ความรู้ทั่วไปในโลก forex

Forex คืออะไร? บทความ ความรู้ขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับ Forex ตั้งแต่ยังไม่รู้จัก Forex จนถึงเทรดเป็น


การเทรด Forex เบื้องต้น

คะแนนโดย admin

เส้น

การเทรด Forex เบื้องต้น

การเทรด Forex เบื้องต้น เป็นเหมือนกับสารบัญของความรู้สำหรับมือใหม่เอาไว้คอยศึกษาในการเทรด โดยในเบื้องต้นการเทรด Forex เราจะสามารถแบ่งได้เป็นระยะของการศึกษาตามประสบการณ์ของเทรดเดอร์ ถ้าหากเราจัดแบ่งประสบการณ์ของเทรดเดอร์เป็นระยะเราจะได้ประมาณ 4 ระยะ คือ ระดับมือใหม่  ระดับความรู้พื้นฐาน  ระดับความรู้ระดับกลาง ระดับมืออาชีพ ซึ่ง 4 ระยะจะมีไส้ในที่แตกต่างกัน ถ้าหากเรากล่าวถึงการเทรด Forex เบื้องต้น ก็มักจะกล่าวถึง ระดับมือใหม่ และ ระดับความรู้พื้นฐาน โดยมีรายละเอียดที่สมควรรู้หลัก ๆ ที่จะอธิบายในบทความนี้ดังต่อไปนี้

  • ระดับมือใหม่

ในเนื้อหาของมือใหม่ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับมือใหม่มากที่สุด คือ การไม่ได้คิดถึงกำไร แต่คือการคิดถึง การใช้โปรแกรมเทรด การรู้จักกับเครื่องมือ การรู้จักกับความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและข่าว การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด  ซึ่งเนื้อหาพวกนี้จะมีรายละเอียดดังนี้

การใช้โปรแกรมเทรด

สิ่งที่เทรดเดอร์มือใหม่ต้องทำ คือ การเรียนรู้การใช้โปรแกรม และ Function การทำงานต่าง ๆ ของโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมหลัก ๆ ที่ต้องเรียนรู้คือ โปรแกรม cTrade ซึ่งเป็นโปรแกรมเทรดของโบรคเกอร์ประเภทหนึ่ง ขณะที่อีกโปรแกรมคือ โปรแกรม Meta Trader หรือ MT5 และ MT5 อันโด่งดัง นี่คือสิ่งแรก และเป็นบทเรียนเบื้องต้นสำหรับ Forex สำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ คือการใช้โปรแกรม

ภาพที่ 1 การเทรด Forex เบื้องต้น – สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับโปรแกรม

สิ่งที่ควรรู้ที่สุดในโปรแกรมเทรด คือ การใช้งาน สำหรับโปรแกรมเทรดนั้นออกแบบมาเพื่อให้เรารู้สำหรับการวิเคราะห์ ราคา ดังนั้นสิ่งที่เราควรรู้มากที่สุดคือ การรู้จัก indicator คืออะไร พื้นฐานของ Indicator คืออะไรสามารถแบ่ง indicator เป็นกี่ประเภท สิ่งที่ควรรู้จัก indicator ไม่ใช่แค่การใช้งานว่าต้องใช้งานอย่างไร แต่ควรรู้ถึงการคำนวณและที่มาของการคำนวณ indicator เพราะว่า สิ่งที่เราควรจะพิจารณา คือ ความสมเหตุสมผลของการคำนวณ ไม่ใช่บอกว่า ถ้า indicator บอกอย่างไรเราก็ทำตามอย่างนั้น ซึ่งทำให้การใช้งาน indicator และการทำงานของมันไม่มีเหตุผล ตัวอย่างเช่น ค่า indicator ของ Stochastic ที่แนะนำคือ 50, 5, 10 ซึ่งเมื่อเรานำมาใช้ปรากฏว่า สัญญาณที่ให้มันไม่ตรงกับการเคลื่อนไหวของราคา เราต้องทราบถึงความสมเหตุสมผลของราคา ไม่ใช่เทรดโดยไม่มีความสงสัยเชื่ออย่างเดียวจะทำให้เราขาดทุนระยะยาว

การรู้จักกับเครื่องมือเทรด

การรู้จักเครื่องมือเทรดเป็นอีกเรื่องสำคัญที่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะว่า เครื่องมือเทรดนี้เราไม่ได้กล่าวถึง Indicator แต่เรากำลังจะพูดถึง เครื่องมือประเภท EA Scrip และการใช้เครื่องมือที่ไม่ใช่ประเภท indicator เครื่องมือเหล่านี้จะมีความจำเป็นในการช่วยเราในการพัฒนาระบบเทรด นอกจากเครื่องมือใน Program แล้วเราต้องยังรู้จักกับเครื่องมือช่วยในการคำนวณความเสี่ยง การทำบันทึกการเทรดใน Excel หรือ การใช้ Google Sheet เพิ่มเติม เพื่อทำให้ง่ายต่อการบันทึก

เว็บของ Fxpro ของประเทศ อังกฤษ ยังมีโปรแกรม Fxpro Quant ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจโครงสร้างและกระบวนการเทรดทั้งหมด ได้ดีอีกด้วย

ภาพที่ 2 การเทรด Forex เบื้องต้น – โปรแกรม Fxpro Quant

โปรแกรม Fxpro Quant เป็นโปรแกรมสำหรับการพัฒนา EA และสามารถใช้ได้สองระบบ คือ cTrading และ MT4 ซึ่งการเลือกใช้โปรแกรมนี้จะทำให้เราเข้าใจเชิงระบบเกี่ยวกับระบบเทรดดีขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ให้เราไปหา EA หรือระบบที่ทำกำไรได้ ระบบที่ทำกำไรได้ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเขียนด้วยระบบ EA เท่านั้น การทำระบบที่จะทำกำไรได้ คือ ระบบนั้นต้องมาจากเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้ ถึงจะรู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้กำไร ซึ่งความรู้เกี่ยวกับการออกแบบระบบช่วยได้

นอกจากนี้การใช้ Google Sheet ยังมีความสำคัญในฐานะการบันทึกบัญชี การบันทึกกำไรขาดทุน สิ่งที่เราต้องทำคือ การหัดทำบัญชี ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ของการลงทุน การออกแบบโครงสร้างบัญชีที่บันทึกสำหรับการลงทุน ดังนั้น การใช้เครื่องมือจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การ ใช้เพียงแค่โปรแกรมเทรดเพียงเท่านั้น ยังเกี่ยวพันกับโปรแกรมอื่น ๆ อีกด้วย

การรู้จักกับความรู้พื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจและข่าว

ประเด็นสำคัญที่เลี่ยงไม่ได้คือประเด็นทางด้านเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ทางเทคนิดให้ภาพ การวิเคราะห์ราคา แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุและผลของการเคลื่อนไหวของค่าเงินเลย

อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้น ว่า สิ่งที่เทรดเดอร์ควรให้ความสำคัญคือ ความสัมพันธ์เชิงเหตุผล ของสิ่งต่าง ๆ ในพอร์ทลงทุนของคุณ ถ้าหากคุณไม่ทราบว่า ทำไมเศรษฐกิจ หรือว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของค่าเงิน คุณก็มีความเสี่ยงในการเทรด

ภาพที่ 3 การเทรด Forex เบื้องต้น – ข่าว Forex

นอกจากทิศทางเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ส่งผลต่อความอ่อนไหวของการเคลื่อนไหวของค่าเงิน คือ ข่าวเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่ข่าวเทรดอยู่ เช่น ข่าวด้านอัตราดอกเบี้ยซึ่งกระทบกับปริมาณเงินไหลเข้าไหลออกอย่างชัดเจน

การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด

เรื่องสุดท้ายของการเทรด Forex เบื้องต้น ในระดับความรู้ของมือใหม่ คือ การรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด จิตวิทยาการเทรดนั้นแตกต่างจากจิตวิทยาในด้านอื่น ๆ เนื่องจาก จิตวิทยาการเทรดนั้นเป็นเรื่องของตัวเราเองล้วน ๆ จิตวิทยาในการแข่งขัน Poker นั้น จะเกี่ยวข้องกับการสร้างพฤติกรรมบางอย่าง การวางตัว การหลอกล่อให้คู่ต่อสู้ การอ่านพฤติกรรมการเล่นของผู้เล่น Poker เพราะว่าเรากระทำกับคนอื่น

แต่จิตวิทยาการเทรดนั้นแตกต่างออกไป เนื่องจากจิตวิทยาการเทรดนั้น เราไม่ได้เทรดกับคนอื่น สิ่งที่เราเห็นมีเพียงราคาเท่านั้น แล้วถ้าเราเห็นแค่ราคามันจะเป็นจิตวิทยาได้อย่างไร? หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ ในช่วงที่ทำให้เรารู้สึกกลัว ในช่วงที่ทำให้เรารู้สึกโลภ เคยมีคำถามกันไหมว่า ทำไมเราถึงกลัวและโลภในช่วงเวลาใดบ้าง แล้วมีคำถามแล้ว ได้หาคำตอบเพิ่มเติมบ้างไหมว่า เราจะจัดการกับความกลัวและความโลภเหล่านั้นอย่างไรดี ในส่วนของการรู้จักกับจิตวิทยาการเทรด สิ่งที่เป็นเครื่องมือที่สำคัญก็จะเป็นความรู้ในระดับพื้นฐานที่เราจะต้องกล่าวกันในส่วนต่อไป

  • ระดับความรู้พื้นฐาน

ในความรู้ระดับพื้นฐาน เกี่ยวข้องกับการฝึกเป็นหลัก หลาย ๆ คนบอกว่า ระดับความรู้พื้นฐานนี่ก็ Advance แล้ว ถ้าหากว่า เราอยู่ในตลาด Forex มานานพอ เราจะรู้ว่า ช่วงแรก ๆ เราเสียเวลาเรียนรู้ไปกับเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ แต่เราไม่ได้เรียนเปล่า ๆ เพราะว่าเราเอาเงินไปทดลองนั่นนี่ด้วย ผมจึงบอกว่า การเรียนรู้ช่วงนั้น มันไม่ใช่พื้นฐาน เพราะเรายังไม่ยอมฝึกเทรดแม้แต่น้อย เพียงแค่รู้จักเครื่องมือสองสามตัวก็เอาเงินไปลองเพื่อที่จะอยากได้กำไรกลับมาแล้ว นี่จึงไม่ได้เรียกว่าพื้นฐาน ความรู้ระดับพื้นฐานจึงเกี่ยวข้องกับ ตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด การสร้างเครื่องมือในการเทรด การออกแบบพอร์ทลงทุน และการฝึกเทรด

ตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด

หลายคนไม่เคยฝึกเรื่องของจิตวิทยาการเทรด วันนี้ผมมีตัวอย่างตารางฝึกจิตวิทยาการเทรด การฝึกจิตวิทยาการเทรดสามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการฝึกการส่งคำสั่งโดยจำกัดอารมณ์ในการเทรด การจำกัดอารมณ์ในการเทรด สามารถทำได้โดย การให้ความสนใจเฉพาะจุด เช่น การส่งคำสั่งโดยไม่สนใจว่ากราฟจะเป็นอย่างไร แต่ให้ความสนใจกับขนาดการลงทุนที่คิดไว้ว่าจะทำอย่างไรให้รอด โดยเราจะส่งคำสั่ง ณ เวลา 1 ทุ่ม ของทุกวันที่ตลาดทำการเพื่อทำให้เป็นนิสัย สิ่งที่เราจะต้องดูคือ ประเมินความเสี่ยงและใส่ Lot ในการเทรดไป ซึ่งเครื่องมือที่เราต้องใช้คือ Program Microsoft Excel หรือ Spread Sheet ของ Google ก็ได้

ภาพที่ 4 การเทรด Forex เบื้องต้น – ตัวอย่างการฝึก

จากภาพจะเห็นว่า การฝึกจิตวิทยาการเทรดนั้นไม่สนใจว่าจะเข้าราคาถูกหรือแพง แต่สนใจการบังคับ Lot การควบคุมอารมณ์ สังเกตุอารมณ์ตัวเอง การบันทึกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรในการเทรดนั้น ๆ แล้วนำมาแก้ไข ฝึกไปเรื่อย ๆ จนเกิดความเคยชินและเป็นนิสัย เช่น 1000 ออเดอร์ ปัญหาของคนไทยคือ รีบรวยเร็วและไม่มีความอดทน คิดว่าตัวเองก็ทำได้แล้ว 1000 วันนั้นมันเป็นเวลาถึง 3 ปี เราก็สามารถฝึกอย่างอื่น ควบคู่ไปไม่ใช่แค่ฝึกแค่ตารางนี้ เราสามารถฝึกวิเคราะห์กราฟ ฝึกการเขียน EA เอาไปเอามาเวลาที่มีนั้นแทบจะน้อยไปเลยด้วยซ้ำ

การสร้างเครื่องมือในการเทรด

การสร้างเครื่องมือในการเทรด สำหรับเทรดเดอร์อาจจะหมายถึง EA หรือ Indicator หรือ Script สำหรับช่วยส่งคำสั่ง เราไม่ได้จำกัดว่า จะเป็นการ Download หรือเขียนขึ้นเอง ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่เราต้องหัดไว้ เพื่อที่จะได้ใช้ในการเทรด มันเหมือนกับการปูพื้นฐานเอาไว้นั่นเอง ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การหัดภาษา MQL ไว้จะทำให้การส่งคำสั่งนั้นง่ายกว่ามาก หรือไม่ก็สร้างเครื่องมือเองมากกว่าการคัดลอกของคนอื่นมาใช้งานแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไร

การออกแบบพอร์ทลงทุน

การจัดพอร์ทลงทุนเป็นเรื่องสุดท้ายของระดับความรู้พื้นฐานในการเทรด เพราะว่า สิ่งที่เราต้องทำบ่อย ๆ คือ การออกแบบพอร์ท การออกแบบพอร์ทไม่สามารถทำสำเร็จได้ในครั้งเดียว เราต้องฝึกไปฝึกมาซ้ำ ๆ ว่า องค์ประกอบของมันควรจะมีอะไรบ้าง

ภาพที่ 5 การเทรด Forex เบื้องต้น – องค์ประกอบของการจัดพอร์ท

การจัดพอร์ลงทุนนั้นจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไปเรามีความรู้มากขึ้นก็จะทำให้องค์ประกอบของการสร้างพอร์ทสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Copy Trade คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Copy Trade คืออะไร

Copy Trade คือ การที่เทรดเดอร์ลอกการส่งคำสั่งของเทรดเดอร์คนอื่น โดยมาก การคัดลอกการเทรดสามารถทำได้โดยการใช้ โปรแกรม หรือ ผ่านฟังค์ชั่นการทำงานของผู้ให้บริการ ซึ่งสามารถคัดลอกผ่าน EA คัดลอกผ่านเว็บ คัดลอกผ่านสัญญาณเทรด ซึ่งโบรคเกอร์ที่ให้บริการของเรามีหลายโบรคเกอร์ โดยโบรคเกอร์ที่เป็นที่รู้จัก Zulu Trade, eToro, Darwinex, Ayondo,  นอกจากนี้มีผู้ให้บริการที่ไม่ใช่โบรคเกอร์ได้แก่ myfxbook ซึ่งเป็นเว็บไซต์ platform ทำหน้าที่แสดงข้อมูล และมี mql5.com ซึ่งเป็นชุมชนนักเทรดขนาดใหญ่ โดยนอกจากนี้ยังมี EA ที่สามารถเขียนให้ส่งสัญญาณ ไปยัง EA ที่รับสัญญาณตัวอื่นได้

