การใช้งาน Indicator

คู่มือการใช้งาน Indicator การนำเครื่องมือต่างๆไปใช้ในการเทรด


การใช้งาน Martingale EA

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้งาน Martingale EA

วันนี้ผมนำเสนอ การใช้งาน Martingale EA เบื้องต้น เนื่องจากว่า ความนิยมของการใช้งาน EA นั้นมีสูงมาก ช่วงแรก ๆ คนที่เข้ามาในตลาด Forex ก็เข้าใจผิดคิดว่า EA จะเป็นระบบอัติโนมัติที่สามารถทำกำไรได้ จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่เครื่องมือในการส่งคำสั่ง EA ไม่ว่ารูปแบบไหน ๆ ก็จะออกมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ เนื่องจากกฏของการเทรดที่เราตั้งขึ้น มันไม่ได้มีความยืดหยุ่นพอในการเทรดหลายสถานการณ์ ดังนั้น EA จึงต้องมีการใช้อย่างเหมาะสมในการเทรดด้วยเช่นกัน การเทรด ของ EA นั้นเราต้องมั่นใจว่ามันสามารถทำกำไรได้ และต้องเข้าใจความสามารถของ EA ในการทำกำไร ลักษณะของเงื่อนไข มือใหม่หลายท่านเข้ามาในตลาด และได้รับแจก EA ใช้ในการเทรดไปและคิดว่า มันจะทำกำไรได้สม่ำเสมอ ต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า มันไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกครั้งไปครับ

ในบทความนี้เป็นการใช้งาน EA Martingale ซึ่งเป็น EA ยอดนิยม สาเหตุก็เพราะว่า มันเป็นอีเอ ที่ไม่ขาดทุน เพราะมัน รันตลอดเวลา การที่ไม่ขาดทุนเพราะว่า มันจะเบิ้ลลอทการเทรดไปเรื่อย ๆ เพื่อแก้ทาง แก้ไขความผิดพลาดของการเทรด ทำให้ข้อด้อยของมันคือ คือ ต้องใช้เงินเยอะในการรัน EA ตัวนี้เพราะว่า เราจะต้องเริ่มต้นเทรดด้วย Lot ที่น้อยกว่าเดิมมาก ๆ หลายเท่าตัว นอกจากนี้ EA ยังทำการ เบิ้ลลอท โดยไม่มีกำหนดหยุด Lot ส่งออเดอร์เริ่มต้นจึงต้องมีขนาดเล็กมาก ๆ นั่นเอง การเทรด EA Martingale หลายคนอาจจะใช้เทคนิคที่แตกต่างกัน เนื่องจาก EA martingale ก็ยังแบ่งประเภทได้อีกหลายประเภท เช่น EA Martingale ที่มี Stop loss ก็มี EA Martingale ที่ไม่มี Stop loss แต่สามารถตั้งจุดตัดขาดทุนได้ก็มี ซึ่งเราจะมาว่าด้วยเรื่องของ EA Martingale กันในบทความมนี้ให้หมด

EA Martingale ที่มีชื่อเสียง

เนื่องจาก EA Martingale มีหลายตัว ผมจึงขอยกตัวอย่าง EA Martingale ที่สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจากอินเตอร์เนท โดย EA Martingale ที่มีกล่าวถึงมีจำนวนมาก โดยผมของยกตัวอย่างเพียง 1 ตัวอย่างเท่านั้น คือ EA Forex Grid Trader หรือ คนไทยเรียกมันว่า Forex Setka EA ผมเดาว่า น่าจะเป็นคนไทยตั้งชื่อเองว่า Setka หรือแปลว่าตั้งค่านั่นเอง ส่วน ตัวเดิม Code มันชื่อว่า FXGT หรือ Forex Grid Trader ซึ่งก็คือ การเทรดแบบ Grid หรือที่ส่งเทรดแบบระยะยทางเท่ากัน โดยที่เมื่อผิดทางก็จะเบิ้ลลอทเพิ่มขึ้น ซึ่งเมื่อมันเกิดจังหวะกลับตัวก็จะสามารถกลับมาทำกำไรได้ทันทีนั่นเอง

Link Download EA Martingale : https://www.forexstrategiesresources.com/metatrader-expert-advisors-mt4/7-ea-martingale-collection/

ภาพที่1  แหล่ง Download EA

ตัวอย่าง EA Forex SETKA

อีเอ Forex Setka นั้นเป็น EA ที่ได้รับความนิยมอยู่ช่วงหนึ่ง ตัวมันเป็น เป็น EA ที่ไม่ได้มีการส่งออเดอร์ Forex ที่ซับซ้อน EA Forex Setka นั้น มีหลักการเข้าเทรดง่าย ๆ คือเปิดออเดอร์เลยโดยไม่ต้องพึ่งสัญญาณเทรดจาก Indicator เมื่อเราใส่ EA ลงในกราฟมันก็จะขึ้นการส่งคำสั่งเลยทันที

ภาพที่ 2 การติดตั้ง EA Forex Setka

ด้วยหลักการส่งสัญญาณของ EA แบบนี้หมายความว่า มันสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งคำสั่งได้หลายแบบ เช่น การเปิดออเดอร์เทรดตามเทรนด์ หรือการเปิดออเดอร์เทรดแบบสวนเทรนด็ก็ได้ อย่างไรก็ตามเราก็จะต้องมาพูดถึงหลักการของ EA Martingale ก่อนคร่าว ๆ

หลักการ EA Martingale

หลักการของ EA Martingale เป็น การที่เราไม่ยอมรับผลขาดทุน ขณะที่กำไรเราก็ยอมรับมาด้วยเช่นกัน เพราะว่า เราไม่กล้ายอมรับผลขาดทุน เราจึงส่งออเดอร์ เพิ่มขนาดเข้าไปเพื่อที่จะให้มันย้อนกลับมาและกำไรนิดหน่อยแล้วปิดออเดอร์ทันที ดังนั้นวัตถุประสงค์ของ EA Martingale คือ การแก้ไขความผิดพลาด แต่อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดมันไม่ได้เกิดตลอดเวลา เมื่อความผิดพลาดไม่ได้เกิดตลอเวลา เวลามันถูกเราก็ได้กำไรน้อย เวลามันผิดเราก็เสี่ยงเยอะเพราะเราไม่ยอมเสียเล็กเสียน้อยแต่เรายอมที่จะรักษากำไรก้อนน้อยไว้แทนนั่นเอง แล้วเราจะใช้งานมันยังไง เราไปดูที่วิธีการใช้งาน EA Martingale กันเลยดีกว่า

วิธีใช้งาน

เมื่อเรารู้คุณสมบัติของ EA Martingale ว่ามันทำอะไรได้บ้าง มันใช้เพื่อการป้องกันการเทรดผิดทาง ฉะนั้น เราก็ควรใช้เมื่อมันถูกทางเท่านั้น โดยหลีกเลี่ยงความผิดในการเทรดผิดทาง โดยเราสามารถแบ่งการเทรด ได้เป็น 2 แบบ คือ การเทรดแบบ Trend Following และการเทรด แบบ Overbought และ Oversold

ภาพที่ 3 ตัวอย่างกราฟ

การเทรดแบบ Trend – เราจะทำการเปิด EA Martingale ในช่วงที่กราฟมีเทรนด์เท่านั้น เมื่อเทรนด์เปลี่ยนทิศทาง เราก็ปิดด้านหนึ่ง เช่น ถ้า เส้น MA 5 ต่ำกว่า MA10 เราก็จะเปิด EA Martingale เฉพาะ Sell Only เท่านั้น และเมื่อมันตัดขึ้น เราก็จะเปิดเฉพาะ Long Only เท่านั้นเช่นกัน ซึ่งการเทรดแบบนี้ก็จะเป็นการเทรดแบบตามเทรนด์ และไม่ผิดพลาดช่วงไม่มีเทรนด์ ในช่วงที่ผิดพลาดเรก็ปล่อยให้กลไก Martingale แก้ไขตัวเองไป

การเทรดแบบ OVB-OVS – คือการเทรดโดยให้ Martingale เปิดออเดอร์เมื่ออยู่ใน Zone Overbought และ Oversold เท่านั้น การเทรดแบบนี้ทำให้ EA จะเทรดจุดที่สุดโต่ง ซึ่งเทรดแบบเบิ้ลลอท เราสัณนิษฐานว่า มันจะกลับมา ที่จุดกลับตัว ทำให้มันสามาถรรองรับระยะการวิ่งผิดทางได้นั่นเอง

แค่ 2 เคล็ดลับการใช้งานแค่นี้ก็จะทำให้คุณสามารถได้เครื่องมือในการส่งออเดอร์ขึ้นมาแล้วนั่นเอง อย่างที่ผมบอกไว้ตอนแรก EA มันคือเครื่องมือช่วยในการส่งออเดอร์ อย่าเอามันมาแทนตัวคุณเพราะคุณอาจจะเจอกับหายนะได้เลย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ADX indicator

คะแนนโดย admin

เส้น

ADX indicator

Average Directional Movement Index (ADX) เป็นเครื่องมือวัดความแข็งแกร่งของเทรนด์ ถูกพัฒนาขึ้นในปี 1978 โดย Welles Wilder ซึ่งเป็นชุดหนึ่งของเครื่องมือทางการเงินของเขา ชื่อเรียก ADX เป็นชื่อที่นิยมเรียกกัน และ ADX กลายเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ที่นิยมใช้กันต่อมา เพราะว่ามันมีให้ใช้ในโปรแกรมพื้นฐานที่ปรากฏอยู่ทั่วไปเช่น MQL4

ตัว ADX เป็นการรวมกันของ 2 indicator ที่ถูกพัฒนาโดย Wilder คือ positive directional indicator (abbreviated +DI) และ Negative Directional Indicator (-DI) ADX รวม indicator 2 อัน ทำให้มันเรียบโดยใช้ Moving Average

Indicator ADX นนนั้นจะบอกเทรดเดอร์ว่าเมื่อไหร่ตลาดเป็นเทรนด์  มันจะกรองสัญญาณและช่วยให้เทรนด์เรียบขึ้นจากช่วงที่เกิดสัญญาณหลอก

การสร้าง ADX

การสร้าง ADX ต้องใช้ Indicator 3 ตัว คือ

  1. Plus Directional Movement Index (DI+)
  2. Minus Directional Movement Index (DI-)
  3. ADX Line

ตัว ADX มันจะทำให้ความต่างระหว่าง DI+ และ DI – นั้นเรียบ ซึ่ง ADX Line นั้นไม่สามารถเป็นค่าลบได้ โดย ADX มีหน้าตาดังนี้

ภาพที่ 1 ADX Indicator – ตัวอย่าง ADX indicator

ในภาพแสดง ADX indicator จะประกอบด้วยเส้นสามเส้น คือ เส้นประสีเขียว เส้นประสีชมพู และเส้นทึบสีเขียวเข้ม โดยที่เส้นประสีเขียว คือ DI+ ขณะที่เส้นประสีชมพู คือ DI- และเส้นสีทึบเขียวเข้ม คือ เส้น ADX

การใช้งานและตีความ

การตีความ ADX อย่างที่ได้กล่าวไว้แต่แรกว่า ADX ใช้สำหรับการตีความเทรนด์ ดังนั้นสิ่งที่มันจะบอกคือ เทรนด์ ว่าเทรนด์เคลื่อนไหวไปทิศทางไหน ในภาพจะเห็นว่า มีกราฟอยู่ 2 ลักษณะใน ADX indicator

ภาพที่ 2 ADX indicator – การแบ่งช่วง

การอ่านค่า ADX ในช่วงเทรนด์ให้ดูในช่วงไฮไลท์สีแดง กรอบสีแดง จะทำให้ ADX พุ่งสูงขึ้น จะเห็นว่าเส้นสีเขียวทึบ นั้นพุ่งขึ้นสูง ขณะที่เส้นประก็แกว่งตัวในกรอบกว้าง ซึ่งทำให้เรากรองได้ก่อน 2 สัญญาณคือ  ตลาด Side Way และ ตลาดที่มีเทรนด์

ตลาด Side way

ลักษณะของตลาด Side Way ในเทรนด์ ADX indicator จะอยู่ในช่วงสีเหลือง สิ่งที่เราใช้วัดได้คือ การเคลื่อนไหวของ ADX Line จะอยู่ต่ำ และใกล้เคียงกับเส้น DI+ และ DI ลบ การเคลื่อนไหวในกรอบแคบ นั้นบอกเราว่า ราคานั้นเคลื่อนไหวไม่ไกลมาก ในกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง อันสุดท้ายจะเห็นว่าราคาเคลื่อนไหวกระโดดมาก แต่ว่ากรอบ ADX กลับเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ และหลังจากนั้น แม้ว่า ราคาจะเคลื่อนไหวขึ้นในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน ราคาก็เคลื่อนไหวกลับตัวลงมา

ตลาด Trend

ตลาดเทรนด์ก็ให้สังเกตุ ADX เส้นสีเขียวทึบเช่นเดียวกัน โดยที่ช่วงที่กราฟเกิดเทรนด์เส้นสีเขียวจะขึ้นสูง ซึ่งจาก highlight ทั้ง 2 กรอบจะเห็นว่า กรอบสีเหลืองและกรอบสีส้มจะเป็นเทรนด์ขาขึ้นและเทรนด์ขาลงทีแตกต่างกัน  

ภาพที่ 3 ADX indicator – เทรนด์ขาขึ้นและขาลง

การสังเกตุเทรนด์ที่แตกต่างกันนั้นสามารถสังเกตุได้ง่าย ดังนี้

เทรนด์ขาขึ้น

เทรนด์ขาขึ้น คือช่วงที่กราฟขึ้นในกรอบสีเหลือง โดยถ้าหากเราจะวัดจากเส้น ADX เราจะเห็นว่า เส้นประสีเขียว จะอยู่สูงกว่าเส้นประสีชมพู นั่นคือตัวชี้วัดทิศทางของเทรนด์ เมื่อเราเห็นเส้นประสีเขียวสูงขึ้น ซึ่งมักจะตีคู่กันกับเส้น ADX เส้นทึบสีเขียวเข้ม ก็จะบ่งบอกได้เลยว่านั่นเป็นเทรนด์ขาขึ้น

เทรนด์ขาลง

ในเทรนด์ขาลงแสดงในกราฟไฮไลท์สีส้ม ซึ่งจะเห็นว่า จะให้สัญญาณตรงกันข้ามกับเทรนด์ขาขึ้น โดยเส้นประสีชมพู จะตีคู่โดดขึ้นมาพร้อมกับเส้นทึบสีเขียว การขึ้นดังกล่าวทำให้เกิดเทรนด์ขาลงและการเคลื่อนไหวของกราฟต่อเนื่อง

เมื่อปรากฏเทรนด์ขาขึ้นเส้น DI+ ก็จะขึ้นและสวนทางกับ DI- ที่จะมีค่าลดลง สวนทางกัน การสังเกตุเทรนด์จึงทำได้ง่ายในช่วงนั้น

