กลยุทธ์การเทรด

รวบรวมกลยุทธ์การเทรดต่างๆ ไว้เป็นไอเดียในการต่อยอดการเทรด


เทรด Non-Farm Payroll Report

คะแนนโดย admin

เส้น

เทรด Non-Farm Payroll Report

ทุกๆ ศุกร์ของอาทิตย์แรกทุกเดือน จะมีข่าวที่มักจะทำให้อาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์ราคาไม่ค่อยวิ่งเพราะเทรดเดอร์ต่างๆ รอดูตัวเลขจากข่าว Non-Farm Payroll ส่วนมากที่ผ่านมาก็จะเกิดการวิ่งของราคาอย่างแรงของคู่เงินที่เกี่ยวข้องกับ USD บางเทรดเดอร์ก็ไม่อยากเทรด บางเทรดเดอร์ก็ถือเป็นโอกาสเพราะ volatility จะสูงช่วงนั้นเมื่อ trade setup ได้หรือตัวเลขออกมาตามที่คาดการณ์ก็จะเปิดเทรดและราคามักจะวิ่งแรงเป็นส่วนมาก

Non-Farm Payroll report เป็นประกาศทางเศรษฐกิจสำคัญสุดของอเมริกา รายงานตัวเลขก็จะบอกถึงอัตราการว่างงานทั้งประเทศ  ตัวเลขสำคัญเพราะตัวเลขที่มาเป็น 80 % ของสายงานทั้งหมดของประเทศจากการจ้างงานในภาคการบริการ ก่อสร้าง อุตสาหกรรม โดยไม่นับรวมไปถึงการจ้างงานในภาคการเกษตร ในครัวเรือน และในองค์กรไม่แสวงหากำไรโดยกรมสถิติแรงงานของสหรัฐ

เหตุผลหลักๆ ที่เทรดเดอร์เทรดตัวเลขรายงาน Non-Farm เพราะเรื่อง high volatility  เทรดเดอร์ต้องการที่จะเทรดและส่วนที่เปิด positions อยู่ก็ต้องการจะออก เพราะตัวเลขจากรายงานทำให้เกิดความกลัวและความโลภเพราะการเคลื่อนไหวราคาอย่างแรงมักจะเกิดขึ้น  เลยทำให้เทรดเดอร์อยากเทรดและอยากจัดการออเดอร์ช่วงนั้น เลยทำให้เกิด high volatility ตาม เทรดเดอร์แบบ scalping traders ก็จะเห็นเป็นโอกาสในการสะสมเพราะความเร็วของการเคลื่อนไหวราคาเมื่อเกิดขึ้นทางที่เปิด ก็จะทำให้ได้หลายปีบในเวลาอันสั้น เทรดเดอร์ที่เทรด price levels ไม่ว่าจะเป็น support/resistance, supply/demand หรือ pivots ต่างๆ volatility ก็จะทำให้ราคาวิ่งไปหา key levels ต่างๆ พวกนี้ได้เร็ว ขาใหญ่ที่เทรดระยะสั้นก็จะเปิดเทรดเพื่อ stop hunt ไปยังจุดพวกนี้ และยังเป็นการเร่งราคาเพื่อดึงรายย่อยเข้าตลาด เพราะตัวเลข Non-Farm จะทำให้เกิดบาร์ยาวๆ โดยส่วนมากก็จะกระตุ้นให้รายย่อยอยากเทรด อยากเปิดเพราะกลัวพลาด กลัวไม่ทัน  เทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ถ้ากำไรก็จะกำไรเร็วเพียงพอที่จะออก และถ้าติดลบก็จะถ้าติดลบเพิ่มอีกก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เลยทำให้จำต้องออก market orders จะเกิดขึ้นอย่าง massive และ aggressive พอที่จะดันราคาไปทางใดทางหนึ่งอย่างเร็ว เลยทำให้ตัวเลขรายงาน Non-Farm เป็นที่สนใจของเทรดเดอร์

คู่เงินหลักๆ ที่เทรดก็จะเกี่ยวกับ USD เช่น EURUSD GBPUSD AUDUSD หรือ USDJPY เพราะตัวเลข Non-Farm เกี่ยวกับค่าเงิน USD ดังนั้นเทรดเดอร์ก็จะเทรดหรือจัดการออเดอร์ที่เกี่ยวกับ USD เป็นหลัก เลยทำให้เกิด high volatility กับคู่เงินพวกนั้นๆ