ดังนั้น Copy Trade ใน Forex จึงสามารถทำได้หลายรูปแบบ อย่างไรก็ตามการ Copy Trade ไม่ได้เป็นหลักประกันว่า คนไหนจะกำไรและคนไหนจะขาดทุน หรือว่าผู้ให้สัญญาณคนไหนจะทำกำไรได้ หรือไม่ สิ่งที่เทรดเดอร์ต้องพิจารณาคือ การจะดูว่าวิธีการที่คนที่เราจะ Copy นั้นใช้วิธีการอย่างไร มีความเสี่ยง และผลตอบแทนอย่างไร ตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้ใช้ได้มากน้อยเพียงใด

 

การพิจารณาการ Copy Trade

การ Copy Trade ที่ดีและให้กำไรนั้น จะต้องมีหลักในการพิจารณาหลาย ๆ อย่าง ซึ่งหลักการทั่วไปที่จะทำให้สามารถประสบความสำเร็จได้เราต้องมีตัวกรองที่ดีในการคัดเลือกบัญชีที่เราจะ Copy โดยในนี้จะยกตัวอย่าง การให้บริการสัญญาณเทรด หรือ Copy Trade จากโปรแกรม Meta Trader 5  ซึ่งเป็นชุมชนการเทรด Forex ที่มีขนาดใหญ่ชุมชนหนึ่ง เนื่องจากว่าการเข้าถึงรายละเอียดสามารถทำได้ง่ายกว่า โดยเงื่อนไขของการพิจารณาการ Copy Trade มีดังต่อไปนี้

หน้าตา platform MQL4

ภาพที่ 1 คือหน้าตาของโปรแกรม Copy Trade ของ MQL5.com ซึ่งเราสามารถเลือก Copy ในรูปแบบ MT4 หรือ MT5 ได้ โดยที่ในส่วนของบทความนี้จะพูดถึงเฉพาะ MT4 ซึ่งมีคนใช้มากกว่า ซึ่งเกณฑ์ที่เราใช้สำหรับเลือกในการ Copy Trade มีประกอบด้วย  เงื่อนไขกำไร  เงื่อนไขความเสี่ยง เงื่อนไขระบบ  เงื่อนไขความผันผวนของระบบ เงื่อนไขความต่อเนื่องของการทำกำไร และเงื่อนไขความน่าเชื่อถือ

  1. เงื่อนไขกำไร

สิ่งแรกที่เทรดเดอร์ทุกคนให้ความสนใจคือ กำไร เพราะว่านี่คือวัตถุประสงค์หลักของการเข้ามาลงทุนในตลาด ซึ่งเงื่อนไขง่าย ๆ ที่ทุกคนต้องการคือ กำไรสูงสุด ที่ความเสี่ยงต่ำสุด ซึ่งกำไรสูงสุดอาจจะไม่ได้หมายความว่า เป็นบัญชีให้บริการ Copy Trade ที่ทำกำไรได้สูงสุด เพราะว่า การทำกำไรได้สูงสุดอาจจะมีความเสี่ยงที่สูงสุดอยู่ด้วยเช่นกัน โดยการดูกำไรเราจะไปดูเงื่อนไขของกำไรโดยเว็บไซต์ MQL5 จะมีการจัดลำดับกำไรว่าผู้ให้บริการท่านไหนที่มีผลตอบแทนกำไรสูงสุดอยู่ ดังนี้

แสดงบัญชีเทรดตามกำไร

จากภาพข้างต้นจะเห็นว่า ถ้าหากเราเลือก Maximum Profit ก็จะแสดงบัญชีเทรดโดยเรียงลำดับกำไรมาให้ โดยบัญชีเทรดที่ทำกำไรได้ สูงสุดก็จะจัดอยู่ในอันดับแรก ซึ่งในนั้นก็จะมีอัตรากกำไร 11,314 % อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่กำไรต่อเดือนหรือต่อปี แต่เป็นกำไรที่สะสมมา ไม่ต้องตกใจครับ มันอาจจะสะสมมาจำนวน 10 ปีก็ได้ สิ่งที่ต้องสังเกตุในนี้คือจำนวนกำไร เราสามารถเลือกคนที่เราสนใจได้เลย โดยจุดที่ต้องดูก็คือ ในแต่ละบัญชีจะแสดงจำนวนคนที่เขา Copy คนนี้อยู่ ซึ่ง จำนวนคนนี้หมายถึง ความนิยมในการเทรด ซึ่งจะเห็นว่า อันดับ 2 ระบบ ForexSTAY SIGTH SET 01 มีจำนวนคน Copy 377 คน ขณะที่ ระบบ Forex Stay Sight 06 มีคนติดตามจำนวน 8 คน แต่ว่า คนนั้นเป็นคนเดียวกัน  ซึ่งเราต้องระวังให้ดีครับ ดังนั้น เราต้องไม่สนใจแค่จำนวนกำไรเพียงอย่างเดียว

  1. เงื่อนไขระบบ

เมื่อเราเลือกระบบมาแล้ว สิ่งที่เราต้องดูต่อไปคือ เงื่อนไขของระบบ  เงื่อนไขของระบบคือ เงื่อนไขที่จะทำให้กำไรหรือขาดทุนเกิดขึ้นกับตัวเรา มีบางระบบที่ทำให้เจ้าของได้กำไร แต่ว่าพอ Copy Trade นั้นจะไม่มีกำไร สาเหตุนั้นมาจากหลายสาเหตุซึ่งเราไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ ๆ คือระบบที่ไม่ Stop loss เราจะไม่ทำการ Copy เด็ดขาด  นอกจากนี้ถ้าเป็นระบบ Martingale เราก็จะไม่ทำการให้เครดิตระบบนั้นเพราะว่ามันมักง่ายเกินไปในการเทรด ใครก็สามารถไปหา EA martingale สักตัวมาใช้เทรด ถ้าหากต้องเสียตังค์มา Copy แล้วต้องเจอกับ Martingale สู้ดาวน์โหลดของฟรีมาเทรดดีกว่า อีกเงื่อนไขของระบบที่ต้องรู้ไว้คือ ถ้าหากเป็น EA Scalping เราต้องให้ความสำคัญว่าจะ Copy หรือไม่เพราะว่า EA ประเภท Scalping ทำให้การส่งคำสั่งนั้นต้องแน่นอนแม่นยำ เมื่อเรา Copy สัญญาณ เราไม่รู้ว่าเงื่อนไข โบรคเกอร์ของผู้ให้บริการนั้นเป็นอย่างไร ทำให้เราเสียเปรียบ เขาอาจจะใช้โบรคเกอร์ที่มีค่า Spread ต่ำมาก ขณะที่โบรคเกอร์ที่เราใช้มี Spread สูง เมือ่ Spread สูง เมื่อเขาปิดออเดอร์ เราอาจจะยังไม่กำไร แต่เราก็ปิดตามสัญญาณของเขาทำให้เราขาดทุน หรือแม้แต่ในบางกรณี ที่มีคนที่ใช้ต่างโบรคเกอร์ หรือสถานที่ของ Server ที่แตกต่างกันทำให้ ระยะเวลาที่หน่วงในการส่งคำสั่งมันแตกต่างกัน กล่าวคือ เขาส่งคำสั่งออกไปเมื่อ 3 นาทีทีแล้ว เมื่อสัญญาณส่งมา ราคาก็ไปไกลแล้ว ทำให้การส่งคำสั่งของคน Copy ล่าช้า เป็นต้น

การดูระบบ

ตัวอย่างเบื้องต้นเลยสำหรับการดูว่า เป็นระบบ Martingale หรือไม่ คือ การดูจำนวน Lot ซึ่งเราสามารถไปดูในหน้า Trade History ได้ นอกจากนี้เรายังสามารถแกะระบบเทรดได้จากตรงนี้อีกด้วย โดยการศึกษาจุดเข้าจุดออกวิธีการเข้าออก การตั้ง Stop loss มีหรือไม่ การกำหนวิธีการเทรดผ่านโบรคเกอร์ที่เขาใช้ว่า เขาใช้ Broker ประเภทไหนมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ หรือโบรคเกอร์ที่ไม่เป็นที่รู้จักเป็นต้น

  1. เงื่อนไขความผันเสี่ยง

เมื่อกี๊เราได้ดูเงื่อนไขของกำไรและระบบแล้ว ต่อด้วยเงื่อนไขความเสี่ยง เงื่อนไขความเสี่ยงนั้นเกี่ยวข้องกับการแกว่งตัวของกำไร ซึ่งต้องดูว่าในยามขาดทุนนั้น ขาดทุนเท่าไหร่ คิดเป็นอัตราเท่าไหร่ต่อกำไรที่ทำได้

ภาพ Drawdown ของระบบ

ในภาพที่ 4 ถ้าหากเราไปดูที่ Risk ของแต่ละบัญชี เราจะพบ Drawdown ในกราฟที่ 2 ซึ่งถ้าหากเราฝากเงินเข้าเทรด 10,000 เหรียญแล้วเจอ Drawdown อย่างในภาพ คือ 20 % หมายความว่าเงินของคุณลดลงไปเหลือ 8000 เหรียญ คุณมีความรู้สึกอย่างไร ให้ความรู้สึกอย่างไร คุณยังรู้สึกดีอยู่หรือไม่กับระบบเทรดนั้น โดยทำการเปรียบเทียบกับผลกำไรที่ทำได้ของระบบเมื่อเรานำมาพล็อตแล้วเปรียบเทียบกับระบบอื่น ๆ เราก็จะเข้าใจ โดยการเทรดที่เราจะต้องดูคือเราต้องดู Stop loss ประกอบใน History ด้วย

  1. เงื่อนไขความต่อเนื่องของการทำกำไร

ความต่อเนื่องของกำไร คือ สามารถทำกำไรได้ต่อเนื่อง แม้จะเป็น % ที่ไม่มาก แต่ว่าทำกำไรได้ต่อเนื่องโดยที่ไม่เจอกับการขาดทุนหนักหน่วง ซึ่งเงื่อนไขของกำไรต่อเนื่องต้องสมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น การทำกำไรได้ประมาณ 3 – 5 % ต่อเดือน แต่ต้องมาเจอขาดทุน 20 % ใน 1 เดือน ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เรียกว่ากำไรที่ทำได้มีความเสี่ยงที่จะสูญกำไรไปในพริบตา

ภาพ อัตรากำไรต่อเดือน

โดยเราสามารถดูได้จาก Account และแสดงเป็นอัตรากำไรต่อเดือน ซึ่ง เราสามารถดูการแกว่งตัวของกำไรที่สามารถทำได้ของแต่ละบัญชี เพื่อดูว่า การแกว่งตัวขึ้นลงของกำไรมีความสม่ำเสมอหรือไม่ และในช่วงที่กราฟเทรดยาก ๆ บัญชีเทรดมีปัญหาในการจัดการระบบหรือไม่ โดยที่ไม่เผชิญกับภาวะขาดทุน

  1. เงื่อนไขความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของระบบ นั้นในโปรแกรม MT5 สามารถใช้การจัดอันดับในแถบ Reliability ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้จำนวนผู้ติดตาม และระบบที่ใช้เพื่อตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย

ภาพจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ นั้นจะสร้างความมั่นใจให้เราได้ระดับหนึ่งว่าระบบเทรดจะไม่ผิดพลาด แต่ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าการเทรดจะกำไร ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีกพอสมควรที่เทรดเดอร์จะต้องทำกำไรบ้าน เพื่อท่ะจร้างกำไรให้ตัวเองอย่างยั่งยืน การ Copy Trade เป็นเพียงทางเลือกหนึ่งเท่านั้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


SPREAD คืออะไร ?

คะแนนโดย admin

เส้น

SPREAD คืออะไร ?

18/7/2019

Spread ในการเทรด Forex คืออะไร?

โบรคเกอร์จะโควตราคา 2 ราคาที่แตกต่างกันในแต่ละคู่เงิน ซึ่ง ราคาที่เรียกนั้นว่า ราคา Bid และ ราคา Ask ส่วน Bid เป็นราคาที่คุณสามารถ Sell โดยขึ้นอยู่กับ Base Currency ขณะที่ Ask เป็นราคาที่คุณซื้อได้ตาม Base Currency โดยส่วนต่างของราคาทั้ง 2 นี้เรียกว่า Spread  ซึ่ง Spread ก็คือ วิธีการที่โบรคเกอร์จะทำกำไรได้จากเรา โดยเฉพาะโบรคเกอร์ที่ไมม่มีการเก็บค่าคอมมิชชั่นจากการซื้อขาย แทนที่จะทำการชาร์จค่าธรรมเนียมต่างหาก ต้นทุนจะถูกบวกเข้าไปในราคา Buy และ Sell ที่ลูกค้าได้รับแล้วตามค่าเงินที่คุณซื้อขาย ดังนั้นเมื่อโบรคเกอร์บอกเราว่า Zero commission หรือ No commission มันหมายถึงว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ได้ไม่มีแต่ว่ามันบวกเข้าไปใน Spread  แล้ว สำหรับโบรคเกอร์ที่บอกว่าไม่มี Commission แต่ว่าคุณก็ยังจ่ายค่าธรรมเนียมอยู่เพราะมันบวกเข้าไปใน Spread ไปแล้วเท่านั้นเองครับ

แล้ว Spread ใน Forex ทำงานอย่างไร?

Spread จะวัดเป็น Pips ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของการเคลื่อนไหวของราคาค่าเงิน อย่างไรก็ตามเดี๋ยวนี้โบรคเกอร์ได้เพิ่มจุดทศนิยมเพิ่มอีก 1 จุดเรียกว่า Points โดยเราจะดูค่าเงินที่เป็นที่นิยมได้แก่ ค่าเงิน EUR/USD ซึ่งจะเท่ากับราคา Bid และราคา Ask ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 1 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง EURUSD Spread

ในวงกลม Sell คือราคา 1.12262 และ ราคา Buy คือ 1.12271 จำนวนทศนิยมในภาพ จะเห็นว่า 26 กับ 27 คือตัวเลขตัวใหญ่เพื่อให้สามารถคำนวนความแตกต่างของ pip ได้ ขณะที่ตัวยก เลขตัวเล็ก คือ 2 และ 1 คือ point ซึ่งเป็นทศนิยมหลักที่ 5 สำหรับการบอก Point

สำหรับค่าเงินบางค่าเงินก็จะมี จำนวน Pip และ จำนวน Point แตกต่างกัน เช่นค่าเงิน USDJPY ซึ่งจะมี Pip เพียง 2 pip และถ้าหากบางโบรคเกอร์จะมี 3 จุด หลักที่เพิ่มมาก็จะเป็น Point ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง USDJPY Spread

 

ในตัวอย่างข้างต้นเป็นค่าเงิน USDJPY ซึ่งมีราคา 107.724 และ 107.731 จะเห็นว่า จำนวนทศนิยมมี 3 ตัว นั่นคือ pppoint แสดงว่า Spread ก็จะแจกแจงได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น ซึ่ง Spread ของค่าเง USDJPY นั้นไม่ถึง  1 คือ 0.007 หรือ 7 point เท่านั้นเอง Spread แบบนี้ก็จะทำให้การเทรดของ เทรดเดอร์ดีขึ้นเพราะว่า ต้นทุนนั้นต่ำลง แต่ว่าถ้าหากไม่รู้จักหวะการเข้าเทรดก็ขาดทุนอยู่ดีเช่นเดียวกันครับ

ประเภทของ Spread ในตลาด Forex

ประเภทของ Spread ที่คุณเห็นในโปรแกรม Forex ขึ้นอยู่กับโปรแกรม และ วิธีการทำกำไรของ Broker ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่  สเปรดคงที่ และ สเปรดผันแปร หรือเรียกว่า Floating Spread

ภาพที่ 3 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง Fixed กับ Variable Spread ในช่วงต่าง ๆ

สำหรับ Fixed Spread คือ  Spread จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ ซึ่งเทรดเดอร์จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมผ่าน Spread ต่อธุรกรรมนี้คงที่ตลอดไป ส่วนมากแล้วโบรคเกอร์ที่มี Fixed Spread จะใช้วิธีการของ Market Maker หรือว่า Model ที่เรียกว่า dealing desk model การใช้ dealing desk model โบรคเกอร์จะซื้อ position จำนวนมากจากผู้ให้บริการสภาพคล่อง และกระจาย position นี้ให้กับเทรดเดอร์โดยซอย position ย่อย ๆ ออกไป หมายความว่า Broker ทำการซื้อขายตรงข้ามกับลูกค้าของพวกเขา เพราะเขาขายให้กับลูกค้าไป การที่โบรคเกอร์ทำแบบนี้ทำให้พวกเขาสามารถขาย Spread Fixed ได้ เพราะว่าเขาอาจจะสามารถควบคุมการเคล่อนไหวของราคาผ่านการเปลี่ยนแปลงในกราฟโบปรแกรมนั้น ๆ เช่น นี้เรียกว่าโกง

อะไรคือความได้เปรียบของการเทรดด้วย Fixed Spread?

