ความรู้ทั่วไปในโลก forex

Forex คืออะไร? บทความ ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex ตั้งแต่ยังไม่รู้จัก Forex จนถึงเทรดเป็น


ข้อมูล ประเภทโบรกเกอร์ Forex (แบบชัวร์ๆ ไม่มั่วนิ่ม)

คะแนนโดย admin

เส้น

 

เทรดเดอร์หลายคนอาจสงสัยว่า บางทีแต่ละโบรกเกอร์มีการให้บริการที่แตกต่างกัน ในเรื่องที่ว่า “บางโบรก Spread แคบ แต่เก็บค่าคอม , บางโบรก Spread กว้าง แต่ไม่เก็บค่าคอม หรือ บางโบรกมี Re-quote และ บางโบรกไม่มี Re-quote” … คำถามคือ ทำไมแต่ละโบรกไม่ทำให้เหมือนกันไปเลย ?? … ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมีที่มา … โดยหลักๆเลย ความแตกต่างนี้มันมีจาก … ประเภทการบริการของโบรกเกอร์นั้นแตกต่างกัน … มาดูกันว่าทำไม

 

ประเภทโบรกเกอร์ Forex มีอะไรบ้าง ?

ประเภทของโบรกเกอร์ Forex หลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  1. Dealing Desks (DD)
  2. No Dealing Desks (NDD)

 

Dealing Desks (DD) หรือที่เรียกกันในอีกชื่อนึงว่า Market Makers

 

ส่วน No Dealing Desks (NDD) สามารถแบ่งประเภทย่อยออกมาได้อีก คือ

  • Straight Through Processing (STP) และ
  • Electronic Communication Network + Straight Through Processing (ECN+STP)

มาดูประเภทแรกกันก่อน Dealing Desks (DD)

โบรกเกอร์ Forex ที่ให้บริการในรูปแบบ ของ Dealing Desks (DD) หรือที่เรียกกันว่า Market makers … จะเป็นลักษณะโบรกเกอร์ที่ไม่ได้นำออเดอร์ของลูกค้าเข้าสู่ตลาดจริงโดยตรง โดยทางโบรกจะหาวิธีการต่างๆ เพื่อจับคู่สถานะตรงกันข้ามกับลูกค้า เช่น

  • จับคู่ออเดอร์ของลูกค้าด้วยกันเอง เช่น ลูกค้าคนนึง Long ก็หาลูกค้าอีกคนนึงที่ Short มาจับคู่กัน เป็นต้น
  • ถ้าโบรกเกอรไม่สามารถจับคู่สถานะของลูกค้ากันเองได้ ก็จะไปเทรดสถานะตรงข้ามกับลูกค้าในตลาดจริง หรือกับโบรกเกอร์อื่น เพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • หรือว่า … รับออเดอร์ของลูกค้านั้นตรงๆ เลย ไม่ได้ไปเปิดสถานะตรงข้ามแต่อย่างใด

 

โดยจากตัวอย่าง 2 อันแรกข้างต้น โบรกเกอร์จะได้กำไรจากส่วนต่างของ Spread บนค่าเงินต่างๆที่เราเทรด … แต่อันหลังสุด มันประมาณว่า โบรกเกอร์พนันว่าคนที่มาเทรดสุดท้ายจะแพ้เองในที่สุด (คล้ายๆกับคาสิโนที่รับพนันกับผู้เล่นนั่นเอง)

 

ซึ่งถ้าพูดให้ลึกเข้าไปอีก … โดยส่วนมากวงการโบรกเกอร์ Forex มักจะทำกันอย่างงี้

เค้าจะแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 2 ประเภท

คือ

  1. กลุ่มลูกค้าที่สามารถทำกำไรได้จริง
  2. กลุ่มลูกค้าที่ม่สามารถทำกำไรได้

ส่วนมากโบรกเกอร์จะรับออเดอร์ของกลุ่มลูกค้าที่ “ไม่สามารถทำกำไรได้” ตรงๆเลย เพราะเค้ารู้ว่าสุดท้ายแล้วกลุ่มลูกค้าพวกนี้ยังไงก็จะเจ๊ง จะสูญเสียเงินจากการเทรดทั้งหมด .. และโบรกเกอร์ก็จะได้กำไรเต็มๆ ในส่วนนี้

แต่…

ถ้าโบรกเกอร์เจอกลุ่มลูกค้าที่ “สามารถทำกำไรได้จริง” โบรกเกอร์จะพยายามจับคู่ออเดอร์ตรงกันข้ามให้ หรือว่าถ้าหาไม่ได้ ก็ไปเปิดสถานะตรงกันข้ามในตลาดจริงแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยง และกินแค่ค่า Spread แทน

แต่อย่างไรก็ดี ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายการบริหารความเสี่ยงของทางตัวโบรกเกอร์เองว่าจะใช้วิธีใด ซึ่งอันนี้เราต้องไปเช็คดูว่า โบรกเกอร์ที่เราใช้อยู่เค้าใช้ลักษณะใดในการบริหารธุรกิจ

 

ถัดมา … อีกประเภทนึง คือ No Dealing Desks (NDD)

 

ง่ายๆ เลยคือ ประเภทโบรกเกอร์ที่ “ไม่ใช่” พวก Dealing Desks นั่นเอง

 

โดยโบรกเกอร์ประเภทนี้จะนำคำสั่งของลูกค้ายิงเข้าสู่ตลาดจริงโดยตรง (ไม่มีการรับออเดอร์ลูกค้าแต่อย่างใด) เป็นเพียงตัวกลางที่จะคอยนำคำสั่งของลูกค้าไปสู่ตลาดจริงหรือที่เรียกกันว่า Interbank market* ซึ่งในนั้นจะมีผู้เล่นจริงๆ ทั้งธนาคาร , กองทุน , โบรกเกอร์ , Hedge fund , ลูกค้าจากที่ต่างๆ ที่เทรดค่าเงินจริงๆกันอยู่แล้ว ซึ่งตลาดนี้เองที่เป็นแหล่งอ้างอิงในการกำหนดมูลค่าของค่าเงินต่างๆที่โชว์ให้เราเห็นตามที่ต่างๆ ทั่วโลก

 

โดยโบรกเกอร์ประเภท No Dealing Desk นี้จะทำกำไรจากการเก็บค่าคอม (Commission) จากการเทรด หรือบวกเพิ่มส่วนต่างนิดหน่อยจาก Spread

 

แต่ในส่วน No Dealing Desks (NDD) ยังสามารถแบ่งย่อยได้อีก

คือ STP และ STP+ECN

 

STP คือ

STP ย่อจากมา Straight Through Processing system

 

โบรกเกอร์ Forex ที่ใช้ระบบ STP ในการจับคู่คำสั่งให้กับลูกค้า จะนำคำสั่งลูกค้ายิงตรงเข้าสู่ตลาดจริง (interbank market) โดยในตลาดจริงเราสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดออเดอร์กับธนาคารไหน (จริงๆต้องใช้คำว่า “ผู้ให้บริการสภาพคล่อง” หรือ “liquidity provider” เพื่อให้อ่านเข้าใจง่าย ขอใช้คำว่าธนาคารแทนแล้วกันนะครับ) ซึ่งแต่ละธนาคารก็มีราคา bid กับ ask ที่แตกต่างกันออกไป เช่น

โดยทางระบบ STP จะจัดเรียง Bid กับ Ask ที่ดีที่สุดให้กับทางโบรกเกอร์ จากตัวอย่างข้างต้นนี้ Bid ที่ดีที่สุดคือ 1.4000 (เวลาขาย หรือ Short ก็ต้องการราคาสูงที่สุดใช่ไหมละครับ) ส่วน Ask ที่ดีที่สุดคือ 1.4001 (เวลาซื้อ หรือ Long ก็ต้องการราคาที่ต่ำที่สุด)

ดังนั้น Bid/Ask ที่ดีที่สุดคือ 1.4000/1.4001

… และคำถามถัดมาคือ โบรกเกอร์เค้าจะเอา Bid/Ask ตัวนี้มาให้เราเทรดกันใช่ไหม ??

คำตอบคือ ไม่ครับ!

เพราะถ้าโบรกเกอร์เค้าเอา Bid/Ask ดังกล่าวมา เค้าก็จะไม่ได้กำไรอะไรเลย

โดยปกติเค้าจะเพิ่ม Bid/Ask เข้าไปฝั่งละ 1 pip (Bid ลด 1 pip , Ask เพิ่ม 1 pip) เพื่อกินกำไรส่วนต่างนี้

… ดังนั้นโบรกเกอร์จะแสดงค่า Bid/Ask อยู่ที่ 1.3999/1.4002 ในโปรแกรมเทรด

จากตัวอย่างเดิม สมมติ ลูกค้าที่เป็นเทรดเดอร์สั่งเปิด Long EUR/USD จำนวน 1 lot (Standard : 100,000 units) ก็ต้องซื้อฝั่ง Ask ใช่ไหมละครับ ก็คือ 1.4002

เมื่อลูกค้าซื้อ EUR/USD ที่ 1.4002 ทางโบรกเกอร์จะยิงคำสั่งตรงไปยังธนาคารที่มีแสดงค่า Ask ต่ำที่สุด ณ ตอนนั้น จากตัวอย่างนี้คือธนาคาร A กับ B ณ ที่ระดับ 1.4001 (ในกรณีนี้ทางโบรกเกอร์จะเลือกธนาคารไหนก็ได้ เพราะ Ask ดีที่สุดเท่ากัน)

… ซึ่งจะเห็นได้ว่าโบรกเกอร์จะกำไร 1 pip จากการสั่งคำสั่งของเทรดเดอร์ในครั้งนี้

 

*ทั้งนี้ STP ก็อาจมีการ Re-quote เกิดขึ้นได้ (พวกประเภทบัญชีที่เป็น Instant Execution) ซึ่งถ้าโบรกเกอร์จับคู่คำสั่งไม่ทันกับทาง “ผู้ให้บริการสภาพคล่อง” หรือ “liquidity provider” … ซึ่งปกติเกิดขึ้นน้อยมากเมื่อเทียบกับพวก Dealing Desk

 

โบรกเกอร์ส่วนมากมักจะแบ่งประเภทบัญชีตามการสั่งคำสั่งออเดอร์เป็น 2 แบบ คือ

 

  1. Instant Execution

หมายถึงออเดอร์จะถูกดำเนินการตามราคาที่ลูกค้าส่งคำสั่ง โดยหากราคาตรงกับราคาตลาดในปัจจุบันออเดอร์นั้นก็จะเปิดทันที  แต่หากว่าราคาที่ลูกค้าขอเปิดคำสั่งซื้อนั้น ไม่ตรงกับราคาตลาดในปัจจุบัน ลูกค้าจะได้รับ Requote

 

  1. Market Execution

หมายถึงออเดอร์จะถูกดำเนินการที่ราคาที่มีในตลาด ซึ่งลูกค้าจะไม่ได้รับ Requote ทั้งนี้ราคาอาจไม่ตรงตามที่ลูกค้าต้องการดังนั้นจึงอาจเกิด Slippage ซึ่งหมายถึงความต่างของราคาที่ลูกค้าส่งและราคาที่ถูกดำเนินการ

ที่มา : Exness

 

Tip : ในการเลือกโบรกเกอร์ที่เป็น STP มี 3 สิ่งที่ต้องดูคือ

 

  1. จำนวน Liquidity providers ที่โบรกเกอร์มีอยู่ในมือ

            ยิ่งมีมากยิ่งดี ก็เพราะว่าทางโบรกจะได้เลือกค่า Bid/Ask ที่ดีที่สุดมาได้ และสุดท้ายทำให้ Spread แคบลง ซึ่งเป็นผลดีต่อลูกค้า

            … เลือก Broker ที่มี Liquidity providers อยู่ในมือมากๆ

 

  1. ประเภทของ Spread (Fixed หรือ Variable)

            ปกติโบรก STP ที่มีประเภท Spread เป็นลักษณะ Variable จะเทียบเท่ากับประเภท ECN เลย (ต่างกันแค่ STP ยิงคำสั่งต่อให้ Liquidity providers แต่ ECN ยิ่งคำสั่งเข้าตลาดตรงๆ) โดย Spread จะถูกเปลี่ยนแปลงตาม Bid/Ask ของทาง Liquidity providers และอาจมีบวกเพิ่มนิดหน่อย เพื่อให้โบรกเกอร์ได้กำไร

            ส่วนโบรกที่ Spread เป็น Fixed คือจะล๊อคค่า Spread ให้คงที่ ไม่ได้ปรับตามกับ ทาง Liquidity providers ซึ่งปกติการ Fixed ค่า Spread นั้น มักจะมี Spread ที่กว้างกว่าพวก Variable

(โบรกเกอร์จะแปลงความผันผวนของ Bid/Ask ที่มาจาก Liquidity providers ให้มาอยู่ในรูปแบบคงที่ หรือ Fixed ซึ่งการทำอย่างนี้โบรกเกอร์ก็ต้องบวกค่าความเสี่ยงในการผันผวนของ Bid/Ask ที่ได้รับมาเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ทำให้แบบ Fixed ส่วนมากค่า Spread จะห่างกว่า แบบ Variable)

            … เลือกประเภท Spread ที่เป็นลักษณะ Variable ส่วนมากจะดีกว่า

           

  1. การดำเนินคำสั่งของออเดอร์ (instant หรือ market execution)

            ประเภทที่เป็นลักษณะ Market execution หรือที่เรียกันว่า DMA (Direct Market Access) STP จะเป็นการยิงออเดอร์ของลูกค้าตรงไปที่ LPs (Liquidity providers) โดยจะดำเนินการหาราคาที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า (บวกเพิ่ม Spread นิดหน่อยเพื่อเป็นกำไรให้กับตัวโบรกเกอร์เอง) … ซึ่งลักษณะนี้จะไม่เกิดการ Requote เกิดขึ้น แต่อาจมี Slippage บ้างเล็กน้อยกรณีช่วงตลาดผันผวน

            แต่ในส่วนของ Instant execution จะเป็นลักษณะที่ว่า โบรกเปิดสถานะตรงกันข้ามกับลูกค้า คือ โบรกเกอร์รับคำสั่งจากลูกค้ามาก่อน แล้วค่อยไปเปิดสถานะตรงข้ามกับ LPs (Liquidity providers) เพื่อป้องกันความเสี่ยง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เกิดการ Lag อยู่นิดหน่อย (ระยะเวลาการส่งคำสั่งมากกว่า Market execution) และวิธีนี้สามารถเกิดการ Requote เกิดขึ้นได้ หากเกิดกรณีที่ว่าโบรกเกอร์รับออเดอร์จากลูกค้ามา แล้วไม่สามารถจับคู่กับ LPs (Liquidity providers) ได้ ซึ่งการที่โบรกเกอร์จับคู่ไม่ได้นั้นมาจากการที่โบรกเกอร์ไม่สามารถหาส่วนต่างระหว่าง ออเดอร์ของลูกค้า กับทาง LPs (Liquidity providers) ได้นั่นเอง

            ข้อเสียของการ Requote ในส่วนมากมักกระทบกับเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธ์ Scalping ในการเทรดหรือรัน EA ที่เทรดสั้นๆ ในช่วงที่ราคาเป็นลักษณะ Spike หรือไส้ยาวๆ เป็นช่วงที่ราคาผันผวนเร็วๆ โดยจะกินกำไรไม่กี่ pips ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งถ้าใครไป Backtesing กลยุทธ์อาจจะกำไรจริง แต่พอมารันในตลาดจริง ถ้าโดน Re-quote จากทางโบรกเกอร์ ก็จะเสียโอกาสในการทำกำไรช่วงจังหวะดังกล่าว

            … เลือกแบบ Market execution ส่วนมากจะดีกว่า เหมาะกับการเทรดทุกกลยุทธ์

 

แล้ว ECN คือ ?