แนวคิดที่สำคัญเกี่ยวกับ ADX

เนื่องจาก ADX เป็น Indicator ที่สำคัญ ซึ่งสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ ADX เป็นเครื่องมือที่สามารถตอบโจทย์ได้หลายแบบ นอกเหนือจากการเทรดแล้วบอกว่าตอนนี้คือสัญญาณขาขึ้นและขาลง โดยสามารถดู ความผันผวนและ ปริมาณการเทรด สัญญาณขัดแย้งกัน การเทรดตลาด Sideway การเทรดตลาดมีเทรนด์ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

ความผันผวนและปริมาณ

ADX นั้นสามารถใช้ได้หลากหลาย และด้วยเหตุนี้มันจึงสามารถใช้บอก Volatility & Volume หรือ ความผันผวนและปริมาณได้ ซึ่งมันจะสามารถใช้ดูความแข็งแกร่งของเทรนด์ของหุ้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้น หรือตลาด Forex ที่มีการเคลื่อนไหวและความผันผวนสูง อาจจะไม่ได้สามารถใช้ ADX ได้ทุกครั้ง ซึ่งถ้าหากว่า ADX และราคาที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกันสิ่งที่สามารถใช้ยืนยันได้ดีที่สุด คือ ปริมาณการเทรด ดังนี้

ภาพที่ 4 ADX Indicator – ภาพแสดง Volume และความผันผวน ADX

ในภาพที่ 4 แสดงความผันผวนของ ADX และปริมาณการเทรด จะเห็นว่า ถ้าตลาดเคลื่อนไหวมีทิศทางแรง สิ่งหนึ่งที่ปรากฏและคอยให้สัญญาณเทรดที่แข็งแกร่งคือปริมาณ เมื่อเราใช้ผสานกันเราจะเห็นว่า มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง โดยเราอาจจะไม่ต้องใช้ แท่ง Volume ปริมาณสูงทุกครั้ง แต่สามารถใช้เพียง 1 – 2 แท่งก็เพียงพอสำหรับการยืนยัน  แต่ถ้ายิ่งมีปริมาณยืนยันเป็นกลุ่มต่อเนื่องยิ่งแสดงถึงความแรงของสัญญาณเทรดที่สูง

สัญญาณขัดกันใน ADX  

สัญญาณขัดกันในตลาด ADX ไม่เหมือนกับ indicator ตัวอื่น ๆ เพราะว่ามันไม่สามารถบอกการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ได้ นอกจากนี้ สัญญาณ Divergence ของ Divergence ของ ADX ไม่นิยมเทรด ถ้าหากว่า ค่า ADX นั้นอยู่สูงกว่า 20 ก็หมายความว่า เทรนด์จะยังอยู่ ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 5 ADX Indicator – สัญญาณกลับตัว

สัญญาณกลับตัว เป็นสัญญาณที่ไม่สามารถใช้ ADX บอกได้ จะเห็นว่า ในกรอบสี่เลี่ยมสีเหลือง 3 ช่วงที่ ผมได้ทำการ Highlight ไว้นั้น จะเป็นสัญญาณการกลับตัวของราคาทั้งสิ้น ซึ่ง ADX จะไม่ได้แสดงความขัดแย้งกันของสัญญาณแม้แต่นิดเดียว และเพื่อให้วัดการกลับตัวของสัญญาณได้  ADX สามารถบอกได้เพียงว่า มีแนวโน้มว่าจะเกิดการกลับตัว แต่ไม่ได้บอกว่าการกลับตัวนั้นจะเกิดขึ้นทางไหน เรียกว่าเป็นการระบุการดีดตัวของการเคลื่อนไหวที่รุนแรงจะดีกว่า

โดยวิธีการระบุที่ว่านี้ต้องอาศัยการอ่านการกระจุกตัวของ ADX คือ เส้น DI+ และเส้น DI- รวมทั้ง ADX จะกระจุกตัวรวมกัน เมื่อมันกระจุกตัวรวมกันแสดงว่าการกระจุกตัวของราคาและมีการสะสมปริมาณการเทรดพร้อมที่จะปลดปล่อยออกในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่เราทำได้คือ การหลีกเลี่ยงการเทรดในช่วงนี้เท่านั้น

วิธีการเทรดตลาดเทรนด์

เมื่อเรารู้ว่า ADX สามารถใช้บอกได้สองช่วงคือ ตลาดเทรนด์และตลาด Sideway การเทรดในตลาดเทรนด์นั้น สามารถใช้ประโยชน์จากการกระจุกตัวของ ADX เพื่อเตรียมสัญญาณเทรด โดยเราสามารถใช้การส่งคำสั่งแบบ Pending Order กล่าวคือ เมื่อเกิดการกระจุกตัวของ Indicator  3 ตัว ได้แก่ DI+ และ DI- ให้เราทำการส่ง pending Order โดยส่ง Buy Stop และ Sell Stop ออเดอร์ เพื่อตีกรอบกัปดักราคาในช่วงที่ราคาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ เมื่อราคาเคลื่อนไหวทิศทางใด ทางหนึ่ง ให้ทำการปิดออเดอร์ Stop ของอีกฝั่งใดฝั่งหนึ่งตรงข้าม

แม้วิธีการนี้อาจจะได้ผลเป็นส่วนใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม อาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง เนื่องจาก มีบางครั้งที่ช่วงทีเกิดข่าว ราคาอาจจะวิ่งสวนทางกลับมา วิธีการแก้ไขปัญหา คือ การตั้ง Stop loss ไว้ใน ออเดอร์ เพื่อป้องกันความผิดพลาด และความเสียหายให้แก่พอร์ทลงทุน

วิธีการเทรดตลาด Side Way

การเทรดตลาด Side Way นั้นแตกต่างจาก การเทรดตลาดเทรนด์เพราะว่า เราอาจจะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยในการเทรด เช่น Stochastic เพราะว่า ADX ไม่สามารถบอกการเคลื่อนไหวได้ว่า ตอนนี้แพงหรือถูก สิ่งที่เราทำได้คือ เรารู้แค่ว่า ช่วงนี้เป็นตลาด Side Way ดังนั้น เราจึงต้อง ใช้เครื่องมืออื่นช่วย เช่นการบอก Overbought และ Oversold ในการส่งสัญญาณเทรด แบบ Side Way  อย่างไรก็ตามเพื่อความปลอดภัยในการเทรด สิ่งที่ควรทำคือ การกำหนด Stop loss ไว้กับการเทรดทุกครั้ง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ICHIMOKU Kinko Hyo คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

ICHIMOKU Kinko Hyo คืออะไร

ICHIMOKU Kinko Hyo ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า Ichimoku เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่สร้างอยู่บนกราฟแท่งเทียน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์การเคลื่อนไหวของราคา โดยมันถูกพัฒนาในช่วงปลายปี 1930 โดย Goichi Hosoda ซึ่งเป็นนักวารสารชาวญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อที่เป็นที่รู้จักกันคือ Ichimoku Sanjin ซึ่งสามารถแปลความหมายได้ว่า สิ่งที่ผู้ชายที่อยู่บนเขาได้เห็น เขาใช้เวลากว่า 30 ปี ทำให้เทคนิคนี้สมบูรณ์แบบ ก่อนที่จะเผยแพร่ให้กับสาธารณชน ในปี 1960

ส่วน Ichimoku  Kinko Hyo สามารถแปลความหมายได้ว่า ความสมดุลภายในการเหลือบมองเพียงครั้งเดียว  ซึ่งบางครั้งอาจจะเรียกว่า One Glance Cloud Chart ซึ่งอยู่บนเทคนิคที่เรียกว่า Clouds ที่เป็นลักษณะของ Ichimoku Charting

Ichimoku เป็นเครื่องมือที่อยู่บนพื้นฐานของ เส้น MA ที่บอกเทรนด์ เป็นระบบการบอกเทรนด์อย่างหนึ่งเพราะว่า มันประกอบไปด้วยกราฟแท่งเทียน ที่ให้ภาพของ Price Action ได้ด้วย ความต่างของ Moving Average กับ Ichimoku คือวิธีการที่เส้น Ichimoku สร้าง โดยใช้ 50 % ของราคา High และราคา Low แทนที่จะใช้ราคาปิดในการคำนวณ โดย Ichimoku นั้นใช้ปัจจัยเรื่องเวลาในการเพิ่มองค์ประกอบในการตัดสินใจ ซึ่งคล้ายคลึงกับ แนวคิดการเทรดของ William Delbert Gann

ภาพที่ 1 Ichimoku คืออะไร – ภาพ ichimoku indicator

ในโลกตะวันตก มันถูกเรียกว่าเป็น Graphic Environment เนื่องจากความจริงที่ว่า ผู้เขียนไม่ได้แปลคู่มือการใช้งานเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน หรือ สเปน  อย่างไรก็ตาม  อิชิโมกุยังถูกรวมเข้ากับทฤษฎีอื่นที่ทำให้เครื่องมือดีขึ้น ซึ่งได้แก่ Time Theory ,  Wave Movement Theory และ Target Price Theory

 

องค์ประกอบของ Ichimoku Graphic Environment

Indicator Ichimoku มีองค์ประกอบหลัก ๆ 5 ส่วน โดยจะขออธิบายเป็นส่วน ๆ ไปและสามารถหาได้ในโปรแกรม MT4 ซึ่ง สามารถ Add ค่าได้เลย และมันจะแสดงชื่อเรียกต่าง ๆ โดยเราจะแสดงให้มันสอดคล้องและเรียงลำดับพร้อมกับข้อมูลเบื้องต้นดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Ichimoku คืออะไร – การตั้งค่า Ichimoku

Tenkan-Sen  – การคำนวณ Tenkan sen ทำได้โดยใช้ ราคา (Highest High + Lowest Low)/2 ในช่วง 9 แท่งที่ผ่านมา มันถูกใช้เป็นเส้นสัญญาณหลักในการเทรด ซึ่งสามารถบอกได้ว่าเป็นเส้นจุดเปลี่ยนของเทรนด์ โดยใช้ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุดในช่วง 9 แท่งที่ผ่านมา โดยมีเนื้อความดังนี้ “ Tenkan Sen คือ indicator ที่บอกเทรนด์ของตลาด ถ้าเส้นสีแดงเคลื่อนไหวขึ้นหรือลง มันบอกว่าตลาดกำลังมีเทรนด์ ถ้ามันเคลื่อนไหวเป็นแนวนอนหมายความว่าตลาดนั้นเคลื่อนไหวแกว่งตัว

ภาพที่ 3 Ichimoku คืออะไร – แสดงเส้น Tenkan – Sen

ภาพที่ 3 แสดง เส้น Tenkan Sen ในเส้นสีแดงที่อยู่ในกรอบสีเหลี่ยมสีเหลือง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแนวรับแรก และเป็นเทรนด์ที่บอกเทรนด์เช่นเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงของเส้นนี้จะบอกการเปลี่ยนแปลงของเทรนด์ได้ทันที

Kijun-Sen  การคำนวณ (Highest high + Lowest low)/2 สำหรับแท่งเทียนที่คำนวณคือ 26 แท่งที่ผ่านมา มันคือเส้นยืนยันสัญญาณเทรด เส้นแนวรับแนวต้าน และสามารถใช้เป็นเส้น Trailing Stop เส้น Kijun Sen ทำหน้าที่เป็น Indicator ของราคาในอนาคต ถ้าราคาสูงกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันสามารถไต่ขึ้นสูงกว่าเดิม ถ้าราคาอยู่ต่ำกว่าเส้นสีน้ำเงิน มันก็จะลงได้มากกว่าเดิม

ภาพที่ 4 Ichimoku คืออะไร – แสดงเส้น kijun-Sen

เส้นนี้คือเส้นให้สัญญาณการเทรดที่ทำหน้าที่ให้สัญญาณกับเส้น Tenkan Sen ซึ่งหลักการใช้งานก็เหมือนกันกับเส้น Moving Average การกำหนดเทรนด์จะต้องกำหนดจากเส้น Tenkan Sen และ Kijun Sen ร่วมกัน หมายความว่า ถ้าหากเทรนด์ขาขึ้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเส้น Tenkan Sen นั้นอยู่สูงกว่า Kijun Sen คือเทรนด์ขาขึ้น ขณะที่เทรนด์ขาลงคือ Tenkan San นั้นอยู่ต่ำกว่า Kijun Sen นอกจากนี้มันยังทำหน้าที่เป็นเสมือนแนวรับแนวที่สองของเทรนด์ขาขึ้นในกรณีที่มีการเปลี่ยนเทรนด์

Senkou Span A  การคำนวณ (Tenkan-sen + Kijun-sen)/2 ใช้โพสต์ไปข้างหน้า 26 แท่งข้างหน้า ซึ่งเรียกว่า Leading Span 1 ซึ่งเส้นนี้ทำให้เกิด kumo หรือ cloud ถ้าราคาอยู่สูงกว่า Senkou span ดังนั้นเส้นแรกคือ ระดับแนวรับแรก ขณะที่เส้นล่างคือแนวรับที่ 2

Senkou Span B  คำนวณจาก (highest High + lowest low)/2 ใช้คำนวณกับแท่งที่ผ่านมา 52 แท่ง แต่ว่าพล็อตไปข้างหน้า 26 แท่งข้างหน้า เรียกว่า Leading Span 2 เส้นนี้ทำให้เกิด Kumo อีกเช่นกัน

Kumo คือ พื้นที่ระหว่าง Senkou span A และ B หรือเรียวกว่า Cloud หรือ เมฆ เส้นของของเมฆ จะทำหน้าที่เป็นแนวรับแนวต้าน Kumo Cloud จะเปลี่ยนรูปร่างและความสูงขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงราคา ซึ่งความสูงของ Cloud แสดงความผันผวนของการเคลื่อนไหวของราคาที่ทำให้รูปแบบของเมฆสูงขึ้น ซึ่งสร้างแนวรับและแนวต้านที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เมื่อเมฆบางขึ้นจะทำให้เกิดแนวรับแนวต้านที่อ่อนแอ ราคาจะเกิดการเบรครูปแบบเมฆที่บาง

ภาพที่ 5 Ichimoku คืออะไร? – แสดงภาพ Kumo Up และ Down

ภาพ highlight Kumo คือ ภาพก้อนเมฆ 2 ก้อน คือ ก้อนในไฮไลท์สีเหลือง คือ kumo ตอนขาลง โดยที่จะแสดงเป็นกลุ่มเมฆสีม่วงอ่อน ๆ ขณะที่ถ้าหากว่าเป็นกลุ่มเมฆขาขึ้น หรือ Kumo up จะแสดงเป็นสีน้ำตาล โดยทั่วไปแล้วจะไม่ได้แบ่งว่าเป็น Kumo ขาขึ้นหรือขาลงไว้

โดยทั่วไปแล้ว ตลาดจะเป็นภาวะตลาดกระทิงเมื่อ Senkou Span A อยู่สูงกว่า Senkou Span B เมื่อตลาดเป็นตลาดหมี ก็ต่อเมื่อ Senkou Span B อยู่สูงกว่า Senkou Span A  เทรดเดอร์มักจะมองหา Kumo กลับด้านกันในอนาคต ซึ่ง Senkou Span A และ B ได้เปลี่ยนตำแหน่งกันเนื่องจากกว่ามันเป็นสัญญาณบอกต่ำแหน่งของการกลับตัวของเทรนด์ที่น่าจะเป็น