ความได้เปรียบของ Fixed Spread คือ การใช้เงินทุนน้อย ดังนั้นการเทรด Fixed Spread จะทำให้เทรดเดอร์ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเริ่มต้นเทรดเพราะว่ามีการซอย position เทรดเดอร์ที่ใช้ Fixed Spread ยังสามารถคำนวณต้นทุนธุรกรรมและสามารถคาดเดาเหตุการณ์หลายเหตุ์ได้ เนื่องจาก Spread ไม่เคยเปลี่ยนไปไหนเลย เราจะรู้ว่ามันจะได้กำไรเมื่อไหร่และจะเปิดออเดอร์เมื่อไหร่ เพราะมันตั้งค่าไว้แล้ว

ข้อเสียของ Fixed Spread

การเทรด Fixed Spread จะเกิด Requotes จะเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากราคานั้นได้มาจากโบรคเกอร์เพียงแห่งเดียว นั่นทำให้ราคาเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะราคาที่เราต้องการไม่สามารถส่งคำสั่งได้ เมื่อไม่สามารถส่งคำสั่งได้ จึงทำให้มันตีกลับคำสั่งของเรา  ซึ่งช่วงเวลาที่ว่านั้น เป็นเวลาที่ตลาดมีความผันผวนสูง ๆ และราคาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากว่า Fixed Spread นั้นจะถูกทำให้ Fixed คงที่ โบรคเกอร์จะไม่สามารถที่จะทำให้ Spread กว้างขึ้นได้ เพื่อให้มันเป็นไปตามภาวะตลาด มันจึงเกิดไม่รับคำสั่งเทรดและให้ส่งใหม่ โดยมันจะทำการ Block คำสั่งใหม่ และส่งราคาใหม่ให้เรา และถามเราว่าจะยอมรับราคาใหม่ไหม ถ้ายอมรับเราก็จะได้สินค้ามาในมือ

การ requote จะปรากฏข้อความบนโปรแกรมเทรดและบอกเราว่าราคาได้เคลื่อนไหวไปแล้ว และถามเราว่า จะเอาราคาที่เราหามาให้คุณได้นี้หรือไม่

อะไรคือ Variable Spread ใน Forex?

ตามชื่อของมันเลย Variable Spread ก็คือมันเปลี่ยนไปตลอดเวลา และความต่างของ Bid และ Ask ก็จะเปลี่ยนไปตลอดเวลาอีกด้วย  Variable Spread ส่วนมากจะมีในโบรคเกอร์ประเภท non-dealing desk ที่ได้ราคามาจากผู้ให้บริการสภาพคล่องหลายๆ เจ้าในมือและนำราคาไปให้เทรดเดอร์โดยไม่มีการแทรกแซงจากโต๊ะเทรดของตัวเอง

ด้วยเหตุนี้มันหมายความว่าโบรคเกอร์ไม่สามารถควบคุม Spread และไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของราคาได้ เมื่อ Spread มันกว้าง และแคบ มันหดและยืดเองได้เป็นไปตามกลไกวัตถุประสงค์และอุปทาน ของตลาดที่ทำให้เกิดความผันผวน

โดยทั่วไปแล้ว Spread จะแกว่งตัวสูงในช่วงที่ข่าวเศรษฐกิจต่าง ๆ ออกมา ซึ่งทำให้ภาวะตลาดเพิ่มหรือลดดลงได้เช่นกัน ถ้าหากจะให้ยกตัวอย่าง สมมุติว่า เราซื้อ Buy EURUSD ที่เราซื้อ มี Spread อยู่ที่ 2 pip แต่ขณะที่กำลังจะซ้อเท่านั้นแหละ ราคาช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ข่าวออกการเทรดพุ่งไปไกล 20 pip ทำให้เทรดเดอร์ได้รับผลกระทบจากการเทรด

ข้อได้เปรียบของการเทรดด้วย Variable Spread?

ภาพที่ 4 Spread คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง EURUSD Spread  กรอบ TF 1M

Variable Spreads นั้นจะทำให้การ Requotes ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะว่า ความผันผวนของ Spread นั้นเปลี่ยนไปตามราคาสภาพตลาดที่เปลี่ยนไป และไม่มมีการ Requote แต่ว่า ถ้าไม่มี Requote คุณก็อาจจะต้องเจอ เหตุการณ์ Slippage นั่นก็คือ ซื้อราคาอีกราคาหนึ่งแต่ไปได้อีกราคาหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกันไปตามค่าเงินกำหนดอีกเช่นกัน การเทรด Variable Spread นั้นจะทำให้การซื้อขายมีความโปร่งไสมาก ๆ มากกว่าการเทรดแบบ Fixed Spread ซึ่งปัจจุบันการเทรดส่วนใหญ๋จะเป็น Variable Spread กันหมด

ข้อเสียของการเทรด Spread ผันแปร

เมื่อเทรด Variable Spread ไม่ใช่การเทรดที่เหมาะกับ Scalper ซึ่ง Spread ที่กว้างในบางช่วงอาจจะทำให้กำไรที่ได้มานั้นหายไปเพราะว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการเทรดแบบนี้ไม่เหมาะกับเทรดเดอร์ที่เทรดตามเทรนด์และทำให้จากกำไรก็กลายเป็นขาดทุนก็มี

แล้ว Fixed กับ Variable Spread อันไหนดีกว่า?

ภาพที่ 5 Spread คืออะไร? – เทียบ Spread

แล้วอะไรดีกว่ากันระหว่าง Fixed กับ Variable Spread ก็ต้องตอบว่า ประเภทของเทรดเดอร์ที่คุณเป็น วิธีการที่คุณเทรดเป็นวิธีการแบบไหน ซึ่งการเทรดแบบ Fixed Spread อาจจะดีสำหรับคนที่เป็น Scalper เพราะว่า ทำให้รู้ว่า 2 pip จะสามาถรทำกำไรได้ ขณะที่ Variable Spread บางครั้งอาจจะโดนมากกว่า 2 pip การขดุทนมากกว่า 2 pip สำหรับบางช่วงเวลาอาจจะเกิดขึ้นได้ นั่นเป็นปัญหา สำหรับบัญชีเทรดที่มีขนาดเล็กก็จะได้เปรียบจาก Fixed Spread มากหน่อยที่จะไม่โดนกินกำไรจากความผันแปรของ Spread ขณะที่ บัญชีขนาดใหญ่ควรเทรด Variable Spread และสำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการให้การส่งคำสั่งเป็นไปอย่างรวดเร็วก็ควรใช้ Variable Spread เป็นต้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


หนังสือ Forex ที่ต้องอ่าน

คะแนนโดย admin

เส้น

หนังสือ Forex ที่ต้องอ่าน

ภาพที่ 1 หนังสือ Forex – แนะนำหนังสือ Forex

สำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ของวงการ การหาความรู้เป็นเรื่องสำคัญ  ซึ่งแหล่งความรู้ที่มีอยู่ในโลกออนไลน์มีอยู่หลากหลาย โดยมากก็จะเป็นเว็บบอร์ด ตามเว็บไซต์ หรือเว็บให้ข้อมูล อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่กล่าวมามักจะมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ แต่แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจและมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง และสูงกว่าอย่างอื่นคือ หนังสือ Forex  ซึ่งหนังสือ Forex ในโลกการลงทุนมีไม่กี่เล่มที่น่าสนใจ โดยบทความวันนี้ ผมจะมาแนะนำ “หนังสือ Forex “ ใน Top list ของผม เรียกว่า หนังสือควรจะมีและควรอ่านเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้

  1. Adventure of a currency traders

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านเกี่ยวกับ Forex หนังสือเป็นการเล่าเรื่องของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งหวังจะรวยจาก Forex โดยคิดว่าจะสามารถปลดหนี้ได้จากการลงทุนเพียงชั่วข้ามคืน โชคชะตาพัดพาเขาไปทำความรู้จักกับคนมากมาย จนทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในโลกของการลงทุน จากคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จนประสบความสำเร็จในชีวิตการลงทุนและครอบครัว จากการได้เจอกับชายลึกลับที่ส่งมาเจอเขาราวกับพระเจ้ามองดูเขาอยู่ตลอดเวลา

เนื้อหาในหนังสอื ยิ่งอ่านจะยิ่งติด และที่สำคัญ ราวกับว่า มีใครสักคนมาตามเขียนเรื่องของเราอยู่ เพราะว่ามันสะท้อนผลกำไรขาดทุนและผลของการอยู่ในตลาดการเงินที่ทุกคนปรารถนา รวมทั้งสถานการณ์ที่ทุกคนต้องเจอ ทำให้หนังสือเป็นหนังสือที่คล้ายคลึงกับเรื่องจริง แม้ว่าจะเป็นสถานการณ์สมมุติ

เนื้อหาของหนังสือ Forex เล่มนี้จะไม่ได้บอกวิธีการเทรด หรือ บอกวิธีการเข้าเทรด บอกเคล็ดลับการจัดการการเงิน แต่บอกสิ่งที่เราต้องเข้าใจ บอกถึงหลักการ ปรัชญาของการเทรด แฝงอยู่ในการควบคุมอารมณ์ในการเทรด  เนื้อหาในหนังสือ เล่าเรื่องตัวละครเป็นแบบนวนิยาย ทำให้การอ่านไม่ได้น่าเบื่อ ใครอ่านแล้วจะวางไม่ลง  น่าเสียดายที่ไม่มีการแปลเป็นภาษาไทยที่ผ่านมา สำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ และพบกับความล้มเหลวมาแล้วสิ่งที่ควรจะต้องเรียนรู้ เป็นสิ่งจำเป็น และถ้าหากได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะทำให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดการเงินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภาพที่ 2 หนังสือ Forex – Adventures of a currency trader

ผู้เขียน : ROB Booker

  1. The Trading Game

หนังสือเรื่อง The Trading Game เป็นหนังสือสำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่และหน้าเก่า ที่ต้องอ่าน ย้ำว่าต้องอ่าน แม้ว่าจะยากสักหน่อย ตัวเนื้อหาไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเทรด Forex เหมือนหนังสือเล่มแรกที่ผมแนะนำ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเกี่ยวกับ การบริหารจัดการเงิน การเทรดในตลาด Futures หรือตลาดสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ Forex

อย่างไรก็ตามหนังสือ มีเนื้อหาที่เขียนเข้าใจง่าย และสามารถนำไปใช้ได้กับหลายตลาด

เนื้อหาหนังสือ เกี่ยวข้องกับการจัดการการเงินทั้งสิ้น โดยนำเสนอแบบจำลองการจัดการการเงินหลายแบบ ที่ใช้ในการเทรดทั้งสัญญา Futures ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตลาด Forex โดยในหนังสือจะมีเนื้อหาและภาพประกอบเป็นตารางสำหรับประกอบการคำนวณ ซึ่งทำให้เทรดเดอร์สามารถคิดตาม เนื้อหาของหนังสือสามารถสร้างทักษะในการเทรดให้ได้อย่างดีสำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ นอกจากนี้สำหรับเทรดเดอร์หน้าเก่า หนังสือยังเพิ่มประสบการณ์มุมมองการลงทุน  สำหรับใครที่คิดว่า หนังสือเล่มนี้จะมีเนื้อหายาก และเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ต้องบอกว่า เนื้อหาเป็นเพียงคณิตศาสตร์พื้นฐานที่เข้าใจง่าย ทำให้เป็นหนังสือสำหรับทุกคนที่สนใจด้านตัวเลขกับการลงทุน

ภาพที่ 3 หนังสือ Forex – The Trading Game

นักเขียน : Ryan Jones

  1. Come into my trading room

หนังสือ Come into my Trading Room เป็นหนังสือของ Alexander Elder ซึ่งเป็นหนังสือที่ได้รับการแนะนำจากเทรดเดอร์อาชีพ หลายท่าน  Dr. Alexander Elder เป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา และเป็นเทรดเดอร์อาชีพมากว่า 20 ปี เขาใช้เวลาในการเขียนหนังสือนี้กว่า 3 ปี โดยกลั่นจากประสบการณ์ของเขาล้วน ๆ ซึ่งแสดงผ่านเนื้อหาตลอดทั้งเล่ม

เนื้อหาในหนังสือเกี่ยวข้องกับ Concept 3 Concepts ในหนังสือ ซึ่งรวมถึงการใช้ Indicator ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ใน indicator พื้นฐานของตลาดการเงิน  นอกจากนี้หนังสือยังนำเสนอ การจัดการการเงิน การรักษาวินัยของเทรดเดอร์ต่าง ๆ ซึ่งทั้ง 3 ด้านนั้น เป็นการแนะนำ 3 ขาของการเป็นเทรดเดอร์ทีประสบผลสำเร็จ หรือที่เรียกว่า 3 M ที่ลือเลื่องในโลกการเทรด ที่คนไทยรู้จักดี ถ้าหากว่า เราขาดขาใดขาหนึ่งของ 3 M ที่ว่านั้นแล้ว ก็จะทำให้เทรดเดอร์มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย ส่วนตัวแล้ว สำหรับผม ผมคิดว่า เนื้อหาด้าน การจัดการการเงิน เป็นเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับมือใหม่ ตอนที่ผมอ่านใหม่ ๆ ผมรู้สึกว่ามันเปิดโลกทางการเงินของผมเป็นอย่างมาก เพราะว่า ผมได้ศึกษาเรื่อง Indicator และเทรดมาบ้างแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเอาเสียเลย Indicator บางครั้งก็แม่นบ้างไม่แม่นบ้าง พอเทรดก็ได้ ๆ เสีย ๆ ไม่ประสบความสำเร็จสักที

เนื้อหาด้านการจัดการการเงินนั้น Alexander ได้สอนผ่านว่า การป้องกันการขาดทุน และการรักษาเงินทุนนั้นมีความสำคัญขนาดไหน ผ่านการตั้ง Stop loss และการกำหนดความเสี่ยงของพอร์ทลงทุนโดยรวม ผ่าน ขนาด Lot โดยใช้ กฏ 2 % และ กฏ 6 % ซึ่งเขากล่าวว่า ในการเทรด 1 ครั้ง สิ่งที่เทรดเดอร์ไม่ควรทำคือ เทรดแล้วมีผลขาดทุนเกิน 2 % ต่อ 1 ครั้ง ถ้าหากเราเสี่ยงมากกว่านั้น แสดงว่าระบบเทรดของเราผิดปกติ และที่สำคัญ เราก็ควรจะไม่เสียเงินเกิน 6 % ต่อเดือน เพราะว่า ถ้าหากเราชน Stop loss อยู่อย่างนั้น แสดงว่าระบบเทรดของเราเริ่มไม่โอเคแล้วหล่ะ

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้ผมสนใจเรื่องการจัดการการเงินและหาอ่านหนังสือเล่มที่ 2 แม้ช่วงแรกจะกังขาอยู่บ้างแ ต่ว่า ก็เป็นหนังสือที่หน้าใหม่พลาดไม่ได้อีกเช่นกัน สำหรับคนที่อ่าน Trading Game แล้ว หนังสือเล่มนี้จะเกี่ยวกับพื้นฐานของการเทรดมากกว่า อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ

ภาพที่ 4 หนังสือ Forex – Come into my Trading Room

ผู้เขียน Alexander Elder

  1. หลักการพนัน หรือ โอกาสและความน่าจะเป็น

สำหรับหนังสือเล่มสุดท้าย เป็นหนังสือที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีวางแผง อยู่หรือไม่ เป็นหนังสือของนักเขียนไทย หนังสือของนักเล่นหุ้นที่ใช้ระบบในการเทรด เขาเป็นนักลงทุนที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการการเงินอย่างยาวนาน เขามีหนังสือหลายเล่ม ผู้เขียนเป็นผู้มีความรู้ทางการเงิน ทักษะในการลงทุนเป็นอย่างดี นอกจากนี้ ผู้เขียน ยังเป็นนักเศรษฐศาสตร์ มีความเข้าใจเรื่องธุรกิจ ซึ่งก็ไม่แปลกใจว่าทำไมถึงลงทุนเก่งมาก

เดิมหนังสือชื่อ หลักการพนัน แต่ เปลี่ยนชื่อเป็นโอกาสและความน่าจะเป็น ซึ่งพูดถึงการใช้โอกาสและความน่าจะเป็นในการลงทุนในตลาดไทย รวมทั้ง โอกาสและความน่าจะเป็นในชีวิตการลงทุนของเรา หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ทำให้ผมต้องลุกมานั่งทอยหัวก้อยกว่า 2000 ครั้งเพื่อทำการบันทึกสถิติ และหัดทำสถิติ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถิติและการเทรด

เนื้อหาของหนังสือเขียนได้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ ในบรรดา 4 เล่ม ผมชอบหนังสือเล่มนี้มากที่สุด เป็นหนังสือที่สามารถจุดประกาย สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่เทรดเดอร์  โดยที่ไม่มีคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากนัก

อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่าจะมีวางแผงขายอยู่เท่าไหร่ นัก แม้ว่าผู้เขียน (คุณ นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์) จะเป็นนักเขียนในวงการการเงิน การลงทุนที่มีชื่อเสียง และมีหนังสืออยู่หลายเล่ม แต่หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนังสือเล่มแรก ๆ ที่คุณนรินทร์ เขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน ทำให้มันค่อนข้างหายากเล่มหนึ่งเลยทีเดียว

ภาพที่ 5  หนังสือ Forex – หลักการพนัน

สำหรับใครที่สนใจจะเลือกเล่มไหน สามารถหาได้ตามแผงหนังสือ สำหรับผมแล้วหนังสือเทรดเป็นหนังสือที่มีค่าและเป็นมากกว่าสิ่งพิมพ์ มันยังมีคุณค่าในการเก็บรักษาอีกต่างหาก บ่อยครั้งที่ความรู้ในการลงทุนไม่ได้จำกัดแค่การอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการเทรดเพียงอย่างเดียว ฉะนั้น อย่าปิดกั้นโลกแห่งการลงทุนเพียงเพราะมันต้องเป็น Forex เท่านั้น

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ข่าว NonFarm คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

ข่าว NonFarm คืออะไร

ข่าว Nonfarm หรือ Nonfarm payrolls หรืออีกชื่อหนึ่ง Nonfarm payroll employment เป็นชื่อเรียกกลุ่มบริษัทอุสาหกรรมการผลิตในสหรัฐฯ  ซึ่งได้แก่ บริษัทผลิตสินค้า บริษัทก่อสร้าง กลุ่มอุตสาหกรรม แต่ไม่รวมถึงกลุ่มคนทำงานในไร่ หรือว่ากลุ่มครัวเรือนที่มีการจ้างกงาน กลุ่มองค์กรไม่ประสงค์ผลกำไร

ข่าวเกี่ยวกับ Nonfarm ถือเป็นข่าวที่มีอิทธิพลในทางสถิติ และเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ซึ่งจะออกรายงานทุกเดือน โดย กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงานสถานะตลาดแรงงานของสหรัฐฯอเมริกา โดยสินทรัพย์ทางการเงินหลายชนิตมักจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของ Nonfarm Payroll (NFP) นี้ รวมทั้ง ตลาดหุ้น ตลาดค่าเงิน  รวมทั้งราคาทองคำ ตลาดนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงที่ตัวเลขรายงาน Nonfarm  นี้ปรากฏออกมา ซึ่งการเคลื่อนไหวระยะสั้น บ่งบอกถึงความสัมพันธ์กันอย่างแข็งแกร่งของ  Nonfarm Payroll และ การเคลื่อนไหวของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของค่าเงินในอดีตแสดงให้เห็นถึงข้อพิสูจน์ของความสัมพันธ์นี้

ภาพที่ 1 Nonfarm Payroll คืออะไร? – ข่าว Nonfarm Payroll

โดยข่าว Nonfarm Payroll นี้จะถูกเผยแพร่โดยสำนักงานสถิติแรงงาน ซึ่งจะปล่อยข้อมูลออกมาให้ใช้งานในช่วงวันศุกร์ที่ 3 ของเดือน หลังจากที่ได้สรุปแล้วซึ่งข้อมูลจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงวันศุกร์แรกของเดือน ในข้อมูล Nonfarm payroll จะรวมถึงข้อมูลการจ้างงานรายเดือน หรือรายงานสถานการณ์การจ้างงาน ซึ่งกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนของเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ตลาดอนุพันธ์ และตลาดหุ้นอย่างที่ได้กล่าว

ข่าว Nonfarm Payroll ออกรายงานเมื่อไหร่

ข่าว Nonfarm Payroll จะรายงานตัวเลขในช่วงวันศุกร์แรกของเดือน ซึ่งปรกติจะออกตัวเลขรายงานประมาณ 8:30 หรือประมาณ 1 ทุ่มครึ่งหรือ 2 ทุ่มครึ่งแล้วแต่ระยะเวลาที่มีการปรับ ข้อมูลจะช่วยให้นักวิเคราะห์ในการเทรด สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์เศรษฐกิจ นอกจากนี้กลุ่มคนกำหนดนโยบาย หรือ นักเศรษฐศาสตร์จะสามารถทำนายระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจจากตัวเลขนี้

ตัวอย่างข่าว Nonfarm Payroll

ที่มา: https://tradingeconomics.com/united-states/non-farm-payrolls

ภาพที่ 2 Nonfarm Payroll คืออะไร? – ตัวอย่างข่าว Non-Farm payrolls

ตัวเลขที่ออกมาจะเป็นการคำนวนจำนวนการจ้างงาน เป็นจำนวนคน ในตัวอย่างภาพข้างต้น จะมีจำนวนการจ้างงานเท่ากับ 196,000 ตำแหน่ง ขณะที่มีการทำนายไว้ที่ 178,000 ตำแหน่ง ในวันที่ 5 เดือนเมษายน 2019 ตัวเลขการจ้างงานหรือตำแหน่งงานเพิ่มในกลุ่มนี้จึงสะท้อนถึงความต้องการในการผลิตสินค้า การเคลื่อนไหวของกิจกรรมการผลิตด้านต่าง ๆ

ทำไมตัวเลข Non Farm Payroll ถึงสำคัญมาก?

สำหรับนักเทรดแล้ว ข่าว Non-farm ที่ออกในทุกวันศุกร์แรกของเดือน มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินในระยะสั้น ๆ เช่น การเคลื่อนไหวที่รุนแรงในค่าเงินที่มี USD อยู่ ตัวอย่างเช่น ค่าเงิน EURUSD ค่าเงิน USDJPY ซึ่งอาจจะเกิดรุนแรงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ปริมาณการเคลื่อนไหวมหาศาล เดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างกันสักตัวอย่าง

ภาพที่ 3 Nonfarm Payroll คืออะไร? – กราฟการเคลื่อนไหวช่วงข่าว

นี่เป็นภาพวินาทีข่าวออกในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2562 วันศุกร์แรกของเดือน ใน highlight สีแดงจะเห็นว่า กราฟมีการเคลื่อนไหวรุนแรง ซึ่งอย่างนี้เราก็อาจจะเห็นได้ในกราฟ Forex บ่อย ๆ แต่ว่า นี่คือช่วงเวลาที่ข่าว Nonfarm ออก จะสังเกตได้ว่าในวงเล็บช่วงสั้น ๆ นั้นจะเคลื่อนไหวเป็นขาขึ้นก่อน ขณะที่กำลังจะขึ้นไปประมาณ 15 นาที (กราฟ 5 นาที 3 แท่ง) แล้วมันก็ดิ่งเหวอย่างรวดเร็ว  นั่นเป็นเพราะความคาดหวังของเทรดเดอร์ที่มีต่อตัวเลขนั้น ไม่ตรงกัน ทำให้เกิดการเทขายแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้น ๆแต่การเคลื่อนไหวอาจจะมากกว่าการเคลื่อนไหวทั้งวันที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้ข่าว Nonfarm Payroll เป็นข่าวที่คนให้ความสนใจมากข่าวหนึ่ง

สำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ที่ยังไม่รู้จักและไม่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับข่าวนี้ ท่านสามารถติดตามได้ใน forexfactory.com หรือ investing.com ท่านสามารถดูว่าปฏิทินข่าวที่สำคัญนั้นจะปรากฏออกมาตอนไหนได้บ้าง โดยจะขอนำเสนอตัวอย่างของ forexfactory.com

ภาพที่ 4 – Nonfarm Payroll คืออะไร? – ข่าวใน Forexfactory.com

ในภาพเป็นตัวอย่างข่าวของ Non-farm Employment Change หรือก็คือ Non-Farm Payroll นั่นแหละครับ ตัวเลขแสดงการเปลี่ยนแปลง 224K ตามที่ประกาศออกมาในวันศุกร์ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า จะเห็นว่า ผลกระทบของข่าวนั้น Forex ให้ระดับความรุนแรงไว้ที่ ระดับแดง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าเงิน USD และค่าเงินอื่น ๆ เป็นอย่างมาก

การตีความในแง่เศรษฐกิจ

สำหรับการตีความข่าว Non-Farm Payroll นั้น ในแง่ธุรกิจ มันกำลังบอกว่า พวกเขากำลังจ้างคนงานเพิ่ม นั่นหมายถึงว่า พวกเขามีคำสั่งซื้อ หรือยอดขายเพิ่มขึ้นทำให้พวกเขาต้องการที่จะผลิตสินค้าหรือบริการเพิ่ม พวกเขากำลังเติบโตขึ้นและมีคนงานที่ถูกจ้างเข้ามาใหม่ซึ่งทำให้การเติบโตในเศรษฐกิจขยายตัวจากการขายสินค้าและบริการ ขณะที่ถ้าหากตัวเลขนั้นลดลง ผลของเศรษฐกิจก็เกิดในฝั่งตรงกันข้าม การขยายตัวของการผลิตและการบริการลดลง ทำให้เกิดการลดกำลังการผลิตและยกเลิกการจ้างงาน

การตีความสำหรับตลาดการเงิน

เนื่องจากการจ้างงานในสหรัฐฯ นั้นลดลงตั้งแต่ปี 2011 ตลาดแรงงานถือเป็นตลาดหลักของสหรัฐ ที่นักลงทุนและคนที่อยู่ในตลาดการเงินและสินทรัพย์ต่าง ๆ ให้ความสนใจ อีกทั้งสหรัฐฯ มีนโยบายทางเศรษฐกิจและการเงินเกี่ยวกับการเพิ่มสภาพคล่อง ซึ่งทำให้ตลาดแรงงานมีผลอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มสภาพคล่องเป็นการพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจให้เคลื่อนไหวไปได้ การที่จะดูผลของนโยบายการเงินที่ว่ามานั้น จึงต้องดูที่ข่าว NFP เป็นตัวชี้วัด และอีกทั้งยังเป็นการวัดสภาพแวดล้อมของตลาด ขณะที่ตัวเลขอื่น ๆ นั้นได้ถูกเพิ่มเข้าไปแล้วสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ตัวแปรที่จะพูดถึงต่อไปนี้นี้จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในตลาดการเงิน

  1. สัดส่วนของการจ้างงาน/ว่างงาน เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจ

อัตราการว่างงาน หรือ unemployment เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจหนึ่ง ซึ่งถ้าหากตัวเลขดีก็หมายความว่า สุขภาพของเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง ซึ่งตัวเลขการจ้างงานนี้ Fed ให้ความสำคัญมาก เนื่องจากถ้าหากตัวเลขการว่างงาน ต่ำมาก หมายความว่า คนมีกำลังใช้จ่าย และมีงานทำ ทำให้เศรษฐกิจโต ก็อาจจะมีเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นตามมา ตัวเลขการว่างงานที่ต่ำโดยทั่วไปก็จะประมาณ 5 %  ซึ่งเมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น จากการที่ทุกคนมีรายได้ก็จะทำให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ค่าแรงสูงขึ้น และส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจในภาพใหญ่

  1. ที่มาของแหล่งข่าว

ที่มาของแหล่งข่าวก็มีความสำคัญ แม้ว่าข่าว Non-farm จะเป็นตัวเลขเดี่ยว ๆ แต่ก็เป็นตัวเลขภาพรวม ซึ่งมาจากหลายภาคส่วน ที่ไม่ใช่ภาคการเกษตร ทำให้ข่าวที่ออกมา ถ้าหากเราแยกย่อยเฉพาะไปราย Sector ก็จะมีผลมาก ตัวอย่างเช่น การเติบโตในภาคอสังหาริมทรัพย์มีการจ้างงานมากขึ้น อาจจะหมายถึงความต้องการในการซื้อบ้าน หรือการปรับปรุงบ้าน การขยายตัวของที่อยู่อาศัย ซึ่งจะกระทบกับ ภาวะหนี้สิน การกู้ยืม และกระทบกับอัตราดอกเบี้ยตามมา

  1. รายได้ต่อชั่วโมง

นี่ก็เป็นอีกตัวแปรหนึ่งที่สำคัญของข่าว Non-farm เพราะว่า องค์ประกอบนี้ จะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการจ้างงาน เช่น ถ้าหากตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น แต่ค่าแรงน้อยลง ก็จะไม่มีประโยชน์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วมันจะกระทบกับรายได้ ราคาสินค้า มันคือสิ่งที่พวกเขาได้รับจากการทำงานเป็นค่าแรงเพื่อเอาไปจับจ่ายใช้สอย

จะเห็นได้ว่าไม่ว่าการวิเคราะห์จะวิเคราะห์ในภาคเศรษฐกิจจริง หรือการวิเคราะห์สำหรับตลาดการเงินแล้ว ข่าว Non-Farm Payroll นั้นมีความเชื่อมโยงกันอีกทั้งยังเป็นตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับประเทศสหรัฐฯ และทุกคนจับจ้อง

การเทรดข่าว Non-Farm Payroll

การเทรดข่าว Non-Farm Payroll ก็เหมือนกับการเทรดข่าวอื่น ๆ เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่แรง สิ่งที่เราทำได้คือ การวางกับดักราคา ผมต้องย้อนไปกราฟภาพด้านบน จะเห็นว่า ราคามันเคลื่อนไหวขึ้นก่อนแล้วจึงปรับตัวลง การตั้งค่า Pending Order ประเภท Stop order ไว้ก่อนจะมีประโยชน์มาก

ภาพที่ 5 Nonfarm Payroll คืออะไร? – ตัวอย่างการเทรด Non-farm Payroll

ในภาพผมใส่เส้นสีน้ำเงินไว้สำหรับการส่ง Pending สีน้ำเงินด้านบนคือ Buy Stop order ขณะที่ด้านล่างคือ Sell Stop ออเดอร์ แม้มันจะดูง่าย แต่เพราะว่าอันนี้ผมทำกับกราฟที่ผ่านไปแล้ว ดังนั้นใครก็ทำได้ แต่ถ้าหากทำตอนที่ราคายังไม่เปลี่ยนแปลง จึงไม่สามารถทำได้ ใครจะรู้ว่ามันจะมีกรอบเท่าไหร่ การกำหนดกรอบการตั้งออเดอร์จึงเป็นเรื่องยาก และที่สำคัญจึงควรตั้ง Stop loss เพื่อป้องกันการผิดพลาดไว้ทุกครั้ง ถ้าหากใครตั้งแคบไปแล้วมันเคลื่อนไหวย้อนกลับมาจะไม่ต้องเจ็บตัวครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ Forex Factory เพื่อเตรียมตัวเทรด Forex  