ดูตัวอย่างย้อนหลัง 2 เดือนที่แล้วของผลตัวเลข Non-Farm และชาร์ตที่เกิดขึ้น

ตัวอย่างแรก Non-Farm ของต้นเดือนเมษายน วันเวลาตามลูกศร และตัวเลขการรายงานตามที่ปรากฏ forexfactory จะเห็นว่าก่อนถึงวันที่มีการประกาศตัวเลข Non-Farm ราคาได้เปิดเผยบางอย่างก่อน ราคาได้สร้าง demand เกิดขึ้น และมี impulsive move ได้เอาชนะพื้นที่ที่ตรงข้ามไปแล้ว แล้วราคาก็ consolidation ได้สร้าง supply ลงมาหา demand แล้วเด้งขึ้นก็ไม่เกิด supply เป็นช่วงรอที่จะมีข่าว Non-Farm วันศุกร์ ราคาวิ่งเป็น channel แต่ราคาก็ยังอยู่ระหว่าง supply และ demand  แต่เมื่อท่านดูปริบทประกอบท่านจะเห็นว่าราคาได้ทำ impulsive move ตอนที่ยืนยัน demand และ supply เป็นแค่ราคาย่อตัวกลับมา พอข่าวมาเกิดการ stop hunt ก่อน และลงมาเพื่อเข้าตลาดคือดันราคาไปจริง จะเห็นว่าเมื่อตอนข่าวมาจะเห็นเรื่อง high volatility เกิดขึ้น ราคาจะขึ้น-ลงอย่างรวดเร็ว เป็น 4 บาร์ที่เกิด (จริงๆ วันนี้วิ่งถือว่าน้อย)  สุดท้ายลงไปหา demand จริงแล้วดันขึ้นอย่างเดียว  จะเห็นว่าท่านสามารถเทรด price structure ได้ดีแบบเดิมด้วยและที่สำคัญคือไม่ต้องรอนานแบบทั่วไป เพราะข่าวเป็นตัวเร่งให้เกิดการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น

ในตัวอย่างนี้เมื่อเข้าใจว่า high volatility จะเกิดช่วงข่าว ก็จะทำให้รู้ว่าราคาวิ่งเร็วเพราะเทรดเดอร์ต่างๆ จ้องที่จะเข้าเทรด หรือที่อยู่ในตลาดก็จะออกเทรด ต้องไม่ลืมว่าราคาวิ่งเพราะความไม่สมดุลย์เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะข่าวที่มาจากพฤติกรรมของเทรดเดอร์ที่มีต่อข่าว

ตัวอย่างที่ 2 ของศุกร์ต้นเดือนพฤษภาคม  เดือนนี้ราคาจะวิ่งดีกว่าเดือนที่แล้ว ก่อนที่จะถึงเวลาข่าว จะเห็น supply และ demand ตามที่ตีกรอบ มีการเปิด long positions เพื่อดันราคาขึ้นไป แต่ราคาไม่ไปไหนเพราะเทรดเดอร์ส่วนมากรอดูท่าทีของข่าววันศุกร์ ขาใหญ่ยังไม่เทรดราคาเลยไม่ไปไหน อีกสิ่งหนึ่งที่จะเห็นประจำเมื่อมีเรื่องข่าวแรงๆ คือ stop hunt เพราะ volatility เกิดขึ้นเยอะ ที่เกิดจากการเข้าเทรดและการออกเทรด เลยทำให้ราคาขึ้นหรือลงเร็วช่วงมีข่าว ทั้งเทรดเดอร์รายย่อย หรือ scalping traders หรือเทรดเดอร์ประเภทต่างๆ ต่างให้ความสำคัญ ขาใหญ่สามารถใช้ประโยชนได้เยอะ เลยมักจะเกิดขึ้นประจำ ก่อนที่ราคาจะดันไปทางใดทางหนึ่ง

เมื่อมองดูจากชาร์ตที่ยกตัวอย่างมา จะเห็นว่าตัวเลข Non-Farm มีผลต่อทำให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างเร็วขึ้น เพราะเทรดเดอร์ต่างตระหนักดีว่าจะมีการเคลื่อนไหวแรงๆ เกิดขึ้น เพราะเทรดเดอร์ต่างๆ สนใจที่อยากเข้าเทรดก็จะหาโอกาส และที่ถือ positions อยู่ก็จะหาโอกาสออก เพื่อจำกัดความเสี่ยง แต่ท่านก็ยังเทรดแบบเดิมเมื่อท่านอ่าน order flow เป็น เข้าใจเทรดเดอร์อื่นๆ ทั้งที่อยู่ในตลาดและรอเข้า ทั้งรายย่อยและขาใหญ่ว่าโต้ตอบอย่างไร

หลักการเทรดจาก 2 ตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่าก็เทรดตามเดิม แค่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเรื่อง high volatility ทำให้ราคาเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ไม่จำเป็นต้อง เทรดแบบวิ่งตามราคาตลาด อย่างแรกดูปริบทก่อน และให้หาจุดอย่างเช่น supply/demand หรือ support/resistance และดูราคาโต้ตอบอย่างไร  ดูว่า long/short positions อยู่ตรงไหน stop loss น่าจะอยู่ตรงไหน  ถ้าราคาไปถึงจุด ถ้าขาใหญ่ต้องการเข้าเทรด มักจะมีการ stop hunt เพื่อจะได้เข้าที่ราคาดีกว่าและจะได้มีออเดอร์ตรงข้ามมากพอด้วย การเปิดเทรดรอให้ price action เปิดเผยก่อนจะดี  การตั้ง stop loss ต้องดูพื้นที่ stop hunt ประกอบ หรือรอให้เกิด price action ยืนยันก่อน ส่วนเรื่อง take profit ให้ดูพื้นที่ตรงข้ามต่อไปทางที่ราคาวิ่งไป

