทดสอบ Demo ไม่ได้หมายความถึงการทดลอง indicator ใหม่ๆ  หรือ EA ใหม่ ๆ แต่การทดสอบ Demo กล่างถึง การฝึกใช้โปรแกรมให้คล่องชำนาญ รู้ทุกปุ่ม ทุกเครื่องมือ ไม่ใช่ลองแค่เครื่องมือสองเครื่องมือแล้วเครื่องร้อน อยากลองแล้วอยากได้เงินแล้ว นอกจากนี้ การทดสอบ Demo ยังหมายถึง การศึกษา Forex ถ่องแท้อย่างเข้าใจ ให้คล่องก่อน แล้วเท่าไหร่ถึงจะคล่อง สำหรับ Forex แล้ว การทดสอบ Demo อาจจะยาวนานถึง 5 ปีเลยก็ได้ มีใครบ้างตั้งใจเทรด Demo ให้ครบ 5 ปี ผมบอกได้เลยว่า หาได้น้อยมาก เพราะว่า ส่วนใหญ๋แล้ว 2 เดือนก็หัวร้อน อยากลองของกันหมดแล้วครับ ดังนั้น ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมถึงเจ๊งกันไปหมด

ภาพที่ 1 เริ่มต้นเทรด Forex – Demo Account

การทดสอบ Demo ผมก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้อง Demo เงินจริงไม่ต้องเทรด เราอาจจะลองได้ครับ เช่น 100 เหรียญ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของการเทรดจริง ๆ ในตลาดนั้นมีความรู้สึกอย่างไร การสลับ Demo กับเงินจริง อาจจะทำเป็นครั้งคราว เพราะว่า เราก็ต้องการทดสอบเงินจริงและอารมณ์ของเราด้วย การเทรดด้วยเงินจริงจะเผชิญกับภาวะทางจิตใจที่มากกว่าทำให้การเทรดนั้นมีความยากกว่า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะเรียนรู้และกลายเป็นเทรดเดอร์ทีประสบความสำเร็จ

หนังสือเทรด

ภาพที่ 2  เริ่มต้นเทรด Forex – หนังสือ Forex

ช่วงเริ่มต้นหนังสือดีดี หายากมาก เพราะไม่รู้จะอ่านหนังสือเล่มไหน หนังสือต่างประเทศก็มีเต็มไปหมด หนังสือเทรด Forex ไทยไม่ค่อยมี นั่นคือสถานการณ์ของผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ปัจจุบัน ถ้าหากเข้าไปในร้านหนังสือจะเห็นว่าหนังสือเทรด Forex มีเต็มไปหมด จนไม่รู้จะเลือกเล่มไหนดี เอาจริง ๆ คนที่เขียนหนังสืออยู่มากมายตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นเทรดเดอร์มืออาชีพก็ได้ครับ นั่นมันทำให้บางครั้ง หนังสือการเทรด Forex เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเรามากเท่าไหร่ จริง ๆ แล้ววันนี้ผมก็คงไม่ได้มาแนะนำหนังสือครับ แต่แค่พูดเป็นตัวอย่างว่า หนังสือเล่มไหนบ้างที่ควรจะต้องทำความเข้าใจ ผมแบ่งไว้ 3 ประเภทสำคัญดังนี้ครับ

  1. หนังสือแนวนิยาย เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ หนังสือที่อ่านจนวางไม่ลง หรือเป็นเรื่องเล่าของนักเทรด ที่จะทำให้เราเข้าใจคอนเซปต์ของการเทรด มากกว่าที่จะมาบอกวิธีการเทรด หนังสือแบบนี้จะสร้างแรงบันดาลใจแนวทางในการเทรดที่ถูกต้องให้เราไว้ด้วย ซึ่งตัวอย่างของหนังสือหมวดนี้ได้แก่ The Quant ของ scott Patterson และหนังสือ The Adventures of currency trader ของ Rob Booker ซึ่งเป็นหนังสือที่เหมาะสำหรับการสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างดีทีเดียว หนังสือ My life as a quant ก็เป็นเชิงเรื่องเล่าที่แบ่งปันประสบการณ์ เราอาจจะเลือกอ่าน 1 ในเล่มใดเล่มหนึ่งในนี้ครับ
  2. หนังสือเกี่ยวกับวิธีการเทรด เป็นหนังสือที่ปรากฏอยู่ในร้านหนังสือทั่วไปนั่นแหละครับ แต่อาจจะแบ่งเป็นประเภทย่อย ๆ ได้อีกหลายประเภท เช่น หนังสือเทรดประเภทเบื้องต้น หนังสือเทรดประเภท Advance โดยประเภทหลังก็จะไม่ได้เห็นในบ้านเราบ่อยนัก ตัวอย่างหนังสือ สำหรับหนังสือต่างประเทศได้แก่ Come into my trading room ของ Alexander Elder และ หนังสือ high Probability trading หนังสือ 2 เล่มนี้ถือเป็นคำภีร์สำคัญสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรที่จะละเลยหนังสือประเภท กราฟแท่งเทียน หนังสือเกี่ยวกับ Elliot wave ด้วย หนังสือ เทรดในบ้านเราที่เป็นหนังสือพื้นฐานสามารถใช้ได้เช่นกัน
  3. หนังสือเกี่ยวกับการออกแบบระบบ หนังสือประเภทนี้หายากมาก แต่ในตลาดจริง ๆ ก็มีครับ เพียงแต่ว่าอาจจะซับซ้อนสักหน่อย หนังสือที่แนะนำในส่วนของหนังสือเกี่ยวกับการออกแบบระบบ คือ Quantitative Trading ของ Ernest P. Chan ซึ่งเป็นหนังสือที่ค่อนข้างยากแต่เนื้อหาแน่น ปึ๊ก และถ้าหากใครสามารถทำความเข้าใจได้ จะยกระดับความรู้เกกี่ยวกับการเทรดไปอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม หนังสือเทรดไม่ได้การันตีว่าเราอ่านหมดนี่จะได้กำไรนะครับ มันอยู่ที่ความเข้าใจ และที่สำคัญ มันเป็นแค่พื้นฐาน ฉะนั้นอย่าคาดหวังอะไรมากนัก แต่จงหาความรู้อย่างสุดความสามารถ ถึงวันที่มันตกผลึกแล้วคุณก็จะเข้าใจและสามารถทำกำไรได้เอง

เว็บบอร์ด

จุดเริ่มต้นของใครหลาย ๆ คนเริ่มที่เว็บบอร์ด ไม่ปฏิเสธเลยครับผมก็มาจากเว็บบอร์ดเช่นเดียวกัน เพราะว่ามันเป็นทั้งแหล่งความรู้เป็นทั้งแหล่งศึกษา การเข้าถึงข้อมูล ทรัพยากรต่าง ๆ ที่สำคัญของระบบ   เว็บบอร์ดที่สำคัญในประเทศไทย ก็มีประมาณ 2 – 3 แห่ง คือ Thailandforexclub.com ซึ่งเป็นเว็บที่มีมาอย่างยาวนาน เว็บ Thaiforexea.com เป็นเว็บที่ให้ความรู้ด้าน EA มาช้านาน ซึ่งมีคลังความรู้ขนาดใหญ่ในการให้บริการของ 2 เว็บ นอกจากนี้เว็บต่างประเทศได้แก่ forexfactory.com และ forex-tsd.com เป็นอีกเว็บแต่ว่าเป็นข้อมูลภาษาอังกฤษ สำหรับใครที่มีปัญหาภาษาอังกฤษก็อาจะลำบากหน่อย นอกจากนี้ก็จะเป็นเว็บ MQL5.com ซึ่งเป็นเว็บที่ให้บริการทางด้านเทคนิคครบวงจร มีชุมชนเทรดเดอร์ขนาดใหญ่ ที่คอยช่วยเหลือแต่ก็อย่างว่าแหละครับภาษาอังกฤษ ซึ่งสิ่งที่เราต้องทำคือ สิงอยู่ที่นั่นและ ศึกษาหาความรู้ คุณจะได้เห็นวงจรของเทรดเดอร์ รวมทั้งวิถีชีวิต เทรดเดอร์ประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ในตลาด