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ Forex Factory เพื่อเตรียมตัวเทรด Forex  

ForexFactory.com เป็นเว็บเทรด Forex ที่ให้บริการด้านข่าวสาร ด้านความรู้ และ ด้านเครื่องมือในการเทรด เว็บ Forex Factory เป็นเว็บบอร์ด ซึ่งอยู่คู่ชาวเทรดมาอย่างยาวนาน มีห้องต่าง ๆ ที่พูดคุยเกี่ยวกับการเทรด Forex มี EA ให้ดาวโหลด และมีกระทู้ที่พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเทรด

ภาพที่ 1 – การใช้ Forex Factory – หน้าเว็บ Forexfactory.com

ถือเป็นเว็บที่ให้ความรู้ด้านการเทรด ที่มียอดการใช้งานสูงที่สุดเว็บไซต์หนึ่งในโลก นอกจากกลุ่มชุมชนนักเทรดขนาดใหญ่แล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ Forex Factory เป็นที่นิยม เพราะว่า มีปฏิทินเศรษฐกิจ พร้อมประมาณการ การคาดการณ์ข่าวที่จะกระทบกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินคอยให้บริการ ซึ่งด้วย Function นี้ทำให้เว็บเป็นที่นิยมจากนักเทรดทั่วโลก ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีคู่แข่งมากนัก ในวันนี้ผมจะทำการรีวิวเว็บ Forex Factory ให้ฟัง รวมทั้งการใช้งานเว็บข่าว การวิเคราะห์ข่าวในการเทรด กลยุทธ์การเทรดโดยใช้ข่าว เป็นต้น

การใช้งานปฏิทินเศรษฐกิจ

ปฏิทินเศรษฐกิจของ Forex Factory ใช้งานได้ง่ายและเข้าใจได้ง่าย ซึ่ง แถวที่เราให้ความสนใจมาก ๆ ก็คือ ค่าเงินที่เราเทรด ในแถบ Currency คือถ้าหากเราเทรดค่าเงิน EURUSD เราก็ต้องดูแถบ Currency ว่าเกี่ยวข้องกับค่าเงินไหนบ้าง และผลกระทบเป็นผลกระทบระดับไหน

ภาพที่ 2 – การใช้ Forex Factory- ตัวอย่างข่าว Forexfactory

ตัวอย่างข้างต้น ผมทำการ Highlight ระดับผลกระทบที่รุนแรงไว้ คือ ผลกระทบที่มีสีแดง โดยเราจะให้ความสนใจกับผลกระทบแค่เท่าที่เราเทรดเป็นหลัก และที่สำคัญที่สุด ค่าเงินกลางที่ส่งผลกระทบกับทุกค่าเงิน นั่นคือ ค่าเงิน USD เนื่องจากค่าเงิน USD นั้นใช้เป็นค่าเงินฐานของทุกค่าเงิน ทำให้การเคลื่อนไหวของทุกค่าเงินในตลาด มันต้องสอดคล้องกับ USD ดังนั้น เราก็ต้องให้ความสำคัญกับมันด้วย

สิ่งสำคัญต่อมาที่ต้องทำความเข้าใจคือ เนื้อหาของข่าว ในภาพที่ 2 ผมได้ทำการบอกระดับผลกระทบแล้ว แต่อย่าพึ่งไว้ใจว่ามันจะเป็นไปตามนั้นเสมอไปครับ บางอย่างสีเหลืองก็ให้ผลกระทบมากมายเช่นเดียวกัน ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือ ทำความเข้าใจเนื้อหาของข่าว โดยการศึกษาเรื่องเศรษฐกิจ การเงิน และนโยบายของประเทศไว้เป็นสำคัญ เมื่อท่านทำการศึกษานโยบายเศรษฐกิจ แรก ๆ ท่านจะงง เพราะว่า ท่านไม่มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจสะสมมามากพอ สิ่งที่ทำได้คือ อ่านไปเรื่อย ๆ ครับ อ่านละเอียด ๆ อย่าอ่านแบบแค่หัวข้อแล้วก็บอกว่านี่คืออ่านแล้ว ท่านจะไม่มีทางเก่งได้ด้วยวิธีการแบบนั้น เราจะต้องคลิ๊กเข้าไปอ่านเนื้อหา ในภาพต่อไป ผมจะยกตัวอย่างการคลิ๊กไปอ่านข่าว BOC Monetary Report ครับ ซึ่งเป็นรายงานการเงินของประเทศแคนาดา ดังนี้

ภาพที่ 3  การใช้ Forex Factory- การคลิ๊กดูข่าว Forex

ภาพที่ 3 ในรูป Folder เล็ก ๆ ด้านบน เราสามารถคลิ๊กได้ นี่แหละครับ คือแหล่งศึกษาข้อมูลย้อนหลังของเรา สิ่งที่เราจะต้องไปค้นคือ ตรง Source คือแหล่งที่มาของข่าว ซึ่งแหล่งข่าวในตัวอย่างก็จะมาจาก ธนาคารกลางแห่งชาติแคนาดา ซึ่งจะรายงานเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าคลิ๊กเข้าไปตอนที่ข่าวยังไม่ถึงเวลานี่จะเจอข่าวนะครับ มันต้องรอเวลาที่เขารายงานข่าวครับ

ในตัวอย่างผมได้ย้อนไปคลิ๊กข่าวเก่าที่เกิดขึ้นเมือ่เดือนเมษายน 3 เดือนก่อนหน้านี้เป็นข่าวเกี่ยวกับผลงานทางด้านเศรษฐกิจของประเทศแคนาดา

ภาพที่ 4  การใช้ Forex Factory – ต้นตอของข่าว

ในเนื้อหาข่าวได้ทำนายการเติบโนของเศรษฐกิจของแคนาดา ว่าอาจจะเติบโต 1.2 % ต่อปี และเติบโต 2.1 % ในปีถัดไป รวมทั้ง 2.0 % ในปี 2021 สำหรับมือใหม่ม อาจจะต้องหาด้วยว่า เขาคาดการณ์จากอะไร เพื่อจะเก็บสะสมความรู้สำหรับการเทรด และการวิเคราะห์ข่าวอย่างอื่นด้วย แต่ว่าในครั้งนี้มันอาจจะไม่ได้บ่งบอกอะไรมากนัก มันบ่งบอกมุมมองทางเศรษฐกิจ มีแนวโน้มที่ค่าเงินของประเทศแคนาดากำลังจะแข็งค่าขึ้น เราคงยกตัวอย่างและพูดกันไปเพียงเท่านี้ก่อนแล้วค่อยพูดกันใน Section ต่อไป

แม้ว่าส่วนที่ผมเพิ่งจะกล่าวไปคือ ส่วนของปฏิทินเศรษฐกิจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด คือ เนื้อหาของข่าวไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญ แต่มันกลับสำคัญเพราะมันทำให้เราเข้าใจภาพรวมของตลาด และเข้าใจภาพรวมของค่าเงินได้ดียิ่งขึ้น และรวบรวมเป็นภาพในหัวขึ้นมาเองอัติโนมัติ

ต่อไปสิ่งที่เราจะดูคือสิ่งทีคนอื่นให้ความสนใจมากที่สุด คือส่วนของตัวเลข การทำนาย และตัวเลขก่อนหน้า เป็นการเปรียบเทียบคาดการณ์ผลกระทบต่อค่าเงิน ดังนี้

ภาพที่ 5  การใช้ Forex Factory – การดูค่าตัวเลขเศรษฐกิจ

ภาพที่ 5 ให้มุ่งไปจุดที่ผมทำการ Highlight ไว้เลย นั่นคือ จุด Actual Forecast Previous  3 จุดนี้จะมีกลุ่มตัวเลขอยู่ คำว่า Actual นั่นคือค่าจริงที่ปรากฏออกมา ในตัวอย่าง ผมของยกตัวอย่าง GDP m/m คือ GDP ที่มีผลการเปลี่ยนแปลงเท่ากับ 0.3 % เพิ่มขึ้น โดยที่ค่าพยากรณ์ เท่ากับ 0.3 % คือได้มีการคาดการณ์ว่าจะตัวเลขที่รายงานออกมาว่าเปลี่ยนแปลง 0.3 % ขณะที่การเปลี่ยนแปลงก่อนหน้า คือ -0.4 % เป็นต้น จุดนี้เป็นจุดที่ทุกคนให้ความสนใจ แต่ว่ามันกลับไม่มีความสำคัญเท่าไหร่ เพราะว่า 2 เหตุผลดังต่อไปนี้

  1. บางครั้งข่าวมันก็รับรู้ไปแล้ว – บ่อยครั้งที่การเทรด คนคาดหวังกับตัวเลขชุดนี้ว่า การคาดการการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร เพราะว่า ผลกระทบของข่าวก็เป็นแบบสีแดง ขณะที่ตัวเลขที่ให้เปลี่ยนแปลงก็แสดงการเปลี่ยนแปลงที่กระทบมหาศาลแน่นอน แต่ปรากฏว่า เมื่อข่าวออกมา การเคลื่อนไหวของค่าเงินกลับไม่มีการเคลื่อนไหวรุนแรงมากนัก อย่างที่เราคาดหวัง สาเหตุก็เพราะว่า ด้วยความที่ทุกคนรู้แล้วว่า ผลกระทบมันรุนแรง ตลอดสัปดาห์ที่รอข่าวออก จึงมีการเทขาย หรือว่าซื้อก่อนหมดแล้ว พอข่าวเกิดขึ้นมาจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่า เทรดเดอร์ชิงรับรู้ความเสียหาย หรือผลประโยชน์ไปเสียก่อน
  2. บางครั้งข่าวมันก็คาดไม่ถึง – เทรดเดอร์หลายคน ไม่สนใจข่าวสีเหลือง ข่าวสีเทา ที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินสำคัญ เช่น ข่าวราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินของประเทศที่นำเข้าและส่งออกน้ำมันเป็นหลัก ทำให้เกิดเหตุการณ์คาดไม่ถึงแล้วมานั่งหาคำตอบว่า เฮ้ย !!! วันนี้ไม่มีข่าวแรงนี่นา แต่พอย้อนกลับไปดูก็ไม่มีอะไร เพราะว่า เราไม่ได้ให้ความสนใจกับมัน แถมไม่รู้จักมันอีกต่างหาก สถานการณ์คือ เราพลาดข่าวสำคัญไป

จากสถานการณ์ที่ผมกล่าวมาทั้ง 2 ประเด็นจะเห็นว่า เอาจริง ๆ แล้วเรารู้แค่ว่าข่าวนั้นจะทำให้ค่าเงินเคลื่อนไหวรุนแรง แต่ไม่ได้ทำให้เรารู้ว่า มันเคลื่อนไหวทางไหน หรือบางครั้งก็ไม่รู้ว่ามันจะเคลื่อนไหวหรือเปล่า แล้วไอ้คนที่บอกว่าเทรดข่าวนั้นทำอย่างไร  ในส่วนนี้ผมก็นำเสนอกลยุทธ์ในการเทรดข่าวไว้แบบหนึ่ง ดังนี้

ภาพที่ 6 การใช้ Forex Factory-กลยุทธ์การเทรด

กลยุทธ์การเทรดข่าวที่ผมนิยมใช้ คือ การส่ง Pending Order ครอบไว้ มันก็เหมือนกับกัปดักราคาที่วางไว้เมื่อราคาเคลื่อนไหวมาชนก็จะทำให้เรามีออเดอร์ โดยที่เราไม่ต้องเดาทิศทาง เราอาศัยความได้เปรียบของความแรงของช่วงข่าวเคลื่อนไหวก็เพียง ซึ่งการส่งคำสั่ง ก็มี 2 แบบ คือ ส่ง Stop ออเดอร์ คือ วางไว้ข้างหน้า เช่น ราคาถ้าพุ่งสูงขึ้นและคิดว่าจะไปต่อให้ส่ง Buy Stop แต่ถ้าคิดว่า มันจะลงแล้วดีดกลับก็ให้ส่ง Buy Limit การส่งแบบนี้ผมชอบส่ง Buy Stop หรือ Sell Stop ไว้มากกว่า เพราะเป็นลักษณะการเทรดตามเทรนด์

หน้าที่ของเทรดเดอร์ในการเทรดลักษณะอย่างนี้ มี 2 อย่างคือ เฝ้าหน้าจอในตอนที่ข่าวออก เพราะว่า เมื่อข่าวออกแล้วเราดันไปทำอะไรทะเล่อทะล่า ไม่อยู่ที่หน้าจอ เราจะพลาดวินาทีสำคัญ มันอาจจะวิ่งขึ้นแล้วดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว ทำให้เรามี position เปิดไว้ไม่ดีทั้ง 2 position ก็เป็นได้ ฉะนั้นเราต้องคอยคุมมันอยู่เสมอ อีกอย่างหนึ่งก็คือ ถ้าหากว่าฝั่งไหนเปิดแล้วต้องปิดอีกฝั่งหนึ่ง ถ้าหากไม่คุมการเทรดนี่รับรองว่าเละ เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับราคาบ้าง เราต้องใส่ใจกับเงินลงทุนของเราที่เราลงทุนไปครับ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Metatrader 5 หรือ MT5 คืออะไร?

คะแนนโดย admin

เส้น

Metatrader 5 หรือ MT5 คืออะไร?

Metatrader 5 หรือ MT5 เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัท MetaQuotes Software ซึ่งเป็นบริษัทในรัสเซียที่เน้นไปที่การพัฒนาซอฟแวร์ที่ใช้ในการเทรดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งผลิตภัณฑ์หลักมี Meta Trader 4 และ Meta Trader 5 บริษัทมีการจัดตั้งบริษัทและขายผลิตภัณฑ์อยู่ใน Cyprus แต่ว่าตัวผลิตภัณฑ์นี้สร้างขึ้นใน Russia เป็นหลัก ตัวผลิตภัณฑ์ Meta Trader 5 หรือ MT5 นี้เป็น version ปรับปรุงหลังจากความสำเร็จอย่างล้นหลามของ MT4 ซึ่งได้ขยายผลิตภัณฑ์ในโปรแกรม Meta Trader 5 ไว้ให้ครอบคลุมถึง หุ้น โภคภัณฑ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย นอกจากนี้ยังได้ทำการปรับปรุงภาษา MQL5 เพิ่มเข้ามาด้วย โดยภาษาที่ใช้ก็ได้ปรับปรุงทำให้แตกต่างจาก MT4 อยู่พอสมควร อย่างไรก็ตาม MT5 ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่ ซึ่ง Meta Trader 5 นั้นมีเพียง 50 บริษัทโบรคเกอร์เท่านั้นที่มีเวอร์ชั่นใหม่ เพราะว่ากว่า 400 บริษัทที่เหลือ ยังเน้นไปที่การใช้ MT4 เนื่องจากขาด Backward Compatibility หรือก็คือ โปรแกรมที่รันโดยใช้ MT4 ถ้าหากนำมาใช้ใน MT5 จะต้องนำมาเขียนใหม่หมด เพราะมันใช้ด้วยกันไม่ได้ และสิ่งสำคัญคือ EA หรือ Expert Advisor ที่ได้รับการพัฒนาก่อนหน้านั้น อยู่ในรูปแบบของ MT4 เสียเป็นส่วนใหญ่ทำให้มันใช้การไม่ได้ และ ทำให้ MT5 ไม่ได้รับความนิยมมากเท่าที่ควร

ภาพที่ 1 Meta trader 5 คืออะไร? – MQL 5 Language

ต่อไปเราจะไปดูกันว่า MT4 กับ MT5 นั้นแตกต่างกันในจุดไหนบ้างและ ข้อดีข้อเสีย ใครเป็นใคร อะไรยังไงมาดูกันในรายละเอียด ได้ครับ