นอกจากนี้ความหนาของเมฆ ความแข็งแกร่งของเทรนด์สามารถดูได้จากองศาของมัน ถ้าเทรนด์ขาขึ้นก็จะมีองศาขึ้น และถ้าเป็นขาลงก็จะเป็นตลาดหมีจะมีองศาเอียงลง เมฆใด ๆ ที่อยู่ข้างหลังราคาก็จะแสดงเป็น Kumo Shadows

Chikou Span

Chikou Span คำนวณ : ราคาปิดวันนี้จะถูกพล็อตย้อนหลัง 26 วันในกราฟ ซึ่งถูกเรียกว่า lagging Span ถูกใช้เป็นแนวรับแนวต้น ถ้า Chikou Span หรือ เส้นสีเขียวตัดกับราคาเป็นสัญญาณซื้อ และถ้าเส้นสีเขียวตัดกับราคาจากด้านบนลง คือสัญญาณ Sell

ภาพที่ 6 Ichimoku คืออะไร? – Senkou Span

วิธีการใช้งาน

การใช้งานสำหรับการส่งคำสั่ง Buy Sell  สำหรับ Ichimoku นั้นต้องใช้สัญญาณหลายสัญญาณประกอบกัน ซึ่งได้แก่ การตัดกันของเส้นสีแดงและสีน้ำเงิน ซึ่งเส้นสีแดงและสีน้ำเงินนั้นจะทำหน้าที่บอกทเรนด์ และบอกแนวรับและแนวต้านแรก

ภาพที่ 7 Ichimoku คืออะไร ? –  แสดงจุดเข้าเทรด

ในสี่เหลี่ยมสีเหลืองของภาพที่ 7 จะเห็นว่า สีเหลี่ยมภาพแรกแสดง การตัดกันของเส้นสีแดงและสีน้ำเงิน สีแดงสูงกว่าเส้นสีน้ำเงินหมายความว่า สัญญาณ Buy มาถึงแล้ว แต่เนื่องจากเราต้องการสัญญาณยืนยันในการเทรด เราจะต้องดูเมฆว่ามีการให้สัญญาณเทรดสอดคล้องกันหรือไม่ แต่เนื่องจาก Kumo นั้นถูก โพสต์ไปข้างหน้าถึง 26 แท่งทำให้การดูสัญญาณยืนยันนั้นต้องดูทางด้านขวาของจอ จะปรากฏในสีเหลี่ยมสีเหลืองที่ 2 จะเห็นว่าเมฆนั้นค่อย ๆ ตัดกันขึ้นให้สัญญาณเทรดขาขึ้นเช่นเดียวกันกับ การตัดขึ้นของเส้นสีน้ำเงินและเส้นสีแดง

ดังนั้นการที่เราจะดูสัญญาณเทรดครั้งต่อไปสำหรับการเทรด สิ่งที่ต้องดูคือ การตัดกันของสีแดงและสีน้ำเงิน และจอด้านขวาสุด ซึ่งก็คือกรอบสี่เหลี่ยมที่ 3 ในตัวอย่าง เพื่อใช้เป็สัญญาณยืนยัน

ส่วนของจุดตัดขาดทุนและการทำกำไร เราสามารถใช้กรอบเมฆในการสร้างแนวรับแนวต้านและสร้างจุดตัดขาดทุน ส่วนจุดทำกำไรนั้นสามารถใช้ราคาที่สูงกว่าก้อนเมฆ หรือว่า ใช้เส้น Chikou Span ในการกำหนดจุดทำกำไร เพราะว่า เส้น chikou Span ก็มีความคล้ายคลึงกับราคาเพียงแต่ว่าถูกโพสต์ไปด้านหลัง ถ้าหากว่าเส้น Chikou Span อยู่สูงกว่า Cloud ก็คือ ต้องหาจุดทำกำไร เนื่องจากราคาอยู่ในจุดสูงกว่าเมฆ Kumo แล้ว

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Parabolic SAR คืออะไร ?

คะแนนโดย admin

เส้น

Parabolic SAR คืออะไร ?

Parabolic SAR คือเครื่องมือในการวิเคราะห์หลักทรัพย์ในตลาด โดยเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์ทางเทคนิค ชื่อเต็มคือ Parabolic Stop and Reverse ซึ่งเป็นวิธีการวัดจุดกลับตัวที่ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder Jr ในการหาจุดกลับตัวที่เหมาะสม ในตลาดของการเทรดสินค้าใดสินค้าหนึ่ง เช่น หลักทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน เช่น Forex ซึ่ง ตามชื่อของมัน SAR คือ Stop and Reverse ก็คือจุดกลับตัว อย่างไรก็ตามเครื่องมือเป็นเครื่องมือที่บอกเทรนด์ประเภท Lagging indicator ที่อาจจะใช้ในการตั้ง Trailing Stop เพื่อที่จะกำหนดจุดเข้าจุดออกของราคาที่อยู่ภายในเส้นโค้ง Parabolic ระหว่างที่มีเทรนด์  ซึ่งคล้ายคลึงกับของการตั้งหน่วงเวลา วิธีคือ เวลานั้นเป็นศัตรู ของเรา ดังนั้นเมื่อเวลาผ่านไปโอกาสที่เทรนด์จะกลับตัวก็จะมีความน่าจะเป็นมากขึ้น  เครื่องมือนนี้ใช้ได้ในตอนที่ตลาดมีเทรนด์และสร้างสัญญาณหลอกมากมายตอนที่มันเกิด Sideways ดังนั้น Wilder แนะนำว่า ต้องใช้การนับเริ่มต้นเทรนด์โดยใช้ Parabolic SAR และใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น ADX หรือ Average Directional Index ในการตัดสินความแข็งแกร่งของเทรนด์

ภาพที่ 1 Parabolic SAR คืออะไร? – ภาพตัวอย่าง Parabolic SAR

กรณีที่เส้น Parabola อยู่ต่ำกว่าราคา นั่นหมายความว่า ตลาดอยู่ในภาวะตลาดกระทิง ซึ่งในทางตรงกันข้ามหาก Parabola อยู่สูงกว่าราคาก็คือ อยู่ในภาวะตลาดหมี เราอาจจะใช้เส้น Parabola ที่อยู่ต่ำนั้นเป็นแนวรับ ขณะที่ Parabola ที่อยู่ด้านบนนั้นเป็นแนวต้าน ซึ่ง Parabola นี้อาจจะใช้มันเป็นจุดตั้ง Stop loss หรือใช้เป็นจุดทำกำไรด้วยก็ได้

การสร้าง Parabolic SAR

การสร้าง Parabolic SAR นั้นคำนวณเป็นอิสระจากกันไม่เกี่ยวกันกับเทรนด์และราคาก่อนหน้า เมื่อราคาเป็นเทรนนด์ขาขึ้น SAR จะเคลื่อนไหวขึ้น เช่นเดียวกัน ในเทรนด์ขาลง SAR จะอยู่สูงกว่าราคาทำให้ราคาเคลื่อนไหวหลง และเลื่อนไปตามราคานั้น ในแต่ละขั้นตอนของเทรนด์ SAR จะถูกคำนวณ 1 ช่วงเวลาก่อนหน้า ซึ่ง SAR ของวันพรุ่งนี้จะถูกคำนวณจากการใช้ข้อมูลที่มีในวันนนี้ โดยสูตรของการคำนวณ SAR คือ

SAR n+1 = SAR n + a(EP – SARn)

ซึ่ง SARn และ SARn+1 แสดงช่วงเวลาปัจจุบันและช่วงเวลาปัจจุบันของค่า SAR ตามลำดับ EP  คือ จุดสูงสุดของราคา (Extreme Point) ซึ่งจะถูกเก็บไว้ของแต่ละเทรนด์ที่แสดงราคาสูงสุดและไปแตะห รือเคลื่อนไหวในเทรนด์นั้น เช่น เทรนด์ขาขึ้น ขณะที่เทรนด์ขาลงก็เป็นราคาที่ต่ำสุด ในแต่ละช่วงเวลา ถ้าเกิดว่าเกิด ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดครั้งใหม่ EP ก็จะเปลี่ยนไป

Alpha หรือ a คือ ค่าของความเร่งของปัจจัยการเปลี่ยนแปลงราคา ซึ่งส่วนมากแล้วค่าจะถูกตั้งค่าเป็น 0.02 แต่ก็สามารถเลือกโดยเทรดเดอร์ได้เช่นกันว่าจะใช้ค่าเท่าไหร่ ปัจจัยนี้จะเพิ่ม 0.02 เมื่อเวลาผ่านไป 1 แท่ง และมี EP ใหม่เกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าถ้าเกิด EP ใหม่เกิดแล้วมันจะทำให้ปัจจัยในการเร่ง 0.02 เพิ่มขึ้น และเพื่อป้องกันไม่ให้มันใหญ่เกินไป ค่าสูงสุดของ alpha จจจะเท่ากับ 0.20 เทรดเดอร์สามารถตั้งค่าเหล่านี้เองได้ หรือจะใช้ค่าเดิมก็ได้เช่นกัน  โดยทั่วไปแล้วการตั้งค่าสำหรับการเทรดหุ้น คือ 0.01 ดังนั้นมันจะไม่อ่อนไหวมากเกินไป เมื่อราคาลดลงมานิดหน่อยทำให้มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ส่วนค่าสำหรับการเทรด Forex หรือ การเทรด Commodity อย่างอื่น ค่าที่เหมาะสม คือ 0.02

การใช้งาน Parabolic SAR ในการเทรด

ในการเทรด เรามักจะเจอปัญหา indicator ที่บอกเทรนด์ไม่ได้ว่าเริ่มจากตรงไหน เพราะว่า กว่ามันจะบอกส่วนใหญ่ก็ช้าไปเสียแล้ว เช่น การรอให้ Moving Average ตัดกัน เป็นต้น ซึ่ง Parabolic SAR เป็นส่วนเติมเต็มให้กับข้อจำกัดนี้ ทำให้การเทรดเข้าเทรดได้เร็วยิ่งขึ้น

ภาพที่ 2 Parabolic SAR คืออะไร? – ตัวอย่างจุดเข้า

ดังนั้นการใช้ Parabolic SAR จะเกี่ยวข้องกับจุดกลับตัว ซึ่งถ้าหากพิจารณาในรูป ผมได้ทำการทำเครื่องหมายไว้ 3 จุด ในวงกลมสีเหลืองแรกจะเห็นว่าราคาวิ่งแตะเส้น Parabolic SAR อีกด้านหนึ่งแล้วราคาก็ค่อย ๆ เลื่อนเข้ามาทำให้ Parabolic SAR ค่อย ๆ ลดลงจนอยู่ใกล้ราคา เมื่อราคาเคลื่อนไหวใกล้กับ Parabolic SAR ถึงจะมีโอกาสชนกับกราฟแท่งเทียนซึ่งเกิดขึ้นก่อนเกิดวงกลมสีเหลืองที่ 2 จะเห็ฯว่า มีการเปลี่ยนเทรนด์เป็นขาขึ้นอยู่พักหนึ่ง ซึ่งมาจากการที่ราคาพักฐาน แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นเป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราวเท่านั้น เมื่อถึงเวลาเทรนด์ก็เปลี่ยนอีกในกรอบวงกลมสีเหลืองที่ 2 เมื่อราคาลดลงอย่างรวดเร็วจะทำให้ Parabolic SAR ค่อย ๆ เปลี่ยนทิศและปักหัวลงอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ บรรจบกันที่ วงกลมสีแดง เป็นอันสิ้นสุดเทรนด์ขาลง

ในเทรนด์ขาขึ้นที่เริ่ม วงกลมสีแดง ได้เปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นซึ่งนี่คือตัวอย่าง

วิธีการใช้งานขา Buy

จุดเข้าเทรด

การเข้าเทรด Parabolic SAR อย่างที่บอกไปว่าสามารถใช้บอกจุดกลับตัวได้ ดังนั้น การใช้บอกจุดกลับตัว เมื่อเกิดจุดไข่ปลาใหม่ขึ้นมาคือ จุดนั้นเป็นจุดที่ใช้ในการเข้าเทรด Short หรือ Long ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 3 Parabolic SAR คืออะไร? – การใช้งาน Parabolic SAR

จุดที่เข้าเทรด คือจุดไข่ปลาที่เริ่มเปลี่ยนเทรนด์ ในวงกลม Long เราจะเข้าเทรด และสำหรับวงกลม Short ก็เช่นเดียวกันเมื่อเราเข้าเทรดได้แล้ว สิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปคือ จุดถือ และจุดออก ถ้าสังเกตุดี ๆ เราจะเห็นว่า จุดที่เรารู้ว่าควรจะถือเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่เป็นเรื่องยากมาก

อย่างที่ได้กล่าวในเบื้องต้น การถือเพื่อดูเทรนด์และเกาะเทรนด์ไปนั้นจะต้องใช้เครื่องมืออื่น ๆ เช่น Moving Average ในการถือตามเทรนด์ไป โดยเราลงอมาเปรียบเทียบกับภาพในตัวอย่างดูว่า Moving Average Fast and Slow ตัดกันแล้วจะเป็นอย่างไร

ภาพที่ 4 Parabolic SAR คืออะไร? – จุดเปลี่ยน Parabolic SAR

จะเห็นว่า วงกลมสีแดง เส้น MA ตัดกันจะช้ากว่า Parabolic SAR นั่นคือ SAR เคลื่อนไหวเร็วกว่า แต่เราสามารถใช้ MA ตัดกันในการถือครอง position ได้ ซึ่ง ทำให้เทรนด์ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย ขณะที่จุดออก เราก็ต้องใช้เครื่องมืออีกประเภทหนึ่ง

เราลองสังเกตุวงกลมสีน้ำเงิน คุณจะเห็นว่า SAR นั้นเปลี่ยนจุดและเปลี่ยนเป็นเทรนด์ขาขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่า Moving Average นั้นยังไม่เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งการถือครอง position ทำได้ดีกว่า อย่างไรก็ตามเราก็ไม่สามารถใช้ ทั้ง 2 เครื่องมือในการระบุจุดออกจากการเทรดได้ การระบุจุดออกจากการเทรดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์เพราะว่า Indicator จะไม่สามารถช่วยเราได้มากนัก แต่ก็ช่วยเราบ้าง สำหรับผมแล้วผมใช้ Stochastic ในการออกจากการเทรด โดยดูจากแรงของการเคลื่อนไหวของราคาประกอบ ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 5 Parabolic SAR คืออะไร? – จุดออก Parabolic SAR