ภาพที่ 3  เริ่มต้นเทรด Forex – เว็บบอร์ด

การได้อยู่ในเว็บบอร์ดเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากหนังสือ มันคือ จิตใจและการควบคุมอารมณ์ เป็นสถานที่ฝึกจิตใจอย่างดีเลยทีเดียว

เพื่อนลงทุน อาจารย์

ในหัวข้อที่ 4 เพื่อนที่ร่วมลงทุนกับเรา และอาจารย์ คนที่เรานับถือว่าเป็น idol หรือคนที่มีแนวคิดเดียวกัน เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางในโลกของ Forex จุดเริ่มต้นเทรดที่ดี คือ การที่มีเพื่อนและสู้ไปด้วยกัน บางครั้งการไม่มีเพื่อนทำให้เราท้อแท้อยู่คนเดียวและเห็นความสำเร็จได้ยาก แม้ว่าเพื่อนจะไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของเราได้

ภาพที่ 4  เริ่มต้นเทรด Forex – เพื่อนลงทุน

นอกจากเพื่อนแล้ว idol ของเราก็มีส่วนสำคัญ ถ้าหากคุณตามถูกคนแล้วมันจะทำให้คุณไม่เสียเวลาในการเทรดมาก อย่างไรก็ตามในตลาดร้อยละ 99 จะมีคนที่เก่งจริง ๆ อยู่ซึ่งอาจารย์แม้จะดีและทำให้เร็วในช่วแรก แต่ว่าไม่สามารถตอบโจทย์เราไปได้ตลอดหรอก

ทำไปเรื่อยสัก 10 ปี

นี่เป็นองค์ประกอบสุดท้ายของการเทรด Forex เพราะว่าหลายคนจะมาจบก็เอาตรงที่ไม่ได้ฝึกมันอย่างสม่ำเสมอนี่แหละครับ มีหลายเรื่องที่เราต้องใช้เวลาในการฝึกนานแสนนาน ยกตัวอย่างการไปเรียน ในมหาวิทยาลัยไม่ได้ช่วยทำให้เราเก่งขึ้นสักเท่าไหร่ แต่ทำให้เรารู้ว่าจะต้องศึกษาอะไร มหาวิทยาลัยเป็นแค่จุดเริ่มต้นของความรู้แต่ว่า หนทางของการเรียนรู้กว่าจะสำเร็จได้จะต้องใช้เวลานานเป็น 10 ปี เช่นการเขียนนโปรแกรมเป็นต้น

ภาพที่ 5  เริ่มต้นเทรด Forex – ความตั้งใจ

ในวงการอื่น ๆ น้อยมากที่คนจะเข้ามาในวงการแล้วประสบความสำเร็จเลย ส่วนมากก็ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนมากกว่า 10 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ยังต้องเจอกับอุปสรรคอื่น ๆ นอกเหนือจากเวลาอีก เช่น ความเบื่อหน่าย ท้อถอย ความล้มเหลว ซึ่ง 10 ปีเป็นอะไรที่มากกว่าการอ่านหนังสือ คุณต้องขัดเกลาตัวเองให้แข็งแกร่ง ถึงจะเป็นเทรดเดอร์ที่สำเร็จได้

 

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีการสมัคร PAYPAL

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีการสมัคร PAYPAL

Paypal เป็นเสมือนธนาคารออนไลน์ เป็นเงินอีเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก เนื่องจากมันสามารถใช้ซื้อหรือขายบริการที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ได้หลายรายการ นอกจากนี้ Paypal ยังใช้สำหรับรับเงินจากการที่เราขายของออนไลน์แล้วนำเงินเข้าบัญชีได้ด้วย วัตถุประสงค์สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้ Paypal เพราะว่า มันเป็นที่ยอมรับของโบรคเกอร์หลาย ๆ แห่งในการใช้เป็นช่องทางการฝาก-ถอน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาพูดถึงการ สมัคร PayPal เอาไว้ใช้งาน

การสมัคร PayPal นั้นไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก ยิ่งเดี๋ยวนี้มีเว็บไซต์ paypal ที่รองรับภาษาไทยออกมามากขึ้น อย่างไรก็ตามภาษาไทยที่ใช้อาจจะแปร่ง ๆ ไปบ้างเพราะว่ามันมาจากวุ้นแปลภาษาของ Google ในวันนี้จึงมาพูดถึงการสมัคร Paypal เพื่อนำไปใช้งานในการเทรด Forex

แม้ว่า Paypal จะเป็นที่นิยม แต่ว่าเนื่องจากการบริการฝาก-ถอนโบรคเกอร์สำหรับคนไทยสามารถฝากผ่านธนาคารได้ ทำให้คนใช้ช่องทางธนาคารเป็นหลัก แต่ Paypal ก็ยังเป็นตัวเลือกหนึ่งที่สำคัญ เนื่องจากสามารถใช้กับการซื้อขายสินค้าออนไลน์ได้ด้วย โดยขั้นตอนการสมัคร Paypal นั้นมีขั้นตอนง่ายและไม่ซับซ้อน ดังต่อไปนี้

  1. เปิดหน้าเว็บ com

ภาพที่ 1 การสมัคร Paypal – หน้าจอ website Paypal

เมื่อเราเปิดหน้าเว็บ Paypal.com มันจะทำการส่งหน้าเว็บที่เป็นภาษาของเรามาให้อัติโนมัติ แต่บางครั้ง มันก็ขึ้นหน้าที่เป็นภาษาอังกฤษให้ อย่างไรก็ตามเราก็สามารถเลือกภาษาที่เป็นของเราได้ โดยไปที่ปุ่มเลือกภาษา ซึ่งเมื่อเราเปิดเว็บ Paypal ขึ้นมาแล้วและทำการสมัคร โดยคลิ๊กเลือก “สมัครสมาชิก”  Paypal ดังที่ปรากฏในรูปที่ 1 เมื่อคลิ๊กแล้วมันจะนำเราไปที่หน้าอีกหน้าหนึ่ง คือ มันจะให้เราเลือกประเภทบัญชี 2 ประเภท คือ

  1. ซื้อสินค้าด้วย Paypal สำหรับผู้ต้องการซื้อสินค้าออนไลน์เป็นหลัก
  2. รับชำระเงินด้วย Paypal สำหรับบุคคลทั่วไปและธุรกิจที่ต้องการรับชำระเงินเป็นหลัก

ในตัวอย่างที่ผมกล่าวในการอธิบายการสมัครนี้เป็นการสมัครในข้อ 1 คือ ซื้อสินค้าออนไลน์เป็นหลัก แต่มันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถใช้มันรับชำระเงินได้ เพียงแต่ว่าเราใช้ซื้อสินค้าเป็นส่วนใหญ่มากกว่าขายสินค้าหรือรับชำระเงินเท่านั้น