เปรียบเทียบ MT4 กับ MT5

ภาพที่ 2 Meta Trader 5 คืออะไร – เปรียบเทียบ MT4 กับ MT5

MT5 นั้นได้ออกมาให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2010 จนป่านนี้ ปี 2019 แล้วก็ยังไม่ค่อยมีคนใช้มากเท่าไหร่ ซึ่งนานขนาดนี้แล้วเมื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้ของ MT4 กับ MT5 แล้วก็ยังมีสัดส่วนน้อยอยู่ดี ถ้าหากเราเปรียบเทียบกับ MT4 แล้วทำไมถึงไม่มีคนย้ายมาใช้ MT5 กันเลย สาเหตุหลัก ๆ น่าจะมาจากประเด็นดังต่อไปนี้

  • แรกเริ่ม MT5 ไม่รองรับกลยุทธ์เทรดแบบ Hedging

สำหรับการเทรด Forex นั้นจะแตกต่างจากตลาดหุ้นของประเทศไทย ซึ่ง ประเทศไทยจะไม่สามารถทำการ Sell หรือว่า Short ได้ คำว่า Short ก็คือ การ Sell ส่วนการ Long คือ Buy นั่นแหละครับ ในตลาดหุ้นไทย เราจะสามารถทำได้แค่การ Buy และเมื่อกำไรก็ทำการ Sell หรือขายหุ้นที่เรามีออกไป แต่!!! ในตลาด Forex สิ่งเหล่านี้มันจะเรียกว่า Position แทน โดยใช้การเปิดสถานะ เรียกว่า Open Position ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็น Buy ทุกครั้งไป ในตลาดหุ้นเริ่มด้วย Buy ก่อนและมีหุ้นก่อนถึงจะทำการ Sell ได้  แต่ที่นี่ทำการ Sell ของที่เราไม่มีได้ และเรียกว่า Open Position คือ Short หรือ Sell นั่นแหละครับ เมื่อเปิด position ก็มีการเปิด position ถ้าจะให้อธิบายก็คือ การขายก่อนแล้วต้องไปซื้อมาคืนในราคาที่ถูกกว่าถึงจะได้กำไร แต่ถ้าว่า ขายไปก่อนแล้วดันขาดทุนเพราะว่า สินทรัพย์ที่เราขายดันไปต่อ เราก็ต้องไปซื้อมาใช้คืนในราคาที่แพงกว่าเดิม อย่างนี้ก็ขาดทุนได้ครับ

ภาพที่ 3 Meta Trader 5 คืออะไร – การส่ง Hedging Techniques

ที่อธิบายอย่างนี้ก่อนเพราะว่า มันเกี่ยวกับการ Hedge ที่ว่า ทีนี้ ถ้าหากเรา Buy ก่อน แล้ว Sell ทีหลังโดยไม่ปิด Buy ใน MT5 มันไม่ให้ทำเพราะว่า Position คานกันแล้วหมายความว่าคุณ Take Profit ไปแล้ว แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ เพราะว่า มันไม่ได้ Close position ทำให้คนที่อยากจะสะสม position Long แต่ว่า จะทำกำไรจากความผันผวนระยะสั้นด้วย ทำไม่ได้นั่นเอง ผมยกตัวอย่างก็คือ ถ้าหากเรา Buy EURUSD จำนวน 1 Lot และปรากฏว่ากราฟเข้าทางเรา และกำไร เราจะทำการ Sell เพราะคิดว่ามันจะกลับตัว จำนวน 0.3 Lot โปรแกรมจะไม่อนุญาติให้ทำ เพราะว่า คุณตะต้องปิด Buy 0.3 Lot และเหลือ Buy ไว้ 0.7 Lot เหตุนี้ทำให้คนที่ชอบ Short และ Long พร้อมกัน หรือว่า Hedging ไม่นิยมใช้ MT5 เลย เรียกว่าออกกฏมาฆ่าตัวเองแท้ ๆ  ภายหลังต้องยกเลิกกฏนี้แต่ก็ไม่มีคนใช้อยู่ดีเพราะเขามองภาพไม่ดีแล้ว แล้วก็ไม่คิดจะใช้มันอีกต่อไป การพัฒนา Software ควรจะปรับปรุงจากของเดิมให้มันดี ไม่ใช่สร้างของใหม่มาแล้วทำได้ไม่ดีกว่าของเดิม

  • กฏ FIFO เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล

กฏ FIFO หรือ First In First Out ถูกนำมาใช้ในการเทรด เป็นกฏที่แปลกประหลาดและมาจากการบริหารจัดการทางบัญชี First In First Out ก็คือ หลักการในการจัดการสินค้าคงเหลือสำหรับสินค้าที่มีอายุสินค้า คือ ถ้าหากซื้อเข้ามาก่อนก็ต้องขายออกไปก่อน หมายความว่า ถ้าหากว่า เราเปิด Buy ออเดอร์แรก แล้วปรากฏว่าขาดทุน และราคาลงไปต่อ เราก็เลยจะเปิดออเดอร์ที่ 2 ซึ่งเราเปิดแล้วที่ราคาต่ำกว่าเดิม และมันเด้งไปทำกำไร แต่ยังไม่ถึงจุดที่ออเดอร์แรกจะกำไร คือมันยังขาดทุนอยู่ พอร์ทโดยรวมเราก็ยังขาดทุนอยู่นิดหน่อย เราจะปิดทำกำไรออเดอร์ที่ 2 ไปก่อน เผื่อว่ามันจะลง และขึ้นไม่ถึงจุดที่ออเดอร์แรกกำไร  แบบนี้ไม่ได้นะครับ!!!! ออเดอร์ที่ถูกเปิดก่อน จะต้องปิดก่อน คือ บ้าไปแล้วนี่มันกฏอะไรเนี่ย กฏที่น่ากลัวแบบนี้ทำให้การเทรด Forex หมดเสน่ห์ไปอย่างสิ้นเชิง จนทำให้ไม่มีคนใช้ MT5 ครับ กลับไปใช้ MT4 ดีกว่า ถ้าจะต้องเทรดอะไรแบบนี้

  • EA และ Indicator ที่ใช้บน MT4 นำมาใช้บน MT5 ไม่ได้

เหตุผลนี้การที่ EA มีบริษัทและ Developer เขียน EA ขึ้นมาใช้งานจำนวนหนึ่งใน Platform ของ MT4 ปรากฏว่า จู่ ๆ มาบอกว่า EA เหล่านั้นจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป เขาก็ไม่ใช้งาน เพราะว่า คนเขียน EA พวกนั้นก็หายไปไหนไม่รู้หมดแล้ว จนทำให้คนพัฒนาบน platform MT5 ไม่มีเลย ทำให้ผู้ใช้งานโปรแกรมก็น้อยตามไปด้วย และที่สำคัญที่ทำให้การใช้งานของ EA และ Indicator ที่เขียนบท MT4 ไม่สามารถใช้บน MT5 ไม่ได้คือ  Expert Advisor เหล่านั้น ถูกเขียนบนภาษาที่ต่างกัน คือ MT4 จะเขียนบนภาษาที่มี base คล้ายคลึงกับภาษา C ขณะที่การเขียน Expert Advisor บน MT5 นั้นเขียนบน Base ภาษา C++ การทำงานร่วมกันจึงทำไม่ได้อย่างสิ้นเชิง

ภาพที่ 4 Meta Trader 5 คืออะไร – ห้ามใช้ MT4 indicator

  • MT5 ใช้ทรัพยากร RAM กับ CPU มากกว่าเดิม

ภาพที่ 5 Meta Trader 5 คืออะไร? – MT5 กิน RAM

ปัญหาการใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์นั้นเป็นปัญหาเล็กน้อย ที่ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก แต่ว่าสำหรับคนที่ซอยคอมพิวเตอร์และมีการรัน VPS service นั้นค่อนข้างจะเป็นปัญหาเพราะว่า จำนวน User ที่สามารถใช้บริการนั้นก็จะน้อยลง พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่มีคนให้บริการ Server สำหรับการรัน EA MT5 นั่นเอง มันคือสภาพแวดล้อมที่ดี เหมือนกับการที่ Huawei โดนแบนไม่ให้ใช้ Android นั่นแหละครับ ต้องมาสร้างอะไรเองใหม่หมดก็เสียเวลาครับ เลยไม่มีคนใช้

นอกจากประเด็นหลักที่กล่าวมาแล้วยังมีประเด็นรองที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยสรุปได้ดังนี้

  • จำนวน Pending Order ใน MT4 มี 4 ประเภท ขณะที่ MT5 มี 6 ประเภท ซึ่งข้อนี้ไม่มีผลต่อการส่งคำสั่งมาก เรียกว่า เสียมากกว่าได้ลูกค้าจากฟังค์ชั่นที่ใช้ได้ไม่ค่อยดี
  • ใน MT4 นั้นไม่มีแสดง Volume การซื้อขายในตลาดของแต่ละราคา นั่นก็คือลักษณะที่เหมือนตลาดหุ้นทำให้เราทราบว่า ช่วงราคานี้มีคนซื้อหรือขายอยู่เท่าไหร่ ซึ่งคนที่ใช้ MT4 ก็ไม่ได้แคร์เท่าไหร่ ขอแค่มันกำไรก็พอ และไม่รู้ว่าต่อให้รู้ จำนวนเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาเทรดได้กำไรได้ง่าย
  • MT5 มี Indicator พื้นฐานเพิ่มขึ้น 8 ตัว จากเดิมที่ MT4 มี 30 ตัว ซึ่งข้อนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับ MT4 เอาเสียเลยเพราะว่า MT4 นั้นมีคนสร้าง Indicator ไว้เยอะมาก ต่อให้ไม่แถม Indicator พื้นฐานมาเลยก็สามารถดาวน์โหลดเอาได้เต็มไปหมด
  • ซอย Time Frame ละเอียดขึ้น เดิมที Time Frame ใน MT4 มี อยู่9 Time Frame ให้เลือก แต่ MT5 มีแยกละเอียดออกไปอีก เช่น กราฟ 2 ชั่วโมงเป็นต้น การกระทำดังกล่าว บางคน หรือบางระบบเทรดอาจจะชอบ แต่ก็อย่างที่บอกว่า ไม่ได้ทำให้กำไรมันเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ค่าเงิน GBPJPY

คะแนนโดย admin

เส้น

ค่าเงิน GBPJPY

ค่าเงิน GBP คือค่าเงิน Cross ข้ามคู่เงิน  การ Cross ข้ามคู่เงิน ก็คือคู่เงินที่ไม่ได้มีค่าเงิน USD เป็นหน่วยกลาง ซึ่งค่าเงิน GBPJPY มาจากค่าเงิน GBPUSD และค่าเงิน USDJPY ค่าเงิน GBPJPY เป็นค่าเงินที่นิยมเทรดคู่หนึ่ง เพราะว่า คู่นี้เป็นการรวมกันของคู่เงินที่มีตัวเลขสูงที่สุดและตัวเลขต่ำที่สุด ในบรรดาค่าเงิน 4 ค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุด 4 อันดับในตลาด Forex ดังนั้น ทำให้คู่เงินทั้ง 2 จึงเป็นที่สนใจ

สำหรับใครที่เทรดค่าเงินนี้ มักจะเทรด ค่าเงิน GBPUSD และ USDJPY มักจะทำการ Triangular Arbitrage หรือก็คือ การคานกัน  3 ค่าเงิน ได้แก่ การ Long GBPUSD ตีความหมายได้คือ การ Buy GBP และ Sell USD และหลังจากนั้นไปทำการ Buy USDJPY นั่นก็คือ การ BUY USD และ Sell JPY และทำการ Short GBPJPY นั่นก็คือ การ Sell GBP และ Buy JPY ซึ่งถ้าหากดูดีดี จะเห็นว่ามันคานกันหมดและไม่เคลื่อนไหวไปไหนเลย การคานกันอย่างนี้ทำให้สิ่งที่เคลื่อนไหวคือ ค่า Swap หรือก็คือจะขาดทุนส่วนต่างดอกเบี้ยไปไปเรื่อย ๆ  การทำ Triangular จึงไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ภาพที่ 1

คู่เงิน GBPJPY เป็นคู่เงินที่มี Gearing สูงสุด คำว่า Gearing สูงสุด หมายความว่า มีการเคลื่อนไหวของกำไรขาดทุนเยอะ ด้วย 2 สาเหตุเพราะว่า การเคลื่อนไหวต่อจุดนั้นเปลี่ยนแปลงมาก 2 กำไร/ขาดทุน ต่อ pip นั้นมีมาก สำหรับคนที่คิดว่าได้กำไรเยอะดีก็อาจจะบอกว่า ค่าเงินนี้ทำให้ได้กำไรเยอะดี ก็ทำให้นิยมเทรดในกลุ่มนักเทรด Forex สาเหตุที่มันมีค่า Gearing สูงก็เพราะว่า มันเป็นการจับคู่ของค่าเงิน GBP ซึ่งมีค่าสูง ประมาณ 40 บาทไทย ขณะที่เงินเยน ยังมีหน่วยที่น้อยกว่า 1 บาทไทย เรียกได้ว่า 1 บาทไทยแลกได้ 3 เยน ด้วยเหตุนี้ทำให้การเคลื่อนไหวจึงมาก เพราะว่า การเอา GBP อยู่ข้างหน้าหมายความว่าเอาเลขจำนวนเยอะตั้งและหารด้วยเลขจำนวนน้อย  นั่นเอง

ภาพที่ 2 ค่าเงิน GBPJPY – แสดงความผันผวนของค่าเงิน

อย่างไรก็ตาม การจับคู่กันของ 2 ค่าเงินที่มีขนาดเล็กที่สุดกับขนาดใหญ่ที่สุดที่มีปริมาณการเทรดมากที่สุด นั้นไม่ได้บอกว่า ค่าเงินจะมีความผันผวนสูง ตรงกันข้าม ค่าเงิน ไม่ได้มีความผันผวนมากเท่าที่ควร เนื่องมากจาก การเคลื่อนไหวของค่าเงินค่อนข้างมีทิศทางและไม่แกว่งตัวมากนัก

ในภาพที่ 2 แสดงความผันผวนของค่าเงิน GBPJPY ในวงกลมสีแดง สิ่งนั้นเรียกว่า ความผันผวน ความผันผวนก็คืออาการแกว่งขึ้นลงของค่าเงิน ขณะที่วงกลมสีแดงแสดงการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่มีความผันผวนต่ำ จะสังเกตุว่า ค่าเงิน GBPJPY ไม่ได้มีความผันผวนมากเท่ากับค่าเงิน EURUSD เนื่องจากปริมาณการเทรดที่สูงทำให้ค่าเงิน EURUSD เป็นค่าเงินที่มีความผันผวนมากที่สุด ในกลุ่มค่าเงินด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ค่าเงิน GBPJPY ก็เป็นค่าเงินที่สามารถเทรดได้ และไม่ถือว่าเป็นค่าเงินที่เงียบเกินไป สัดส่วนการเคลื่อนไหวต่อ Spread ก็มีมูลค่าสูง ทีนี้เรามาดูกันว่า ค่าเงิน GBPJPY ทำอะไรได้บ้าง

ทำไมเราควรเทรดค่าเงิน GBP/JPY

ค่าเงินที่เทรดมีหลายค่าเงิน ถ้าหากเรารวมพวก ETF เข้าไปด้วย Futures แล้วก็ Option ที่มีอยู่ในตลาดก็มีเครื่องมือหลายรูปแบบให้เทรด แล้วทำไมต้องมาสนใจค่าเงิน GBPJPY กัน ผมจะอธิบายเป็นข้อ ๆ กันเลย