ในวงกลมสีแดงนั้น จะเห็นว่าเส้น Stochastic อยู่ใน Zone Overbought ไปแล้วแต่ราคาก็ยังไปต่อ เราสามารถออกจากการเทรดตรงนี้ได้ หรือจะไปออกข้างบนก็ได้ ซึ่งไม่ว่าจะออกตรงไหน Risk และ Reward ที่ปรากฏก็เป็นการเทรดที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลว่าเราพลาดกำไรไปเท่าไหร่ ขอแค่ทำให้ได้ดีก็พอ ในวงกลมสีฟ้าที่ 2 จะเห็นว่า Stochastic นั้นทำการเข้าเทรดได้ตรงจุดและออกจากการเทรดได้ตำแหน่งที่ดีกว่า Parabolic SAR ดังนั้นนี่จึงเป็นตัวอย่างของการใช้ PARABOLIC SAR ในการเข้าเทรด

อย่างไรก็ตาม ท่าจะเห็นว่า SAR นั้นมีสัญญาณหลอกพอสมควร เพื่อให้สัญญาณหลอกนั้นไม่เกิดบ่อยมากนัก ท่านมีตัวเลือกในการตั้งค่า SAR ที่ไม่อ่อนไหวมากต่อการเคลื่อนไหวของราคา และนอกจากนี้ ท่านสามารถใช้เครื่องมือประเภท ADX ในการกำหนดว่า สัญญาณนี้มีความแรงพอที่เทรนด์จะเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งก็จะช่วยกรองสัญญาณในการเทรดได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่ระลึกไว้เสมอ คือ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในตลาดตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องเทรดตลอดเวลา ทำให้การเทรดนั้นมีความเสี่ยง เพราะตลาดเป็นเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดเดาได้ ถ้าหากเราอยู่ในตลาดตลอดเวลา เราต้องเจอความเสี่ยงอย่างน้อย ครั้งหรือ 2 ครั้งเป็นอย่างแน่นอน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


การใช้ MACD

คะแนนโดย admin

เส้น

การใช้ MACD

Moving Average Convergence Divergence มีชื่อย่อว่า MACD เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้ในการวิเคราะห์สินทรัพย์ ทั้งทางการเงิน ตลาดทุน หรือการวิเคราะห์ราคา โดยจะอ่านว่า M-A-C-D ก็ได้ หรือ จะอ่าน MAC-D ก็ได้ เครื่องมือ MACD ถูกสร้างโดย Gerald Appel ในช่วงปี 1970 มันถูกออกแบบมาเพื่อวัดความแข็งแกร่งที่เปลี่ยนแปลงไป มันจะบอกการทิศทางการเปลี่ยนแปลง  บอกโมเมนตั้มของราคา และ ระยะเวลาที่ราคาจะเปลี่ยนแปลง พูดง่าย ๆ MACD สามารถใช้บอกเทรนด์ได้ เพราะมันสร้างมาจากเครื่องมือบอกเทรนด์ประเภท Moving Average  ดังนั้นหลัก ๆ แล้วการใช้ MACD เพื่อบอกเทรนด์ (ทิศทาง) ของการเทรดได้ ซึ่งบทความนี้จะเป็นการใช้ MACD ในการเทรด

ข้อมูลอื่น ๆ เบื้องต้น

MACD เป็น Indicator ในกลุ่ม Oscillator เป็นหนึ่งใน 333 ของเรื่องมือวิเคราะหืทางเทคนิคที่ใช้แกนราคาในการสร้างขึ้นมา โดยใช้ Exponential Moving Average( EMA) โดยความแตกต่างของมันจะถูกคำนวณมาจากช่วงเวลาของกราฟทั้งหมด 3 ช่วงเวลาได้แก่ 9 วัน 12 วัน และ 26 วัน หรือค่า MACD (12,26,9) โดยนั่นคือการตั้งค่า MACD มาตรฐานด้วยเช่นกัน  โดย MACD จะแสดงการเปลี่ยนแปลงราคาในการพล็อต เปลี่ยนแปลงในกราฟระยะเวลาที่มันจะเปลี่ยนไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์ประกอบของ MACD สามารถรู้จักได้จากชื่อของมัน ซึ่งมีคำว่า Divergence อยู่ด้วย  เนื่องจากคำว่า Divergence นั้นกล่าวถึง การเคลื่อนไหวที่สวนทางกันของราคสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน โดย Gerald Appel ผู้สร้างกล่าวถึงคำว่า Divergence ว่า เป็นสถานการณ์ของเส้น Moving Average นั้นไม่ได้เคลื่อนไหวไปในความสอดคล้องกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาลดต่ำลง แต่ว่า MACD ไม่ได้ลดต่ำลงทำ New low ครั้งใหม่ด้วย  ซึ่งการใช้งานในแง่นี้เป็นที่นิยมากในกลุ่มนักเทรด คือการบอกจุดขัดแย้งกันของตลาด

สูตรการคำนวณ MACD

การคำนวณ MACD เป็นการวัดระยะห่างระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย  2 เส้น เพื่อดูว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่ 2 เคลือนที่เข้าหากันหรือแยกออกจากกัน โดยสูตรการคำนวณ นำเอาค่า EMA 12 และ ค่าเฉลี่ย EMA 26 มาลบกัน เพราะว่า ค่าเฉลี่ย EMA 12 นั้นมีความไวกว่า ทำให้การเคลื่อนไหวเร็วกว่า ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ย EMA 26 นั้นช้ากว่า เมื่อเกิดเทรนด์ขาขึ้นก้ต้องเอาค่าเร็วกว่าตั้ง เพราะว่าตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาได้ไวกว่านั่นเอง ดังนั้น สูตร MACD คือ

MACD = EMA (12) – EMA (26)

หรือ อีกแบบหนึ่งคือ

MACD = ผลต่างหรือระยะห่างของเส้น EMA(12) และ EMA (26)

เมื่อนำมาลบกันก็จะมี 2 ค่า คือ ค่าเป็นบวกเพราะว่า EMA 12 มากกว่า EMA 26 และ ค่าเป็นลบ เพราะว่า EMA 12 น้อยกว่า EMA 26 ดังภาพต่อไปนี้

จาภภาพเป็นการยกตัวอย่างการคำนวณ ใน 2 กรณี คือ กรณี MACD ค่าบวก และ MACD ค่าลบ ค่าด้านบนแสดงค่าความต่างของเส้น EMA 2 เส้น ความต่างของเส้นทั้ง 2 แสดงออกมาเป็นรูปแบบ Histogram พร้อมกับค่าบวกและค่าลบ ถ้าหากเส้น EMA ตัดกันก็จะเปลี่ยนจากค่าลบเป็นบวก และเปลี่ยนจากค่าบวกเป็นลบ จุดที่ 2 เส้นห่างกันมากที่สุด คือ จุดที่มัน Divergence กันมากที่สุด จุดที่มันบรรจบกัน คือจุดที่มันเคลื่อนไหวเข้าใกล้กันมากที่สุด นั่นก็คือจุดตัด ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก MACD จะบอกอย่างน้อย 2 อย่าง คือ ทิศทางของแนวโน้มของราคา หุ้น หรือสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้มันวัดอยู่ และ วัดแรงส่งของราคาหุ้นนั้น ว่ามีแรงส่งมากน้อยเพียงใด หรือ โมเมนตั้มนั่นเอง

การตีความ MACD

การใช้งาน MACD สามารถตีความได้หลายแบบ และที่เป็นที่นิยม คือ ค่าบวกค่าลบ คือ การตีความเทรนด์ หรือจะให้พูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้า MACD เป็นค่าลบ คือขาลง และถ้า MACD เป็นค่าบวกก็คือขาขึ้น ค่าบวกและลบของ MACD นั้นใช้กำหนดทิศทางในการเข้าเทรด แต่ว่า จุดเข้าเทรด หรือ Momentum ไปทางไหนต้องไปดูค่า EMA (SLOW) 9 เพื่อดูว่าโมเมนตั้มของมันกลับมาเป็นปกติดหรือยัง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ใน MACD ในวงกลมมีค่าเป็นลบ เพราะว่ามันมี Histogram ที่อยู่ต่ำกว่า 0 และนอกจากนี้มันยังมีเส้น Slow ที่อยู่สูงกว่า Histogram ซึ่งความหมายของ Histogram ก็คือ ระยะห่างของเส้น EMA 12 และ EMA 26 โดย EMA 12 และ EMA 26 ที่ห่างกันนั้นจะแสดงเป็นความยาวของแท่ง Histogram เมื่อแท่งยาวมาก ๆ จึงบอกจุดที่มัน Divergence กันมาก ๆ  โดยในวงกลมสีเหลือง Divergence กันไม่มาก แต่ว่าเทรนด์พึ่งจะเคลื่อนออกจากกันเป็นจุดบ่งบอกว่า เป็นจุดเริ่มสัญญาณ และมีการยืนยันทิศทางโดย เส้นสีแดง นั้นอยู่ สูงกว่า Histogram ซึ่งจะมีกรณีที่ค่า Divergence นั้นติดลบ แต่ว่า Histogram นั้นอยู่สูงกว่า เส้น Slow นั่นคือ ราคาและทิศทางอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ ต้องรอกการยืนยันสัญญาณ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ในภาพข้างต้น ช่วงเวลาที่วงกลม จะเห็นว่า MACD เป็นค่าลบแน่ ๆ แต่ว่าเราจะบอกว่านี่เป็นเทรนด์ขาลงยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากเส้น Slow (สีแดง) นั้นอยู่ต่ำกว่า Histogram ซึ่งอาจจะระบุได้ว่าอาจจะมีการกลับตัวของราคา ซึ่งต้องรอสัญญาณยืนยันการเปลี่ยนแปลงเทรนด์ที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม เราสามารถอ่านและตีความสัญญาณ MACD ได้อีก 1 แบบ คือ การที่ใช้สัญญาณ บวกและสัญญาณ ลบในการตีความ MACD อีกด้านหนึ่งกลับกัน ก็คือ ถ้า MACD บวก นั้นตีความว่าเป็นขาขึ้น และ MACD ลบนั้นตีความว่าเป็นขาลง แต่ว่าให้อ่านลักษณะสัญญาณที่ขัดแย้งกันสูง ๆ และเกิดจุดกลับตัว รอเส้น Slow กลับตัว ณ จุดที่สัญญาณ บวก หรือ ลบ นั่นหมายความว่า เรากำลังจะเทรดจุดกลับตัวแทนที่จะรอให้เทรนด์เปลี่ยนแปลง ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนมันก็สายไปเสียแล้ว ดังนั้น การเทรดจุดกลับตัวโดยใช้เส้น Slow เป็นตัวกำหนดและหาจุดกลับตัวในเทรนด์ขาขึ้นและขาลงก็เป็นการใช้ MACD ที่ทรงพลังเช่นเดียวกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ในขา Buy

ภาพข้างต้นแสดงตัวอย่างของการใช้ MACD ในการเทรดจุดกลับตัว เพราะว่า จุดนั้นเป็นจุดที่ MACD เกิดความขัดแย้งสูง นั่นคือ จุด Divergence แทนที่เราจะเทรดตามเทรนด์เราควรจะฉวยโอกาสในการเทรดตรงข้ามกับเทรนด์ โดยวงกลมสีเหลือแทนการส่งออเดอร์ Buy และ วงกลมสีแดงแทนการส่งออเดอร์ Sell การจะส่งออเดอร์ Sell และ Buy ต้องมีเงื่อนไขเข้าเงื่อนไขทั้ง 2 เงื่อนไขแล้วเท่านัน นั่นคือ MACD Histogram เป็นค่า ลบ และเส้น Histogram สูงกว่า เส้น Slow ทำให้เกิดการตัดกันของสัญญาณดังรูปในวงกลมสีเหลือง และไปหาจุดทำกำไรที่เหมาะสมเอง

ส่วนทางด้านสัญญาณ Sell ก็ใช้จังหวะ MACD ที่มันเป็นบวกจำนวนมากเพราะว่า ความต่างกันของ EMA 2 เส้นยิ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้มีโอกาสกลับตัวมากขึ้นเท่านั้น เมื่อมันตัดกันระยะห่างเริ่มลดลง และ ต่ำกว่าเส้น Slowing หรือเส้นสีแดงแล้วหมายความว่า ทิศทางของราคาได้เปลี่ยนทิศทาง ซึ่งถ้าหากเราเปรียบเทียบในกราฟ จะเห็นว่าการเข้าเทรดแบบนี้เป็นการเข้าเทรดที่ค่อนข้างได้เปรียบ

ข้อจำกัด

แม้ว่า การเทรดทั้ง 2 วิธีจะมีข้อดีและข้อได้เปรียบ แต่ว่าไม่มีอะไรที่จะใช้ได้ในสถานการณ์ได้ดีทุกครั้งไป ในกรณีที่เทรนด์เป็นเทรนด์ระยะยาวจริง ๆ วิธีที่ 2 คือ การใช้ MACD หาจุดกลับตัว จะทำให้เกิดสัญญาณหลอกบ่อยมาก หลายคนอาจจะบอกว่า เราจะใช้วิธีการนี้ออก หรือ ทำกำไรจากการเทรดได้ด้วย แต่ว่า ถ้าหากอยู่ใน position นั้นนานเกินไปแล้วราคาไม่เปลี่ยนแปลง นั่นหมายความว่า มันคือสัญญาณหลอก ชื่อมันก็บอกอยู่ว่า Divergence และมันอยู่ในแดนที่สวนเทรนด์ ฉะนั้นต้องให้ความสำคัญกับสัญญาณเทรดหลัก ซึ่งการเทรดแบบนี้ก็ควรจะต้องมี Stop loss และ Take Profit ที่เหมาะสม

ข้อสังเกตุง่าย ๆ สำหรับ หลักการ Divergence คือ ถ้าหากมัน Divergence กันอยู่ หมายความว่า MACD เกิดจุดกลับตัวแล้วแต่ราคาไม่สามารถสร้าง high ใหม่ได้นั่นคือ การเกิด Divergence กันของเครื่องมือทางเทคนิคและพฤติกรรมราคา มันคือความเสี่ยง ฉะนั้น การใช้ MACD ก็ต้องมีการเข้าใจข้อจำกัดในการใช้งานเช่นเดียวกัน

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Relative Strength Index ( RSI ) คืออะไร?

คะแนนโดย admin

เส้น

Relative Strength Index ( RSI ) คืออะไร?