ภาพที่ 2 วิธีสมัคร PayPal – เลือกประเภทบัญชี

ในภาพที่ 2 เราต้องเลือกบุคคลทั่วไป คือการซื้อสินค้าด้วย Paypal แล้วกดเริ่มใช้งาน  ก็จะนำเราไปยังหน้ากรอกข้อมูลเพื่อทำการสมัคร โดยข้อมูลที่ทำการกรอก จะต้องเป็นข้อมูลจริง ซึ่งข้อมูลที่ใส่ในหน้านี้ยังเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลแต่อย่างใด

ภาพที่ 3 วิธีสมัคร Paypal – กรอก ข้อมูล

เมื่อกดเข้าสมัครจะปรากฏหน้าให้กรอก Email ให้เรากรอกข้อมูลเพื่อสมัคร รวมทั้ง Email และรหัสผ่าน ซึ่งท่านควรจะทำการจดรหัสผ่าน ใส่โปรแกรม หรือมีที่เก็บรหัสผ่านไว้ ไม่เช่นนั้นท่าจะลืม เพราะว่านี่มันเกี่ยวกับเรื่องเงินทองที่มีความสำคัญ  จึงต้องทำการบันทึกไว้ และที่สำคัญหากคนที่มีหลาย Email ต้องทำการจด Email และรหัสผ่านที่ทำคู่กันไว้ด้วย เมื่อกรอกรหัสผ่านและยืนยันระหัสผ่านเสร็จแล้ว กด ถัดไป จะนำเราไปสู่หน้ากรอกข้อมูลส่วนบุคคล

ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลนี้จะใช้ในการยืนยันตัวตน รวมทั้งการส่งใบแจ้งหนี้กรณีชำระเงินผ่านบัตรเครดิตหรืออื่น ๆ โดยทำการกรอกตามที่ปรากฏอยู่ในช่องว่างตามคำแนะนำของ Paypal ได้เลย

ภาพที่ 4 สมัคร paypal – กรอกข้อมูล

ซึ่งตรงนี้แนะนำว่าให้ใส่ชื่อที่อยู่จริง เพราะว่าหลังจากนี้จะมีการยืนยันที่อยู่ หากใส่ที่อยู่ปลอมไปเราจะไม่มีเอกสารส่งยืนยันตัวตน หลายคนชอบใส่ที่อยู่ปลอมจนสุดท้าย กลายเป็นสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมามากกว่าเดิม หลายคนอาจจะกลัวที่จะสูญเสียความเป็นส่วนตัว อย่างไรก็ตามเนื่องจากความทันสมัยและความปลอดภัยของโลกอินเตอร์เนทที่เพิ่มขึ้น ท่านสามารถสังเกตุได้จาก เครื่องหมายรูปแม่กุญแจที่อยู่ตรงหัวช่องใส่ URL ซึ่งถ้าหากมีเครื่องหมาย นั้นปรากฏอยู่หมายความว่าเว็บไซต์เป็นเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นก็จะเสร็จสิ้นการสมัครใช้งาน paypal ที่แสนง่าย

ภาพที่ 5 วิธีสมัคร Paypal – การสมัครเสร็จสิ้น

เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จสิ้นแล้วเราก็สามารถใช้งาน Paypal ได้ทันที ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างดังภาพที่ 5 โดยสามารถเริ่มใช้งาน โดยการไปดูร้านค้าที่เราต้องการซื้อสินค้า การชำระเงินก็คือช่องทางการจ่ายเงินให้ Paypal หรือเราสามารถเพิ่มบัตรเครดิตเข้าสู่ Paypal ได้ เช่นกัน

  1. ตัวเลือกการเพิ่มบัตรเครดิต

เราสามารถเพิ่มบัตรเครดิต เพื่อความสะดวกในการชำระเงิน โดยใส่รายละเอียดบัตรเข้าไป ดังปรากฏในภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 6 วิธีสมัคร Paypal – การเพิ่มบัตรเครดิต

การเพิ่มบัตรเครดิตเข้าสู่ Paypal อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมเท่าไหร่ เนื่องจาก บัตรเครดิตส่วนใหญ่ก็ก็จะสามารถชำระเงินออนไลน์ได้อยู่แล้ว ซึ่งการเชื่อมและฝากเงินเข้า Paypal ผ่านบัตรเครดิตต้องเสียค่าธรรมเนียม จึงอาจจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่  สำหรับ PayPal นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิตแล้วต้องการซื้อของออนไลน์มากกว่า

  1. ตัวเลือกเชื่อมโยงบัญชีธนาคาร

ตัวเลือกการฝากเงินเข้าผ่านธนาคาร เป็นตัวเลือกที่จะดูดีที่สุดในการใช้จ่ายผ่านบัตรออนไลน์ เพียงทำตามคำแนะนำไปเรื่อย ๆ โดยการเลือกธนาคารที่คุณเป็นเจ้าของเงิน

ภาพที่ 7 วิธีสมัคร paypal – เชื่อมธนาคาร

เสร็จแล้วทำการ Add ธนาคารเข้าสู่ระบบ กรอกเลขบัญชีและข้อมูลอื่น ๆ ซึ่งจะทำการหักเงินไว้เพื่อทำการยืนยันตัวตน โดยจะคืนมาทีหลัง ซึ่งเป็นจำนวนไม่มาก

  1. โบรคเกอร์ที่รับฝาก Paypal

สำหรับท่านที่ทำการเทรด Forex นั้น โบรคเกอร์ที่ Forex ส่วนใหญ่จะมีบริการฝากถอนผ่าน – Paypal อยู่แล้วยกเว้นบางโบรคเกอร์เท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับท่านที่มีบัตรเครดิต การฝากถอนผ่าน โบรคเกอร์ Forex นั้นไม่ได้เป็นปัญหาเลย  เพราะว่าโบรคเกอร์ส่วนใหญ่ให้บริการการฝากถอนผ่านบัตรอยู่แล้ว

ภาพที่  8 วิธีสมัคร paypal – โบรคเกอร์ที่ให้บริการ paypal

จากภาพจะเห็นว่า โบรคเกอร์ที่ให้บริการ paypal ส่วนใหญ่เป็นโบรคเกอร์ที่มีชื่อเสียงทั้งสิ้น แต่โบรคเกอร์ยอดนิยมของคนไทย ไม่ได้มีบริการฝากถอนผ่าน Paypal นั่นคือ XM

  1. บัญชี Paypal ใช้ทำอะไรอีกบ้าง

บัญชี Paypal เป็นทางเลือกของการขายของออนไลน์ที่ง่ายและรวดเร็วที่สุด และ paypal ยังไม่เก็บค่าธรรมเนียมกับลูกค้าของเรา ดังนั้น ถ้าหากเราจะขายของออนไลน์ Paypal ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์มากที่สุดเลยครับ นอกจากนี้ การโอนเงินระหว่างประเทศ ก็เป็นสิ่งที่นิยมในบัญชี Paypal เพราะว่าไม่ต้องไปเสียค่าธรรมเนียมจำนวนมหาศาล สำหรับคนที่ทำงานอยู่เมืองนอกและอยากส่งเงินกลับมาไทย PayPal ถือเป็นตัวเลือกที่ยอดเยี่ยม แต่บัญชีปลายทางก็ต้องมีบัญชี Paypal เช่นกันและต้องมีช่องทางในการนำเงินออกด้วย ไม่เช่นนั้น PayPal ก็อาจจะไม่มีประโยชน์