 

จะคล้ายๆ กับ DMA (Direct Market Access) STP แต่ ECN จะมีความแตกต่างคือ DMA STP โบรกเกอร์จะยิงออเดอร์ของลูกค้าไปยังพวก LPs (Liquidity providers) ที่โบรกเกอร์มีอยู่ แต่บนระบบ ECN ลูกค้าสามารถยิงออเดอร์ตัวเองไปยังผู้เล่นคนอื่นในตลาดจริงๆเลย

 

โดยบนระบบ ECN มีผู้เล่นทั้ง ธนาคาร, กองทุน, Hedge fund, รายใหญ่, รายย่อย รวมถึงโบรกเกอร์ต่างๆ ที่เทรดกันอยู่บนระบบนี้ ซึ่งการเทรดบนระบบนี้เทรดเดอร์จะได้ค่า Spread ที่ดีมากๆ ได้ Bid ที่ดีที่สุด ได้ Ask ที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นตลาดจริงๆที่เทรดกันอยู่

 

คำถามสำคัญคือ แล้วโบรกจะได้กำไรจากไหน ??

กำไรที่โบรกจะได้ก็คือ การเก็บค่าคอมแทนนั่นเองครับ (Commission)

 

ที่สำคัญสุดของ ECN คือ ไม่มีการ Re-quote ครับ

 

—–

 

*รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Interbank market

http://www.forexthai.in.th/interbank-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/

 

—–

 

คำถามสำคัญที่สุดคือ “แล้วเราควรเลือกโบรกเกอร์ประเภทไหน ??”

 

ต้องบอกก่อนว่า แต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียของตัวมันเอง ไม่ได้มีดีที่สุด … มันจะขึ้นอยู่กับสไตล์การเทรดของเทรดเดอร์มากกว่า

 

บางโบรกที่มี Spread แคบ แต่มีค่าคอมในการเทรด ก็จะเหมาะสมเทรดเดอร์ที่เทรดลักษณะเล่นสั้นๆ (พวก Day trade , Scalping เป็นต้น) ส่วนบางโบรกมี Spread ที่กว้างหน่อย แต่ไม่มีการเก็บค่าคอม ก็อาจจะเหมาะกับเทรดเดอร์ที่เทรดระยะยาวขึ้นมาหน่อย (พวก Trend-following, Swing trading , Position trading เป็นต้น)

 

มาดูสรุปของประเภทโบรกเกอร์แต่ละอันกัน

Dealing Desk , No Dealing Desk (STP) และ No Dealing Desk (STP+ECN)

 

—–

 

มาดูประเภทของแต่ละโบรกเกอร์ที่เรานำมาจัดอันดับกัน

ว่าแต่ละโบรกเป็นประเภทอะไรกันบ้าง

 

  1.  XM (XM Group)

XM ได้รับการจำแนกเป็น Market Maker เนื่องจากเรามี dealing desk ที่ใช้สำหรับดำเนินการจัดการคำสั่งผ่านทางโทรศัพท์ แต่ออเดอร์(โพซิชั่น) ต่างๆของลูกค้านั้นจะดำเนินการผ่านทาง Liquidity provider ต่างๆ ซึ่ง XM จะไม่ได้รับประโยชน์ใดจากการขาดทุนของลูกค้า และในการดำเนินส่งคำสั่งให้ลูกค้า

ทางโบรกเคลมว่า 99.35 % ของออเดอร์ทั้งหมด จะถูกดำเนินการไม่เกิน 1 วินาที และนโยบายของ XM จะไม่มีการ Requote (No requotes) และไม่มีการปฏิเสธคำสั่งใดๆทั้งสิ้น (No rejections)

 

บางคนอาจประโยคข้างต้นอาจจะสับสนเล็กน้อย … มาขยายความกัน

 

ต้องบอกก่อนว่า XM เป็นโบรกเกอร์ประเภท Dealing Desk แต่ทางนโยบายของเค้า จะไม่มีการรับออเดอร์จากลูกค้าเอง เค้าเลือกใช้วิธีที่ว่าเป็นแค่ตัวกลางคอยส่งออเดอร์ไปยังตลาดจริง (Liquidity provider)

ซึ่งถ้าเปรียบเทียนนโยบายของ XM แล้วจะเห็นได้ว่าจะคล้ายกับ STP ปกติ ที่ทางโบรกจะเข้ามาแทรกแซงราคากินกำไรพวกค่า Spread นิดหน่อย แต่อย่างไรก็ดีทางโบรก XM ให้บริการในรูปแบบของโบรกเกอร์ที่เป็น Dealing Desk นั่นเอง

 

(Dealing Desk จะไม่มีให้เลือกว่าเป็น instant หรือ market execution เพราะตัว Dealing Desk ที่ดำเนินการลักษณะนี้จะเท่ากับ instant execution นั่นเอง ที่ว่าเมื่อลูกค้าส่งคำสั่งมา ทางโบรกเกอร์จะส่งต่อไปยัง Liquidity provider โดยบวกเพิ่มราคานิดหน่อยเพื่อทำกำไร)

 

มีประเด็นนึงเราถามเค้าว่าแล้วมี Liquidity provider อยู่กี่เจ้า … เค้าแจ้งว่าไม่สามารถแจ้งข้อมูลในส่วนนี้ได้ โดยเนื่องจากเป็นข้อมูลทางธุรกิจของเค้า ทางเค้าแจ้งได้เพียง Citibank เป็นหนึ่งใน Liquidity provider ของทาง XM

 

ทีมงาน : XM เป็นโบรกที่ยอมรับอย่างเต็มปากว่าตัวเองเป็น Dealing Desk แต่เนื่องด้วยนโยบายของทางบริษัทที่แข็ง ค่า Spread ต่างๆ ค่อนข้างดี และที่สำคัญไม่มีการปฏิเสธคำสั่งของลูกค้าและไม่มีการ Requote คำสั่งของลูกค้าอีกด้วย (แต่ก็อาจเกิด Slippage ได้ ในกรณีที่ราคาเกิดการผันผวนมาก ในภาวะข่าวเหตุการณ์สำคัญ แต่อย่างไรก็ดี ทางโบรกรับประกันว่าลูกค้าจะได้ราคาที่ดีที่สุด)

 

*** มีหลายแหล่งข้อมูลที่แจ้งว่าทาง XM เป็น non-dealing desk ซึ่งทางทีมงานเราได้สอบถามกับเจ้าหน้าที่ XM โดยตรง ทางเค้ายืนยันว่าเป็น Dealing desk … ซึ่งประเด็นนี้หลายคนเข้าใจผิดค่อนข้างเยอะ

 

คงเป็นเพราะหลายคนเข้าใจว่า XM ใช้ STP แล้วจึงเหมารวมว่าโบรกที่ใช้ STP ต้องเป็น NDD ซึ่งจริงๆ แล้ว DD ก็สามารถใช้ STP เป็นทางเลือกได้เช่นเดียวกัน

 

ทางเจ้าหน้าที่เค้ายืนยันว่า XM เป็น Non dealing desk


หน้า Website ของตัว XM ก็แจ้งว่าเป็น Dealing desk ครับ (สามารถวางคำสั่งซื้อขายผ่านทางโทรศัพท์และคุยกับดีลเดอร์ได้)

 

fbs

  1. FBS

 

ประเภทบัญชีของ FBS ทั้งหมดจะใช้การสั่งซื้อโดยตรงจากตลาด (All FBS accounts use Market Execution of orders) คำสั่งซื้อจะดำเนินการในราคาในตลาดจริง การ requotes จึงไม่เกิดขึ้น

คำสั่งซื้อจะดำเนินการภายใต้ NDD (Non-Dealing Desk) และ STP (Straight Through Processing) – เพื่อให้พวกเขาได้รับการออฟเซ็ตโดยตรงเข้าไปในระบบของผู้ให้บริการสภาพคล่อง

95% ของคำสั่งซื้อจะทำการรับคำสั่งซื้อภายใน 0.4 วินาที

มีบัญชี ECN ให้เทรดอีกด้วย

 

ทีมงาน : ทาง FBS มีการชี้แจ้งรายละเอียดบน Website อย่างชัดเจน

… แต่เพื่อความชัว ทางทีมงานจึงแชทไปถามทาง Support เค้ากลับตอบว่า

 

มาดูการประกาศบนหน้า Website

ซึ่งไม่ตรงกับที่ Support กล่าว .. ทางทีมงานจึงถามต่อ

 

เค้าค่อยมาแก้ตัวทีหลัง ว่าตอบผิด …

ทางทีมงานเราไม่ได้ติดใจอะไรนะครับ เพราะเจออย่างงี้แทบจะทุกโบรก

แล้วก็พอเราถามว่าทาง FBS มี Liquidity provider อยู่กี่เจ้า … เหมือนทาง Support เค้าไม่เข้าใจหรืออย่างไรไม่ทราบ … เค้าให้ไปตรวจสอบที่หน้าการทำธุรกรรม ฝาก-ถอน … ซึ่งคำถามนี้ไม่น่าเกี่ยวกับการ ฝาก-ถอน เลย

 

ต้องบอกว่าข้อมูลที่เราได้จาก FBS แทบทั้งหมดมาจากการค้นหารายละเอียดหน้า Website ของเค้าเอง ที่อธิบายไว้ชัดเจน แต่พอเราถามทาง Support ของเค้า เหมือนไม่ได้คำตอบที่ต้องการอะไรเลย

 

pepperstone_1000forexbrokers_logo3

  1. Pepperstone  

 

เป็นโบรกเกอร์ประเภท NDD (Non-Dealing Desk) ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการสภาพคล่องจำนวนมากและมีการจับคู่คำสั่งโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการกำจัดการแทรกแซงของโบรกเกอร์

 

ดำเนินสั่งคำสั่งลักษณะ Market Execution

  • บัญชี Standard เป็น STP + ECN
  • บัญชี Razor เป็น ECN

 

เค้าแจ้งว่า STP+ECN แตกต่าง ECN ตรงที่ บัญชีประเภท STP+ENC ทางโบรกจะเข้ามาแทรกแซงราคานิดหน่อย เพื่อทำกำไรจาก Spread แต่ไม่มีค่าคอมมิชชั่น ส่วน ECN ทางโบรกจะปล่อยให้ลูกค้าแทรกบนตลาดจริงโดยตรง ไม่มีการแทรกแซง แต่จะเก็บค่าคอมมิชชั่นเพื่อสร้างกำไรให้โบรก

 

Pepperstone ได้ผสมผสานการดำเนินการคำสั่งการเทรดเข้ากับการกำหนดราคาจากธนาคารและผู้ให้บริการสภาพคล่อง 22 แห่ง และการดำเนินการคำสั่งแบบอัตโนมัติ 100% โดยที่ Pepperstone ได้ยึดมั่นในแนวทางที่จะไม่ให้มีการแทรกแซงใด ๆ โดย ‘ไม่มี Dealing Desk’ สำหรับตราสารทุกประเภทของเรา การดำเนินการคำสั่งเทรดของเรามีเวลาแฝงต่ำสุดเพียงแค่ 50ms (0.05 วินาที) และชำระเงินในทันที นั่นหมายความว่าจะไม่มีความล่าช้า ไม่มีการปฏิเสธคำสั่ง และไม่มีการรีโควต

 

เค้าเสริมมาว่า … โดย Pepperstone เป็นโบรกเกอร์ที่มาจากประเทศออสเตรเลีย ซึ่งทาง Regulation ของประเทศออสเตรเลียจะให้โบรกเกอร์ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศนั้นเป็นประเภท Non-Dealing desk เท่านั้น

 

ทีมงาน : ตอบตรงประเด็น ขอเบอร์แล้วโทรมาอธิบายให้เลย

 

home-6

  1. Exness

เป็น Non dealing desk (STP)

  • แต่ในส่วนของ Cent จะมาเฉพาะ ลักษณะ Instant Execution
  • ส่วน Mini , Classic สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นลักษณะ Instant Execution หรือ Market Execution

 

Instant Execution : อาจเกิดการ Re-quote เกิดขึ้นได้

Market Execution : จะไม่มีการ Re-quote แต่อาจจะเจอ Slippage , และอาจเกิด off quote ได้เช่นเดียวกัน

 

         โดย off quote จะแตกต่างกับ Re-quote

  • สำหรับการ off quote พอกดสั่งไปแล้ว ระบบก็จะแจ้ง off quote ครับ
  • จะไม่มีเด้งขึ้นมาเหมือน re-quote เพื่อให้ยอมรับในราคาใหม่

 

Off quote คือ

            off quote จะหมายถึง ราคานั้นในตลาดไม่มีเลยหรือ สภาพคล่องในตลาดน้อยมากครับ … เมื่อเราสั่งออเดอร์ออกไป ทาง Exness อาจขึ้น Off quote ได้

 

ข้อความ Off quotes หมายความว่า ไม่มีราคาใหม่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และราคาล่าสุดไม่สามารถใช้เป็นราคาตลาดได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อคุณพยายามที่จะดำเนินการคำสั่งด้วยราคานี้ เซิร์ฟเวอร์จะขึ้นข้อความ Off quotes และจะ ปฏิเสธการดำเนินการ

Off quotes มักเกิดขึ้นมากในช่วงที่มี สภาพคล่องเบาบาง เช่น เมื่อเริ่มเปิดสัปดาห์ซื้อขายใหม่ในวันอาทิตย์ หรือช่วงก่อน ตลาดปิดในวันศุกร์

lเพื่อให้เกิด Off quotes น้อยที่สุด ลองวิธีต่อไปนี้

1.  หลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงที่มีสภาพคล่องต่ำ

2. หลีกเลี่ยงการเทรดเครื่องมือทางการเงินที่มีสภาพคล่องต่ำ

 

Re-quote คือ

การที่ลูกค้าออกคำสั่งแบบ Instant Execution แล้ว แต่ ณ เวลานั้น ราคาได้เปลี่ยนไปแล้ว การ re-quote จะเกิดขึ้นเป็น ราคาใหม่ที่เปลี่ยนไปแล้ว ณ เวลาตอนนั้น ลูกค้าสามารถกดเพื่อยอมรับ หรือ ปฏิเสธได้ครับ

 