Relative Strength Index (RSI) เป็นเครื่องมือทางเทคนิค ที่ถูกใช้ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน ซึ่งมันใช้ข้อมูลจากกราฟในอดีต มาใช้ในการคำนวณ เพื่อหาความอ่อนหรือแข็งของหุ้น หรือเครื่องมืออื่น ๆ ในตลาดการเงิน โดยมากแล้วจะใช้ราคาปิดของระยะเวลาที่เทรดอยู่ เช่น กราฟ 4 ชั่วโมง (4H)  เครื่องมือนี้ไม่ใช่อันเดียวกับ Relative Strength

โดยปกติแล้ว RSI จะถูกจัดหมวดหมู่อยู่ในประเภท Momentum Oscillator ซึ่งจะวัดความเคลื่อนไหวและวัดค่าน้ำหนักของการเคลื่อนไหวของราคา RSI จะคำนวณโมเมนตั้ม ออกมาเป็นอัตราส่วน หรือว่า เปอร์เว็น ของราคาปิดที่เกิดขึ้นสูงสุด หรือ ต่ำสุดครั้งใหม่

ค่า RSI มาตรฐานมักจะใช้ค่า 14 แท่งในการคำนวณ โดยกรอบที่ได้ออกมาจะเป็น percent ตั้งแต่ 0 – 100 โดยทั่วไปมักจะมีการกำหนด ค่า Overbought Oversold หรือสถาการณ์ที่มีการขาย หรือ ซื้อมากเกินไป ซึ่งระดับต่าง ๆ ที่นิยมใช้ได้แก่ ระดับ 70-30 ระดับ 80 – 20 ระดับ 90 – 10 โดยระดับของการเกิดก็จะน้อยลงตามระดับที่กำไหนดมา 3 ลำดับตามลำดับ ค่า Relative Strength Index ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder เขาเผยแพร่เครื่องมือครั้งแรก ในปี 1978 ในหนังสือ ชื่อ New Concept in Technical Trading Systems และ ในแมกกาซีน Commodities ซึ่งนิตยาสารเปลี่ยนชื่อมาเป็น Futures มันกลายเป็นเครื่องมือยอดนิยม และเป็นเครื่องมือที่เทรดเดอร์ใช้มากที่สุดเครื่องมือหนึ่ง

ตัว RSI จะให้สัญญาณที่บอกว่า นักลงทุนจะต้องซื้อเมื่อหลักทรัพย์ อยู่ในภาวะ Oversold และ Sell เมื่อหลักทรัพย์อยู่ในภาวะ Overbought โดยระดับต่าง ๆ สามารถกำหนดโดยเทรดเดอร์เอง

ภาพที่ 1 RSI คืออะไร? – ภาพแสดงเครื่องมือ RSI

ในภาพแสดงตัวอย่างเครื่องมือ RSI ในโปรแกรม Metatrader 4 โดยกราฟที่ปรากฏเป็นกราฟ EURUSD ใน Time Frame 1D ซึ่งภาพจะเห็นระดับราคาต่าง ๆ โดยระดับราคาที่แสดง คือ กรอบ 80 20 ก็คือเส้นประที่ทำให้ RSI เคลื่อนไหวไปชน อย่างไรก็ตามการตั้งค่า RSI สามารถปรับตั้งค่าได้ ทำให้ต้องอาศัยประสบการณ์ในการเปลี่ยนแปลงและการทดสอบค่าที่เหมาะสมในการเทรด เทรดเดอร์ควรฝึกใช้ให้ชำนาญ โดยเริ่มจากการหัดคำนวณค่า และคอยสังเกตุบันทึกค่า บันทึกพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของ indicator

การคำนวณ

การคำนวณค่า Indicator Relative Strength Index นั้นสามารถคำนวณด้วยตัวเอง แต่ก็ไม่จำเป็นต้อง คำนวณด้วยตัวเอง เพียงแต่ต้องหัดคำนวณเพื่อช่วยให้เข้าใจหลักการ โดยสูตรการคำนวณ ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 RSI คืออะไร? แสดงสูตรในการคำนวณ

จากภาพข้างต้น จะเห็นว่า สูตรเริ่มต้นด้วย 100 – ด้วยการเคลื่อนไหว แสดงว่าเป็นการตั้งกรอบเป็นเปอร์เซ็นต์  โดยที่ Average Gain และ Average Loss ก็คือแท่งที่ขึ้นและแท่งที่ลง และถ้าหากเรากำหนดว่า จำนวนแท่งที่เราใช้ในการคำนวณ คือ 14 แท่ง หรือ RSI 14 หมายความว่า ใน 14 แท่งนั้น มีแท่งที่ Gain เท่าไหร่ก็เอามารวมกันและหารด้วยจำนวนแท่งที่เคลื่อนไหวขึ้น ขณะที่ Average Loss ก็คือ นับเฉพาะแท่งที่ลงและนำจำนวนแท่งที่ลงไปหารเพื่อให้ได้ค่าเฉลี่ย ซึ่งการหาค่า Relative Strength หรือ RS ก็คือ การเอา Average Gain หารด้วย Average Loss เมื่อได้ค่า RS มาก็ให้ทำการปรับให้เรียบโดยการเอา Average gain ที่ได้จากการคำนวณก่อนหน้า คูณ 13 + Current Gain หรือแท่งที่ขึ้นปัจจุบัน แล้วหารด้วย 14 ต่อด้วยหารทั้งหมดด้วย Average Loss ของ 13 แท่ง + Current loss ก็จะได้ RSI

การตั้งค่า RSI

ปัจจุบัน RSI ไม่ต้องใช้การคำนวณมากมายเ นื่องจากโปรแกรมอัติโนมัติได้คำนวณให้เราได้เสร็จสรรพแล้ว  เพียงแค่ใช้งานเท่านั้น

ภาพที่ 3 RSI คืออะไร –  แสดงการตั้งค่า RSI ในโปรแกรม MT4

เมื่อเราใส่ Indicator RSI เข้าไปในชาร์ท มันจะปรากฏหน้าจอให้เราสามารถตั้งค่าได้ ดังภาพที่ 3 ในภาพที่ 3 Period ที่ใช้คำนวณคือ 4 นั่นคือ จำนวนแท่งเทียนที่ใช้ในการคำนวณ RSI เท่ากับ 4 แท่งเท่านัน โดยอย่างที่ได้กล่าวคือ ค่ากลางมาตรฐานที่ใช้ในการคำนวณคือ 14 period

นอกจากนี้เราสามารถกำหนดค่าที่ใช้ในการคำนวณได้ด้วย นั่นคือ ราคาปิด ราคาเปิด ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด ราคากลาง (โดยการนำราคา High และ Low หารด้วย 2)  ราคา Typical Price คือ ราคา High ราคา Low หารด้วย 3 ราคาถ่วงน้ำหนักราคาปิด โดยการใช้ราคา High Low และราคา Close 2 period หารด้วย 4 เป็นต้น

การหาค่าที่ดีที่สุดสำหรับการตั้งค่า

สำหรับการตั้งค่า RSI นั้นเราสามารถปรับจูนค่าไปได้เรื่อย ๆ นั่นคือ การหาค่าที่ดีที่สุด หรือ Optimization โดยอ้างอิงจากการใช้งาน สิ่งที่เราต้องทำคือ การกำหนดจากราคาในอดีต ว่า เราต้องการ Sell และ Buy จุดไหน ซึ่งมันต้องตรงกับการให้สัญญาณ Overbought และ Oversold ในอดีต โดยผมจะยกตัวอย่างของการหาค่าที่ดีที่สุด ในภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 4 RSI คืออะไร – แสดงการปรับค่าให้ตรงกับกราฟ

ในภาพที่ 4 ผมได้แสดงจังหวะว่า มันตรงกับราคาหรือไม่ ถ้าหากสัญญาณที่ปรากฏมีความน่าเชื่อถือ สัญญาณที่เราใช้ทำนาย ย่อมมีความน่าเชื่อถือสูงไปด้วย แต่จากจุดที่ผมลาก ตัวอย่างของจุด Overbought แรก ๆ 2 – 3 จุดไม่ได้เคลื่อนไหวไปจนถึงระดับที่เราจะกำหนดเป็นจุด Overbought หรือ Oversold นั่นอาจจะเป็นเพราว่า Level ที่เรากำหนดนั้นจะมากเกินไป การปรับค่า Level Overbought และ Oversold สามารถลดระดับเหลือ ระดับ 70 – 30 นอกจากนี้ค่า RSI ที่ผมตั้งค่า คือ RSI 4 และถ้าหากเราใช้ค่ากลางคือ RSI 14 จะมีผลอย่างไร มาดูรายละเอียดกัน

ภาพที่ 5  RSI คืออะไร – แสดง การตั้งค่า RSI 14

จากภาพที่ 5 จะเห็นว่า เราเปลี่ยนมาตั้งค่า RSI จาก 4 มาเป็น 14 ทำให้ค่า RSI ในกราฟ ไม่สัมผัสเส้น Overbought และ เส้น Oversold เลยแม้แต่นิดเดียว  ซึ่งหมายความว่า ถ้าหากเราจะซื้อขายด้วยสัญญาณ Overbought และ Oversold ก็จะไม่ได้ซื้อขายเลยสำหรับค่า RSI 14

จะให้ผมสรุปง่าย ๆ ก็คือ ค่า RSI ไม่ได้เหมาะกับ EURUSD ณ ตอนนี้ มันอาจจะเหมาะกับกราฟอื่น หรือค่าเงินอื่น หรือ หุ้นตัวอื่นที่เหมาะ แต่ว่า ณ ตอนนี้มันไม่เหมาะ นี่เป็นโจทย์สำหรับเทรดเดอร์ ที่ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการเทรด และการสังเกตุ สิ่งที่เทรดเดอร์ควรทำคือ Journal ในการบันทึกพฤติกรรมของ ค่า RSI ทำให้การเทรดนั้น เป็นอะไรที่มากกกว่าแค่การดาวน์โหลด Indicator เข้ามาใช้

การใช้งาน RSI

เมื่อเราได้ทำการติดตั้ง และตั้งค่า หาค่าที่ดีที่สุดของ RSI แล้วสิ่งที่เราต้องทำคือศึกษาการใช้งาน ผมแนะนำการใช้งาน RSI ไว้สัก 2 รูปแบบ คือ การใช้วัดเทรนด์ และ การใช้วัดการสวิง หลายคนอาจจะงงว่า RSI สามารถวัดเทรนด์ในการเทรดได้ด้วยหรอ? แน่นอนครับได้ โดยเราอาจจะต้องใช้ RSI มากกว่า 2 ตัว และผมมีคำอธิบายดังนี้

  • RSI เทรนด์

การใช้ RSI ในการวัดเทรนด์ อาจจะดูแปลกตาหน่อย ผมใช้ RSI ซ้อนกัน 2 ตัว เราสามารถใช้ RSI ซ้อนกันได้โดยใช้ RSI เร็ว และก็ช้า ในการซ้อนกัน

ภาพที่ 6 RSI คืออะไร – การใช้ RSI วัดเทรนด์

จากภาพ ผมทำการลาก RSI จากแถบด้านข้างและนำมาใส่ในจุดเดียวกันกับที่ RSI แสดงอยู่ ผมใช้ ค่า RSI (Median Price) ทั้ง 2 ค่าทำให้ RSI มีความสมูทได้มากขึ้น เมื่อนำมาทับซ้อนกันก็จะเห็นมันตัดกัน สิ่งที่เราจะใช้คือ จังหวะการตัดกัน ถ้าหากตัวที่เร็วกว่า (สีฟ้า) ตัดขึ้นสูงกว่า สีแดง ที่เคลื่อนไหวช้า และการ Buy ก็ใช้สัญญาณตรงกันข้าม

  • RSI Swing เทรด

การใช้ RSI สำหรับการเทรด Swing ก็คือ การใช้ RSI แบบที่คนอื่นใช้กัน คือ ถ้าหาก RSI สูงกว่า ระดับ Overbought ให้ส่ง Sell order และถ้าหาก RSI อยู่ต่ำกว่าระดับ Oversold ก็ให้ส่งสัญญาณ Buy

ในการเทรดนอกจากจะต้องใช้ Indicator แล้ว เรายังใช้ Indicator ในการวัดความเสี่ยงของการเทรด สามารถใช้RSI ในการกำหนด Lot ในการเทรด การใช้ Indicator ไม่ได้มีเพียงแค่การใช้สำหรับให้สัญญาณเทรด สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้ Indicator คือ เทรดเดอร์ต้องหัดใช้และบันทึกพฤติกรรมของ Indicator เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมด้วย

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Moving Average คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Moving Average คืออะไร

Moving Average เป็นเครื่องมือสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่มีการใช้อย่างแพร่หลาย ซึ่งช่วยให้ราคานั้นเรียบมากขึ้น สามารถอำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์เทรนด์  ซึ่งจะช่วยกรองสัญญาณหลอก หรือ Noise ออกไปซึ่งเป็นความผันผวนของการเคลื่อนไหวของรราคาระยะสั้น  โดยสร้างจากราคาในอดีต

ภาพที่ 1 Moving Average คืออะไร – ตัวอย่าง Moving Average

Moving Average ถือเป็นเครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงมาก มีคนใช้มากที่สุด และยังสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย โดยทั่วไปแล้ว Moving Average ถือเป็นเทคนิคในการพยากรณ์ ในทางสถิติเช่นเดียวกัน โดยการคำนวณนั้นมีหลายรูปแบบ และสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท

การแสดงผลของ Moving Average จะนิยมแสดงค่าเป็นเส้นโดยนำมาพล็อตต่อกัน คำว่า Moving Average คือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ กล่าวคือ การหาค่าเฉลี่ยของช่วงเวลาที่กำหนด โดยเคลื่อนกรอบระยะเวลาไปเรื่อย ๆ เช่น ใช้ 20 แท่งสุดท้ายในการคำนวณ อย่างที่ได้บอกไว้ว่า Moving Average มีหลายประเภท ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของการคำนวณ และวัตถุประสงค์ของการตีความทางด้านหลักการ

 

Simple Moving Average

Simple Moving Average คือ ค่าของ Moving Average ที่มีการคำนวณแบบธรรรมดา โดยใช้ราคาเฉลี่ยของราคาที่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ราคาปิด ในการคำนวณ ซึ่งในบทความนี้ผมจะแสดงตัวอย่างในการคำนวณ ในทุกตัวอย่าง โดยเราจะมาเริ่มกันที่ Simple Moving Average กันก่อนเลย

สูตรของ Simple Moving Average คือ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีค่าน้ำหนักเท่ากัน ถ้าหากเราแทนค่าราคา Forex เท่ากับ X การคำนวณค่า Moving Average เท่ากับ

MA (10) = (X1,X2,X3,X4,X5,X6,X7,X8,X9,X10)/10

โดยที่ X1 – X10 คือ ราคาปิดของแต่ละแท่งย้อนหลังในการคำนวณ โดยการคำนวณจะใช้ Function ใน Excel เพื่อให้ง่ายต่อการแสดงผลดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Moving Average คืออะไร – การคำนวณ Simple Moving Average

จากภาพที่ 2 มันคือการคำนวณ Simple Moving Average โดยจะใช้แนวทางเดียวกับสูตรข้างบน โดยการนำค่าราคาปิดมาทำการรวมกันก่อนเสร็จแล้วหารด้วย 10 ก็คือจำนวนค่าที่ใช้ในการคำนวณ นั่นหมายความว่า มันคือราคาเฉลี่ยของ 10 แท่งสุดท้าย

ซึ่งรูปแบบของ Moving Average ที่แตกต่างกันนั้นเกิดจาก การที่เราบอกว่า เราให้ค่าน้ำหนักกับมันเท่าไหร่ ของการคำนวณในแต่ละแท่ง

 