PayPal นั้นส่วนใหญ่จะเป็นบริการซื้อขายของออนไลน์ของต่างประเทศเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะเนื่องจากว่า ผู้ให้บริการออนไลน์ในไทย ไม่นิยมใช้ PayPal เนื่องจากเรามีทั้ง พร้อมเพย์ หรือการโอนผ่านธนาคาร ซึ่งสามารถทำได้สะดวกรวดเร็วกว่า นอกจากบริการชำระเงิน หรือว่าส่งเงินแล้ว Paypal สามารถตั้งค่าเกี่ยวกับภาษี  รวมทั้งติดตามสินค้าคงเหลือ ผ่านอีเมลล์ คำนวณค่าขนส่งโดยอัติโนมัติ และสามารถเชื่อมกับร้านได้โดยตรงทำให้การชำระเงินสะดวกสบายกับเว็บซื้อขายของที่มีชื่อเสียง เช่น Ebay  Prestashop  Shopify เป็นต้น ซึ่งคุณสามารถทำใบแจ้งหนี้ออนไลน์ให้กับลูกค้าของคุณผ่าน Paypal ได้ด้วย เรียกได้ว่า ฟังค์ชั่นที่ออกแบบมานั้น ออกแบบมาเพื่อช่วยให้คนทำธุรกิจซื้อขายของออนไลน์โดยเฉพาะ แถมตอบโจทย์ทุกอย่างโดยไม่ต้องไปจ้างเหมือนมีมืออาชีพมาคอยช่วยคุณอยู่ตลอดเวลา

ถึงแม้จะมีข้อดีมากมายแต่ Paypal ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง ก็ไม่มีใครทำธุรกิจฟรีหรอกครับ ซึ่งข้อเสียของ Paypal มีดังต่อไปนี้

  1. ค่าธรรมเนียมบริการที่ค่อนข้างสูง ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะส่งผลจากประเภทบัญชีที่เราเปิดตอนแรก ระหว่างคนที่เป็นคนซื้อของออนไลน์ หรือว่าเป็นคนที่ขายของออนไลน์ด้วย
  2. ถ้าหากมีเงินในบัตรเครดิตไม่เพียงพอ เราจะโดนการจำกัดการเข้าถึงบัญชี ซึ่งมีความยุ่งยากในการแก้ไข อีกทั้งต้องติดต่อกับเจ้าหน้าที่ที่ต่างประเทศ
  3. ข้อสุดท้ายก็คือที่ได้กล่าวไว้แต่ตอนแรกว่า มันไม่ค่อยได้รับความนิยมในไทยแต่มีประโยชน์มากในการซื้อของออนไลน์ต่างประเทศครับ

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


SWAP สิ่งที่ไม่ควรประมาท

คะแนนโดย admin

เส้น

SWAP สิ่งที่ไม่ควรประมาท

ในโลกการเทรด Forex การเทรดแบบถือ position ค้างคืน เป็นการเทรดที่ได้รับความนิยมรูปแบบหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มคนที่เทรดแล้วไม่ยอมปิดออเดอร์นั้น ยังมีวิธีการนี้อยู่ การถือออเดอร์ข้ามคืนแล้วถือว่า ถ้าไม่ปิดขาดทุนก็จะไม่ขาดทุน สิ่งที่คอยฆ่าพวกเขาตายอย่างช้า ๆ คือ Swap

Swap หลายคนคิดว่าจะเป็นเสิ่งที่ให้ประโยชน์ แต่จริง ๆ แล้ว โบรคเกอร์ไม่ได้คิดจะเสียเปรียบเราง่าย ๆ การตั้ง Swap ของ โบรคเกอร์ก็ได้ทำการบวกกำไรไว้ก่อนแล้วเพื่อป้องกันความเสี่ยงของพวกเขา ดังนั้น Swap ของแต่ละโบรคเกอร์ แต่ละช่วงเวลาท่านต้องคอยสังเกตุ แต่เชื่อหรือไม่ การถือ position ยิ่งยาว เรายิ่งเสียเปรียบ

ภาพที่ 1 แสดง Swap และระยะเวลาการถือ

จากภาพที่ 1 เป็นตัวอย่างที่อธิบายคำกล่าวข้างต้นได้อย่างดี ซึ่งเป็นภาพที่ผมได้มาจากใน อินเตอร์เนท โดยจะเห็นว่าค่า Swap ที่ได้มันสูงพอ ๆ กับกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้น ทุกท่านลองนึกถึงว่า เวลาราคาเคลื่อนไหวไปยังจุดเข้าเทรด แล้วจะพบว่า position ของเรายังขาดทุนอยู่ นั่นหมายความว่า Swap มันกินขนาดไปมากนั่นเอง เมื่อมันกินขนาดไปมากอย่างนี้ต่อให้ราคากลับไปจุดคุ้มทุน มันก็ยังไม่พอ

ทำไมเป็นแบบนี้

สาเหตุที่ทำให้มันเป็นแบบนี้เพราะว่าโบรคเกอร์ไม่ต้องการเสียเปรียบเราในกรณีที่คนชอบเปิด position ขนาดเล็ก และคิดว่าจะถือไปนาน ๆ โดยคาดหวังผลตอบแทนเล็กน้อย ซึ่งเมื่อเราถือไปนาน ๆ เราก็จะขาดทุนจากการที่เราต้องจ่าย Swap เหมือนกับที่ปรากฏในภาพที่ 1

ระบบเทรดแบบนี้ ผมเคยเห็นในระบบเทรดของกลุ่มเทรดออนไลน์  เช่น ระบบเทรดแบบ Close System และระบบเทรดที่ชื่อ KZM ซึ่งเป็นระบบเทรดที่นิยมเปิดออเดอร์ขนาดเล็กมาก ๆ ครั้งละ 0.01 Lot ขณะที่ ไม่มีการตั้ง Stop loss นั้นทำให้การผิดพลาดทางการเทรดนั้นอาจจะเกิดได้มากและต้องทนถือออเดอร์ผิดทาง ทำให้ต้นทุนการถือครองออเดอร์นั้นสูงขึ้นเรื่อย ๆ

สิ่งที่ควรทำต้องทำอย่างไร?