ความผันผวน   – หากเราพูดถึงความผันผวน หรือ Volatility มันคือ โอกาสของเทรดเดอร์ที่จะเข้าเทรด เพราะว่า ความผันผวนจะสร้างโอกาศในการเข้าเทรด แต่ถ้าหากค่าเงินไหนไม่มีการขยับเขยื้อน ปริมาณการเทรดน้อย นั่นหมายถึงความผันผวนที่ต่ำ ความผันผวนอาจจะมองคนละมุมกับความเสี่ยง เพราะว่า ความผันผวนไม่ได้หมายความถึงความเสี่ยงเสมอไป  จากข้อมูลของ MT4 ถ้าหากเราย้อนไปปลายปี 2000 และมาถึงตอนนี้ ค่าเงิน GBPJPY มีการเปลี่ยนแปลงกว่า 15,000 Pip ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มหาศาล การเคลื่อนไหวของค่าเงินจึงเป็นตัวสร้างโอกาสในการเทรด

ภาพที่ 3 ค่าเงิน GBPJPY – ความผันผวนของค่าเงิน GBPJPY ตั้งแต่ปี 200 – 2019

ธรรมชาติของค่าเงิน

ธรรมชาติของคู่เงินนั้นกล่าวถึงลักษณะของคู่เงิน GBPJPY ซึ่งครั้งหนึ่งค่าเงินปอนด์เป็นค่าเงินที่มีความเสถียรสูงมากค่าเงินหนึ่ง มีค่าเงินที่อัตราดอกเบี้ยสูง ซึ่งนำไปสู่การใช้ค่าเงินปอนด์ในการทำ Carry Trade หรือการถือค่าเงินเพื่อหวังส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน JPY เป็นค่าเงินที่ใช้สำหรับการทำ Carry Trade เช่นกัน  ซึ่งมันทำให้ตลาดมีความคึกคัก และเมื่อเกิด

ความเสี่ยง

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกดูดี หุ้น และโภคภัณฑ์ ขึ้น ซึ่งจะสวนทางกับพันธบัตรรัฐบาลจะมีผลตอบแทนลดลง   มันคือโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนในการเทรดทั้งนั้น การที่จะดูว่า สถานการณ์ของหุ้น หรือว่า พันธบัตรนั้นเป็นอย่างไร ให้เราดูที่ค่าเงิน GBPJPY เพราะว่ามันจะเคลื่อนไหวคล้ายคลึงกับหุ้นและโภคภัณฑ์ เพราะอะไรหน่ะหรือ? เพราะว่า ตลาดหุ้นที่มีปริมาณการเทรดมหาศาล 3 อันดับของโลกนั้น ได้แก่ ตลาดหุ้นลอนดอน ตลาดหุ้นนิวยอร์ค และ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ค่าเงิน GBPJPY นั้นเป็นตัวแทน 2 ตลาดหุ้นในค่าเงินเดียว การที่เราจะดูว่าตลาดมีความผันผวนขนาดไหนของทั้ง 2 ค่าเงิน จึงเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่เราจะใช้ค่าเงิน GBPJPY ในการดูว่า ตลาดหุ้นช่วงนี้อยู่ในภาวะฟองสบู่ อยู่ในช่วงเติบโต อยู่ในช่วงถดถอย หรือในช่วงวิกฤติ เพราะมันสะท้อนผ่าน 2 ค่าเงินนี้ด้วย

ภาพที่ 4 ค่าเงิน GBPJPY – ความผันผวน กับ ความเสี่ยง

นอกจากลักษณะที่กล่าวมาทั้งหมด ว่าทำไมเราต้องเทรดค่าเงิน GBPJPY แล้ว เราจะมาดูกันว่า แล้วอะไรบ้างที่ส่งผลต่อค่าเงิน GBPJPY ที่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงจนสร้างแรงดึงดูดใจให้เทรดเดอร์ชอบมาเทรดค่าเงินนี้กัน

สิ่งที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน

โภคภัณฑ์พลังงาน

ถ้าหากคุณต้องการที่จะวิเคราะห์ ค่าเงิน GBPJPY สิ่งหนึ่งที่คุณต้องให้ความสำคัญก็คือ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน ซึ่งมีมากกว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจ สำหรับค่าเงิน GBPJPY สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องดูก่อนที่จะไปวิเคราะห์ค่าเงิน คุณต้องดูว่ามีแรงขับอะไรที่ผลักดันค่าเงิน GBPJPY อยู่ เนื่องจากค่าเงิน GBPJPY นนนั้นมีความเกี่ยวข้องกับราคาพลังงานและมีความสำคัญต่อกันอย่างลึกซึ้ง ซึ่งมาจากการที่ญีปุ่น เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันปริมาณมหาศาล รวมทั้ง ก๊าซธรรมชาติ เพราะประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่พอสมควร ในปี 2014 ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ทั้งนำมันดิบและทั้งก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับ 4 ของโลก มันทำให้ การดูราคาพพลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่จะต้องพิจารณาก่อนในการวิเคราะห์ค่าเงิน GBPJPY

ภาพที่ 5 ค่าเงิน GBPJPY – แท่นขุดเจาะน้ำมัน

ปัจจัยอื่น ๆ

นอกจากปัจจัยเรื่องของพลังงานแล้ว ในการดูค่าเงิน GBPJPY สิ่งที่ต้องดูคือปัจจัยเศรษฐกิจ และการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งมีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินมาก โดยต้องดูปัจจัยเหล่านี้ประกอบกัน

ธนาคารกลางอังกฤษ – เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเคลื่อนไหวของรัฐบาลอังกฤษ เรื่องอัตราดอกเบี้ย เรื่องนโยบายการเงิน นโยบายภาษี การรายงานเศรษฐกิจเช่น GDP หรือ อัตราการว่างงาน ย่อมส่งผลต่อค่าเงินด้วยน้ำหนักที่มีนัยสำคัญ ตัวอย่างเช่น การใช้ QE โปรแกรมของธนาคารกลาง ทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินแกว่งตัวรุนแรง เพราะกระทบกับปริมาณเงินโดยตรง

ธนาคารกลางญี่ปุ่น – ธนาคารกลางญี่ปุ่นก็ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ GBPJPY โดยตรง เนื่องจากประเทศญี่ปุ่น ดำเนินนโยบายค่าเงินโดยที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำ  ซึ่งทำให้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน และเทรดเดอร์ควรจะสนใจอัตราดอกเบี้ยนี้ รวมทั้ง ดัชนีราคาผู้บริโภค ตัวแปรชี้วัดเศรษฐกิจตัวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับค่าเงินญี่ปุ่น

ค่าเงินอื่น ๆ – นอกจากการที่เราจะต้องดูตัวแปรทางเศรษฐกิจแล้วสิ่งที่เราต้องดูคือ ความเคลื่อนไหวของค่าเงินอื่นๆ  ก็มีผลกระทบกับคู่ GBPJPY เพราะว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินย่อมมีความสัมพันธ์กัน และเป็นไปในทิศทางใกล้เคียงกัน เนื่องจากเราอยู่ในโลกที่มีเศรษฐกิจเชื่อมโยงกันนั่นเอง

ดัชนีตลาดหุ้น – ดัชนีตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน คือ ดัชนีตลาด FTSE 100 และ Nikkei 225 ซึ่งเป็นตลาดหุ้นของทั้ง 2 ประเทศการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจึงส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินอย่างหลีกเลี่ยงไมได้

ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ในการวิเคราะห์และการตัดสินใจในการเทรดค่าเงิน GBPJPY ซึ่งจะนำไปสู่การเทรดที่ประสบความสำเร็จ

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ค่าเงิน GBPUSD

คะแนนโดย admin

เส้น

ค่าเงิน GBPUSD

คู่เงิน GBPUSD คือ คู่เงินที่เปรียบเทียบค่าเงินกับค่าเงิน USD โดยบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะ ค่าเงิน GBP หรือ ค่าเงินปอนด์ อังกฤษ แต่ไม่ได้ใช้ในเฉพาะประเทศอังกฤษ ซึ่งใช้ในประเทศ สหรราชอาณาจักร ซึ่งสามารถเรียกสั้น ๆ ว่า ปอนด์ โดย โดยเป็นค่าเงินที่ใช้เป็นทางการของ สหราชอาณาจักร (เวลส์  ไอร์แลนด์  อังกฤษ สก็อตแลนด์) Jersey ,  Guernsey, the Isle of Man, South Georgia and the South Sandwich Islands, British Antarctic Territory, และ Tritan da Cunha โดยทั่วไปแล้วเงินปอนด์จะแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ 100 pence  ค่าเงินเปอนด์ถือได้ว่าเป็นค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับ 4 ในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งน้อยกว่า ค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐ ค่าเงินยูโร และค่าเงินเยน ค่าเงินปอนด์ เป็นหนึ่งในเงินที่ถูกใช้เป็นเงินสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดเป็นอันดับสาม คิดเป็นประมาณ 4 % ของเงินสำรองทั้งหมด

ภาพที่ 1 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงแผนที่กลุ่มประเทศสหราชอาณาจักร

ข้อมูลเบื้องต้น

ชื่อเต็มของเงินปอนด์ คือ ปอนด์สเตอลิ่ง  ซึ่งใช้สำหรับอย่างเป็นทางการและใช้เมื่อมันจำเป็น เพื่อใช้บอกความแตกต่างจากค่าเงินอื่นที่มีชื่อใกล้เคียงหรือเหมือนกัน คำว่า ปอนด์ ถือเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ชื่อเงินปอนด์บางครั้งอาจจะใช้คำว่า Sterling หรือ ใช้คำว่า Ster หรือ stg ก็มีบ้าง  อัตราแลกเปลื่ยนเงินปอนด์ ที่เปรียบเทียบกับค่าเงินดลล่าร์สหรัฐฯ นั้นจะมีชื่อเรียกว่า Cable ซึ่งคำนี้มาจากการที่ในช่วงปี 1800  ค่าเงิน GBPUSD จะถูกโอนผ่าน transatlantic cable เลยเรียกชือ่ว่า cable  ซึ่งคนที่เทรด GBP/USD บางครั้งก็เรียกคนเทรดนี้ว่า “Cable dealers”  เงินปอนด์นั้นเคยถูกใช้เป็นมาตรฐานทองคำมาก่อน ในช่วงก่อนสงครามโลก ซึ่งต่อมาภายหลังได้มีการใช้ระบบค่าเงินผันแปร หลังจากที่ทั่วโลกมีการปรับเปลี่ยนและเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ

ราคาของเงินปอนด์

ราคาของเงินปอนด์ ในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา อ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับค่าเงิน USD ดอลล่าร์ อยู่ที่ประมาณ 1.2524 ดอลล่าร์ต่อ 1 ปอนด์ ซึ่งเดิมที การจะแลกเงินปอนด์ต้องใช้เงินดอลล่าร์ถึง 2 ดอลล่าร์เพื่อที่จะแลกให้ได้ 1 ปอนด์ในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา

ราคาของเงินปอนด์นั้น ค่อนข้างมีเสถียรภาพอย่างมากก่อนช่วงที่จะมีการใช้เงินยูโรในสภาพยุโรป ภายหลังปี 2000 ตั้งแต่ปี 2001 – 2007 นั้น เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นมาก ไปจนจุดสูงสุด 2.11 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อ 1 ปอนด์ ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2007 ซึ่งหลังจากนั้นเงินปอนด์อ่อนค่ามาโดยตลอด โดยทำสถิติ ต่ำสุดตั้งแต่ปี 1995 ในปี 2016 ที่ผ่านมานี้เอง การอ่อนค่าของเงินปอนด์นั้นมีหลายสาเหตุ ซึ่งเงินปอนด์เป็นค่าเงินที่เทรดเดอร์นิยมเทรด เนื่องจากเปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง

โดยหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและติดตามเงินปอนด์คือ ธนาคารกลางอังกฤษ ซึ่งจากที่หลังจากที่ธนาคารกลางแห่งสหราชอาณาจักรถูกลดบทบาทลง ธนาคารกลางอังกฤษ ได้ถูกแต่งตั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายการเงิน เพื่อควบคุมอุปสงค์และอุปทานของค่าเงินปอนด์ของอังกฤษ

ภาพที่ 2 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงค่าเงินปอนด์ในโปรแกรม MT4

แล้วปัจจัยอะไรที่กระทบกับการเคลื่อนไหวของค่าเงินปอนด์มากที่สุด ก็จะมีผลต่อการเทรดมากที่สุด ดังเนื้อหาต่อไปนี้

ปัจจัยที่กระทบกับค่าเงินปอนด์

ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีการใช้เงินปอนด์ มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ซึ่งสหราชอาณาจักร เป็นเกาะและอังกฤษอยู่ในเกาะนั้น ร่วมกับ สก็อตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ อังกฤษ และ เวลส์ เศรษฐกิจของอังกฤษ ถือเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในโลก โดยมี GDP ต่อหัวเฉลี่ยที่ 28,100 ปอนด์ ต่อหัว โดยใช้นโยบายตลาดเสรี  โดยมีอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ อุตสาหกรรมเคมี  อุตสาหกรรมอวกาศ เป็นผู้นำด้านเวชภัณฑ์ อาวุธยุทโธปกรณ์  เป็นแหล่งผลิต Software ที่สำคัญของตลาดโลก นอกจากนี้ ตลาดหุ้น London ถือเป็นตลาดหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และใหญ่ที่สุดในยุโรป จากทิศทางอุตสาหกรรมข้างต้น เราจะมาลงลึกถึงรายงานทางเศรษฐกิจที่สำคัญที่กระทบกับเงินปอนด์ ดังต่ไปนี้

  1. GDP และ อุตสาหกรรมการผลิต

GDP ถือเป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะว่า เป็นการผลิตของผลิตภัณฑ์ในประเทศ โดยที่ประชากรในประเทศสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และมีมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่ง GDP จะแปลงความหมายออกมาคล้ายคลึงกับรายได้ ยึ่งสูงหมายความว่าคนในประเทศมีรายได้สูง และการที่มีรายได้สูง ส่งผลต่อการบริโภค การส่งออกและนำเข้าสินค้า ซึ่งเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง ดังนั้น ในภาพจะเห็นว่า ผลกระทบของ GDP จะเป็นข่าวที่มีสัญลักษณ์สีแดง เช่นเดียวกับ อุตสาหกรรมการผลิต เพราะสะท้อนถึงการผลิตสินค้าในประเทศ  ทำให้ข่าวทั้ง 2 ข่าวมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาก

อย่างไรก็ตาม Construction Output , Good Trade Balance Index of Service Industrial production เป็นสีเหลือง ซึ่งตีความได้ว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงิน GBP มากนักในรอบนี้

ภาพที่ 3 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงข่าว ภาคอุตสาหกรรมการผลิตของอังกฤษ และ GDP

  1. ดัชนีราคาผู้บริโภค

Producer  Price Index หรือ ดัชนีราคาภาการผลิต และ Consumer Price Index สะท้อนอำนาจการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ เพราะว่า ราคาสินค้าคือ ต้นทุนของสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นประเทศ อย่าไงรก็ตาม การผลิตและการบริโภค ราคาของผลิตภัณฑ์ แม้จะเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้าเพราะว่า จะเป็นฐษนของราคาสินค้าในการส่งออกและนำเข้าไปด้วย ทำให้ CPI ส่งผลต่อค่าเงินในระดับรุนแรง ซึ่งในภาพที่ 3 แสดงเป็นสัญลักษีสีแดงหมายความถึงผลกระทบต่อค่าเงินสูง

ภาพที่ 4 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงข่าวดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีอื่น ๆ ที่สำคัญ

  1. ยอดขายปลีก หรือ Retail Sales

ภาพที่ 5 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงข่าว ยอดขายปลีกของค่าเงิน GBP

ยอดขายปลีกหรือ Retail Sales หมายถึงยอดขายสินค้าและบริการในประเทศ ยอดขายปลีก กำหนดกำลังซื้อของคนในประเทศ หมายความว่า ถ้ามียอดขายสูงสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจที่ผู้คนกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอย รวมทั้งการบริโภค ซึ่ง สินค้าและบริการที่ขาย ก็ย่อมมาจากภาคอุตสาหกรรม รวมทั้ง การนำเข้าจากต่างประเทศ การขึ้นลงและการเปลี่ยนแปลงของยอดขายปลีก ตามรายงานดังกล่าว จะส่งผลต่อค่าเงิน ซึ่งในภาพที่ 5 ระบุการเปลี่ยนแปลง 1.3 % ที่ส่งผลต่อค่าเงิน