Weighted Moving Average

Weighted Moving Average เป็นคอนเซปของการสร้างเครื่องมือ Moving Average ที่ขยายความมาจาก Simple Moving Average โดยที่มีแนวคิดที่ว่า ถ้าหากแท่งที่อยู่ห่างจากแท่งปัจจุบันเราควรจะให้ค่าน้ำหนักกับมันน้อยเพราะว่า มันเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปนานแล้ว ดังนั้น ค่าที่ใกล้เคียงกับค่าปัจจุบันจะต้องมีค่าน้ำหนักมากที่สุด และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากการใช้ Simple Moving Average แบบธรรมดา คือ แบบธรรมดาให้ความสำคัญกับทุกแท่งเทียน 10 แท่งเท่ากันหมด แต่ในความเป็นจริง เทรดเดอร์อาจจะมีความเห็นที่แตกต่างกันเรื่อง ค่าเฉลี่ยราคา

สูตรของการคำนวณ  Weighted Moving Average มีดังนี้

WMA = (X1*ค่าน้ำหนักมากที่สุด)+(X2*ค่าน้ำหนักรองลงมา)+(X3* ค่าน้ำหนักน้อยกว่าค่าน้ำหนักของ x2)….(Xn*ค่าน้ำหนัก)

ซึ่งการเรียงตัวของค่าน้ำหนักจะเรียงเป็นแบบเส้นตรง เช่น ลดหลั่นลงในอัตราที่เท่ากัน โดยแสดงตัวอย่างของการคำนวณค่า Weighted Moving Average ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 3 Moving Average คืออะไร –  Weighted Moving Average

จากภาพการคำนวณ จะแสดงการคำนวณ นำราคาปิดของแท่งเทียน มาคูณกับ ค่าน้ำหนัก โดยในที่นี้จะให้ค่าน้ำหนักความสำคัญมากที่สุดกับแท่งเทียนที่ใกล้กับราคาปัจจุบัน นั่นก็คือแท่งเทียนที่ 1 ซึ่งแท่งเทียนที่ 10 คือ แท่งเทียนที่อยู่ห่างออกไปจากแท่งเทียนปัจจุบัน 10 แท่ง โดยค่าน้ำหนักที่ใช้จะใช้การลดหลั่นลงมา 0.10 % ซึ่งค่าน้ำหนักที่ใช้เป็นการลดลงอย่างคงที่ เมื่อทำการคำนวณจะให้ผลตามราคาปิดและค่าน้ำหนักแล้วนำมาหาค่าเฉลี่ย เราสามารถใช้ตัวเลือก = Average() หรือ ใช้การบวกแล้วก็หารด้วยจำนวนแท่ง (10 แท่ง) ก็ให้ผลไม่แตกต่างกัน

ในส่วนต่อไปก็เป็นการคำนวณแบบค่าน้ำหนักเช่นเดียวกัน แต่ค่าน้ำหนักที่ใช้ให้ค่าน้ำหนักไม่คงที่ เป็นค่าน้ำหนักแบบทวีคูณ

 

Exponential Moving Average

การคำนวณค่าน้ำหนักแบบทวีคูณ คือการให้ค่าน้ำหนักใกล้เคียงกับค่าปัจจุบันมากที่สุด เหมือนกับการให้ค่าน้ำหนักแบบคงที่ เพียงแต่สิ่งที่แตกต่างคือ ค่าน้ำหนักทวีคูณจะทยอยลดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ได้ลดลงในอัตราส่วนที่เท่ากัน โดยแสดงผลการคำนวณดังต่อไปนี้

ภาพที่ 4 Moving Average คืออะไร? – แสดงค่าน้ำหนักแบบ Exponential

ในภาพที่ 4 จะเห็นว่าการลดลงของค่าน้ำหนักในการคูณนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเริ่มจาก 0.95 หรือ 95 % ซึ่งแทนที่จะลดลงทีละ 5 % แต่ลำดับถัดไปลดลง 10 % ก็คือ 85 % และลำดับถัดมาก็ลดลง 15 % การลดลงลักษณะนี้ไม่ให้ความสำคัญกับค่าที่อยู่ใกลมากนัก ทำให้ผลคูรณ์ที่ได้เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ในภาพ  ในแท่งเทียนที่ 5 ราคาปิดนั้นแทบจะไม่แตกต่างจากค่าอื่น ๆ และยังราคาปิดสูงกว่าแท่งเทียนที่ 1 คือ 11 บาท แต่ด้วยค่าน้ำหนักที่ถูกนำไปคิดเพียง 25 % ซึ่งแท่งที่หนึ่งคิดค่าน้ำหนักถึง 95 % ทำให้ผลคูรณ์ที่ได้ออกมาแตกต่างกันมาก เพราะว่า แท่งเทียนท้าย ๆ ไม่ได้รับการสนใจมากเท่าไหร่ หรือคิดว่ามันมีผลต่อราคาน้อย ทำให้สัดส่วนที่จะต้องสนใจก็น้อยลงไปด้วยเช่นกัน

เมื่อเราทราบค่าน้ำหนักและการคำนวณค่า Moving Average เบื้องต้นแล้ว เราสามารถนำมันมาประยุกต์ใช้งานในการเทรดได้อย่งไร เรามาดูในส่วนถัดไปได้เลยครับ

 

การเทรดและการตีความ

การเทรดและการตีความ Moving Average สามารถตีความได้หลายแบบ แต่ที่เป็นที่นิยมกันมาก คือ การใช้ Moving Average 2 เส้น โดยเส้นหนึ่งมีค่า Moving Average ที่สูงกว่าอีกค่าหนึ่ง เช่น การเปรียบเทียบค่า Moving Average ที่เคลื่อนไหวช้ากับเคลื่อนไหวเร็ว โดยใช้ Moving Average 10 เปรียบเทียบกับ Moving average 3 มีตัวอย่างเงื่อนไขในการใช้งานดังนี้

เงื่อนไขการเข้าเทรด

  1. ถ้า Moving Average 3 มากกว่า Moving Average 10 ให้ส่งคำสั่ง Buy
  2. ถ้า Moving Average 3 น้อยกว่า Moving average 10 ให้ส่งคำสั่ง Sell

โดยการส่งคำสั่งจะส่งทีละออเดอร์เท่านั้น ไม่มีการส่งออเดเอร์ติด ๆ กัน ดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 5 Moving average คืออะไร? – แสดงการตัดกันของ MA

ในภาพใช้เส้น Moving Average 3 และ Moving Average 20 ซึ่งสัญญาณหลักจากการเปรียบเทียบเงื่อนไข มี 2 แบบ คือ สัญญาณใน highlight สีน้ำเงิน และ สีแดง  สีน้ำเงินเป็นการตัดกันขึ้นและมีเทรนด์ของการเปลี่ยนแปลงของราคาชัดเจน ทำให้การส่งคำสั่งนั้นมีประสิทธิภาพ สามารถทำกำไรได้ง่าย อย่างไรก็ตามก็ไม่มีเครื่องมือไหนที่จะสมบูรณ์พร้อม เครื่องมือ Moving average ก็เช่นกัน มีสัญญาณหลอกที่เกิดขึ้นใน Highlight สีเหลี่ยมสีแดง ซึ่งมีการตัดขึ้นของ Moving Average และราคาเคลื่อนไหวอยู่เหนือเส้น Moving Average ที่เคลื่อนไหวช้า แต่ภายหลังก็กลับมาเคลื่อนไหวต่ำกว่า Moving Average เคลื่อนไหวช้าอีก สัญญาณเทรดแบบนี้ทำให้เราขาดทุนจากการเทรด เพราะว่า สัญญาณเทรดที่ได้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หลายครั้งจนทำให้เกิดผลขาดทุนจากการเทรดอย่างต่อเนื่อง

การเทรด Moving Average สามารถใช้ได้ในแง่ของ การหาค่าเฉลี่ยของราคาที่ทำการเข้าเทรด เช่น ถ้าหากเราเข้าเทรดราคาปิดทุกวัน ราคาเฉลี่ยเท่ากับเท่านี้ การเข้าเทรดจะต้องเข้าให้ได้ใกล้เคียงกับเส้นค่าเฉลี่ย และเมื่อราคาดีดออกจากเส้นค่าเฉลี่ย นั่นคือราคาแพงเกินไปให้ขายทำกำไรออกไป  การใช้งานลักษณะนี้ก็สามารถทำกำไรได้เช่นเดียวกัน แต่ก็ต้องระวังสัญญาณหลอกเช่นเดียวกับการเทรดแบบอื่น ๆ

 

ข้อดี-ข้อเสีย

ข้อดีและข้อเสียของการใช้ Moving Average ในการเทรด คือปัญหาเรื่องความล่าช้าของการตีความเทรนด์ หรือการให้สัญญาณเทรด เนื่องจาก Moving Average เป็นการบอกราคาที่ทำให้มันช้าลงจากการหารเฉลี่ยกับแท่งอื่น ๆ ทำให้ราคาที่ได้ในการเข้าเทรด เคลื่อนไหวล่าช้ากว่าราคาแท่งปัจจุบันมาก สัญญาณเทรดที่ด้ามา ย่อมไม่ใช่จุดเข้าเทรดที่ดีเพราะว่า ได้ราคาที่ค่อนข้างจะแพง นอกจากนี้ต้องมาเจอกับสัญญาณหลอกที่ทำให้เข้าใจว่าจะเกิดเทรนด์

ข้อสำคัญของการใช้ indicator คือ การรู้ข้อจำกัด เมื่อเทรดเดอร์ผ่านการใช้งาน Moving Average ไปสักพักหนึ่งเทรดเดอร์จะเรียนรู้ลักษณะของมันที่จะทำให้เกิดการผิดพลาด ดังนั้นเทรดเดอร์ต้องศึกษารายละเอียดของการใช้ indicator ให้รอบด้านก่อนนำไปใช้งานกับการเทรดจริง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Currency Strength Meter คืออะไร

คะแนนโดย admin

เส้น

Currency Strength Meter คืออะไร

Download : Currency-Strength-Meter-V.1.1 (คลิ๊ก)

Currency Strength Meter เป็น Indicator ที่ใช้ในการเทรด Forex ประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในโปรแกรมเทรด Metatrader 4 หรือ MT4 โดย Indicator Currency Strength Meter เป็นเครื่องมือที่ใช้บอกความแข็งแกร่งของค่าเงิน โดยไม่ได้ทำการเปรียบเทียบเป็นคู่แต่จะบอกความแข็งแกร่งรายตัว โดยทำการเปรียบเทียบกับเงินหลายคู่ ซึ่งถ้าหากค่าเงินใดแข็งค่าก็จะมีระดับความแข็งแกร่งแสดงให้เห็น  โดยมีตัวอย่างภาพของ Currency Strength Meter แสดงดังต่อไปนี้

ภาพที่ 1 Currency Strength Meter คืออะไร – Currency Strength Meter indicator

จากภาพข้างบนจะเห็นว่า indicator Currency Meter แสดงภาความแข็งแกร่งของค่าเงินเป็นระดับ โดยในภาพดังกล่าว ค่าเงินที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดคือ ค่าเงิน Swiss Franc (CHF) และค่าเงินที่แข็งแกร่งรองลงมาได้แก่ ค่าเงิน Canada หรือ CAD  โดยค่าเงินที่อ่อนค่ามากที่สุดได้แก่ ค่าเงิน New Zealand Dollar หรือ NZD การใช้ง่าย Currency Meter นั้นทำได้ง่ายมาก อย่างไรก็ตาม Currency Meter อาจจะมีหลายรูปลักษณ์ และ หลายแบบ มากกว่าอย่างอื่น แต่หลักการใช้งานนั้นแทบจะไม่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น

ภาพที่ 2 Currency Strength Meter คืออะไร – Currency Strength Heath Map

ภาพข้างบน เป็นภาพ Currency Strength Meter อีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็น Currency Strength Heath Map ของ Oanda โบรคเกอร์แห่งหนึ่งที่ให้บริการการเทรด Forex เช่นเดียวกัน โดยท่านสามารถไปใช้บริการได้ที่  : https://www1.oanda.com/forex-trading/analysis/currency-heatmap

ซึ่งถึงแม้ว่าหน้าตาจะแตกต่างกัน แต่การใช้งานก็จะคล้ายคลึงกัน ในภาพที่ 2 จะมี แกนอยู่ 3 แกนที่จะต้องให้ความสำคัญ นั่นคือ แกนสีแดง (แถบบน) แกนสีเทาซึ่งอยู่แกนกลาง และ แกนสีฟ้า ซึ่งอยู่แถบล่าง  แต่ละแกนมีความสำคัญ คือ ถ้าเป็นสีแดง แสดงว่า เป็นแกนที่บอกถึงความแข็งแกร่งของค่าเงินมากที่สุด ขณะที่แกนสีน้ำเงินก็มีความหมายตรงกันข้าม คือ เป็นแกนที่บอกว่าค่าเงินอ่อนค่านั่นเอง ส่วนแกนกลางเป็นแกนที่เอาไว้ในเปรียบเทียบ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง ที่ 1 แถวแรก แกนกลางคือค่าเงิน Australia Dollar (AUD) ซึ่งถ้าหากมันอยู่ตรงกลางหมายความว่า เราใช้มันเป็นแกนกลางเปรียบเทียบว่าค่าเงินอะไรแข็งอะไรอ่อน ดังนั้นในแถวแรก มี XAU ที่บวกมากที่สุด และ GBP ที่ลบมากที่สุด นั่นหมายความว่า เมื่อเทียบกับค่าเงินออสเตรเลียแล้ว ทองคำมีความแข็งแกร่งมากที่สุด (สัญลักษณ์แทนทองคำคือ XAU) แต่เมื่อเทียบกับค่าเงิน AUD แล้วค่าเงินปอนด์อังกฤษ ก็เป็นค่าเงินที่อ่อนค่ามากที่สุด

เราลองมาดูอีกซักรูปแบบหนึ่งของ Currency Strength Meter  ซึ่งให้บริการโดย www.forexnew.org  โดยสามารถดาวน์โหลดพร้อมไฟล์ที่แนบมาพร้อมนี้

Download : Currency-Strength-Meter-V.1.1 (คลิ๊ก)

ภาพที่ 3 Currency Strength Meter คืออะไร – Currency Strength Meter

จากภาพจะเห็นว่า ไม่ได้มีภาพซับซ้อน มีแค่บอกว่า ค่าเงินแต่ละค่าเงินมีอะไรบ้าง และมีระดับความแข็งแกร่งเป็นตัวเลข โดยค่าเงินที่แข็งแกร่งที่สุด คือ ค่าเงิน Canada Dollar และมีลูกศรชี้ขึ้น หมายความว่า อันดับความแข็งแกร่งได้มีการปรับขึ้นมาจากก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่า ค่าเงินที่ปรับลงได้แก่ ค่าเงิน Swiss Franc

ซึ่งจะเห็นได้ว่า แม้ว่ารูปลักษณ์จะมีความแตกต่างกันแต่ก็ให้ความหมายของการใช้งานไม่แตกต่างกัน คือ บอกความแข็งแกร่งของค่าเงิน โดยแยกเป็นรายตัว ทีนี้เราจะมากันถึงวิธีการใช้งาน Currency Strength Meter กัน