Slippage คือ

Slippage คือส่วนต่างของราคาที่คาดว่าจะได้จากการเทรดและราคาจริง ๆ ที่ได้จากการดำเนินการคำสั่ง ซึ่งค่า slippage สามารถเป็นบวกหรือลบก็ได้ ส่วนต่างของราคานี้สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง เมื่อตลาดได้มีการกระโดดจากราคาหนึ่งไปอีกราคาหนึ่ง

Slippage สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อตลาดมีสภาพคล่องไม่เพียงพอตามราคาที่ได้ร้องขอในคำสั่งเทรด ดังนั้นผู้ให้บริการสภาพคล่องจึงจับคู่ที่ราคาที่ดีที่สุดในลำดับต่อไป เราไม่สามารถควบคุมการเกิด slippage ได้เนื่องจากเราเป็นโบรกเกอร์ ECN – เราเป็นผู้ดำเนินการคำสั่งเทรดเพียงเท่านั้น ถ้าหากไม่มีธนาคารใดที่ยอมรับคำสั่งเทรดของท่านที่ราคาหนึ่งได้ คำสั่งเทรดนั้นจะถูกจับคู่ที่ระดับราคาที่ดีที่สุดถัดไป ดังนั้น Exness จึงไม่สามารถที่จะรับประกันคำสั่งเทรดแบบมีเงื่อนไขได้ เช่น คำสั่ง Stop Losses, Take Profits, Buy/Sell Stops, Buy/Sell Limit Orders … คัดลอกจากทาง Support ของ Exness

 

  • กรณีของบัญชี Mini

คู่สกุลเงินที่ลงท้ายด้วย m จะเป็น Instant Execution

ส่วนคู่สกุลเงินที่ลงท้ายด้วย k จะเป็น Market Execution

 

  • กรณีของบัญชี Classic

            คู่สกุลเงินที่แสดงชื่อธรรมดา เป็น Instant Execution

            คู่สกุลเงินที่ลงท้ายด้วย k จะเป็น Market Execution

 

มีบัญชี ECN ให้เทรดอีกด้วย

 

โดยทาง Exness มี Liquidity provider อยู่ 4 แห่งหลัก คือ Deutsche Bank, Barclays Capital, UBS, AG (พวก European bank) และอื่นๆ แต่ไม่ได้บอกว่ากี่แห่ง เพราะเค้าแจ้งว่าเป็นข้อมูลภายใน ไม่สามารถเปิดเผยได้

 

ทีมงาน : ทาง Support ของโบรกนี้ชี้แจงรายละเอียดดีครับ ถามอะไรแจกแจงได้หมด

 

  1. FXPRIMUS

 

FXPRIMUS เป็นโบรกเกอร์ประเภท Straight-Through Process (STP) 100% … ว่าง่ายๆ คือ ทุกบัญชีเป็น STP หมด

 

  • โดยบัญชี ECN และ Variable Spread (พวก Standard , Premium และ VIP) เป็นลักษณะ Market Execution
  • ส่วนบัญชี Demo เป็นลักษณะ Instant Execution

 

เค้าแจ้งว่าเรื่อง Liquidity provider เค้าใช้ธนาคารที่เป็น tier-1 world banks มากกว่า 30 แห่ง

 

ทีมงาน : Support ของที่นี่ให้บริการเป็นภาษาอังกฤษ หรือในกรณีภาษาไทยจะถูกแปลมาจากโปรแกรม เรื่องการตอบของเจ้าหน้า Support ต่างประเทศนั้นทำได้ดี ชัดเจนตรงประเด็น

 

fxclearing-200

  1.  FXCL  ( Fxclearing )

 

ทาง  Support เค้าแจ้งมาว่า FXCL เป็น Non-dealing desk

 

ประเภทบัญชี

  •             Beginner : เป็นลักษณะ Instant execution
  •             Micro Cent : เป็นลักษณะ Instant execution
  •             Mini : เป็นลักษณะ Instant execution
  •             ECN Light :
  •             ECN Interbank :
  •             ECN Plus :
  •             Zero Spread : เป็นลักษณะ Market execution

 

ทีมงาน : แต่ทีมงานเราได้เข้าไปดูในส่วนของ Agreement ในข้อที่ 20.1 ได้แจ้งว่า

Any trading instruction sent by the Client via the Company trading platform is considered as irrevocable request, and will be regarded as an order upon electronic confirmation by the dealing desk … (รอคำตอบ)

 

ทาง Supoort คนไทย ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดเชิงลึกของประเภทบัญชีได้

(เราถามไปว่า ECN Interbank ที่แจ้งบน Website ว่าเทรดผ่าน Interbank แล้วพวก ECN light กับ ECN Plus เทรดผ่านอะไร ? … เค้าให้ทิ้ง email รอคำตอบ )

 

โดยทาง FXCL นั้นแจ้งว่า ตอนนี้ (ปี 2018) มีประมาณเกือบ 10 เจ้า (ที่ไหนบ้าง ? รอคำตอบทาง Email)

 

  • ตอน 2 ทุ่มไม่มีเจ้าหน้าที่ไทยตอบใน Live chat หากมีคำถามอะไรให้ email ไปที่ thai@fxclearing.com
  • เจ้าหน้าที่คนไทยจะให้บริการ Live chat ในช่วงเวลา จันทร์ – ศุกร์ เวลา 00-18.00 น.

 

เราติดอยู่ 3 คำถาม (รอ Email ตอบกลับ)

  1. ประเภทบัญชี ECN แต่ละอันแตกต่างกันอย่างไร (ขอละเอียดหน่อยนะครับ เช่นวิธีการส่งคำสั่ง)
  2. จำนวน Liquidity provider
  3. Agreement ในข้อที่ 20.1

 

weltrade-400x400

  1. Weltrade

มี 2 ประเภท

  • โดยเฉพาะบัญชี Pro ที่เป็น Non-Dealing Desk – STP
  • นอกนั้นเป็น Dealing Desk หมด

 

*ทาง Support นี้เค้าเสริมว่าโบรกส่วนมากในไทย มักจะเป็นโบรกที่มีทั้ง 2 ประเภท คือ DD และ NDD

 

โดยเค้ามี Liquidity provider อยู่ประมาณ 3 เจ้า

TopFx เป็นหนึ่งในนั้น

ส่วนอีก 2 เจ้าเป็น บริด (Bridge) ที่จะคอยทำการสวิตออเดอร์ เพื่อหาออเดอร์ไปแมตซ์ในตลาด (ในกรณีที่ไม่สามารถจับคู่ออเดอร์กันเองได้ในโบรก)

 

โดยทาง Support เค้าใช้ Siri ในการคุยและพิมพ์ เพื่อความรวดเร็วในการตอบลูกค้า ซึ่งสำนวนภาษาอาจแปลกๆบ้าง แต่ยังสื่อสารได้ดี และที่สำคัญชี้แจงตรงประเด็น

 

ทีมงาน : Support ของโบรกนี้ตอบตรงประเด็นมาก อธิบายชัดเจน … ในส่วนของบัญชีที่เป็น Dealing Desk เค้าจะมีรับกินเอง (จับคู่ออเดอร์กันในโบรกเกอร์เองก่อน แต่ถ้าออเดอร์ไหนไม่สามารถจับคู่ได้ ทางโบรกเกอร์ก็จะยิงเข้าสู่ตลาดหรือส่งไปสู่แบงค์)

 

hotforex-broker-share

8. Hotforex

เป็น 100% STP Broker

ทีมงาน : แต่ทาง Support บอกว่า ก็สามารถเกิดการ Requote เกิดขึ้นได้ … ซึ่งทางทีมงานเราก็ติดใจในประเด็นส่วนนี้ เพราะถ้าหากเป็น STP (Market execution) จริง จะไม่มีการ Requote เกิดขึ้นได้

 .. เค้าให้เรา Email ไปถามทางฝ่ายเทคนิค ได้คำตอบที่ชัดเจนมาว่า “ไม่มี Re-quote” (ตอบกลับไวครับ)

 

ดังนั้นการดำเนินการประเภท Market Execution จะไม่มีการ Re-quote แต่อาจจะเกิด Slippage เกิดขึ้นได้

 

เราถามทาง HotForex ว่ามี Liquidity provider อยู่กี่เจ้า ?

เค้าบอกว่าไม่สามารถเปิดเผยได้

แต่เราถามต่อว่า แนะนำหลักๆ มาหน่อยได้ไหม ?

เค้าบอกว่าเป็นเจ้าที่มีชื่อเสียงในวงการการเงิน ทั้ง Barclays, BNP Paribas, Bank of America, Citi, etc.

 

… Live chat เข้ามาตอบช้า (รอเกินกว่า 15 นาที กว่าจะเข้ามาตอบ) และที่สำคัญ ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ Live chat ที่เป็นคนไทย

 

roboforex

9.RoboForex

มีทั้ง 3 ประเภท

Standard/Cent Accounts

  •             Fix เป็น NDD STP ที่ประเภทการดำเนินการเป็น Instant Execution
  •             Pro เป็น NDD STP ที่ประเภทการดำเนินการเป็น Market Execution

Prime เป็น NDD STP

ECN accounts เป็น STP+ECN

 

ทาง RoboForex แจ้งว่ามี Liquidity provider อยู่หลายเจ้า แต่ไม่ได้เปิดเผยจำนวน และรายชื่อ ใดๆกับทางทีมงาน

ผู้ให้บริการสภาพคล่อง

ผู้ให้บริการสภาพคล่องคือธนาคารขนาดใหญ่ บริษัทลงทุนที่มีใบอนุญาต และโบรกเกอร์ ซึ่งมีกระบวนการซื้อขายผ่านเทคโนโลยี STP (Straight Through Processing) หมายความว่าคำสั่งของลูกค้าทั้งหมดจะถูกส่งต่ออัตโนมัติไปยังผู้ให้บริการสภาพคล่องโดยไม่มีการแทรกแซงจากโบรกเกอร์ ช่วยให้ผู้เทรดและบริษัทหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ในกรณีนี้ ผลกำไรที่ลูกค้าได้รับจะไม่ทำให้โบรกเกอร์เกิดการสูญเสียใด ๆ 

 

ทีมงาน :

Live chat ไม่เข้ามาตอบ รอเกินกว่า 30 นาที ไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาตอบ

ทาง Live chat ของโบรกนี้ ยังไม่มีเจ้าหน้าคนไทยมาบริการ และอีกทั้งเจ้าหน้าที่ของเค้ากว่าจะตอบทีนานมากๆ เราลองทักใน Skype ไปก็เป็นเหมือนกัน กว่าจะตอบช้ามากๆ (เป็นชม.ยังไม่ตอบเลย) ซึ่งบอกเลยว่าการสื่อสารกับโบรกเกอร์รายนี้ ค่อนข้างลำบากมาก ถามไป 1 คำถาม กว่าจะตอบมา 3-5 นาที และบางทีอยู่ๆก็หายไปเป็นครึ่งชม. ทำให้กว่าจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วนใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว

หลายครั้งที่ทิ้งคำถามไว้กว่า 20 นาที ทางเจ้าหน้ามาตอบ พอเราไม่ตอบเค้าแค่ 10 นาที เค้าก็ลาหายไปเลย

forex4you

  1. Forex4you

มีทั้ง 2 ประเภท

  • Cent และ Classic เป็น Dealing Desk
  • ส่วน Cent NDD , Classic NDD เป็น Non-Dealing Desk (ใช้ระบบSTP)
  • และ Pro STP (ข้อแตกต่างกันความเร็วในการสั่งคำสั่ง … บัญชีนี้จะเร็วว่า NDD ปกติ)

 

โดยทาง Forex4you ไม่ได้แจ้งว่ามี Liquidity Provider อยู่กี่เจ้า แต่เค้าแจ้งมาว่า ใช้บริการอยู่หลายที่ เช่น LMAX ,CTDL,GSAC,BARX ,SDUK เป็นต้น

LMAX : www.lmax.com

CTDL : www.citadel.com

GSAC : www.goldmansachs.com

BARX  : www.barx.com

SDUK : www.stagedirectorsuk.com

โดยเจ้าที่แสดงบน Website เค้าบอกว่าเป็นเฉพาะเจ้าที่สามารถเปิดเผยได้

 

ทีมงาม : ทาง Support ของโบรกนี้ก็ตอบค่อนข้างช้า ทางเค้าบอกว่าเพื่อความถูกต้องของข้อมูล เลยทำการสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ต่างประเทศอีกทีนึง

 

—–

 

ทั้งนี้ทางทีมงานต้องขอขอบคุณทาง Support ของจากทางหลายๆโบรกเกอร์ที่ทำให้ทีมงานสามารถปะติดปะต่อ เรื่องการแบ่งประเภทของโบรกเกอร์ได้ เนื่องด้วยข้อมูลในไทยและต่างประเทศ ที่มาบางแหล่งข้อมูลไม่ตรงกันเอาอย่างมากๆ จึงทำให้เกิดการเข้าใจผิด … อาจด้วยเพราะว่าเนื้อหาประเด็นนี้ค่อนข้างละเอียดซับซ้อน … จึงต้องอาศัยการอธิบายที่ดี จึงจะเข้าใจ

 

เส้น


ขั้นตอนการเปิดบัญชี FXCL (fxclearing)

คะแนนโดย admin

เส้น

ขั้นตอนการสมัครเปิดบัญชี FXCL

โบรคเกอร์ FXCL หรือ fxclearing เป็นที่ยอมรับในหมู่เทรดเดอร์สายถือยาวข้ามวัน เนื่องด้วยจุดเด่นที่ว่า ไม่ว่าจะเทรดมากเทรดน้อย เป็นเวลาสั้นหรือยาวเท่าไหร่ก็ตาม ก็ไม่เสียค่ะ Swap เลยซักบาท ต่อไปมาดูวิธีการสมัครเปิดบัญชีเทรดสำหรับเก็งกำไรกันดีกว่าครับ

 

เข้าสู่หน้าเว็บไซต์ คลิ๊กที่นี่ เพื่อความสะดวก ถ้าใครหน้าเว็บยังเป็นภาษาอังกฤษ อย่าลืมเปลี่ยนหน้าเว็บเป็นภาษาไทยให้เรียบร้อยนะครับ จากนั้นคลิกปุ่ม “เปิดบัญชีเทรดจริง” ตามภาพได้เลย

เว็บไซต์จะพาไปหน้ากรอกแบบฟอร์ม ให้กรอกรายละเอียดทุกช่องเป็น “ภาษาอังกฤษ”นะครับ และ เนื่องจากจะต้องมีการยืนยันตัวตนและที่อยู่ในภายหลัง แนะนำว่าข้อมูลที่ใส่จะต้อง “เป็นความจริง” เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาแก้ไขในภายหลัง

ก่อนจะติ๊กเครื่องหมายถูกทุกช่อง อย่าลืมอ่านข้อตกลงให้ครบก่อนนะครับ ถ้าเรียบร้อยแล้ว ให้กรอกข้อความกันแสปมแล้วกด “ส่ง” ได้เลย

ลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถล็อคอินเข้าสู่หน้าแดชบอร์ดของสมาชิกได้เลย

 

ชื่อล็อคอินและรหัสผ่าน จะถูกส่งมาให้อีเมลที่กรอกไว้ในขั้นตอนแรก อย่าทำหายนะครับ แคปภาพเก็บไว้เลยก็ได้