จากสถานการณ์ดังกล่าว Swap ทำให้การเทรดระยะยาวเป็นเรื่องที่เราเสียเปรียบ และเพื่อลดความเสียเปรียบนั้นเราต้องเทรดระยะเวลาที่เหมาะสม โดย Time Frame ที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่ 4 ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง 1 วัน การเทรดกราฟ week อาจจะทำได้ยากและกินเวลานาน ดังนั้นระบบเทรดของเราจะต้องใช้ระบบระยะสั้นเพื่อลดต้นทุนซ้ำซ้อน

การเทรดระยะเวลาสั้นเกินไปก็ทำให้เกิดต้นทุนสูง นั่นคือ ต้นทุน Spread ต่อระยะทางที่ราคาวิ่ง ซึ่งการเทรดระยะสั้นจะทำให้ spread มีสัดส่วนที่สูง พูดง่าย ๆ ก็คือ Broker ได้ดักทางเราไว้หมดแล้ว เราทำได้แค่ลดความเสียเปรียบให้มากที่สุดเท่านั้น  การออกแบบระบบเทรดจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่จะเอื้อให้เรามีชัยชนะมากที่สุดนั่นเอง

ค่าเงินและโบรคเกอร์

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้การลดความเสียเปรียบของเรานอกจาก Time Frame แล้ว มันคือการเลือก ค่าเงินที่เราจะเทรด และ โบรคเกอร์ที่เราเลือกจะเทรด ซึ่งแต่ละค่าเงินและแต่ละโบรคเกอร์นั้น ให้อัตรา Swap แตกต่างกันโดยเราต้องดูทีละตัว ดังนี้

รูปที่ 2 แสดงสถานที่ตรวสอบ Swap

ในรูปที่ 2 เราคลิ๊กขวาในค่าเงินที่เราเลือกจะปรากฏหน้าต่างคุณสมบัติของค่าเงิน ให้เลือกค่าเงินในภาพผมได้เลือกค่าเงิน GBPJPY และกดเลือก Properties ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างทางขวามา เมื่อปรากฏมาแล้วให้เลื่อนลงเพื่อดูค่า Swap ว่า Swap ค่าเงินไหนถูกบ้าง เราก็ทำการเทรดค่าเงินนั้น

จะรู้ได้ยังไงว่า Swap ค่าเงินไหนถูกนั้น ให้ดูที่ส่วนต่างของ ออเดอร์ Long กับ Short นั้นมีความแคบมาก บางค่าเงินนั้นให้ค่า Swap บวก แต่ว่าอย่าเพิ่งได้ใจและคิดว่า นี่แหละเราจะถือ position แล้วกิน swap บวก ที่ Swap เป็นบวกนั้นเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ยและการประมาณของโบรคเกอร์ เราลองจินตนาการว่า สินค้าชิ้นหนึ่งมีราคาถูกมาก เมื่อมันถูกมากใครก็ต้องอยากครอบครองในระยะยาว และเมื่อมันต้องถือยาวจะได้กำไร Broker ก็จะทำการลดต้นทุนของเขาที่เขาต้องเจอเทรดเดอร์ถือยาวแบบเราโดยการใส่ Swap ยังไงหล่ะครับ มันหมายความว่า ยิ่ง Swap ลบเยอะแสดงว่า สินค้านั้นจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น ขณะที่ Swap บวก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ทำให้เงินไหลเข้าประเทศที่ให้ดอกเบี้ยสูง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำให้ค่าเงินอ่อนค่า หมายความว่า ถ้าเราไปถือค่าเงินที่ได้ swap เป็นบวก เราก็จะขาดทุนส่วนต่างราคาอัตราแลกเปลี่ยน เรียกได้ว่า มันไม่มีอะไรง่ายจนทำกำไรได้ง่ายขนาดนี้หรอกครับ ไม่งั้นก็รวยกันหมดแล้ว

ซึ่งกระบวนการที่ว่ามาเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น ท่านสามารถหาวิธีในการตรวจสอบเพิ่มเติมได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ตัวย่อสกุลเงินต่างใน Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

ตัวย่อสกุลเงินต่างใน Forex

ค่าเงินที่เทรดในตลาด Forex มีหลายค่าเงิน ค่าเงินแต่ละค่าเป็นตัวแทนของระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ค่าเงินเป็นเหมือนประตูของการซื้อขายในต่างประเทศ เช่น ถ้าหากว่า เราจะซื้อมะม่วงที่กัมพูชา เราก็ต้องใช้เงินกัมพูชาในการซื้อ เราไปซื้อน้ำมันจากแคนาดาก็ต้องใช้เงินแคนาดาในการซื้อ หมายความว่า ความต้องการในตัวเงินของแต่ละประเทศก็จะมีอีกหลายรูปแบบ นอกจากการซื้อขาย ซึ่งเราจะพูดถึงลักษณะของค่าเงินและทำไมมันถึงเป็นตัวแทนของประเทศ มันประกอบไปด้วยอะไรบ้างในแต่ละค่าเงิน

ค่าเงินแต่ละค่าเงินนั้นจะประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัว โดยที่  2 ตัวแรกเป็นชื่อย่อของประเทศ ขณะที่อีก 1 ตัวหลังคือตัวย่อของสกุลเงิน ตัวอย่างเช่น THB คำว่า TH คือตัวย่อของคำว่า Thai  ส่วน B คือค่าเงิน Baht ค่าเงิน USD ตัวอักษร US คือสัญลักษณ์ย่อของประเทศ สหรัฐอเมริกา ส่วน D ก็คือคำว่า Dollar ซึ่งเป็นหน่วยเงินที่ใช้ในประเทศนั้น เช่นเดียวกับ GBP ที่ตัวย่อ GB ย่อมาจาก Great Britain และตัว P ย่อมาจาก Pound ซึ่งนั่นคือหลักการ โดยจะอธิบายในค่าเงินอื่น ๆ ซึ่งค่าเงินแต่ละค่าจะมีชื่อเล่นที่เรียกกัน ลักษณะเศรษฐกิจแบบไหนที่อยู่ภายใต้ค่าเงิน ค่าเงินแต่ละค่าเงินเป็นตัวแทนของอะไร ดังนี้

 

ค่าเงิน AUD

ภาพที่ 1 ตัวย่อสกุลเงิน – ประเทศออสเตรเลีย

ค่าเงิน AUD หรือ ค่าเงิน Australian dollar เป็นค่าเงินของประเทศ ออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียและหมู่เกาะในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งตัวย่อของมันคือ A$ หรือ AU$ ก็คือตัวย่อสำหรับค่าเงิน Australian Dollar ค่าเงิน AUD มีชื่อเล่นว่า Aussie  ในปี 2016 ค่าเงินออสเตรเลียถือเป็นค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดอันดับ 5 ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6.9 % ของการแลกเปลี่ยนในตลาดทั้งหมด ตามหลังค่าเงิน USD ค่าเงิน EURO ค่าเงิน JPY และค่าเงิน GBP  ค่าเงิน AUD เป็นค่าเงินที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเทรดค่าเงิน เพราะว่ามันให้อัตราดอกเบี้ยที่สูง ค่าเงิน AUD เป็นค่าเงินที่ให้ความแตกต่างในการจัดพอร์ทลงทุนในอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากว่า ค่าเงินนั้นผูกกับเศรษฐกิจของออสเตรเลีย แต่เนื่องจากภูมิศาสตร์ของประเทศที่อยู่ใกล้แถบเอเชี่ยน (กลุ่มอาเซียน) จึงทำให้มีอิทธิพลของเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนอยู่ด้วย

ด้วยความที่มันผูกกับประเทศออสเตรเลีย สิ่งที่ผูกกับค่าเงินก็คือ ลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศนั้น สำหรับค่าเงิน AUD และประเทศออสเตรเลีย โดยประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่มี GDP ต่อหัวสูง มีคนจนน้อย ซึ่งถ้าหากจัดอันดับ GDP ต่อหัว Australia มี GDP ต่อหัวสูงเป็นอันดับ 2 รองจาก Switzerland โดยผลิตภัณฑ์หลักจากออสเตรเลียที่นำสินค้ามาขายคือ ผลิตภัณฑ์จากการเกษตร เช่น ฟาร์มปศุสัตว์ เนื้อสัตรว์ หนังสัตว์ ข้าวสาลี เมืองแร่ เช่น ทองคำ แร่เหล็ก  โดยประเทศคู่ค้าขนาดใหญ่ของ Australia คือ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐ เกาหลีใต้ และ นิวซีแลน  ด้วยเหตุนี้ โดยเฉพาะประเทศ นิวซีแลนด์ที่เป็นคู่ค้ากันจนทำให้เศรษฐกิจเป็นแบบพึ่งพิงกัน การเคลื่อนไหวของค่าเงิน 2 ค่านี้แทบจะไม่มีค่าแตกต่างกัน