การใช้งาน Currency Strength Meter

การใช้งาน Currency Strength Meter นั่นค่อนข้างไม่ได้ตรงไปตรงมา สิ่งที่เราต้องคิดก่อนก็คือ เราจะใช้งานมันอย่างไร   โดยถ้าหากเราใช้ Currency Strength Meter เราจะต้องคิดเสียก่อนว่า เราจะเทรดค่าเงินอะไร แต่ในทางกลับกันกับ Currency Strength Meter นี้เราต้องดูก่อนว่า ค่าเงินอะไรที่มีความแข็งและอ่อนค่ามากที่สุด น้อยที่สุด ซึ่งการใช้งาน Currency Strength Meter มี 2 แนวทางหลัก ๆ ดังนี้

  1. แนวทางการใช้แบบวัดเทรนด์

การวัดเทรนด์โดยใช้ Currency Strength Meter สิ่งที่เราต้องดูคือค่าเงินที่แข็งที่สุดกับค่าเงินที่อ่อนที่สุด เมื่อเราเทียบค่าเงินที่แข็งที่สุดกับค่าเงินที่อ่อนที่สุด หมายความว่า เรากำลังจับเทรนด์ของมัน  เพราะถ้าเราเอาค่าเงิน 2 ค่าเงินมาจับคู่ เช่น AUD เป็นค่าเงินที่แข็งที่สุด ขณะที่ค่าเงิน CAD เป็นค่าเงินที่อ่อนที่สุด เราจะได้เทรนด์ ขาขึ้นของคู่เงิน AUDCAD เพราะว่ามันจะบอกว่า คู่เงิน AUD CAD กำลังขึ้น เนื่องจากตัวหาร (CAD) หารตัวตั้ง (AUD) ซึ่งมีค่ามาก ในหลักการเช่นนี้เราต้องส่ง  LONG AUDCAD ขณะที่ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากจะส่ง Short เราก็ต้องเอาค่าเงินที่อ่อนที่สุดตั้ง และ เอาค่าเงินที่แข็งที่สุดหาร ซึ่งแน่นอนว่ามันคงไม่มีคู่เงิน CADAUD ให้เราเล่นหรอก นั่นหมายความว่า การจะเล่น Short หรือ Long นั้นจะกำหนดมาจากเครื่องมืออยู่แล้ว

เดี๋ยวเราจะมาดูตัวอย่างจริงกันสักหน่อย โดยผมจะเปรียบเทียบสถานการณ์ของ Currency Strength Meter ใน MT4 โดยใช้หลักการนี้ให้ดูกันครับ

ภาพที่ 4 Currency Strength Meter คืออะไร – ภาพ Currency Strength Meter

ในภาพเป็นตัวอย่าง ของค่าเงินที่อ่อนค่า คือ AUD และค่าเงินที่แข็งค่าที่สุดคือ CAD หมายความว่า เราต้อง Short AUDCAD เพราะว่า เราไม่มีคู่เงิน CADAUD เราลองไปดูค่าเงิน AUDCAD ดูว่าอยู่ในขาลงเมื่อดูจาก Indicator ตัวอื่นหรือไม่

ภาพที่ 5 Currency Strength Meter คืออะไร – ภาพเปรียบเทียบเทรนด์กับ Currency Strength Meter

ในภาพจะเห็นว่า MACD เป็นขาลงและเส้นเทรนด์ไลน์ที่ชี้วัด AUDCAD ก็เป็นขาลง นั่นหมายความว่า การเทรดแบบนี้เป็นการเทรดตามเทรนด์ที่เมื่อเกิดเทรนด์ขาลงแล้วเราจึงเข้าเทรด

  1. แนวทางการใช้แบบกลาง

นอกจากการเทรดตามเทรนด์แล้ว เราสามารถใช้ Currency Strength Meter เพื่อใช้ในการเทรดแบบหาจุดกลับตัวด้วย ในตัวอย่างเดียวกัน แต่หลักการกลับด้านกัน นั่นคือ ตัวอย่างของข้อ 1 เมื่อเราพิจารณาว่า AUD อ่อนค่ามาก และ CAD ก็แข็งค่ามากเช่นกัน ดังนั้น เมื่อมันอ่อนค่ามานานแล้ว ทำให้อันดับมันร่วงจากอันดับอื่น ร่วงลงมาอันดับสุดท้ายแสดงว่ามันลงมาสุด ๆ แล้วจริง ๆ เราจึงใช้หลักการนี้บอกว่า มันกำลังจะกลับตัว เพราะมันเคลื่อนไหวสูงสุดแล้ว โดยจะอธิบายในตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

AUD เลื่อนจากอันดับ 6 มายังอันดับ 7 แสดงว่ามันอ่อนค่ามานานมากแล้ว และกำลังรอวันกลับตัว ซึ่งถ้าเราคิดอย่างนี้ เราต้องส่งคำสั่งตรงกันข้ามกับข้อ 1 หมายความว่าแทนที่จะส่ง Short AUDCAD เราต้องส่ง Long AUDCAD

ภาพที่ 6 Currency Strength Meter คืออะไร – ลำดับของ AUD

ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราส่ง AUDCAD มันอาจจะกลับตัวเมื่อไหร่ก็ได้

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมก็ต้องย้ำเหมือนกับที่เคยย้ำว่า ไม่มีอะไรที่จะแน่นอนตายตัวได้  Indicator Currency Strength Meter ก็เช่นกัน ไม่สามารถทำให้เราได้กำไรตลอดไป ดังนั้น สิ่งที่เราควรทำคือ มีวิธีการจัดการความเสี่ยงของความผันผวนไว้แน่นอนไว้ก่อน ผมจะยกตัวอย่างแค่วิธีการที่ 2 ดัง คือ กรณีที่เราเทรดโดยใช้ Currency Strength Meter หาจุดกลับตัว  เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะกลับเมือไหร่ วิธีการคือ เราจะซอย position ของเราออกเป็น 3 ส่วน เช่น ถ้าหากว่าเข้าเทรดแล้วมันลง เราจะปิดออเดอร์ทันที เพราะว่า เมื่อเทรดแล้วมันผิดทางแสดงว่า เราไม่สามารถหาจังหวะเทรดที่ดีได้ แต่ว่า ถ้าหากว่าเข้าเทรดแล้วกำไร เราจะเข้าออเดอร์ที่ 2 และ เข้าออเดอร์ที่ 3 หากว่า ออเดออร์ที่ 2 กำไร

กลยุทธ์เช่นนี้ก็คือวิธีการเดียวกับ Let profit run เพราะว่า เวลาเรากำไร เรากำไร 3 ออเดอร์ แต่ว่าในทางตรงกันข้ามเมื่อเราขาดทุน เราขาดทุนแค่ออเดอร์เดียว เราต้อง Cutloss และไม่ปล่อยให้ขาดทุนวิ่งไป โดยการไม่ปิดออเดอร์ เพราะไม่เช่นนั้นเรากำลังวัดกับดวงแล้วว่ามันจะกลับมา ซึ่งมันอาจจะกลับมาหรือไม่กลับก็ได้ เราจึงไม่ควรที่จะไปวัดกับอะไรที่ไม่สามารถจัดการได้

นอกจากนี้การใช้ Currency Strength Meter ไม่ได้จำกัดที่วิธีการที่ผมเสนอเพียงอย่างเดียว หลายคนอาจจะใช้ Currency  Strength Meter ต่างจากวิธีการที่ผมเสนอ ก็ไม่ผิดแต่อย่างไร เพียงแค่ขอให้ได้กำไรเท่านั้นก็ถือว่าตอบโจทย์การลงทุนแล้ว

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Stochastic คืออะไร?

คะแนนโดย admin

เส้น

Stochastic คืออะไร?

Stochastic คือ Indicator ตัวหนึ่ง ซึ่งจะบอกโมเมนตั้มของราคาว่าเปลี่ยนแปลงคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งความอ่อนไหวของ Stochastic จะเป็นตัวแสดงความอ่อนไหวของตลาดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่เรากำหนด เช่น ถ้าเราตั้งค่า Stochastic 7 นั่นก็คือ เวลาที่เรากำหนดคือกรอบ 7 แท่งของแท่งเทียน หรือแท่งราคา ผลของการคำนวณจะออกมาเป็นตัวเลขเปอร์เซ็นต์การเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับจำนวนแท่งที่ใช้ในการคำนวณทั้งหมด

"<yoastmark

ภาพที่ 1 Stochastic คืออะไร – ตัวอย่าง indicator Stochastic

อย่างไรก็ตาม Stochastic ในทางการเงิน มีอีกชื่อว่า Stochastic Oscillator ซึ่งเป็นเรื่องของการวัดการแกว่งตัวของราคา และเป็นคนะเรื่องเกี่ยวกับกระบวนการทางสถิติในทางคณิตศาสตร์ที่มีชื่อว่า Stochastic Process ในบทความนี้เรามาทำความรู้จักกับ Stochastic Oscillator เครื่องมือในการวิเคราะห์ทางเทคนิคของตลาดการเงิน

ข้อมูลเบื้องต้น

Stochastic Oscillator เป็นเครื่องมือประเภท momentum indicator ซึ่งจะบอกแนวรับแนวต้าน โดยคนพัฒนา Indicator ตัวนี้คือ Dr. George Lane ซึ่งเป็นคนพัฒนา Indicator นี้ขึ้นมาในช่วงปลายปี 1950 คำว่า Stochastic นั้นอ้างอิงมาจากราคาปัจจุบันซึ่งเปรียบเทียบกับกรอบการเคลื่อนไหวที่กำหนด เช่น กรอบเคลื่อนไหว 14 วันก็หมายความว่า กรอบเคลื่อนไหวของราคาปัจจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับการเคลื่อนไหวของ 14 วันที่แล้ว

ตัวอย่าง เมื่อกำหนดให้ใช้ ระยะเวลาในการคำนวณ Stochastic เท่ากับ 5 เราจะทำการคำนวณค่า Stochastic โดยกำหนด Time Frame ตามสมการของ Stochastic เท่ากับ 5 วันในกราฟ Daily Chart ตามสูตรดังต่อไปนี้

%K  = 100 x (ราคาปัจจุบัน – L5) /(H5-L5)

%D = ((K1+K2+K3)/3)

ในสมการของ %K ค่า L5 คือราคาที่ต่ำสุดของ 5 วัน และ H5 คือราคาที่สูงที่สุดของ 5 วัน ขณะที่ตัวอย่างกำหนดให้ % D คือค่า 3 Day Moving Average หรือก็คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 วัน โดยนำราคาปิดหรือราคาเปิดมาใช้ในการคำนวณค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่

ถ้าหากเราตีความ Stochastic ก็คือ กรอบการเคลื่อนไหวของราคาโดยกำหนดให้กรอบของมันคือ ราคา High Low ในสมการมีการนำ High – Low ก็จะได้ระยะเคลื่อนไหวจากสูงสุดไปยังต่ำสุด ในภาพที่ 2 ผมได้ทำการมาร์คจุด ไว้ที่จุดต่ำสุด และจุดสูงสุด คือจุดต่ำสุด อยู่ในวงกลม สีฟ้า และจุดสูงสุดอยู่ในวงกลมสีเหลือง

ภาพข้อมูลที่ใช้คำนวณ Stochastic

ภาพที่ 2 Stochastic คืออะไร – ภาพข้อมูลที่ใช้คำนวณ Stochastic

จากภาพข้างบน ผมได้ทำการจำลอง Stochastic ไว้ด้วย จะเห็นว่า ถ้าตอนนี้กรอบของราคาก็จะเคลื่อนไหวอยู่ประมาณระดับ 80 % ของกรอบการแกว่งตัวของราคาทั้งหมด เนื่องจากใช้ราคา High ในการคำนวณ ซึ่งนี่คือหลักการของ Stochastic Oscillator นั่นเองครับ ต่อไปเราจะมาดูว่า Stochastic Oscillator มีการใช้งานอย่างไร

 

การใช้งาน Stochastic Oscillator

สำหรับการใช้งาน Stochastic Oscillator เราไม่จำเป็นต้องไปดาวน์โหลดข้อมูลราคาเปิดปิดในอดีตของกราฟแล้วมานั่งคำนวณเอง เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราสามารถใช้โปรแกรมในการคำนวณได้หมดและมีความสะดวกสบาย โดยโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Metatrader 4 หรือ Mt4 ก็มีฟังค์ชั่นการใช้งานของ Stochastic Oscillator ให้ใช้งานฟรี ดังภาพต่อไปนี้

แสดงการเพิ่ม indicator Stochastic Oscillator

ภาพที่ 3 Stochastic คืออะไร – แสดงการเพิ่ม indicator Stochastic Oscillator

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักโปรแกรม MT4 ท่านสามารถย้อนไปอ่านบทความ MT4 หรือ Metatrader 4 คืออะไรได้ เมื่อท่านเปิดโปรแกรม MT4 ขึ้นมาไปที่ insert และเลือก Indicator จะปรากฏ แถบ Oscillator และสามารถเลือก Stochastic Oscillator ซึ่งจะแสดงการตั้งค่าหน้าจอ ดังต่อไปนี้

การตั้งค่าของ Stochastic Oscillator

ภาพที่ 4 Stochastic คืออะไร – การตั้งค่าของ Stochastic Oscillator

การตั้งค่า Stochastic Oscillator ที่ปรากฏ จะปรากฏตามสมการที่ผมได้กล่าวถึงในตอนต้น คือ ค่า % K และ ค่า % D และ Slowing 5 ส่วนค่า Price Field นั้นคือค่า Close หมายถึงราคาที่เรานำมาใช้คำนวณ คือ ราคาปิดของแต่ละแท่ง และกระบวนการในการคำนวณค่า Moving Average  (Slowing) นั้นคือ Simple หมายความว่า ค่า Moving Average จะใช้วิธีการนำค่าราคาปิดของแต่ละแท่งมารวมกันแล้วหารด้วยจำนวนเวลาที่เรากำหนด ในที่นี้คือ 5 (Slowing) 5 ซึ่งเมื่อคำนวณได้ก็จะปรากฏกราฟของ Stochastic ดังภาพต่อไปนี้

แสดงภาพ Stochastic Indicator

ภาพที่ 5 Stochastic คืออะไร – แสดงภาพ Stochastic Indicator

ในภาพ จะปรากฏ Stochastic พร้อมกับระดับ Overbought และ Oversold ระดับดังกล่าวเป็นการตั้งค่า โดยสามารถตั้งค่าและกำหนดค่า Overbought และ Oversold ได้ในการตั้งค่า ซึ่ง ระดับก็คือ Percent ของการเคลื่อนไหวของ Stochastic ที่เรากำหนดขึ้น เช่น เรามักจะกำหนดค่า Oversold ไว้ที่ราคา Stochastic อยู่ที่ระดับ 20 หรือ เรามักจะกำหนดค่า Overbought ไว้ที่ระดับ 80

การตั้งค่า Overbought – Oversold

ภาพที่ 6  Stochastic คืออะไร – การตั้งค่า Overbought – Oversold

ในการตั้งค่า จะปรากฏในแถบ Level ในการเลือกค่าของ Stochastic เราสามารถกำหนดเองได้ว่าจะให้ค่าเท่ากับระดับ 10 % หรือ ระดับ 90 % ก็สามารถทำได้