ใช้ไอดีและพาสเวิร์ดที่ทางโบรคเกอร์ส่งให้เมื่อซักครู่ในการล็อคอินได้เลย

หลังจากล็อคอินเข้ามาแล้ว จะเห็นเป็นหน้าแดชบอร์ดแบบนี้ ต่อไปเป็นขั้นตอนการยืนยันตัวตนและยืนยันที่อยู่นะครับ จะเห็นว่าโบรกเกอร์นี้เค้าตามทวงให้ยืนยันเอกสารมาตั้งแต่หน้าลงทะเบียนแล้ว

คลิกตรงคำว่า “ยืนยันไม่ผ่าน”สีแดงๆ หรือจะคลิกคำว่า “ดู” ข้างหลังสถานะยืนยันตัวตนก็ได้เหมือนกัน ตามภาพเลยครับผม

กรอกทุกช่องให้ตรงกับเอกสารที่เตรียมไว้ จะได้ไม่มีปัญหาภายหลัง เพราะกว่าจะยืนยันผ่านจะต้องเสียเวลาให้ระบบตรวจสอบหลายวันอยู่เหมือนกัน และอย่าลืมใส่รายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะครับ

เอกสารที่ใช้ยืนยันมีอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือเอกสารยืนยันตัวตน ซึ่งให้เราเลือกเอาระหว่าง บัตรประชาชน ใบขับขี่ หรือพาสปอร์ต ส่วนผมใช้บัตรประชาชครับ ใกล้มือสุดแล้ว

ส่วนเอกสารยืนยันที่อยู่ จะเป็นพวกใบเสร็จต่างๆที่มีชื่อ-ที่อยู่เราอยู่ในนั้นด้วย เช่น บิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต หรือถ้าใครหาไม่ได้จริงๆแนะนำให้แวะไปขอสเตทเม้นธนาคารย้อนหลัง3เดือน ของธนาคารไหนก็ได้ มีค่าธรรมเนียมนิดหน่อย แต่ก็น่าจะดีกว่าลงทุนสมัครอย่างอื่นเพื่อเอาบิลเล็กๆน้อยๆแหละเนอะ

ได้เอกสารมาครบแล้ว ให้แสกนลงคอมฯให้สวยๆ หรือใครไม่มีเครื่องแสกน จะใช้มือถือถ่ายเอาก็ได้เหมือนกัน มีทริคอยู่นิดนึงว่า ให้พื้นหลังเป็นสีขาว และถ่ายให้คมชัด จะมีโอกาสยืนยันผ่านมากกว่า เพราะผมเคยส่งภาพพื้นหลังไม่ขาวไป ยืนยันไม่ผ่านซะงั้น

หลังจากอัพโหลดเอกสารและกดส่งเรียบร้อยแล้ว สถานะยืนยันตัวตนของเราจะเปลี่ยนจาก “ไม่ผ่าน” เป็น “รอดำเนินการ” ที่นี้ก็เป็นหน้าที่ของทางโบรกเกอร์เค้าแล้วล่ะครับ

หลังจากนั้นไม่กี่วัน ถ้าเอกสารไม่ได้ผิดพลาดอะไร เราก็จะได้สถานะ “ยืนยันสำเร็จ” สีเขียวๆแบบนี้ มาไว้ในครอบครอง เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยแล้วสำหรับการยืนยันเอกสาร

ยังไม่มีบัญชีเทรด แล้วจะเทรดได้ยังไงจริงมั๊ย ต่อไปมาเปิดบัญชีเทรดกันครับ คลิกตามในภาพเลย จะอยู่ทางซ้ายมือ เล็กๆ

ประเภทบัญชี แนะนำให้ให้เป็น Micro cent หรือแบบ Mini ครับ สำหรับมือใหม่

สกุลเงินฝาก เลือก USD โลด ตามมาตรฐานสากลครับ

Leverge  ยิ่งเยอะยิ่งเทรดง่าย เลือก 500:1 ไปเลย

ช่องทางการฝาก/ถอน  ผมเลือกธนาคารไทยครับ

ส่วนตรงช่อง Fixed rate ตรงนี้จะเลือกหรือไม่เลือกก็ได้ แต่กรณีถ้าเลือก เรทค่าเงินของเราจะคงที่อยู่ที่ 30บาทต่อหนึ่งเหรียญดอลลาห์ ไม่ว่าค่าเงินจะขึ้นหรือลง เป็นประโยชน์มากในเรื่องของการคำนวณเงินลงทุน

หลังจากกดส่งเรียบร้อยแล้ว จะขึ้นข้อมูลสำหรับเทรดมาให้แบบนี้ เป็นอันเสร็จเรียบร้อยครับผม

 

ลองเช็คอีเมลอีกที มีส่งข้อมูลบัญชีมาให้อีกทีด้วย แต่เพื่อความเหนียว แนะนำให้แคปภาพหรือก็อปลง Notepad เก็บไว้เลยนะครับ เผื่อมือพลาดไปกดลบเมลทิ้ง จะได้ไม่หาย แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อยแล้วครับ สามารถเริ่มต้นเทรดเพื่อทำกำไรจากโฟเร็กซ์ได้เลย

 

 

ขอบคุณข้อมูลและภาพจากเว็บไซต์ทางการของFXCL

thai broker forex1

เส้น


Forex คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex คืออะไร

 

Forex ย่อมาจาก “Foreign exchange market” หรือที่สั้นๆที่เรียกกันว่า FX ซึ่งเป็นแหล่งการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก

            Forex เป็นตลาดที่ให้นักลงทุนเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับตัวนักลงทุนเอง โดยผ่านทางการซื้อขายค่าสกุลเงินต่างๆ ที่นักลงทุนคิดว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คาดการณ์ไว้ เช่นเดียวกับการลงทุนประเภทอื่นๆ อาทิ ทองคำ น้ำมัน หุ้น ที่ว่าเราจะกำไรก็ต่อเมื่อ เราซื้อถูกและขายแพง … ซึ่งการเทรด Forex ใช้หลักการนี้เหมือนกัน เพียงแต่สิ่งที่ลงทุนเป็นการลงทุนบนคู่สกุลเงินแทน

 

ถ้าใครเคยไปเที่ยวต่างประเทศ ยังไงก็ต้องมีส่วนร่วมกับตลาด Forex นี้ ! ก็เพราะว่า เวลาเราไปต่างประเทศเราก็ต้องแลกสกุลเงินประเทศที่เรากำลังไป

เช่น

ไปเที่ยวประเทศสหรัฐอเมริกา 5 วัน

            ขาไป : เรทค่าเงินสหัรฐ เมื่อเทียบกับเงินบาท อยู่ที่ … 30 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

            โดยคิดว่าจะแลกสัก 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นเงินใช้สอยตอนอยู่นั่น

            ซึ่งเราต้องใช้เงินบาททั้งสิ้น 30*1,000 = 30,000 บาท

            โดยเรานำเงินบาทไปแลกที่ธนาคาร เพื่อแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ (ขายเงินบาท เพื่อไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ)

 

สมมติว่าระหว่างที่ไปเที่ยวที่สหรัฐอเมริกานั้นไม่ได้ใช้เงินเลย (แฟนใจดีจ่ายให้หมดเลย)

            พอขากลับ : ค่าเงินบาทเราอ่อนค่าอย่างแรง ขึ้นไปสู่ระดับ 35 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

            ซึ่งเมื่อเรากลับมาที่ประเทศไทย เราเอาเงินดอลลาร์ที่เราแลกไว้ก่อนหน้าไปแลกคืนที่ธนาคาร … (ขายเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อแลกกลับมาเป็นเงินบาท)

            ดังนั้นเรากลับมาจะมีเงินเพิ่มขึ้นเป็น 35*1,000 = 35,000 บาท

 

ทั้งนี้ทำให้เรากำไรถึง 5,000 บาท จากการทำการแลกเปลี่ยนเงินตราในครั้งนี้ …

ซึ่ง ! การเทรด Forex ก็แค่นี้แหละครับ … ถ้าเราคาดการณ์ทิศทางราคาของคู่สกุลเงินต่างๆได้ เราก็จะสามารถสร้างกำไรจากการลงทุน Forex นี้ได้เช่นเดียวกัน

 

… ข้อดีของการลงทุนใน Forex

 

อันดับแรกเลย Forex ถือว่าเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆที่เทรดกัน ตลาด Forex เป็นตลาดที่จำนวนผู้เล่นและมูลค่าการซื้อขายในตลาดสูงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ 

ลองมาดูการเปรียบค่าเฉลี่ยของมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวันของ ตลาดหุ้น กับ ตลาด Forex กันดู

 

 

จะเห็นได้ว่า ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาด Forex สูงกว่า ตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สูงในโลกอย่างสหรัฐฯ กว่า 200 เท่า !!

โดยปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในตลาด Forex แต่ละวันอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ … ฟังไม่ผิดนะครับ 5 ล้านล้าน ดอลลาร์สหรัฐ  ต่อวัน !

นี่แสดงถึงความมีประสิทธิภาพของตลาด เมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่นในลักษณะเดียวกัน … เรื่องนี้ Forex กินขาด

 

ข้อดีอันดับที่สอง คือ … ตลาด Forex เปิดให้เทรดตลอด 24 ชั่วโมง!!

หลายคงอาจจะสงสัย ว่าทำไมตลาดนี้ถึงเปิดให้ซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ??

ก็เพราะว่าการเทรด Forex เป็นการเทรดในตลาดทั่วโลก ในขณะที่บางตลาดของประเทศนึงถูกปิดไป ในช่วงนั้นก็จะมีตลาดอีกประเทศนึงที่กำลังเปิดและให้เทรดอยู่

 

โดยศูนย์กลางการเทรด Forex หลักจะมีอยู่ 4 แห่ง (ใช้ในการแบ่ง Trading session) คือ

  1. Sydney – ออสเตรเลีย
  2. Tokyo – ญี่ปุ่น
  3. London – อังกฤษ
  4. New york – สหรัฐ

 

ตลาด Forex เทียบตามเวลาบ้านเรา (ประเทศไทย)

            ตอนตี 5 ตลาดที่ Sydney จะเปิดให้ทำการซื้อขาย จนถึง ประมาณบ่าย 2 

            ในระหว่างนั้น ช่วงเวลา 8 โมงเช้า ตลาดที่ Tokyo ก็เปิดทำการ จนถึง ประมาณ 4 โมงเย็น

            เช่นเดียวกัน ช่วงเวลา บ่าย 3 ตลาดที่ London ก็เริ่มเปิดทำการ จนถึง ประมาณ 5 ทุ่ม

            และ ในช่วง 2 ทุ่ม ตลาด New York ก็เปิดทำการ จนถึง ประมาณตี 5

(โดยจะปิดจริงๆ แค่ช่วงเสาร์ อาทิตย์ แค่นั้นเอง)

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า เมื่อตลาดนึงถูกปิดไป ก็มีตลาดที่เปิดขึ้นมา ไปเรื่อยๆ ตลอด 24 ชั่วโมง

ทำให้เทรดเดอร์สามารถเทรดเมื่อไหร่ก็ได้ ตามเวลาที่เทรดเดอร์สะดวกเลย

 

จะเล่น Forex ต้องทำอย่างไร ?

            ก็คล้ายกับการเล่นหุ้น อย่างแรกเราต้องมีพอร์ตในการเทรด Forex โดยต้องทำการเปิดบัญชีเทรดกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยเรา มีโบรกเกอร์จำนวนมากที่มาให้บริการในด้านนี้ โดยโบรกเกอร์ที่นิยมในไทยก็อย่างเช่น XM , FBS , Pepperstone และ Exness เป็นต้น ซึ่งโบรกเหล่านี้ค่อนข้างมั่นใจได้เลยว่าปลอดภัย เพราะเปิดให้บริการยาวนานมากว่า 10 ปี

 

วิธีการเทรด Forex

การเทรด Forex ต้องบอกว่าสามารถทำกำไรได้ทั้ง 2 ฝั่ง ไม่ว่าจะเป็น “ขาขึ้น” หรือ “ขาลง” ขอเพียงแค่ให้เราวิเคราะห์ทิศทางของราคาให้ถูกต้อง ก็สามารถสร้างกำไรจากการเทรดได้แล้ว

 

โดยหลักๆ Forex จะมีคำสั่งซ์้อ-ขาย อยู่ 2 คำสั่งได้แก่

           1. Long หรือ Buy

                       ถ้าเราคาดการณ์ว่าราคาจะ “ขึ้น” เราก็สั่งคำสั่ง Long

                       (ซื้อถูก ขายเพง = กำไร)

           2. Short หรือ Sell

                      ถ้าเราคาดการณ์ว่าราคาจะ “ลง” เราก็สั่งคำสั่ง Short

                      (ขายแพง ซื้อถูก = กำไร)

 

            และโดยส่วนมากโปรแกรมที่ใช้เทรด Forex ส่วนมากที่ใช้กัน คือ MT4 หรือที่ย่อมาจาก MetaTrader 4 นั่นเอง ซึ่งเป็นโปรแกรมเทรดโดยสากล ใช้กันทั่วโลก สามารถคีย์คำสั่งได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว โดยสั่งคำสั่งผ่านทางคอมพิวเตอร์ หรือมือถือก็ได้เช่นเดียวกัน

            อีกทั้งถ้าเทรดเดอร์คนไหนมีความสามารถในการเขียนโปรแกรม สามารถเขียนโปรแกรมการเทรดอัตโนมัติลงบนโปรแกรมนี้ได้เลย หรือที่เรียกกันว่า “EA (Expert advisor) สามารถปล่อยให้โปรแกรมรันและเทรดตามคำสั่งที่เราเขียนไว้อัตโนมัติ โดยที่เราไม่ต้องนั่งเฝ้าจอเลยทีเดียว

 

คู่สกุลเงินหลักในตลาด Forex

            แม้ว่าคู่สกุลเงินจะทั่วโลกจะมีมากมาย แต่จะมีคู่สกุลเงินหลักๆที่เทรดกันจะมีเพียงไม่กี่คู่สกุลเงิน เทรดเดอร์ที่พึ่งเข้ามาใหม่ ที่ยังคิดไม่ออกว่าจะเริ่มเทรดคู่สกุลเงินไหนดี ให้เริ่มจากคู่สกุลเงินหลัก หรือ “Majors” ด้วยเพราะว่าคู่สกุลเหล่านี้มีวอลุ่มการเทรดมหาศาล ครอบคลุมกว่า 72%! ของปริมาณการเทรด Forex ทั้งหมด โดยคู่สกุลเงินเหล่านี้จะมีการแกว่งตัวของราคาอยู่ตลอด ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าไปสร้างกำไรจากการเคลื่อนไหวดังกล่าวได้

 