ภาพที่ 2 ตัวย่อสกุลเงิน – ค่าเงิน AUD และค่าเงิน NZD

 

ค่าเงิน GBP

ภาพที่ 3 ตัวย่อสกุลเงิน – ค่าเงินปอนด์

ค่าเงินปอนด์อังกฤษ หรือ Great Britain Pound ค่าเงินปอนด์อังกฤษ หรือเรียกอีกอย่างว่า Pound Sterling  มีชื่อย่อคือ GBP ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า Sterling ค่าเงิน 1 ปอนด์จะถูกขยายเป็น 100 Pence นั่นคือหน่วยย่อยสำหรับการเรียกค่าเงิน บางครั้งก็เรียกว่า ปอนด์  หรือชื่อเล่นที่วงการนักเทรดมักจะเรียกกันก็คือ Cable สาเหตุก็เพราะว่า การซื้อขายค่าเงิน GBPUSD นั้นจะทำการโอนถ่ายผ่าน Transatlantic Cable ส่วนคนที่ซื้อขายค่าเงิน GBPUSD ก็ถูกเรียกว่า Cable Dealers ค่าเงินปอนด์อังกฤษ เงินปอนด์อังกฤษ เป็นค่าเงินที่มีประวัติยาวนาน เนื่องจากเป็นค่าเงินที่ใช้กันในกลุ่มประเทศอาณานิคมของอังกฤษ และยังใช้เป็นค่าเงินที่อ้างอิงกับค่าเงินมาตรฐานทองคำ ในช่วงก่อนสงครามโลก เป็นค่าเงินที่มีบทบาทมากในระบบเศรษฐกิจยุโรปรองจากค่าเงินยูโร  ค่าเงินปอนด์เป็นค่าเงินที่ได้รับความนิยมในการซื้อขายในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เป็นอันดับ 4 รองจากค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯ ค่าเงินยูโร ค่าเงินเยน นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในค่าเงินที่มีการสำรองในตระกราเงินในการคำนวณมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ ร่วมกับค่าเงินดอลล่าร์ ยูโร เยน ปอนด์และค่าเงินหยวนของจีน

ค่าเงินปอนด์นั้นผูกกับเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ โดยเศรษฐกิจของอังกฤษนั้นเน้นไปที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่ทำให้ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำของโลก โดยปัจจุบันอังกฤษถือเป็นประเทศหนึ่งที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมในการขับเคลื่อนประเทศ โดยอุตสาหกรรมเหล่านั้นได้แก่ อุตสาหกรรมยา  อุตสาหกรรมอวกาศ อาวุธ การผลิตซอฟแวร์  อุตสาหกรรมยานยนต์  อัตรสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมการผลิต  ซึ่งจะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมของอังกฤษนั้นค่อนข้างพึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลักมากกว่าการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ  ตลอดหลายปีที่ผ่านมาค่าเงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างมากจับตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะการชะงักการเติบโตของเศรษฐกิจโลกด้วยเช่นกัน

 

ค่าเงิน USD

ค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา หรือ ตัวย่อ USD ค่าเงินดออล่าร์สหรัฐอเมริกา หรือ United State Dollar เป็นค่าเงินที่มีปริมาณการซื้อขายอันดับ 1 ของโลกในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากสภาพคล่องที่สูง มันยังเป็นค่าเงินที่มีสัดส่วนในการเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศสูงอีกด้วย ทำให้มันเป็นค่าเงินที่ได้รับควมนิยมสูง และมีปริมาณซื้อขาย นอกจากนี้ในการแปลงค่าเงิน ค่าเงิน USD ยังเป็นค่าเงินที่ใช้เป็นฐานในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ น้ำมัน หรือสินค้าอื่น ๆ ค่าเงินดอลล่าร์ที่มีบทบาทมาก และมากกว่าค่าเงินอื่น ๆ นั้นทำให้ปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินไม่ได้อยู่เพียงแค่ เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ยังรวมถึง ปัจจัยการเคลื่อนไหวของเงินระหว่างประเทศ ภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ เพราะว่า การจะเคลื่อนย้ายเงินก็จะนิยมเก็บไว้ในรูปดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้วถึงโอนไปประเทศต่าง ๆ  นอกจากนี้ การสำรองเงินระหว่างประเทศก็ยังเก็บในรูปดอลล่าร์สหรัฐฯ ด้วย ทำให้ไม่ว่าธุรกรรมการเงินใด ๆ ของโลก ล้วนกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯแทบทั้งสิ้น

ภาพที่ 4 ตัวย่อสกุลเงิน – USD Index

ที่มา: investing.com

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เข้าใจบทบาทของสหรัฐอเมริกาและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติ และน้ำมัน อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ซอฟแวร์ อุตสาหกรรมเคมี ปุ๋ย อุตสาหกรรมภาพยนต์ เทคโนโลยีอวกาศ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญจะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นส่วนมาก ดังนั้นไม่แปลกใจว่าถ้าหากเกิดวิกฤติที่สหรัฐอเมริกาที่เดียวจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก

 

ค่าเงิน EUR

ภาพที่ 5 ตัวย่อสกุลเงิน – ยูโร

ค่าเงินยูโร หรือ EUR เป็นค่าเงินที่ใช้ในกลุ่มประเทศยุโรป  ซึ่งเป็นค่าเงินอย่างเป็นทางการของ 19 ประเทศ จากประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศ ซึ่งเรียกตัวเองว่า ยูโรโซน ค่าเงิน EURO เป็นค่าเงินที่มีการค้าขายมากเป็นอันดับสอง รองจากค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยสามารถแบ่งเป็นหน่วยย่อยจาก 1 ยูโร คือ 100 เซนต์ ค่าเงินยูโร เป็นค่าเงินที่มีการใช้สำรองมากเป็นอันดับ 2 ตามหลังค่าเงินดอลล่าร์เช่นเดียวกัน ด้วยสาเหตุที่มันเป็นผูกกับสหภาพยุโรป ทำให้ค่าเงินยูโร เป็นค่าเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพเศรษฐกิจหลายประเทศ ทั้ง ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน อิตาลี กรีซ ซึ่งแต่ละประเทศมีอุตสาหกรรรมหลายประเภทด้วยกัน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่มีบทบาทมากที่สุด คือ ธนาคารกลางยุโรป หรือ European Central Bank ซึ่งเป็นผู้ที่บริหารและกำหนดนโยบายการเงินของกลุ่มประเทศยุโรป โดยมีคณะกรรมการจาก 19 ประเทศ โดยกลุ่มคณะกรรมการจะมีทุนจัดตั้งโดยมีกลุ่มสมาชิก 28 ประเทศเป็นเจ้าของ

 