การใช้งาน Stochastic โดยการใช้การส่งคำสั่ง จะกำหนดเงื่อนไขในการเทรด ขึ้นมา โดยส่วนมาจะมีอยู่ 2 แบบ คือ ใช้ Stochastic Indicator ในการบอกเทรนด์ และ ใช้ Stochastic บอกการแกว่งตัวของ Sideway ซึ่ง ส่วนมากจะใช้วิธีที่สองกัน อย่างไรก็ตาม เราจะมาดูกันทั้ง 2 วิธี

  1. การใช้ Stochastic บอกเทรนด์
    โดยจะใช้ เส้นสีฟ้ากับสีแดงเป็นตัวกำหนด โดยที่ เมื่อเส้นสีแดงอยู่สูงกว่าเส้นสีฟ้า หมายความว่า เทรนด์ตอนนั้นคือเทรนด์ขาลง และในทางตรงกันข้าม ถ้าหากสีฟ้าอยู่สูงกว่าสีแดงกราฟช่วงนั้นเป็นเทรนด์ขาลง

ภาพเทรนด์ใน Stochastic

ภาพที่ 7 Stochastic คืออะไร – ภาพเทรนด์ใน Stochastic

จากภาพที่ 7 จะเห็น Stochastic เคลื่อนไหวสอดคล้องกับทิศทางของราคา โดยในกรอบสีฟ้าแสดงเทรนด์ขาลง เมือ่เส้นสีแดงของ Stochastic อยู่สูงกว่าเส้นสีฟ้า และในกรอบสีแดง คือกรอบเทรนด์ขาขึ้น เมื่อราคาเป็นทิศทางขึ้น และ Stochastic เคลื่อนไหวเข้าสู่โซน Overbought

 

สำหรับการส่งคำสั่ง ของ Stochastic โดยใช้หลักการนี้ ก็คือ เมื่อเส้นสีฟ้าเริ่มตัดขึ้น ก็ให้ส่งสัญญาณ Buy โดยสามารถส่งคำสั่งได้ตลอดจนกว่า Stochastic ถึงระดับ 80 ก็ไม่ควรส่งคำสั่งเพราะว่า อาจจะเกิดการกลับตัวได้ทุกเมื่อ สำหรับ ทิศทางของลง ก็เช่นเดียกวัน ถ้าเส้นสีฟ้าตัดเส้นสีแดงลง ก็สามารถส่งคำสั่ง Sell ค่าเงินที่เรากำหนดได้ทุกเมื่อ โดยที่เมื่อมันอยู่ในโซน Oversold ก็ให้หยุดการส่งคำสั่ง Sell เพราะว่า มีความเสี่ยงที่กราฟจะกลับตัวเช่นเดียวกัน

  1. การใช้ Stochastic บอก Side way
    สำหรับการใช้ Stochastic ในการบอก Side Way นั้นค่อนข้างเข้าใจได้ง่าย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ Stochastic อยู่ต่ำกว่า ระดับ 20 ก็หมายความว่าเกิดภาวะ Oversold หรือ ขายเยอะเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการกลับตัวได้ทุกเมื่อ ดังนั้น จึงให้ส่งคำสั่ง Buy เมื่อ Stochastic ถึงจุดังกล่าว และในทางตรงกันข้าม ถ้าหาก Stochastic ถึงจุด Overbought ที่ระดับ 80 ก็ให้ส่งคำสั่ง Sell แม้ว่าจะดูง่ายแต่ว่า การใช้งาน Stochastic ในทั้ง 2 แบบค่อนข้างมีปัญหา อยู่บ้าง

Overbought – Oversold

ภาพที่ 8 Stochastic คืออะไร – Overbought – Oversold

สำหรับการใช้งานในภาพ สีฟ้าคือ สัญญาณ Buy ในวงกลม และสีแดงคือสัญญาณ Sell อย่างไรก็ตามอย่างที่เราได้บอกไป จะเห็นว่า มีวงกลมสีเหลือง ซึ่งบอกว่า Stochastic ล้มเหลวในการวิเคราะห์ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันไม่ได้ง่ายและตรงไปตรงมาอย่างนั้นเสมอไป การใช้วิเคราะห์จะเห็นว่า ก่อนเกิดวงกลม สีเหลืองอันใหญ่ จะมีวงกลมสีฟ้าเกิดขึ้นก่อน ซึ่ง การเกิดขึ้นก็บอกว่า จะเป็นจุดกลับตัว และ Stochastic ก็กลับตัวและเคลื่อนไหวขึ้น แต่ว่าราคาไม่ได้เคลื่อนไหวขึ้นตาม มันกลับตัวลงมา และเคลื่อนไหวไปอีกทางหนึ่ง ทำให้สัญญาณเปลี่ยนแปลงกระทันหัน ทำให้ออเดอร์ที่เข้ากลายเป็นออเดอร์ที่ขาดทุน  ซึ่งนี่เป็นจุดอ่อนหรือข้อเสียของ Stochastic ในการบอกเทรนด์และ Sideway เลยก็ได้

ถึงอย่างนั้น หากท่านเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือประสบการในการเทรด Forex มาพอสมควร ท่านก็จะพบว่า ไม่มี indicator ตัวไหนเลยที่จะบอกเทรนด์และ Sideway ได้ดีพร้อมในทุกสถานการณ์ ทุก Indicator นั้นมีจุดอ่อนของตัวเอง สาเหตุก็เพราะว่า indicator นั้นสร้างมาจากราคา มันจึงไม่สามารถเคลื่อนไหวชี้นำราคาได้ ในการใช้งาน Indicator อื่น ๆ รวมทั้ง Stochastic Oscillator ผู้ใช้งาน จึงต้องทราบข้อจำกัดของ Indicator ให้ดีก่อนก่อนที่จะนำไปลงทุนด้วยเงินจริง ๆ ถ้ามันง่ายอย่างนั้นคงมีคนประสบความสำเร็จกันมากมายในตลาดเต็มไปหมด และเงื่อนไขง่าย ๆ เหล่านี้ก็นำไปใช้สร้าง Robot ในการเทรดอัติโนมัติได้กำไรไปทุกคนแล้ว

เส้น


วิธีการใช้ ZigZag ในการเทรด

คะแนนโดย admin

เส้น

วิธีการใช้ ZigZag ในการเทรด

 

                อินดิเคเตอร์อีกตัวหนึ่งที่นิยมใช้กันเป็นตัวช่วยกรองเรื่องของเทรน ที่จะเกิดขึ้นระหว่าง swing points เมื่อมีการเปลี่ยนเปลง เพื่อให้กำหนดเทรนง่ายในแต่ละ timeframe จะเห็นว่าในการใช้ในเรื่องของการกำหนดเทรนล่วงหน้า และใช้เสริมกับหลักการเทรดอย่างต่อเนื่อง เช่นเรื่อง Elliott wave หรือการเทรด price action

                การตั้งค่า ZigZag แล้วแต่กลยุทธ์ที่ต่างกันออกไปในการปรับจูน เช่นจะเห็นเรื่องการประยุกต์เรื่อง ZigZag ไปใช้กับพวก chart patterns เช่นเรื่อง Gartley pattern หรือ Harmonic patterns หรืออย่างเอาไปประยุกต์หาจุดเข้าเมื่อเปิดราคาเบรคสำหรับ Fibonacci Retracements เพราะ ZigZag ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเทรนได้ง่าย เนื่องจากจุด ZigZag จะเกิดเป็นจุด swing points ต่างๆ ส่วนมากเป็นจุดที่เป็นจุด peak  ที่เกิดที่จุด ZigZag เลยทำให้เห็นเทรนได้ง่าย บางเทรดเดอร์ประยุกต์หลักการเข้าหลาย timeframe ในการวิเคราะห์เพื่อเข้าเทรด  สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ ZigZag เป็นอินดิเคเตอร์แบบ repaint เปลี่ยนไปตามค่า new low หรือ new high ที่เกิดขึ้น

                ในที่นี้จะขอกล่าววิธีการใช้ ZigZag ที่ทำให้ชาร์ตยังไม่รก แค่ใช้อินดิเคเตอร์เป็นตัวไกด์เรื่องเทรนแบบคร่าวๆ เพื่อช่วยในการหาจุดเทรน แล้วใช้ความรู้เรื่องตลาดทำงานอย่างไร ที่อ่านจากชาร์ตเปล่าเป็นหลักเพื่อเข้าเทรดและออกเทรด

                ZigZag กับแนวรับ-แนวต้าน หรือ support-resistance จุด ZigZag ที่เกิดขึ้นจะทำให้ท่านกำหนดหาแนวรับหรือแนวต้านได้ง่าย แนะให้ท่านมองแนวรับหรือแนวต้านเป็นพื้นที่ราคาไม่ใช่แค่ดูจุดราคา ดูพื้นที่ราคารอบๆ จุด ZigZag ที่เป็นจุด Peak ของพื้นที่นั้นๆ ลักษณะการ rejection สำคัญเพราะบอกว่า trading pressure มาจากทางไหน แล้วดูลักษณะที่ราคาวิ่งออกมาเมื่อเกิด trading pressure ตรงส่วนนี้ให้เอาความรู้เรื่องออเดอร์และ postions เข้าไปประกอบด้วย คือเมื่อราคาเปิดจุด ZigZag แสดงว่าเป็นที่พื้นที่ราคาวิ่งไปเจอะ Limit orders มาจากการต้องการเข้าหรือการปิดทำกำไรก็ได้แล้วแต่กรณีไป และเมื่อราคาแตะ limit orders พวกนี่ที่พื้นที่ตรงนี้ได้กลายเป็น positions ในตลาดไปด้วย positions พวกนี้จะเป็นที่สนใจเมื่อเกิดราคาวิ่งสวนหรือเกิดการสูญเสียเกิดขึ้น มักจะทำให้เกิดราคาไปแตะ stop loss ที่ถูกกำหนดเลยทำให้ Market orders เกิดขึ้นทันที อย่างกรณีที่เลข 1 2 และ 3 ที่เปิดโอกาสให้เทรดแนวรับ-แนวต้าน เพราะ ZigZag ช่วยให้หาจุดกลับตัวได้ง่าย

                ZigZag และจุดเบรค อีกอย่างหนึ่งเนื่องจาก ZigZag บอกเรื่องเทรนและจุดที่เกิดขึ้นเป็นจุดที่ราคาไปเจอ limit orders และได้กลายมาเป็น postions จากออเดอร์ที่รอเข้าตลาดกลายเป็น positions ที่อยู่ในตลาด กำไรหรือการสูญเสียที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับราคาตลาดที่เกิดตามมา เมื่อราคาเบรคจุดพวกนี้ จะทำให้เห็นว่าพื้นที่ liquidation หรือจุดที่เทรดเดอร์พวกที่เปิดตรงจุด ZigZag ก่อนที่ราคาจะเบรค หรือเทรดเดอร์ที่เทรดอีกรอบเพราะมองจุด ZigZag เป็นตัวกรองในการกำหนดแนวรับหรือแนวต้านแล้วเข้าเทรดอีกรอบกลายเป็น trapped traders และยังเป็นจุดที่พวก breakout traders เฝ้าตามมองด้วย หลักๆ เทรดเดอร์ 2 กลุ่มนี้จะตั้งคำสั่งด้วยเงื่อนไขตลาด ถ้าเป็นพวกเปิด positions ก็จะใช้ stop loss เพื่อออกจากตลาดและ breakout traders ก็จะใช้ buy/sell stop orders เพื่อเข้าตลาดก็จะอยู่พื้นที่เดียวกัน  (ต้องไม่ลืมเรื่องออเดอร์เมื่อราคาไปแตะ stop loss แล้ว stop loss พวกนี้จะกลายเป็น market order ทันที ดังนั้นเรื่อง stop loss จึงเป็นเป้าที่ขาใหญ่เล็งเพราะถ้าราคาไปแตะแล้ว ตลาดเท่ากับเปิด market order พวกนี้ให้เอง ไม่เหมือนพวก manual market order ที่เทรดเดอร์เปิดเทรดเอง)

                การเปิดเทรด – เมื่อเข้าในเรื่อง ZigZag ช่วยให้ท่านกำหนดเทรนได้ง่ายไม่ว่าจะเทรดระยะสั้นหรือยาวหรือเทรดสวน ด้วย 2 อย่างที่ยกมาด้านบน การเปิดเทรดอาจใช้วิธีการอ่านชาร์ตเปล่าแบบที่ยกมา สองข้อที่เข้าใจหลักการตลาดทำงาน หลักการออเดอร์ทำงาน และเทรดเดอร์อื่นๆ ที่เทรดและอยู่ในตลาด  เช่นกรณีเมื่อท่านเห็นราคาเบรคจุด ZigZag ท่านอาจจะประยุกต์ Fibonacci Retracements เพื่อหาจุดเข้าเทรด หรือหลักการเรื่อง confluence อื่นๆ ที่เป็นผลจากการ technical analysis ที่เกิดขึ้นพื้นที่เดียวกัน จะเห็นว่าราคามา rejection ที่เลข Fibonacci retracement 50.0 ก็เปิดโอกาสให้เปิดเทรดตามผลการหาของ Fibo ได้ หรือท่านอาจเพิ่ม confluence อย่างอื่นเข้าไปเช่นเรื่อง supply/demand

                เรื่องที่พื้นที่ตรงโซนโดน engulf ไปเลยเป็นการยืนยัน demand ไปในตัวด้วย จากที่กล่าวไว้ด้านบนจุดพวก ZigZag เป็นจุดที่บอกว่าราคาเจอ limit orders และออเดอร์พวกนี่ได้ลดลงไปเมื่อราคาไปถึงและได้เปลี่ยน limit orders พวกนั้นกลายเป็น long/short positions ด้วย พอราคาเบรคได้ทำให้เกิด Imbalance และเป็นการยืนยัน demand ทำให้รู้ว่าไม่มีเทรดเดอร์อยากเทรดต่อที่ supply นั้น  จุดที่ราคาต้นตอและจุดที่ราคาเบรคเป็นจุดอ้างอิงในการเข้าเทรดต่อตรงที่ราคาย่อตัวลงมาและใช้ Fibonacci Retracement ประกอบ พื้นที่เดียวกันพอดี ส่วนการตั้ง stop loss ก็เป็นที่ต้นตอที่ทำให้เกิดราคาเอาชนะจุด ZigZag  และไปแถวๆ ก่อน ZigZag ตัวสูงขึ้นไป

                จากที่อธิบายมาจะเห็นว่าเมื่อท่านเข้าใจหลักการทำงานตลาด ออเดอร์ทำงานและเรื่องเทรดเดอร์อื่นๆ ที่เทรด เมื่อท่านใส่ ZigZag จะทำให้ท่านหาจุดอ้างอิงได้ง่ายและเร็ว พยายามเทรดกับจุด ZigZag ที่เป็นผลจาก momentum ที่เป็นส่วนสำคัญของ impulsive move ก็จะเพิ่มความเป็นไปได้สูง เพราะเห็นร่องรอยก่อนซึ่งเปิดเผยว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริง

               

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น