โดยคู่สกุลเงินหลักมีดังนี้

  1. EUR/USD       หรือ     ยูโร / ดอลลาร์สหรัฐฯ
  2. USD/JPY        หรือ     ดอลลาร์สหรัฐ / เยน (ญี่ปุ่น)
  3. GBP/USD       หรือ     ปอนด์ (อังกฤษ) /  ดอลลาร์สหรัฐ
  4. USD/CHF       หรือ     ดอลลาร์สหรัฐ / ฟรังก์สวิส (สวิสเซอร์แลนด์)
  5. USD/CAD       หรือ     ดอลลาร์สหรัฐ / ดอลลาร์แคนาดา
  6. AUD/USD       หรือ     ดอลลาร์ออสเตรเลีย /  ดอลลาร์สหรัฐ
  7. NZD/USD       หรือ     ดอลลาร์นิวซีแลนด์ / ดอลลาร์สหรัฐ

วิธีคาดการณ์ทิศทางของราคาค่าเงินในตลาด Forex

            หลักๆ จะมีอยู่ 3 รูปแบบในการวิเคราะห์ คือ

  1. เทรด Forex แบบดูกราฟวิเคราะห์ราคาจากรูปแบบของกราฟ (Technical Analysis)
  2. เทรด Forex แบบวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)
  3. เทรด Forex แบบเล่นตามข่าว (Sentiment Analysis)

ซึ่งแต่ละวิธีการก็แตกต่างกันออกไป แต่ละวิธีสามารถทำกำไรได้หมด ขึ้นอยู่กับว่าเราชอบหรือถนันแบบไหนมากกว่าแค่นั้นเอง

 

รายได้จากการเทรด Forex

            น่าจะ 100% เลยทีเดียวสำหรับคนที่เข้ามาเทรด Forex ก็เพราะว่า “อยากรวย เร็วๆ” ซึ่งต้องบอกความจริงก่อนเลยว่า … มีหลายคนจริงที่รวยจากตลาดแห่งนี้ แต่ก็มีหลายคนที่เจ๊งเช่นเดียวกัน … มันเหมือนกับการแข่งขันต่างๆที่ว่า คนที่ชนะ คือ คนที่ฝึกฝนมีดี ขยันตั้งใจฝึกซ้อม ทบทวนหาความรู้อยู่ตลอดเวลา ส่วนคนที่แพ้ คือ คนที่ไม่ทำอะไรเลย อยากชนะ แต่ไม่พยายาม … ซึ่ง Forex ก็เหมือนกันครับ ถ้าอยากสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืน ก็ต้องมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เก็บประสบการณ์ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเราเก่งจนสามารถเอาชนะตลาดนี้ได้ครับ

           โดยโลกการเทรดเราจะนับรายได้กันเป็น % บางคนก็ได้ 10% ต่อปี บางคนมีฝีมือหน่อยก็ 20-30% ต่อปี บางคนก็เทพเลยก็สามารถทำกำไรเกิน 50% ต่อปี ได้ก็มีครับ ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคนว่าจะสามารถทำกำไรได้มากน้อยเพียงใด … โชคดีในการเทรดทุกครับนะครับ 🙂

 

จากทางทีมงาน Thaibrokerforex   คิดถึง Forex คิดถึงเรา

 

เส้น


การเลือก Broker สำหรับมือใหม่

คะแนนโดย admin

เส้น

การเลือก Broker สำหรับมือใหม่

 

ในช่วงที่เทรดใหม่ ๆ การเลือกโบรคเกอร์เหมือนจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับมือใหม่ เพราะเขากลัวหลายอย่าง เช่น กลัวโดนโกงเงินไป กลัวโบรคเกอร์เทรดตรงข้ามกับนักเทรดและใช้กลยุทธ์ตุกติดมากมาย นอกจากนี้ยังกลัวอีกว่า โบรคเกอร์ที่เราเลือกนั้นจะเป็นโบรคเกอร์ปลอม เอาจริง ๆ แล้วข้อกล่าวหาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อกล่าวหาที่จะว่าไม่เกินจริงเลยครับ เพราะว่ามันมีทั้งนั้นแหละ ก่อนหน้านี้ผมเห็นโบรคเกอร์ที่เปิดมาเฉพาะกิจเพียงเพื่อระดมทุนจากรายย่อยและบางส่วนเปิดมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแชร์ลูกโซ่เท่านั้น

ในวีดีโอ Live อันหนึ่งของเทรดเดอร์ที่เป็นนักการตลาด เขาทำการเทรดโชว์และใช้ Lot ใหญ่เอาเงินมาแจกชาวบ้าน เพื่อทำให้ชาวบ้านตายใจและเชื่อใจ สร้างชื่อเสียงว่าทำกำไร ทำเงินได้ง่ายดาย แต่ผมไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ แล้วเขามีเจตนาอื่น ๆ แฝงอยู่หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การแสดงฝีมือแล้วพอรายย่อยตายใจก็อาจจะแอบระดมทุนในกลุ่มเล็ก ๆ  การระดมทุนหลังไมค์เพื่อจับปลาตัวใหญ่ ๆ เป็นพิเศษ นักลงทุนที่หลงเข้ามากับปลาเล็กปลาน้อย ผมก็เคยเห็น บางครั้งก็สร้างชื่อเสียงก่อนและค่อยสอนเทรดทีหลัง เก็บค่าสอน สอนคอร์สแพง ๆ หรือรูปแบบอื่น ๆ ก็เป็นได้ ฉะนั้นองค์ประกอบของการเล่นเกมส์โบรคเกอร์ก็เป็นส่วนสำคัญ เราจึงควรให้ความสำคัญกับการเลือกโบรคเกอร์ โดยเฉพาะมือใหม่ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเว็บ Reviews ดีดีมากมายที่ทำการ Review Broker ให้กับเราโดยที่เราไม่ต้องไปลองศึกษาเองละเอียดเพราะเขาสามารถอ่านเอาได้ แต่ว่าการยืมจมูกคนอื่นหายใจก็ไม่ค่อยจะดีนัก วันนี้จึงมาดูการเลือกโบรคเกอร์ในมุมมองของผมกันครับ

เงื่อนไขการฝากถอน

นี่เป็นเงื่อนไขลำดับแรกเลยสำหรับการเลือกโบรคเกอร์เพราะว่า ถ้าเราสามารถฝากและถอนได้สะดวกนั่นคือ โบรคเกอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะการฝากถอนสำหรับคนไทยที่จะต้องสามารถฝากและถอนผ่านธนาคารออนไลน์ของประเทศไทยได้แน่นอน การฝากถอนไม่ว่าอะไรหรือการดำเนินธุรกรรม ต้องมีความรวดเร็ว และมีกำหนดเวลาแน่นอน การหักเงินแน่นอนว่า Broker ส่วนใหญ่ทำได้เร็วเพราะมันอยากได้เงินเรานี่ แต่การถอนนี่สิครับที่ทำให้คุณภาพของโบรคเกอร์แตกต่างกัน

 

เงื่อนไขการมีองค์กรกำกับ

การมีองค์กรกำกับนั้นจะช่วยให้การรับประกันเกิดขึ้นได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าเอาจริง ๆ มันก็ไม่ได้มีความหมายอะไรต่อเราเลย เพราะว่า มันไม่ครอบคลุมถึงกฏหมายบ้านเราหรอกครับ แต่ว่า การมีองค์กรกำกับมันหมายความว่า บริษัทนี้มีตัวตนจริง ๆ และตั้งสำนักงานอยู่ที่ไหนประเทศอะไร มันก็บอกจุดมุ่งหมายและแนวทางในการทำธุรกิจของโบรคเกอร์ได้อยู่ครับ ฉะนั้นการมีองค์กรกำกับก็บอกความน่าเชื่อถือได้ว่ามีบริษัทโบรคเกอร์นี้อยู่ในโลกจริงๆ 

 

เงื่อนไขต้นทุน

เงื่อนไขต้นทุนของการเลือกโบรคเกอร์สิ่งที่ต้องดูถัดมาคือ จำนวน Spread ในค่าเงินต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาโดยเฉพาะค่าเงินที่เราทำการเทรดบ่อย ๆ เราสามารถเปรียบเทียบกันได้ แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่ เนื่องจากการแข่งขันที่สูงของธุรกิจโบรคเกอร์ทำให้ต้นทุนเรื่อง Spread และ commission ของ Forex เดี๋ยวนี้ลดลงมาก การฝากถอนก็ไม่มีค่าธรรมเนียมที่สูงเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นเงื่อนไขเรื่องต้นทุนจึงเป็นเงื่อนไขลำดับที่ 3 สำหรับเรื่องที่พิจารณาสำหรับการเทรด Forex

 

เงื่อนไขการบริการ

เงื่อนไขการบริการ คือ คุณภาพของบริการ หลายคนอาจจะสงสัยว่า อ้าวเรายังไม่ได้เปิดบัญชี แล้วเราจะตรวจสอบบริการของเขาได้อย่างไร อย่างนี้ไม่ต้องไปทดสอบหมดหรือ?  การตรวจสอบเงื่อนไขการบริการสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การอ่าน Review ของคนอื่นว่าเขาเขียนไว้อย่างไร การเสริชหาคำค้นที่สำคัญ เช่น เขียนชื่อ Forex Broker + โกง เป็นต้น การทำเช่นนี้ก็จะทำให้ทราบข่าวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับโบรคเกอร์ที่เราเลือก เพราะว่าถ้าข่าวมันเสียและมีแนวโน้มโกงในก็จะปรากฏในข่าวอย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตามเรายังสามารถเช็คได้จากการคุยกับ Chat ที่ตอบคำถามลูกค้าของเว็บไซต์ ซึ่งบริษัทหรือโบรคเกอร์ใหญ่ ๆ ควรจะมี ทำให้เรารู้ว่า การตอบคำถามรวดเร็ว มีความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือดีหรือไม่นั่นเอง

นอกจาก 4 อย่างที่กล่าวมาอาจจะมีสิ่งที่ต้องเช็คอีกประปราย เช่น เงื่อนไขการฝากขั้นต่ำ จำนวนผลิตภัณฑ์ที่เราสามารถเทรดได้  เงื่อนไขการให้บริการในประเทศไทย การคืนเงินค่าคอมมิชชั่นบางส่วนหรือโปรแกรมที่เรียกว่า Rebate นั้นมีหรือไม่ ปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการเลือกโบรคเกอร์ เพราะถ้าหากเราเลือกผิดตั้งแต่แรกก็อาจจะทำให้พอร์ทการลงทุนของเราสูญเปล่าได้เช่นกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ความเข้าใจเกี่ยวกับ Forex Broker

คะแนนโดย admin

เส้น

ความเข้าใจเกี่ยวกับ Forex Broker

 

อย่างหนึ่งที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Forex คือ Forex ที่เราเทรดอยู่กับโบรคเกอร์บางโบรคเกอร์อาจจะไม่ได้ถูกส่งเข้าตลาดกลาง คุณรู้หรือไม่ว่า Broker นั้นมีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็ทำหน้าที่และกลไกของมันแตกต่างกัน เรายังไม่ต้องไปนับโบรคเกอร์ที่ขี้โกงครับ เอาแค่โบรคเกอร์ทั่ว ๆ ไปที่มีอยู่ในตลาดและผลิตภัณฑ์ที่เขามีให้บริการ

แล้ววันนี้เรามาคุยกันเรื่องอะไร?อย่างนั้นหรือ? เรามาคุยกันเรื่องว่า จริง ๆ แล้วโบรคเกอร์ที่เราเทรดอยู่ เขาอาจจะมีสถานะไม่แตกต่างจากบ่อนรับแทงพนันก็เป็นได้ เรามาดูคำอธิบายประกอบกันสักหน่อย

สินค้าโภคภัณฑ์

การเทรดสินค้าโภคภัณฑ์นั้น จะมีให้เทรดบางโบรคเกอร์เท่านั้น ผมก็เคยเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ สินค้าโภคภัณฑ์คือสินค้าที่บริโภคได้ แบ่งได้เป็น Hard Commodity กับ Soft Commodity พวก Hard Commodity ก็ยังแยกเป็นอะไรอื่น ๆ อีก ตัวอย่างเช่น การเทรด ทองคำ การเทรดเงิน การเทรดทองแดง  แร่ยูเรเนียม การเทรดพาราเดียม ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่เคยคุ้นหูสักเท่าไหร่ ตัวอย่าง Soft Commodity ได้แก่ ฝ้าย การเทรด กาแฟ ข้าวโพด การเทรดข้าวสาลี การเทรดเนื้อหมู เป็นต้น  ซึ่งสินค้าเหล่านี้มักจะหาได้อยากในกลุ่มสินค้าที่ให้บริการเทรดในตลาด Forex อย่างไรก็ตามบางโบรคเกอร์ก็ให้บริการ  โบรคเกอร์ที่ผมเคยเทรดและให้บริการสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ได้แก่ AVA Broker หรือ Saxo Bank เป็นต้น

ตัวอย่างของหุ้น

นอกจากจะมี Commodity แล้วยังมีหุ้นอีก ซึ่งการถือครองหุ้นเราสามารถเทรดหุ้นต่างประเทศหลายประเทศในการเทรด ส่วนใหญ่แล้วที่เป็นที่นิยมก็จะเป็นหุ้นในตลาดหุ้นนิวยอร์ค หรือตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริการเนื่องจากหุ้นเหล่านั้นเป็นที่รู้จัก เช่น Apple Microsoft เป็นต้น นอกจากจะมีหุ้นให้เทรดแล้วก็ยังมีดัชนีให้เทรดอีก ตัวอย่างของ หุ้นของประเทศไทยก็มีให้เทรดครับ ตัวอย่างเช่น หุ้น PTT หรือ หุ้น QH ส่วนใหญ่แล้วก็จะเลือกหุ้นที่ติดอันดับ SET 100 มาให้บริการ โบรคเกอร์ที่ให้บริการหุ้นก็มีทั้ง AVA หรือ SAXO Bank หรือ โบรคเกอร์ Exness ที่ให้บริการหุ้นไทย

ตัวอย่างของ Cryptocurrency

Cryptocurrency ได้รับความนิยมอย่างสูง ในการเทรด ระหว่างนี้โบรคเกอร์ Forex ของเราก็สามารถเอา Cryptocurrency มาให้เราเทรดได้ด้วยเหมือนกัน ตัวอย่าง Cryptocurrency ที่เป็นที่นิยมหลัก ๆ ซึ่งถือกำเนิดมานานแล้วได้แก่ Bitcoin (BTC) Litecoin หรือ LTC Ethureum (ETH)  และ Ripple (XRP) เป็นต้น Broker ที่ให้บริการ Cryptocurrency มีส่วนมากเยอะแยะมากมาย แต่ว่า ไม่ได้มีทุกโบรคเกอร์ครับ มีบางโบรคเกอร์เท่านั้น ซึ่ง XM Broker ก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากผลิตภัณฑ์ที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เราอาจจะเคยได้ยินเช่น น้ำมัน น้ำมันดิบเบรนท์ ตลาดน้ำมันดิบที่สิงคโปร์ ตลาดน้ำมันดิบที่อังกฤษ เป็นต้น มันมีให้เราเทรดเยอะแยะมากมายเสียจนไม่รู้จะเลือกผลิตภัณฑ์ไหน แล้วคุณรู้หรือไม่ที่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์จริง