ค่าเงิน JPY

ค่าเงินเยน ญี่ปุ่น หรือตัวย่อ JPY เป็นค่าเงินของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของตลาดค้าเงิน และเป็นค่าเงินที่มีการใช้เป็นเงินสำรองเป็นอันดับ 3 ของค่าเงินสำรอง แนวคิดของค่าเงินนั้นผูกกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ดูแลนโยบายทางการเงินโดย ธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีอัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้ 0  และอย่างที่ทราบกันดี ว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นนั้น ขึ้นอยู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในประเทศเป็นหลัก อุตสาหกรรมหลักในประเทศได้แก่ อุตสาหกรรมอีเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักของประเทศ

ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งแห่งหนึ่งของประเทศ ที่แตกต่างจากเศรษฐกิจจีนเนื่องจากประชากรคนจีนเยอะทำให้เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่ แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่ไม่ได้มีประชากรมาก แต่มีเทคโนโลยีเป็นสำคัญ นอกจากนี้ด้วยความที่ไม่มีทรัพยากรมานัก (ยกเว้นทางทะเล) ญีปุ่นยังเผชิญกับภัยธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ด้วยการบริหารจัดการที่ยอดเยี่ยมทำให้ญี่ปุ่นสามารถผ่านปัญหามาได้ทุกครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์ค่าเงินของญี่ปุ่นด้วย

ภาพที่ 6  ตัวย่อสกุลเงิน – ประเทศญี่ปุ่น

ตัวย่อและเบื้องหลังเศรษฐกิจของแต่ละประเทศหลัก ๆ ในค่าเงินที่กล่าวไปแสดงความสอดคล้องกันของค่าเงินและเบื้องหลังเศรษฐกิจที่เป็นเหมือนเชื้อเพลิงขับเคลื่อนความเชื่อมั่นของประเทศ เทรดเดอร์จึงต้องสนใจภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ความเป็นไปในโลกการเงินจากการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจด้วย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


วิธีใช้ Meta Trader 4

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีใช้ Meta Trader 4

Meta Trader หรือ โปรแกรม MT4 เป็นโปรแกรมเทรดค่าเงินและโปรแกรมเทรด CFD ที่มีความนิยมสูง เนื่องจากโปรแกรมสามารถใช้ได้ง่ายไม่มีความซับซ้อน โปรแกรม MT4 สามารถตอบโจทย์เทรดเดอร์รายย่อยได้อย่างล้นหลามด้วยฟังค์ชั่นการทำงานต่าง ๆ ที่ทำให้เทรดเดอร์รู้สึกตื่นตาตื่นใจ ต้นเต้นในการเทรดได้อยู่ตลอด ซึ่งด้วยความที่มันได้รับความนิยมสูง เราจึงนำเสนอวิธีการใช้งาน MT4 สำหรับเทรดเดอร์ ซึ่งจะประกอบไปด้วยการใช้งานแบบธรรมดาไปจนถึงการใช้งานที่สูงกว่า Function พื้นฐาน

การเรียนรู้การใช้งาน MT4 นั้นจะทำให้เครื่องมือในการเทรดของเรานั้นทรงประสิทธิภาพมากขึ้น และยังทำให้การเทรดของเราดีขึ้น แล้วอะไรบ้างที่ควรเรียนรู้ในการใช้งานคำสั่งของ MT4 โดยมีการใช้ MT4 เบื้องต้นดังนี้

  • วิธีใช้ MT4 ส่งคำสั่งเทรด

การส่งคำสั่ง MT4 ที่สำคัญประกอบด้วยการส่งคำสั่ง เทรด ซึ่งสามารถส่งคำสั่งเทรดได้หลายรูปแบบ  โดยรูปแบบการส่งคำคำสั่งสามารถแบ่งเป็น  2 แบบ รูปแบบการส่งคำสั่งแบบทันที (Instant Order) และรูปแบบการส่งคำสั่งแบบ Pending Order ซึ่งมีทั้ง Stop และ Limit Order

ภาพที่ 1 การใช้ MT4 –  แสดงการส่งคำสั่งแบบ Instant

ในภาพที่ 1 จะเห็นปุ่มสีน้ำเงินบนมุมซ้ายบน ซึ่งเป็นการส่งคำสั่งแบบ Instant เราสามารถส่งคำสั่งได้ทันทีรวดเร็ว เหมาะสำหรับการส่งคำสั่งที่ต้องการตอบสนองทันทีแบบการเทรด ใน Time Frame 1 นาทีหรือเล็กกว่านั้นเช่น  Time Frame รายวินาที (มีในเฉพาะ MT5)  นอกจากการส่งคำสั่งดังกล่าวเรายังสามารถไปคลิ๊กที่คู่เงินแล้วจะปรากฏแถบคำสั่งขึ้นมาก โดยการเลือกแถบคำสั่ง ก็สามารถใช้ Key ลัดได้ ได้แก่การกด F9 ซึ่งจะปรากฏหน้าต่างดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 การใช้ MT4 – รูปแบบการส่ง Pending Order

การส่งคำสั่งตามภาพที่ 2 เป็นการส่งคำสั่งแบบ Pending Order และ Market Execution ก็สามารถทำได้ ซึ่งรูปแบบนี้เป็นรูปแบบดั้งเดิม การส่งคำสั่งมีเพียง 2 เมนูเท่านี้เท่านั้นที่เกี่ยวข้อง

ส่วนการ Modify คำสั่งการใช้ Stop loss หรือ Take Profit   สามารถทำการลากเส้น Stop loss หรือ Take Profit ได้เลย ซึ่งการส่งคำสั่งออเดอร์มีรายละเอียดไม่มาก หากเราฝึกใช้ให้คล่องก็จะชำนาญเอง

  • วิธีใช้ MT4 ในการวิเคราะห์

ในส่วนของการใช้ MT4 ในการวิเคราะห์มีรายละเอียดหลายส่วน การใช้งานในการวิเคราะห์ ถ้าหากจะแบ่งรายละเอียดจะสามารถแบ่งได้เป็น การใช้ในการวิเคราะห์ที่ต้องอาศัย Indicator ขณะที่อีกรูปแบบหนึ่งคือ การวิเคราะห์ที่ไม่ใช่ Indicator แต่อยู่ในหมวดของเครื่องมือที่ต้องใช้  โดยหมวดของ Indicator สิ่งที่ต้องดูคือ การใส่เครื่องมือลงในกราฟ การใช้เครื่องมือ

ภาพที่ 3 การใช้ MT4 – แสดงที่ตั้งของเครื่องมือ Indicator

การใส่ Indicator สามารถใส่มาจาก 3 จุด ได้แก่ ปุ่ม บวกสีเขียวด้านบน (ปรากฏในกล่องสีเหลี่ยมสีแดง) และกรอบสี่เหลี่ยมสีแดงด้านซ้าย ซึ่งจะเป็นการเพิ่ม indicator โดยการลากเข้ามาใส่ในจอ นอกจากนี้เรายังไปใส่ indicator จากปุ่ม insert ได้อีกด้วย การเพิ่ม indicator แต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกัน ในฟังค์ชั่นด้านซ้ายมี สำหรับการลาก indicator ทำให้เราสามารถทำการ Overlay Indicator หรือ การเอา indicator มาซ้อนกันได้ การซ้อนกันของ Indicator ปรากฏในภาพที่ 3 ซึ่งเราได้แสดง Indicator Average True Range หรือ ATR ซ้อนกันกับ Stochastic Indicator การซ้อนกันแบบนี้สามารถสร้างกลยุทธ์ได้มากขึ้น เช่น การนำเอา ATR 2 ตัวที่ความเร็วแตกต่างกันมาซ้อนกัน ทำให้ใช้การตัดกันของ ATR ในการสร้างกลยุทธ์ Buy Sell ได้ซึ่งจริง ๆ แล้วการใช้แค่ ATR ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

ในกรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้า จะเห็นเครื่องมือที่ไม่ใช่หมวด Indicator ซึ่งประกอบด้วย การวัดคลื่อน การวัดเส้น Fibonacci การใช้ทฤษฎี Gann Fan  หรือการใช้เส้นเทรนด์ไลน์จะสามารถหาได้จากกรอบสี่เหลี่ยมตรงนั้น นอกจากนี้ เรายังสามารถทำการดาวน์โหลดข้อมูลต่าง ๆ ของกราฟมาใช้ในการวิเคราะห์บน Excel โดยต้องเข้าไปที่ฐานข้อมูล

ภาพที่ 4 การใช้ MT4 – การเข้าถึงฐานข้อมูล

ในภาพการดาวน์โหลดราคาในอดีตมาทำการวิเคราะห์โดยใช้ Excel สามารถทำได้โดย การไปที่ Tools แล้วไปที่ Data Center จจจะปรากฏหน้าต่างดังรูปที่ 4 ขึ้นมา เราต้องไปเลือกค่าเงินที่เราต้องการใช้ข้อมูล เสร็จแล้วเลือก Time Frame ซึ่งในภาพเป็นการเลือกข้อมูลค่าเงิน AUDUSD และ Time Frame ที่เลือกคือ 1 ชั่วโมง จะปรากฏข้อมูลขึ้นมา  เราสามารถ ส่งออก (Export) ข้อมูลออกมาเป็นรูปแบบ Excel ได้ซึ่งจะทำให้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อได้

การใช้ข้อมูลนี้ในการวิเคราะห์การซื้อขายไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่ากับการใช้ข้อมูลภาพ แต่ถ้าหากสามารถเข้าใจระบบข้อมูลนี้ได้จะเป็นประโยชน์ในการทำการทดสอบ Back Test ระบบ ซึ่งเราจะกล่าวต่อไป เช่น การคำนวณหาระยะทางการเคลื่อนไหวเฉลี่ยของราคา การหาการแกว่งตัว สร้างเครื่องมือในการวิเคราะห์วิจัยค่าเงิน เช่น การหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงิน ซึ่งต้องใช้ข้อมูลที่ดาวน์โหลดมานี้ทั้งสิ้น

  • วิธีใช้ MT4 ในการเขียน EA

การใช้ MT4 สำหรับการเขียน EA  คือการศึกษาภาษา MQL4 ซึ่ง การศึกษาภาษา MQL4 ไม่ได้จำกัดแค่การใช้โปรแกรม MT4 เท่านั้นยังขยายเนื้อหาไปเว็บบอร์ดของ MQL4 ซึ่งมีบริการหลากหลายให้เราได้ศึกษา การเขียน โปรแกรม MT4 สามารถใช้ได้ทั้ง Expert Advisor หรือที่รู้จักกันในชื่อของ EA หรือ Indicator หรือสามารถเขียน Script ในการส่งคำสั่งได้

ภาพที่ 5 การใช้ MT4 – แสดงหน้าจอของ MQL4

Script Editor ซึ่งเป็น Function การเขียนการช่วยการทำงานแบบอัติโนมัติของภาษา MQL4 เราต้องมีความรู้ในการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นเสียก่อน อย่างไรก็ตาม ก็มีตำรามากมายที่ให้ความรู้และสอนเขียน EA ฟรีในอินเตอร์เนท หากมีความตั้งใจและพยายามก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ไม่เกินความสามารถ โดยเว็บไซต์ที่ให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับ EA ขนาดใหญ่ที่สุดคือ

ภาพที่ 6 การใช้ MQL4 – เว็บไซต์ MQL4.com

ในภาพที่ 6 คือตัวอย่างเว็บไซต์ MQL4 ซึ่งมีทั้งคู่มือ เอกสาร และกลุ่มคนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ อย่างไรก็ตามแหล่งข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น ทำให้ยากต่อการอ่าน แต่ว่าเนื้อหาภาษาไทยก็สามารถหาได้ตาม Google นอกจากนี้ยังมีคนรับสอนการเขียนโปรแกรม หรือสอนการเขียน EA โดยเฉพาะ และยังมีการสอนผ่าน youtube เต็มไปหมด  หรือ อีก 1 option สำหรับคนที่ต้องการเขียน EA แต่คิดว่ายากและไม่อยากเสียเวลากับ Programing ทาง Fxpro Quant ก็มี Option ในการใช้ interactive programing โดยใช้การลากและเชื่อมต่อ node ซึ่งคนไม่มีพื้นฐานในการเขียนโปรแกรมก็สามารถทำได้

  • วิธีใช้ MT4 ในการทดสอบ EA

เมื่อเราเขียน EA แล้วสิ่งที่สำคัญมากก่อนการนำเอา EA ที่เราเขียน ไปใช้ คือ การนำ EA ไปทดสอบก่อน การทดสอบ EA จะแสดงให้เราเห็นว่าระบบที่เราออกแบบมานั้นจะใช้ได้หรือไม่ การจะทดสอบ ในโปรแกรม MT4 ก็มี Function ในการทำงานที่เรียกว่า Strategy Tester คือเราสามารถเขียน EA แล้วนำมาทดสอบที่นี่ได้

ภาพที่ 7 การใช้ MT4 – Strategy Tester

ซึ่ง Strategy Tester จะทำหน้าที่คล้ายคลึงกับสภาพแวดล้อมจริง โดยดึงเอาข้อมูลที่เราเก็บไว้ใน History Center ในการนำมาใช้ทดสอบ ซึ่งรวมถึง Swap ด้วย ดังนั้นสภาพแวดล้อมการเทรดนั้นจะใกล้เคียงความจริงมากที่สุด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างก็อาจจะมีบ้าง เช่น Spread หรือช่วงที่กราฟกระโดด ราคา Bid และ Ask ก็จะแตกต่างกัน นอกจากนี้ ถ้าหากเราทำการทดสอบกับ Strategy Tester ของ อีก Broker หนึ่งแล้วนำ EA ไปใช้กับอีก Broker หนึ่งก็จะให้ผลที่แตกต่างกันเช่นเดียวกัน หรือแม้กระทั่ง การใช้ Strategy Tester กับคนละประเภท Account เช่น เปิดบัญชี Cent แต่ไปเทรดบัญชี Standard ผลการเทรดก็แตกต่างกัน เนื่องจาก Server ที่ให้บริการเป็นคนละ Server และข้อมูลที่ดาวน์โหลดมาเก็บก็จะแตกต่างกัน การทดสอบกลยุทธ์จึงต้องทำบนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน และตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด

จะเห็นได้ว่ารายละเอียดการใช้งาน MT4 นั้นมีรายละเอียดค่อนข้างมาก นอกเหนือจากการใช้งาน ที่กล่าวมาในเบื้องต้น คนที่เทรด Forex จะต้องมีการศึกษาข้อมูลและมีความตั้งใจในการพัฒนาระบบเทรด และความเข้าใจด้านการเทรดอย่างมาก จึงจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเทรดได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น