  1. ดัชนีรายได้เฉลี่ย อัตราการว่างงาน และ ยอดหนี้หนี้ภาคเอกชน

ดัชนีรายได้เฉลี่ย (Average Earning Index) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) และ ยอดกู้ยืมสาธารณะ (Public Sector Net Borrowing)  แต่ละตัวมีความสำคัญแตกต่างกันไป ในทัศนะของผู้เขียน อัตราการว่างงานเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญและส่งผลต่อค่าเงินได้มากที่สุดในกลุ่มปัจจัยเหล่านี้ แต่อาจจะมีหลายเหตุผลที่แสดงให้เห็นได้ว่า รายได้เฉลี่ย ตามภาพนั้นส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินปอนด์ได้มากกว่าในโอกาสนี้

ภาพที่ 6 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงข่าว ยอดหนี้ภาคเอกชน และอัตราการว่างงาน

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว รายได้เฉลี่ยควรจะมีน้ำหนักน้อยว่า อัตราการว่างงาน เพราะถ้าหากอัตราการว่างงานที่สูง ย่อมแสดงถึงการที่ประชาชนขาดรายได้ ย่อมทำให้การบริโภค เงินออมลดลง ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมหากอัตราการว่างงานสูงย่อมส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจจริงได้มากกว่า อย่างไรก็ตามรายได้เฉลี่ยก็มีความสำคัญ รวมทั้งยอดหนี้สาธารณะก็มีความสำคัญใกล้เคียงกับยอดรายได้

  1. รายงานภาวะเงินเฟ้อ สรุปนโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ย

รายงานภาวะเงินเฟ้อ ของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE Inflation Report) ถือเป็นรายงานที่มีผลกระทบสูงมากในระดับเดียวกับอัตราดอกเบี้ย GDP และ การว่างงาน ขณะที่ตัวแปรที่สำคัญที่สุดในความเห็นของผู้เขียน คือ อัตราดอกเบี้ย

ภาพที่ 7 ค่าเงิน GBPUSD – แสดงรายงานเงินเฟ้อของอังกฤษ และสรุปนโยบายการเงิน

อัตราดอกเบี้ย ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการกำหนดอุปสงค์และอุปทานของเงิน อัตราดอกเบี้ย ที่สูงจะจูงใจให้คนฝากเงินมากขึ้น ซึ่งไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะคนในประเทศ ถ้าหากอัตราดอกเบี้ยในประเทศสูงกว่าประเทศอื่น ย่อมดึงดูดให้เงินจากประเทศอื่น เข้ามาลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หรือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ขณะเดียวกันก็จะทำให้ภาคเศรษฐกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ส่งผลรุนแรงต่อค่าเงิน ในภาพเป็นสรุปผลนโยบายการเงิน (Monetary Policy Summary) และ อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร (Official Bank Rate) นอกจากนี้ยังมี การแถลงข่าวต่าง ๆ ของผู้ว่าการธนาคารกลาง ต่าง ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยน

ในหัวข้อต่าง ๆ ที่ได้ยกตัวอย่าง จะเห็นว่า ข่าวที่มีความสำคัญมาก บางครั้งก็ไม่ได้มีผลการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากนัก ขึ้นอยู่กับว่า เทรดเดอร์หรือนักค่าเงินคาดหวังอย่างไรกับข่าวที่ออกมา หรือว่า ข่าวนั้นได้รับรู้พฤติกรรม และการตัดสินใจของภาครัฐ หรือข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาไปแล้ว ทำให้ข่าวที่สำคัญมากแต่ก็เคลื่อนไหวไม่มากเช่นเดียวกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ค่าเงิน USDJPY

คะแนนโดย admin

เส้น

ค่าเงิน USDJPY

ค่าเงิน USDJPY คือ ค่าเงินที่เป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนสินค้าหรือบริการ ระหว่างค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ และเงินเยน ญี่ปุ่น ค่าเงิน ค่าเงิน USDJPY ถือเป็นหนึ่งใน 4 ค่าเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน interbank Market  มันเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมในตลาด Forex  และด้วยเหตุที่สภาพคล่องที่สูง ทำให้ Spread ของคู่เงินนี้ต่ำใกล้เคียงกับค่าเงิน EURUSD

การเคลื่อนไหวของค่าเงินญี่ปุ่น คือ ปริมาณธุรกรรมทางภาคเศรษฐกิจจริง และภาคอุสาหกรรมการเงินของประเทศ ภาคเศรษฐกิจจริง  ซึ่งเราจะมาดูเศรษฐกิจเบื้องหลังค่าเงิน USDJPY นี้กัน ซึ่งบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะค่าเงินเยนญี่ปุ่นเท่านั้น เพราะว่า ค่าเงินดอลล่าร์นั้น เป็นค่าเงินที่ใช้ในการสำรองระหว่างประเทศ ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แทบจะเป็นเงินสกุลหลักของทุกประเทศไปด้วย ซึ่งการจะบอกว่า ค่าเงินดอลล่าร์เป็นค่าเงินของประเทศสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวนั้นจะทำให้ข้อมูลนั้นไม่สะท้อนความเป็นจริง แม้ว่า เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จะเป็นตัวผลักดันหลักของการเคลื่อนไหวของค่าเงิน USD ซึ่งรายละเอียดของค่าเงินดอลล่าร์นั้นมีอีกมาก แต่เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของค่าเงินญี่ปุ่น และค่าเงิน USDJPY จึงขอกล่าวคร่าว ๆ ไว้เท่านี้

ภาพที่ 1 ค่าเงิน USDJPY – จำลองขอบเขตประเทศญี่ปุ่น

การเคลื่อนไหวของค่าเงิน USDJPY

ภาคเศรษฐกิจ

พื้นฐานของการเคลื่อนไหวค่าเงิน ซึ่งจะมีเพียงภาคเศรษฐกิจจริง และภาคการเงินเท่านั้น โดยภาคเศรษฐกิจจริง ก็คือ การค้าขายระหว่างประเทศ การซื้อข้าว ขายข้าว การส่งออก ยางพาราเป็นต้น นี่คือภาคเศรษฐกิจจริง แต่ถ้าหากเรากล่าวถึงภาคการเงิน คือการเคลื่อนไหวของเงินทุน เช่น การนำเงินลงทุนไปลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น นี่ถือว่าไม่ได้นำไปลงทุนในหน่วยธุรกิจของประเทศ ทำให้ไม่อยู่ในภาคเศรษฐกิจแต่ก็ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของค่าเงิน USDJPY

พื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมค่าเงิน USDJPY ถึงเป็นที่นิยม ซึ่งตามหลังเพียงแค่ สหรัฐอเมริกา และ ประเทศจริง ในแง่ของ GDP ในปี 2018 และนอกจากนี้ยังเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกในแง่ของ อำนาจซื้อเปรียเทียบ (Purchasing Power Parity)  ปี 2016 จากข้อมูลของธนาคารโลก ประเทศญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะคิดเป็น 230 เปอร์เซ็นต์ของ GDP ภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะมากที่สุดในโลก อุตสาหกรรมที่ทำในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น เครื่องจักรกล มอเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อีเล็กทรอนิกส์ เครื่องมืออุตสาหกรรม เครื่องมือในการเกษตร ส่วนทางด้านธุรกิจการเกษตรของประเทศญี่ปุ่น คิดเป็น 13 % ของพื้นที่ทั้งประเทศ  สินค้านำเข้าหลักของญี่ปุ่นได้แก่ เครื่องจักรกลบางประเภท  เชื้อเพลิงน้ำมัน อาหารซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้อวัว หรือเนื้อสัตว์ สารเคมี ผ้าฝ้ายผ้าไหม และวัตถุดิบที่ใช้ป้อนให้กับโรงงานอุตสาหกรรมของประเทศ  นั่นคือพื้นฐานของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่เรารู้จักดีได้แก่ รถยนต์ กล้องถ่ายรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจำนวนมาก

ภาคบริการ

นอกจากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นแล้ว ยังมีภาคบริการในญี่ปุ่น ยังถือว่าโดดเด่นไม่แพ้ ประเทศใด ๆ และเป็นผู้นำด้านการเงินในแถบเอเชีย ได้แก่ ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจบริการปลีกย่อย ธุรกิจการขนส่ง การสื่อสาร ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของประเทศ ซึ่ง มีบริษัทเด่น ๆ ที่เรารู้จักได้แก่  AEON บริษัทสินเชื่อที่อยู่ในตลาดประเทศไทยด้วยเช่นกัน บริษัท Nomura บริษัท Mitsubishi UFJ และ Mitsubishi Estate รวมทั้งสายการบิน Japan Airlines ถือว่าเป็นหนึ่งในสายการบินระดับโลก

ซึ่งนั่นคือลักษณะธุรกิจบริการที่เรารู้จักดีและมีชื่อดังในญี่ปุ่นที่คอยขับเคลื่อนประเทศ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่คอยกำกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน คือ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ดูแลเสถียรภาพของค่าเงินในประเทศ ซึ่งเราจะมาดูกันว่า ปัจจัยทิศทางของตัวแปรใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับค่าเงิน เยน อย่างมีนัยสำคัญ

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว

นโยบายการเงิน และ อัตราดอกเบี้ย

เป็นที่แน่นอนว่า นโยบายการเงิน และ อัตราดอกเบี้ย นั้นกระทบต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินทุก ๆ  ประเทศ ไม่เว้นแม้กระทั่งญี่ปุ่น ซึ่งการลดหรือเพิ่มดอกเบี้ยนั้นส่งผลกับค่าเงินโดยตรงเนื่องจากเป็นปัจจัยที่กำหนอุปสงค์และอุปทานของเงิน เพราะถ้าหากดอกเบี้ยสูงขึ้น ย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายภาคเศรษฐกิจจริงที่มีการกู้ไปลงทุน และมันคือความคาดหวังของภาคบริการทางการเงิน ที่จะทำให้คนออมเงินมากขึ้นเพราะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เมื่อปริมาณเงินน้อยลงเพราะคนออมเงินมากขึ้น จึงทำให้ปริมาณเงินลดลง ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในปัจจุบัน ประเทศญีปุ่นมีการทำ QE หรือ Quantitative Easing และยังทำการลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับภาคธุรกิจ จนถึงขนาดอัตราดอกเบี้ยติดลบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

ภาพที่ 2 ค่าเงิน USDJPY  – ภาพข่าวนโยบายทางการเงิน

ในช่วงเดือน กรกฎาคม 2018 ธนาคารกลางประเทศญี่ปุ่นมีมติคงอัตราดอกเบี้ยงไว้ที่ระดับ -0.1 % เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ภาคเศรษฐกิจและการเงินในประเทศ  ผลจากการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำ ทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเห็นได้บ่อย ๆ เกี่ยวกับนโยบายทางการเงินและการเคลื่อนไหวของค่าเงิน

ดุลการค้า

ดุการค้า คือ ยอดส่งออกสินค้า หักด้วยยอดนำเข้าสินค้า ถ้าจะให้อธิบายให้ง่าย มันก็เหมือนรายรับรายจ่ายของครอบครัวนั่นแหละครับ การส่งออกก็เหมือนที่บ้านขายของ และการนำเข้าก็คือ ที่บ้านซื้อของ ถ้าหากเราค้าขายสิ่งที่เราต้องทำคือ คงยอดขายของให้มากกว่า ยอดใช้จ่าย

ภาพที่ 3 ค่าเงิน USDJPY – ดุลการค้าระดับผลกระทบของข่าว

เช่นเดียวกับประเทศ ก็เทียบเท่าหน่วยครัวเรือนหนึ่ง ที่ต้องมียอดส่งออกมากกว่านำเข้า ถ้าหากว่า นำเข้ามากกว่าส่งออก็เรียกว่า ขาดดุล และถ้าหากว่า ส่งออกมากกว่านำเข้าก็เรียกว่าได้ดุลกการค้า  การค้าจึงสะท้อนการค้าขายระหว่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เมื่อเกิดการค้าขายจึงกระทบกับค่าเงิน และอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อนำไปใช้ซื้อสินค้าและบริการระหว่างประเทศ ซึ่งทำให้ยอดดุลการค้า เป็นยอดที่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนโดยตรง ในภาพข้างต้น ระดับสีก็จะบอกถึงผลกระทบที่คาดหวังและคาดว่าจะเกิดขึ้นจริง ต่ออัตราแลกเปลี่ยน ถ้าหากสีแดงมาก ๆ ก็จะส่งผลกับอัตราแลกเปลี่ยนในระดับรุนแรง ซึ่งในภาพ Trade Balance หรือ ดุลการค้าส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนในระดับสีส้ม แสดงผลกระทบข่าว ระดับปานกลาง

อัตราการว่างงาน

จริง ๆ ในกลุ่มข่าวที่ผมทำการ highlight ไว้ใน ช่อง 4 เหลี่ยมจะเห็นว่ามี Household spending หรือ การใช้จ่ายภาคครัวเรือน Core CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค  รวมทั้งอัตราการว่างงาน ดังภาพที่ 4

ภาพที่ 4 ค่าเงิน USDJPY – ค่าใช้จ่ายภาคครัวเรือน และข่าวอื่น ๆ

การใช้จ่ายภาคครัวเรือนจะสะท้อน ระบบเศรษฐกิจ ความกังวล ความมั่นใจของผู้บริโภค ที่สื่อผ่านการใช้จ่าย ถ้าหากว่า การใช้จ่ายสูง แสดงถึงการหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจและสภาพคล่องเป็นไปอย่างปกติ  นอกจากนี้ยังมีอัตราการว่างงาน ซึ่งเป็ตัวแปรชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ อย่างไรก็ตามจากที่เห็น จะเห็นว่า อัตราการว่างงานมีผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนในระดับน้อย คือสีเหลือง

ภาพที่ 5 ค่าเงิน USDJPY – รายงานธนาคารกลางญี่ปุ่น

ซึ่งทั้งหมด 4 ข่าวเป็นเพียงตัวอย่างของข่าวที่ส่งผลกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ในนั้นมีการพยากรณ์การเคลื่อนไหวว่า กระทบกับค่าเงินมากขนาดไหน สิ่งหนึ่งจะต้องเน้นย้ำเสมอว่า นั่นเป็นความคิดเห็นของทางเว็บ Forexfactory เท่านั้น เพราะว่า ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลง แม้จะเป็นข่าวเดียวกัน ก็จะส่งผลไม่เท่านั้นในเวลาที่ไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ตัวเลขการว่างงาน ในช่วงเกิดวิกฤติเศรษฐกิจย่อมส่งผลกระทบรุนแรงกว่า ตัวเลขการว่างงานในช่วงเวลาปกติ เพราะว่า ความแตกต่างเหล่านี้ไม่สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของคนในตลดาได้เท่ากัน หรือบางครั้ง ข่าวที่ไม่คิดว่าจะส่งผลต่อราคาหรือการปรับตัวของตลาด ก็ให้ผลตรงกันข้ามได้ ตัวอย่างของ นโยบาย QE ของญี่ปุ่นที่คาดหมายว่าจะออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอยากให้มีสภาพคล่องในการซื้อขายทั้งตลาดการเงินและภาคอุตสาหกรรม แต่ปรากฏว่า หลังจากข่าวออกไปทำให้ค่าเงินของญี่ปุ่นอ่อนค่าลง และทำให้ตลาดหุ้นตกลงไปพอสมควร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดไหมายได้ แม้แต่คนที่คอยควบุมปริมาณเงิน ผ่านเครื่องมือทางการเงินหลายรูปแบบ มีทั้งอำนาจ และเครื่องมือก็ตาม ก็ยังไม่สามารถจะทำนายผลของการใช้เครื่องมือ รายงานเศรษฐกิจ ต่อการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น