CFD เครื่องมือของโบรคเกอร์

ต้องย้อนไปในสมัยเรียน เพื่อนผมเล่นการพนันหนักมาก พวกมันมักจะพากันไปเล่นไพ่ ไม่ว่าจะป๊อกเด้ง หรือ ดัมมี่ก็แล้วแต่ สิ่งที่พวกมันต้องการคือเงิน ท้ายที่สุดเล่นการพนันหนักข้อเข้าถึงกับเปิดหน้าหนังสือใส่กัน ใครเปิดได้เลขท้ายเยอะกว่าก็ได้เงินเดิมพันไป เรื่องนี้ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่า มันจะไปเกี่ยวกับ CFD ตรงไหน CFD นี่ก็อาจจะคล้าย ๆ กับการเปิดหน้าหนังสือใส่กันครับ มันคือ Contract for Difference ก็มันคงต่างจากสินทรัพย์จริงครับ แม้ว่ามันจะนำราคาของสินทรัพย์มาใช้ แต่การถือครอง CFD ไม่ได้ทำให้เราได้กำไร แล้วเราไม่ได้อะไรบ้าง ก็คงจะเยอะครับ

ตัวอย่างแรกที่ผมจะบอกชัด ๆ ก็คือ CFD หุ้น จะเห็นว่า หุ้นจะมีสิทธิออกเสียง และได้ปันผล ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มทุน แต่ไม่ต้องห่วงครับ CFD ได้อย่างเดียวคือ ส่วนต่างราคา แถมเวลาถือครองยังเสียดอกเบี้ยด้วย นั่นคือ Swap และเสีย Commission ต่างหาก เพียงแค่เขาเลียนแบบราคามาเท่านั้นแหละครับ ทำให้ CFD ยังเป็นอะไรที่เทรดได้ จะว่าไปก็ไม่ต่างกับเปิดหน้าหนังสือใส่กันไปเลยดีกว่า นอกจากหุ้นยังมี พวกโภคภัณฑ์ ปกติถ้าเราเทรดทองเราก็จะได้ทองคำจริง ๆ มา แต่นี่ไม่ได้นะครับ ตัวอย่างของ Cryptocurrency ก็เป็นอีกอันหนึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือที่ผมยกตัวอย่างเมื่อกี๊มานั้น ไม่มีอะไรเลยถ้าเราเทรดมันผ่านโบรคเกอร์ Forex เราจะไม่มีทางได้รับสินค้านั้นจริง แล้วค่าเงินหรือว่า Forex หล่ะ

เอาจริง ๆ เลยก็คือ ออเดอร์ของเราก็อาจจะไม่ได้ถูกส่งเข้าตลาดกลาง ตัว Forex ก็อาจจะเป็น CFD ประเภทหนึ่งก็ได้ ทำให้ออเดอร์ของเราไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับราคาเลย เป็นการรับพนันของโบรคเกอร์อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็อาจจะไม่จริงเสียทั้งหมด เพราะโบรคเกอร์ที่ผ่านมาตรฐานการรับรอง ย่อมมีโอกาสูงที่จะทำถูกกฏเนื่องจากมีคนคอยตรวจสอบนั่นเอง ดังนั้น การเลือกโบรคเกอร์อย่าลืมสนใจเรื่องพวกนี้ด้วยนะครับ เงินจะไม่ได้ลอยหายไปกับตา

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : Forex กับการหลอกลวง

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : Forex กับการหลอกลวง

 

วันนี้น้องที่ทำงาน เดินมาพร้อมขอคำปรึกษาเนื่องจากน้องเคยได้ข่าวว่าผมมีความรู้เรื่องหุ้นอยู่บ้าง ปรกติผมไม่ชอบบอกให้ใครว่าผมทำอะไรอยู่ มันมีทั้งผลดีและผลไม่ดี เนื่องจากผมไม่ได้หากินกับชื่อเสียง จึงไม่เคยคิดจะเปิดเผยว่า เราเก่งหรือไม่อย่างไร เราคิดอย่างเดียวว่า เราก็หากินของเราไปครับ แต่น้องก็เห็นผมจากการที่ผมดูกราฟอยู่บ้างบางครั้ง มันน่าแปลกที่หลาย ๆ คนเริ่มรู้จักตลาดหุ้น และคิดว่าตลาดหุ้นจะสร้างความร่ำรวยให้ได้ ทุกวันนี้มีบุคคลมากมายที่เข้ามาในตลาดหุ้นจริง ๆ และคิดว่าจะรวยข้ามวัน มีอีกหลายหมื่นคนที่ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นคืออะไร และเข้าใจว่า Forex คือ ตลาดหุ้น และ Crypto currency คือตลาดหุ้น วันนี้ก็เลยจะถือโอกาสมาเล่าเรื่องเตือนสติมือใหม่เกี่ยวกับวงการโกงของพวกที่หากินกับมือใหม่ครับ

ช่วงนี้กำลังเป็นที่ระบาดกันในหลาย ๆ ภาคครับเรื่องการชักชวนกันมาลงทุน ของกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง น้องที่ออฟฟิศบอกว่า ลงทุน 100 USD หลังจากนั้น ผ่านไป 34 วันจะได้ผลตอบแทน 50 % หรือ 50 USD น้องเข้ามาถามผมว่า มันได้จริง ๆ หรือพี่ หรือว่ามันหลอก ผมได้แนะนำน้องไปว่าอย่าได้ไปข้องแวะกับคนกลุ่มนี้หรือพวกที่มาชักชวนให้ลงทุนที่อะไรก็ตามที่ทำกำไรได้ง่าย ๆ น้องบอกว่า โอเค ดีที่มาถามพี่ก่อน เพราะว่า สามีของเพื่อนได้นำเงินไปลงทุนหลักแสน พร้อมทั้งชักชวนคนจำนวนมากให้ไปลงทุน  บางคนหวังกำไรมาก ถึงขนาดเปิดวงแชร์ เพื่อเปียมือแรกแบบไม่มีดอกแล้วนำไปลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทน 50 % ต่อเดือนที่ว่านี้ พอเดือนแรกก็ได้ผลตอบแทนอย่างที่เขาวว่ามาจริง ๆ เมื่อได้มาแล้วทุกคนก็ต่างคาดหวัง วาดฝันกับอนาคตที่จะกลายเป็นเศรษฐีข้ามวัน

ไม่นานจากนั้น ผมก็ได้คุยกับน้องที่สนิทกันถึงเรื่องที่เพื่อนของน้อง ได้มาชักชวนให้ลงทุนในธุรกิจแบบเดียวกันกับน้องที่ทำงาน เพียงเริ่มต้นคนละ 1 แสนบาท น้องบอกว่า 1 แสนนี่ยังน้อยนะ เพื่อนที่รู้จักกันบ้านหนึ่ง เป็นบ้านคนรวย ลงไปเป็นล้าน ได้ผลตอบแทนมาเดือนแรกฮือฮากันใหญ่

รูปแบบของการทำการตลาด

จริง ๆ แล้วพวกนี้ก็ทำแบบนี้มาหลายปีแล้วนะครับ แต่ผมยังแปลกใจที่ว่า ก็ยังมีคนหลงเชื่อทุกยุคทุกสมัยจริง ๆ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นแถบภูธร บ้านนอกมาก ๆ ทำการตลาดด้วยวิธีการชักชวนคนและอาศัยปากต่อปาก จำเพาะต้องเป็นตลาดบ้านนอกด้วยนะครับ สงสัยเพราะว่า คนกลุ่มนี้อาจจะหลอกง่าย จริง ๆ แล้วพวกนี้มันมีรูปแบบตายตัวอยู่ที่สามารถรู้ได้ทันที่ว่าโกงแน่ ๆ คือ

  1. ขนาดผลตอบแทน – ขนาดผลตอบแทนของพวกนี้ อาจจะเกิน 10 % ต่อเดือนแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกต่ำกว่า 10 % ต่อเดือนจะหลอกไม่ได้นะครับ ก็มีเช่นกัน วิธีคิดเราลองคิดง่าย ๆ อย่างนี้ครับ การเปียแชร์เราได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ และมีความเสี่ยงมากหรือไม่ ถ้ามันเสี่ยงมากแต่ได้ผลตอบแทนดี แล้วจะยังมีที่เสี่ยงกว่านี้และได้ผลตอบแทนดีกว่านี้อีกหรือ? ลองคิดถึงผลตอบแทนของธุรกิจรอบ ๆ ตัวท่านสิครับ ท่านจะเห็นว่าแทบจะไม่มีเลยที่มีธุรกิจผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 20 % ต่อเดือน ยิ่งเอาผลตอบแทนเยอะ ๆ มาล่อด้วยแล้วต้องคิดไว้ก่อนครับ
  2. การทำการตลาดเครือข่าย – คือ การหลอกและให้ลูกข่ายแนะนำ ซึ่งคนแนะนำก็อาจจะถูกหลอกมาอีกทีหนึ่ง หรือ เป็นผู้ร่วมขบวนการก็ได้ คุณสามารถตั้งคำถามอย่างง่าย ๆ คือ ถ้ามันรวยแล้วทำไมมันต้องมาชวนเราด้วยว๊ะ หรือว่าเหตุอะไรที่ทำให้คนทุกคน รวยแล้วใครจะจน แล้วจะเอาเงินจากไหนมาจ่าย ทำไมพวกมันถึงไม่เก็บวิธีการไว้เงียบ ๆ เป็นต้น
  3. รูปแบบของกลุ่มคน – กลุ่มคนที่มักจะติดกับดักของคนกลุ่มนี้คือ กลุ่มที่ไม่ค่อยมีความรู้ในการลงทุน และมีเงินเก็บพร้อมที่จะลงทุน บางครั้งก็จะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ และคนที่อายุยังน้อยที่ไม่อยากทำงานแต่ได้เงินดีก็มีเหมือนกัน

จากคน 3 กลุ่มเราจะเห็นถึงรูปแบบบางอย่าง แค่ 3 ข้อนี้ก็เพียงพอสำหรับการสังเกตุกลุ่มพวกหลอกลวงต้มตุ้นในตลาด Forex แล้วหล่ะครับ หลักคิดง่าย ๆ ที่จะทำให้เราปลอดภัยและมีเงินอยู่ในกระเป๋าของเราตลอดไป คือ อย่าคิดว่า อะไรที่มันได้มาง่าย ๆ มันจะดีจริง ต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน เพราะถ้าเราทำกำไรง่ายขนาดนั้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย คนอื่นทั่วโลกเขาคงรวยไปนานแล้ว เมื่อคิดได้เช่นนี้ท่านก็จะไม่เป็นเหยื่อของการถูกหลอกในตลาด Forex ครับ

 

ตลาด Forex เป็นตลาดที่สามารถลงทุนได้ แต่ไม่ได้เป็นเพราะตลาดที่ทำให้มันน่ากลัว คนนี่แหละครับที่หลอกกันเองจนน่ากลัว ตลาด Forex มีคนหลายกลุ่มเข้าใจผิด แต่ด้วยลักษณะที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง และทำกำไรได้มหาศาล ทำให้มันเหมาะแก่การปั่นเงิน แล้วทำการเชิดเงินหนี หรือกระทำการใด ๆ เนื่องจากองค์กรที่ควบคุมก็ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ดังนั้นท่านต้องระวังเงินในกระเป๋าของเราเองครับ เพราะใคร ๆ ก็อยากได้เงินเราทั้งนันแหละครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Life : Forex อาชีพที่เป็นอาชีพได้

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Life : Forex อาชีพที่เป็นอาชีพได้

 

ในโลกนี้มีอาชีพแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ อาชีพที่แข่งกับคนอื่นโดยตรง กับแข่งมาตรฐานของคนอื่น มี 2 ประเภทนี้เท่านั้นครับ  ส่วนมาก เราถูกเลี้ยงมาเพื่อให้ดูแลตัวเอง และแข่งกับมาตรฐานของคนอื่น เช่น เรากำหนดว่า เกรดในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย คือ 4.00 ขณะที่การผ่าน 2.00 คือผ่าน และสามารถเรียนจบได้ การมีเกรดตั้งแต่ เกรด 4 ยันเกรด 0 และเกรด A ยันเกรด F หมายความว่า คุณกำลังแบ่งเกรดนักเรียน และถ้าใครทำได้เท่าไหร่ เราก็อยู่รอดเท่านั้น เด็ก ๆ ถูกสอนให้เอาตัวรอด บางคน เคยได้เกรด 4 มาตลอดและจะทำเกรด 4 ตลอดไป ขณะที่บางคนของแค่เกรด 2 เพื่อผ่านมาตรฐานเท่านั้น ก็จบครับ เอาจริง ๆ แล้วมันไม่ได้เป็นเรื่องแย่ สำหรับโลกของเรา

ในโลกการทำงานเราก็ทำไม่แตกต่างจากตรงนั้นเลยครับ เราฝึกทักษะของเราเพื่อให้ผ่านมาตรฐานไม่โดดเด่น และไม่แย่ เราผ่านมาตรฐานที่ตั้งไว้ก็พอใจแล้วครับ ให้ได้ทำงานไปเรื่อย ๆ แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ถ้าหากว่า คุณทำมาตรฐานของคนอื่น คุณก็ทำได้แค่ว่า ต้องเป็นลูกจ้างของคนอื่นครับ ระบบที่สองส่วนใหญ่แล้วจึงเป็นระบบของลูกจ้าง แต่โลกเรามักจะไม่ยอมรับที่มีการแข่งขันกันโดยตรง ผมยกตัวอย่างของ กีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่แข่งขันกันสูง เกิดนักฟุตบอลอาชีพมากมาย และต้องแข่งกับคนอื่น ใครทำได้ดีก็ได้ผลตอบแทนเยอะตาม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล นี่แหละครับ อาชีพของคนที่ต้องสู้เพื่อยู่รอด ไม่ว่าคุณจะเกรด F แต่ในสังเวียนจริง คุณชนะหรือเปล่าก็เท่านั้นครับ

โลกของอาชีพเทรด Forex ก็ไม่แตกต่างกัน หลายท่านอาจจะแย้งว่า การเทรด Forex ไม่ต้องแข่งกับใคร และแค่แข่งกับตัวเองในตลาดก็พอแล้ว จริง ๆ แล้วสำหรับอาชีพ Forex เป็นคนที่ทำสงครามกับตลาด เป็นคนที่เดินเกมส์หมากรุกของตลาด เป็นเหมือนปลาตัวน้อย ๆ ที่ไล่กินปลาน้อย และพยายามเอาตัวรอดจากปลาใหญ่ เป็นเหมือนเกมส์ Slither.io หรือเกมส์งูกินหาง ที่เมื่อตัวใหญ่และยาวขึ้นก็จะมีคนอยากกินเรา และเมื่อเราตัวใหญ่เราก็จะไล่กินคนอื่นได้ง่าย ๆ เท่านั้นเอง ในโลกความจริงเป็นแบบนั้น

ในตลาด Forex เราต้องแข่งกับฝั่งตรงข้ามในตลาดโดยตรงเลยครับ  การที่เรากำไรก็ย่อมหมายความว่า มีใครสักคนขาดทุน แล้วใครหล่ะที่ขาดทุน ถ้าหากกลไกที่ว่า คือ Broker ไม่ได้รับพนันว่าเราจะขาดทุนก็ต้องมีคนที่ซื้ออเดอร์ของเราไปขายต่อนั่นแหละครับ กลไกมันกินเป็นทอด ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ มีล้มหายตายจาก มีการรักษาพอร์ทให้ใหญ่ขึ้น

แล้วคุณหล่ะเก่งอะไร?

สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการที่เราจะอยู่รอดในเกมส์ที่ต่อสู้แข่งขันกับคนอื่น คือ เราเก่ง!!! เท่านี้แหละครับ ที่ทำให้เราอยู่รอด เก่งจริง ๆ นะครับไม่มีดวงปน แล้วอะไรจะทำให้เราเก่งขึ้นได้  ความเก่งนั้นประกอบด้วย 2 อย่างง่าย ๆ ดังนี้ครับ

1 การได้เริ่มเร็วกว่าคนอื่น

2 การเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น

ใน 2 ข้อนี้คุณสามารถทำข้อไหนได้บ้างครับ ใน 2 ข้อนี้ ทำได้เพียงข้อ 1 ครับเพราะว่า การเรียนรู้ได้เร็วกว่าคนอื่น นั้นกำหนดมาจากสติปัญญา ความฉลาด พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม ความเป็นเรา ฯลฯ แต่การเริ่มเร็วกว่าคนอื่น นั้นทำให้เราได้เปรรียบ เราลองย้อนไปดูตัวเองในสมัยเด็กดูครับ ท่านทำอะไร? เล่นฟุตบอล เล่นตะกร้อ  เล่น บาสเก็ตบอล เลี้ยงปลา เล่นหมากรุก เล่นลูกข่าง เล่นดอกไม้ไฟ ล่าสัตว์ ตกปลา ว่ายน้ำ มีอันไหนบ้างที่เรายังเล่นจนถึงทุกวันนี้และใช้มันเลี้ยงชีพได้บ้าง แบบทำมาตลอดโดยไม่หยุดพักเลย เล่นมานานและยังจะเล่นอยู่ จนแทบจะเป็นมือหนึ่งของโลกแล้วครับ มีไหม? หรือว่ามีใครเทรด Forex ตั้งแต่เด็กแล้ว ไม่มีจริงไหมครับ ฉะนั้นนี่แหละครับเราถึงเป็นอันดับหนึ่งไมได้เพราะเราไม่ได้เก่งพอ แต่อย่างหนึ่งเมื่อใครสักคนเริ่มได้เร็วกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จนะครับ เพื่อนเผมอาจจะเริ่มต้นกับตลาด Forex พอ ๆ กับผม แต่ว่าเขาก็หยุดไปแล้วครับ นั่นทำให้ประสบการณ์เขามีไม่มากพอเหมือนกับผมหรอกครับ นั่นแหละครับ การที่เราไม่หยุดทำให้เรามีประสบการณ์ชั่วโมงบินมากกว่า และการได้เริ่มเร็วและไม่หยุดย่อมเป็นอะไรที่ทำให้เราวิ่งไปได้ไกลมากกว่า

ผมกล้าพูดได้ว่า ผมเป็นคนไม่เก่งครับ เรียนหนังสือก็ 2 กลาง ๆ แต่ผมเป็นที่ถ้าผมตั้งใจทำอะไรแล้วผมจะไม่เลิกง่าย ๆ ครับ (ถ้าตั้งใจนะ) นี่ก็ 11 ปีเต็มแล้วครับที่ผมอยู่กับ Forex แล้วคุณหล่ะครับ คุณจะเก่งกว่าคนอื่นได้โดยวิธีไหน และจะเก่งกว่าผมได้อย่างไร จะมีความอึด ความอดทนเยอะกว่าคนแบบผมที่เล่นมานานได้อย่างไร คุณต้องไม่เลิกครับ ถึงจะก้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของเกมส์ เกมส์ที่มีคนเล่นน้อย ยิ่งดีครับเพราะเราจะเป็นคนที่เริ่มก่อน แต่สำคัญนะครับ เวลาคุณจะเล่นเกมส์ให้เลือกเล่นเกมส์ที่มันจะทำให้คุณเลี้ยงตัวเองได้จริง ๆ เหมือน Forex นี่ยังไงหล่ะครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Trading For Living  : พลังอำนาจของดอกเบี้ยทบต้น

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Trading For Living  : พลังอำนาจของดอกเบี้ยทบต้น

 

 วันนี้ผู้เขียนมีโอกาสได้ฟังคลิปทางโฆษณาของระบบเทรดระบบหนึ่ง ซึ่งนำเสนอผ่านโฆษณาใน Facebook ไม่รู้ว่าเขาทำกำไรได้จริงหรือไม่ เขานำเสนอว่าระบบะเทรดของเขาทำกำไรได้ 8 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน และทำกำไรต่อปีได้ 100 % จริง ๆ แล้วเรื่องนี้มันดูมีข้อขัดแย้งมากมาย ถ้าเกิดว่ามันทำได้ขนาดนั้น ทำไมไม่ไปกู้มาลงทุนเสียเองหล่ะ 1 ปีผ่านไปก็สามารถคืนทุนได้แล้วและใช้คืนเงินกู้ได้ง่ายมาก ผมก็ตีความไปก่อนว่าคงเป็นโฆษณาชวนเชื่อที่เราเห็นกันเป็นประจำนั่นแหละครับ อย่างไรก็ตามจริง ๆ แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับบทความวันนี้นิดหน่อย เรื่องที่นำเสนอ ผลตอบแทนต่อเดือนเท่ากับ 8 เปอร์เซ็นต์ นั้นต่อปี ไม่ได้เท่ากับ 100 % หรือ เอา 8 ไปคูณ 12 เดือน ดื้อ ๆ แล้วบอกว่าได้ 96 เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ครับเพราะว่า การเติบโตของพอร์ทการลงทุนของเรานั้นเป็นแบบทวีคูณ นั่นคือ เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าผลตอบแทน 8 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน นั้นจะทำให้ได้ผลตอบแทนต่อปี เท่ากับ 1.08 ยกกำลัง 12 หรือก็คือ 2.51 เท่าโดยประมาณ หรือก็คือกำไร 200 เปอร์เซ็นต์นั่นเอง แล้วท่านหล่ะมีมุมมองอย่างไรกับอัตราผลตอบแทนที่ท่านได้รับอยู่ปัจจุบันนี้

รูปแสดงความต่างของอัตราดอกเบี้ยทบต้น

ที่มา: http://befreedomlife.blogspot.com/2014/06/blog-post_13.html

อยู่รอดให้ได้

ในการเทรด สิ่งที่เป็นปัญหาคือ ความโลภของเรา นั่นคืออยากได้ผลตอบแทนเยอะ ๆ ในเวลาอันสั้น อันที่จริงแล้วถ้าเราคิดง่าย ๆ ว่า ผลตอบแทนที่ธนาคารให้โดยไม่ต้องทำอะไรเลยเท่ากับ 3 % ต่อปี สำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประจำหลักล้านบาทขึ้นไป ถ้าเรามองง่าย ๆ แค่นี้ เราทำผลตอบแทน 5 เท่าของดอกเบี้ยเงินฝากประจำ หรือเท่ากับ 15 % ต่อปี นี่มันดีกว่าผลตอบแทนกองทุนรวมในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศไทย เยอะกว่าการเคลื่อนไหวของดัชนีในตลาดหลักทรัพย์เสียอีก ถ้าเราคิดง่าย ๆ แบบนี้แล้ว เป้าหมายที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงมันจะถูกกำจัดออกไป  ทำให้พอร์ทของเราสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาวนั่นเอง เราลองมาดูตัวอย่างกันครับ ในการตั้งค่ากำไรที่เหมาะสมของเราดังนี้

สมมุติที่อัตราผลตอบแทน 15 % ต่อปี เราก็นำ 15 เปอร์เซ็น ไปหารด้วยจำนวนเดือน หรือ 12 เดือน นั่นคือ ผลตอบแทนต่อเดือนเท่ากับ 1.25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนเท่านั้นเองนะครับ ผลตอบแทน 1.25 % ต่อเดือนนี้เมื่อเราแจกแจงให้เป็นรายวัน เราก็จะได้เป้าหมายต่อวันในการเทรดที่จะทำให้ได้ แต่อย่างไรก็ตาม จังหวะเทรดมันไม่ได้มีมาบ่อยครั้งหรอกครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การเข้าให้ถูกจังหวะต่างหากครับ ถึงจะทำให้อยู่รอด โดยการหาเพียงเดือนละ 1.25 เปอร์เซ็นต์นี่แหละ หาเพียงจังหวะเดียว ถ้าเป็นเงิน 1000 USD ก็คิดเป็นเงิน 12.5 USD ลองคิดดูครับว่า เงินจำนวนนี้มันน้อยนิดขนาดไหนต่อเดือน สำหรับท่านที่อยู่ในตลาด Forex มานาน ผมกล้าถามท่านอย่างนี้ครับว่า

  1. ท่านจะทำผลตอบแทน 25 % ต่อเดือนนี้ได้หรือไม่
  2. ถ้าท่านได้แล้วท่านจะหยุดเทรด โดยไม่เทรดเพิ่มและไปหาจังหวะในเดือนใหม่
  3. ท่านจะทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ ทุกปี ปีแล้วปีเล่าได้หรือไม่

เท่านี้แหละครับ มันพูดเหมือนง่ายแต่มันยากนะครับเทรดให้ได้แค่ 1.25 % ต่อเดือน อย่างสม่ำเสมอ

 

อะไรที่ทำให้ผมมีพอร์ทจนสามารถเลี้ยงตัวเองได้

ในวันที่ผมสิ้นเนื้อประดาตัว ผมได้วิธีการโง่ ๆ นี้แหละครับมาสร้างพอร์ท เพราะว่าผมนั่งย้อนคิดไป ถ้าเราเอาเงินที่เราฝาก ๆ เข้าไปเนี่ยรวมกัน ก็เกือบหมื่นเหรียญเข้าไปแล้ว ถ้าเราไม่รีบล้างพอร์ทเสียก่อน นั่นคือ ถ้าเราไม่ล้างพอร์ทและทำผลตอบแทนทีละน้อยไปเรื่อย ๆ สะสมให้มันเป็นพอร์ทใหญ่ มันก็จะเลี้ยงเราได้ครับ เราลองนึกภาพ ผลตอบแทน 1.25 % ต่อปี สำหรับเงิน 1 ล้านบาทหรือ 3 หมื่นเหรียญโดยประมาณครับ นั่นคือปีละ 150,000 บาทนะครับนั่น เดือนละ 12,500 บาทโดยที่ไม่ต้องเป็นลูกจ้างใคร หลายคนอาจจะคิดว่า มันใช้เวลาหลายปี แต่ว่าแล้วกี่ปีแล้วหล่ะครับที่ท่านอยู่ในตลาด Forex มาแล้วไม่ขยับไปไหนเลย ลองวิธีของผมดูครับ

แต่ยังก่อน ต้องบอกว่า สำหรับใครที่ประมาท คิดว่า เงินน้อยนิดเพียงแค่ 1.25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือนนี้จะทำผลตอบแทนได้สักเท่าไหร่กัน จริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำให้ผมก้าวกระโดดก็ไอ้เพราะ 1.25 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน ที่ดูเหมือนว่าจะเป็น 15 % ต่อปีนี่แหละครับ เงินน้อยนิดนี่แหละ เพียงแต่ตอนพอร์ทเราโตขึ้นมันโตขึ้นแบบทวีคูณนะครับ อย่าลืม 1.25 % ต่อเดือนมันไม่ใช่ 1.25 x 12 เดือนเหมือนคราวก่อนไงครับ มันคือ 16.07 เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับ และมันจะเพิ่มแบบทวีคูณขึ้นทุกเดือน ๆ ในปีถัดไป 2 – 3 ปีมันจะทำให้เงินที่คุณสะสมมาเป็นเงินล้านได้ไม่ยากเลย เป็นอย่างที่ผมกล้าถามท่านว่า ท่านจะทำอย่างนั้นเป็นเวลาหลายปีได้หรือไม่ นี่แหละปัญหาใหญ่

อัตราดอกเบี้ยทบต้น สำหรับอัลเบิร์ต  ไอน์สไตน์แล้ว เขาถือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างหนึ่งเลยก็ได้

Keywords: อัตราดอกเบี้ยทบต้น  ผลตอบแทน Forex ทบต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Trading For Living : EA ทำกำไรได้จริงหรือ?

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Trading For Living : EA ทำกำไรได้จริงหรือ?

 

ต้องเกริ่นก่อนนิดนึงสำหรับคนที่เข้ามาในวงการ Forex ใหม่ ๆ ว่า Expert Advisor หรือ EA นั้นเป็นโปรแกรมเทรดอัติโนมัติที่สามารถพัฒนาขึ้นได้จากชุดคำสั่ง โดยใช้ภาษาในโปรแกรมมิ่งที่เรียกว่า MQL ภายใต้ Software Meta Trader 4 หรือ MT4 ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่น่าตกใจคือ การหลอกลวงกันในวงการ Forex มีสูงมาก เนื่องจากการเทรดนั้น เป็นเรื่องที่ใหม่ในสังคมไทย และเรื่องที่ใหม่ยิ่งกว่าการเทรด คือ เทคโนโลยี AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ มีเทรดเดอร์หลายสำนัก ที่ชื่อดังที่ปรากฏตัวตนในออนไลน์ ขายคอร์ส เข้าร่วมกลุ่มเทรด ได้พูดถึงมัน แต่เชื่อไหมครับ คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะโกหก หรือด้วยความที่เขาไม่มีความรู้นั่นแหละ สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เรียก หรือใกล้เคียงคำว่า AI แม้แต่คำเดียว ในโลกอออนไลน์ น่าจะยังไม่มีระบบเทรด ที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในวันที่ผมยังเขียนบทความนี้ แต่มีระบบเทรดอัติโนมัติ ที่ใช้กฏการเทรดมีแน่นอนครับ  เมื่อท่านทราบเช่นนี้ ผมจะขอกล่าวว่า ณ วันนี้กองทุนจริง หรือ กองทุนปลอมในประเทศไทย ยังไม่ได้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเทรดแน่นอน มีแต่ระบบอัติโนมัติเท่านั้น

รูปที่ 1 แสดงผลการทดสอบบนกราฟย้อนหลังของ Expert Advisor

ฉะนั้น เราจะมาดูรายละเอียดกันว่า EA หรือ Expert Advisor นั้นทำกำไรได้จริงหรือไม่ ในบทความต่อไปนี้

Expert Advisor คืออะไร?

Expert Advisor คือ โปรแกรมเทรดอัติโนมัติ ของค่า Meta Trader เวอร์ชั่น 4.0 ในปัจจุบัน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า EA ซึ่งใช้สำหรับการส่งคำสั่งอัติโนมัติแทนคน เพื่อที่จะพยายามลดภาวะทางอารมณ์ออกจากการเทรด เนื่องจากหุ่นยนต์นั้นไม่มีผลทางอารมณ์ในการเทรดนั่นเอง Expert Advisor นั้นเขียนขึ้นในภาษา MQL อย่างไรก็ตามภาษานี้ใช้ได้เฉพาะโปรแกรม MT4 เท่านั้น ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรมอื่นได้ การเขียนหุ่นยนต์ซื้อขายอัติโนมัตินั้น ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้มันทำงานกับ Platform อะไร เช่น บนเว็บไซต์ ก็ต้องเขียนด้วยภาษาที่สามารถใช้ได้กับเว็บไซต์ เช่น Java , PHP หรือ python เป็นต้น โดยมากแล้วภาษาคอมพิวเตอร์สามารถเขียนให้ส่งคำสั่งได้ทุกภาษาแต่อาจจะยากง่ายแตกต่างกันไปตาม โดยตัวอย่างของเงื่อนไขการส่งคำสั่งสามารถเขียนได้ง่าย ๆ หรือยาก ขึ้นอยู่กับการเขียนดังต่อไปนี้

การเทรดโดยใช้เงื่อนไขคำสั่งเดียวโดยใช้ Moving Average

  1. ตรวจสอบว่ามีออเดอร์เปิดอยู่หรือไม่ ถ้ามีไม่เปิดออเดอร์ ถ้าไม่มี เปิดออเดอร์
  2. เปิดออเดอร์ Buy เมื่อ เส้น MA 3 > MA5 พร้อมกับส่ง SL 10 จุด TP 20 จุด

นี่เป็นตัวอย่างของเงื่อนไขที่ไม่ซับซ้อน อย่างไรก็ตามจากตัวอย่างข้างบน มันก็จะไม่ตรงกับใจของเทรดเดอร์เพราะว่า การที่จะให้มันส่งคำสั่ง เมื่อ MA3>MA5 เมื่อมันไม่มีออเดอร์มันก็จะส่งคำสั่งทันที ซึ่งอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เพราะเราจะต้องการให้มันส่งคำสั่ง MA3 > MA5 เมื่อมันตัดกันใหม่ ๆ เท่านั้น ตามข้อ 1 และข้อ 2 มันจะไม่พิจารณาอะไรเลยนอกจาก MA3> MA5 หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ส่งทันที ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ส่ง ซึ่งนั่นก็คือปัญหาของเครื่องจักรที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้  แม้ว่าเทคโนโลยีปัจจุบันจะทำให้เครื่องจักรเรียนรู้ได้แล้วก็ตาม แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีมากพอสำหรับให้ User ใช้งานในการพัฒนาโปรแกรม

เราอาจจะมาพิจารณาตัวอย่างอีกสักตัวอย่างของ EA ที่มีหลายเงื่อนไข โดยใช้ หลาย Indicator ดังนี้

  1. ตรวจสอบว่า มีออเดอร์ค้างหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ส่งออเดอร์
  2. MA3>MA5 และ Stochastic ต่ำกว่า 20 และ RSI ต่ำกว่า 30
  3. ให้ส่ง ออเดอร์ Buy ส่ง SL = 10 และ TP = 20

จากตัวอย่างข้างบน เราพยายามประยุกต์เงื่อนไขการเกิดยากให้กับ EA เพื่อกรองสัญญาณหลอกออกไป ทำให้เงื่อนไขมันเกิดยากขึ้น ทำให้ออเดอร์ที่ส่งไปไม่ชน Stop loss ง่าย ๆ นั่นคือหลักการ ของ EA ที่มีหลายเงื่อนไขเป็นต้น

แล้วมันทำกำไรได้ไหม?

การที่จะทำกำไรได้ไหมนั้น ผมต้องบอกอย่างชัดเจนว่า EA นั้นทำกำไรได้ ถ้า!!! ถ้า!!! ระบบนั้นเป็นระบบที่ทำกำไรได้ การที่จะเข้าใจระบบที่ทำกำไรได้นั้น เทรดเดอร์นั้นต้องสามารถทำกำไรได้จริงเสียก่อน ถึงจะรู้ว่า ทำไมเขาถึงได้กำไรและขาดทุน นั่นจะทำให้เขาสามารถเขียนระบบการคิดของเขาออกมาได้นั่นเอง เมื่อรู้อย่างนั้นแล้ว ก็ต้องถามอย่างนี้ว่า คุณรู้จักเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้ในระยะยาวสักคนไหม? หรือว่า รู้จักคนที่เลี้ยงชีพด้วยการเทรดสักคนไหม? ผมไม่นับระยะสั้นคนที่ทำกำไรปีถึงสองปี แล้วบอกว่าตนเองเก่งนะครับ เขาอาจจะยังไม่เจอวิกฤติก็ได้ นั่นอย่าไปนับอย่างนั้น เอาคนที่เก่งจริง ๆ แล้วเขาเผยแพร่ระบบให้คุณ นั่นคุณรับรองได้ว่า เป็นระบบที่ทำกำไรได้แน่นอน และสามารถนำมาเขียนเป็นเงื่อนไขได้ แต่ขอให้มันเป็นระบบที่ทำกำไรได้จริง ๆ ก็แล้วกัน

นั่นแหละปัญหา โปรแกรมเมอร์หลายคนต่างแสวงหาเรื่องนี้เพราะว่า โปรแกรมเมอร์ก็อาจจะไม่ได้เทรดเก่ง และคนทีเทรดเก่งแล้วเขาก็ไม่อยากเผยแพร่ระบบ และเขาก็ไม่สามารถเขียนโค๊ดได้ มันเลยไม่เคยบรรจบกันง่าย ๆ ได้เลยสักครั้งครับ  ฉะนั้น ในบทความนี้ผมเตือนอย่างนี้ว่า ไม่มีของดีและฟรีในโลกที่ได้มาง่าย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เราทุกคนต้องจ่าย ไม่จ่ายด้วยเงิน ก็ต้องจ่ายด้วยเวลาที่ทุ่มเทลงไป ไม่ได้จ่ายด้วยเวลาก็ต้องจ่ายความรู้ที่ต้องแสวงหาและแลกมาให้ได้ ก่อนเราจะใช้ EA ต้องคิดให้ดีไม่เช่นนั้นจะโดนหลอก

Keywords: EA คืออะไร?  EA กำไรมีจริงไหม  

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Forex Trading For Living  : 2 มุมมองระหว่างธุรกิจกาแฟกับการเทรด Forex

คะแนนโดย admin

เส้น

Forex Trading For Living  : 2 มุมมองระหว่างธุรกิจกาแฟกับการเทรด Forex

 

บทความเมื่อวานเรานำเสนอการเปรียบเทียบธุรกิจกับการเทรด Forex ซึ่งพยายามแสดงให้เห็นถึงความเหมือนและแตกต่างกันที่ไม่มากนัก วันนี้เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จึงทำการเปรียบเทียบการทำธุรกิจร้านกาแฟ กับ การเทรด Forex โดยธุรกิจร้านกาแฟ ที่ผมเลือกจะเป็นบริเวณและสถานที่ที่ใกล้กับที่ผมอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นย่านมหาวิทยาลัย มีร้านกาแฟเต็มไปหมด

ที่มา: https://www.tradeciety.com/tips-and-tricks-for-setting-goals-and-performance/

 

หลักการเปิดธุรกิจ

สำหรับธุรกิจกาแฟ สิ่งที่ต้องเริ่มทำก่อนเลย คือ โอกาสและตลาดของตลาดกาแฟ เราจะทำธุรกิจกาแฟ สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลย คือ ต้นทุนต่อแก้ หาว่า ต้นทุนทั้งคงที่และผันแปร ทำให้มันมีกำไรหรือไม่  ราคาตลาดเท่ากับเท่าไหร่? สมมุติว่า ต้นทุนต่อแก้เท่ากับ 15 บาท ราคาขายต่อแก้วเท่ากับ 50 บาทอาจจะกำไรถึง 35 บาท นั่นหมายความว่าอาจจะมีช่องว่าง ให้ตอบโจทย์อยู่บ้างก็แสดงว่าธุรกิจมีโอกาสไปได้ เสร็จแล้วสิ่งที่เราต้องทำการศึกษาคือ การลงทุนครั้งแรก สำหรับต้นทุนคงที่ประเภท เช่าตึก ทำสัญญาตึก หรือว่าซื้ออุปกรณ์ในร้านนั่นคือ ต้นทุนคงที่ ซึ่งจะเป็นการคืนทุนระยะยาว และต้นทุนผันแปร และค่าแรงเป็นต้นทุนที่จะต้องต่ำกว่า ราคาขาย เพราะถ้าสูงกว่าราคาขายในระยะสั้นแล้วเราคงต้องปิดร้านทิ้งในเร็ววันนั่นเอง

สำหรับธุรกิจ Forex นั้น สิ่งที่เราต้องทำการศึกษา คือ ตลาด Forex คืออะไร มีกลไกอย่างไร เราซื้อค่าเงินมาแล้วจากคนหนึ่งแล้วเราจะนำไปขายให้ใคร ทำไมเขาถึงจะมาซื้อต่อเราเพียงเพราะว่าเขาคิดว่ามันถูกอย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้น คนที่ซื้อมาจากเราทำไมเขาถึงขายให้เรา เป็นต้น จุดที่เราซื้อและขายดีหรือไม่ดี หน่วยงาน องค์กรที่ดูแลการซื้อขายของโบรคเกอร์เป็นอย่างไร ได้ลองทำการศึกษาดูแล้วหรือยังถึงต้นทุนที่เกิดขึ้นของ Forex ว่าต้นทุนมันคือ ค่า Spread ค่าคอมมิชชั่นของการถือครอง  Position เท่าไหร่? นั่นจึงเป็นเรื่องพื้นฐานที่ปรากฏในการเทรด ทั้งกลยุทธ์วิธีการ และการหาคำตอบเพื่อแก้ไขปัญหาไปเรื่อย ๆ นั่นเอง จนเราแตกฉานในวิชาที่เราศึกษา พอเข้าใจภาพรวมว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วค่อยเริ่มทำจากขนาดเล็ก ๆ ก่อน

เงินที่ต้องใช้ และผลตอบแทน

สำหรับการเปิดร้านกาแฟ นั้น ถ้าหากว่าจะต้องเช่าตึก เช่าอาคารและทำการปรับปรุงสถานที่แล้ว จะต้องใช้เงินในการปรับปรุงสถานที่และอาคาร รวมทั้งซ้ออุปกรณ์ อาจจะต้องใช้เงินกว่า 4 – 5 แสนบาท หรือประมาณ 2 หมื่นเหรียญ โดยที่ผลตอบแทนรายวัน ถ้าเกิดขายดีก็อาจจะคิดเป็นประมาณ วันละ 1- 3 หมื่นบาทโดยยังไม่ได้หักค่าใช้จ่าย ซึ่งหากเราคิดกำไรง่าย ๆ ที่ 5 % หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว รวมทั้งเงินเดือนผู้บริหารสุดโก้หรูของเราแล้ว ธุรกิจกาแฟก็น่าจะเป็นธุรกิจที่น่าเย้ายวน เพราะว่า เงินที่เรานำมาสามารถมาต่อยอดขยายและสะสมเป็นกำไร ซึ่งไม่ได้ Fixed เป็นต่อเดือนเหมือนตลาด Forex แต่!!!! ก็ต้องไม่ลืมว่า ขนาดตลาดของการขายกาแฟ ณ จุด ๆ หนึ่งก็มียอดคงที่เพราะตลาดก็เป็นคนแถวนั้น ซึ่งจะไม่ได้ลูกค้าเพิ่มแต่อย่างใด แต่กลับต้องแข่งขันกับกลุ่มธุรกิจเดียวกันสูง จนทำให้ถูกแย่งยอดขายลดลงก็เป็นได้ เมื่อขายไม่ได้ต่อให้กำไรต่อแก้วสูงขนาดไหนก็ไม่มีประโยชน์

ขณะที่ การเทรด Forex นั้นมีขอได้เปรียบคือ เมื่อจำนวนขนาด Port การลงทุนเราขยายขึ้น เราก็สามารถขยายพอร์ท ขยายขนาด Position ได้ ซึ่งทำให้กำไรที่ได้รับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับเท่าเดิม แต่ต้องมั่นใจก่อนนะว่าจะทำกำไรได้จริง  ๆ มันก็เหมือนกับกำไรของกาแฟนั้นจะได้ก็ต่อเมื่อขายได้นั่นแหละ ถ้าหากว่าขายไม่ได้ ต่อให้ Risk : Reward สวยขนาดไหนก็ไม่สามารถสร้างเงินได้จากตรงนั้นได้อยู่ดี  เช่นเดียวกับ Forex ที่มีลูกค้ามีซื้อของเราตลอด ทุกที่ทุกราคาเพราะปริมาณการซื้อขายอันมหาศาลทำให้ไม่ต้องห่วงเรื่องการหาลูกค้า แต่เป็นห่วงเรื่องที่จะทำให้กำไรเกิดขึ้นได้อย่างไร เท่านั้นเอง

การพัฒนาตนเองของการเทรด และ ร้านกาแฟ

สมมุติว่า เราทำร้านกาแฟและประสบความสำเร็จ แล้ว สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ การพัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ เรื่องเมนู เรื่องการเปลี่ยนแปลงร้าน เรื่องของการพัฒนารสชาติกาแฟ เรื่องของการดึงลูกค้าเข้าร้านเพื่อที่จะต้องสร้างจุดเด่นในการขายและการบริการ จุดเด่นดังกล่าว นั่นทำให้เราไม่สามารถหยุดที่จะพัฒนาตัวเองได้เลย เพราะถ้าเราหยุดเมื่อไหร่ คู่แข่งของเราก็จะแซงหน้าเราและแย่งฐานลูกค้าเราไปนั่นเอง

การเทรด Forex ก็แทบจะไม่แตกต่างกันในเรื่องนี้ ตลาด Forex เป็นพื้นที่ที่ไม่มีทฤษฎีหลักการ หรือวิธีการใด ที่จะสามารถใช้ได้ตลอดไป ดังนั้น มันจึงทำให้เราต้องพยายามหาความรู้และการพัฒนา Mindset ของเราเพื่อสามารถเทรดได้ดีกว่าและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเวลาและเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา

ตามเนื้อหาดังกล่าวที่ผมได้เขียนมา จะเห็นว่า ธุรกิจกาแฟ หรือธุรกิจอื่น ๆ นั้น แทบจะมีหลักการที่ไม่แตกต่างกันเลย เพราะว่าการเทรดนั้นก็คือธุรกิจประเภทหนึ่งนั่นเอง จากข้อสังเกตุนี้ ถ้าหากเราได้เรียนรู้ธุรกิจอื่น ๆ ที่มีอยู่ในระบบแล้วนำมาปรับใช้กับการเทรดก็น่าจะใช้ได้เพื่อสร้างทักษะและประสบการณ์สำหรับการ Trade For living ของเราต่อไป

Keywords: ร้านกาแฟกับ Forex, ธุรกิจกับForex, หลักการ Forexและหลักธุรกิจ

 

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น