ชาร์ตก่อนศุกร์แรกของเดือนมิถุนายนตัวเลข Non-Farm จะเห็นวันมี stop order และ limit orders อยู่รอราคาเร่งมาแล้วให้ price action เปิดเผยหาโอกาสเทรด อย่าลืมว่า marke orders ที่จะดันราคาไปทางใดทางหนึ่ง มาจากการเข้าเทรดและการออกเทรดด้วย

 

เส้น

 


รวมฮิต Bollinger Bands

คะแนนโดย admin

เส้น

รวมฮิต Bollinger Bands

อินดี้ Bollinger Bands  ก็เป็นตัวที่นักเทรดนิยมใช้กันมากอีกตัว ไม่แพ้ EMA  , MACD , Sto  หรือ  RSI กันเลย .. ส่วนตัวก็ใช้บ้างในบางโอกาส บางคู่เงิน .. ในตอนนี้ก็จะนำเอาระบบการเทรดของเว็บนอกที่ใช้ Bollinger Bands  เป็นหลักในการเทรด มานำเสนอกัน มาดูที่ระบบแรกกันเลยครับ

Download (คลิ๊ก)

Bollinger Bands Trend Trading System =>

เป็นระบบเทรดที่ใช้ อินดี้ สองตัว คือ bolling Bands และ EMA50 มาจับ  ภาพข้างล่างแสดงการตั้งค่าระบบ เพิ่ม เส้น  EMA50  ขึ้นมา 1 เส้น

Bollinger Bands Trend Trading System

ใช้ค่าเดิม ๆ ของ  Bollinger Bands ที่มีมาให้ใน  MT4  ไม่เปลี่ยนแปลงแก้ไขใด ๆเลย

Time Frame 15 or higher. =>  ใช้กราฟ  TF 15 Min  ขึ้นไป

Currency Pairs: all => ใช้ได้กับทุกคู่เงิน

Indicators: Bollinger Bands (20,3.) , 50 EMA.

ในการนำเสนอตอนนี้ ขอให้คู่  EUR/USD และกราฟ 30 Min  หน้าตาของระบบ ตามภาพด้านล่าง

Bollinger Bands Trend Trading System

เรามาดูจังหวะการเปิด ออร์เดอร์  Buy และ  Sell  ของระบบกันครับ

จังหวะการเปิด Buy

Once price touches (or nearly touches) the center line and it is >of EMA 50 we enter as soon as the candle breaks the high..  ขอแปลแบบ แนวทางของผมละกัน ให้เข้าเมื่อเห็นสัญญาณ ว่า แท่งกราฟแตะบริเวณเส้นกลางของ  Bollinger และตัดขึ้นกับเส้น EMA50 มาดูภาพกันเลย

Bollinger Bands Trend Trading System

ภาพแสดงการเข้า ออร์เดอร์  Buy ของระบบ

จังหวะการเปิด  Sell

Once price touches (or nearly touches) the center line and it is <of EMA 50 we enter as soon as the candle breaks the low of the previous bar.

สัญญาณ ว่า แท่งกราฟแตะทะลุบริเวณเส้นกลางของ  Bollinger และตัดลงกับเส้น EMA50 มาดูภาพกันเลย

Bollinger Bands Trend Trading System

ภาพแสดงจังหวะ  Sell  รอให้แท่งกราฟทะลุลงต่ำว่าเส้นกลางของ  Bollinger Bands  และ ตัดลงกับเส้น EMA50

มาดูจังหวะการออกกันบ้าง

  • ให้ Cut loss  เมื่อผิดทางไป 10 – 15 pips
  • จุด TP  => GBP/USD : 20 pips , EUR/USD : 15 pips

โดยรวมแล้วระบบนี้ ถือว่า เรียบง่ายครับ วิเคราะห์หาจังหวะเข้า ออร์เดอร์ ไม่ยาก โดยรวมถือว่า ใช้ได้ครับ  มาดูระบบต่อไปกัน

Bollinger Band scalp GBP/JPY Trading System.=>

ชื่อของระบบนี้ก็บอกชัดเจนว่า ใช้กับคู่เงิน  GBP/JPY  และเน้นเทรดแบบสั้น ๆ และ ให้ใช้ได้กับ บัญชี  ECN เท่านั้นครับ (This Trading System is only for ECN Brokers Accounts) เหมือนว่าจะเน้นความเร็ว ความเสถียร

Indicators:

1) Bollinger Band (50) deviation 2 color red;  ตั้งค่าสีแดง

2) Bollinger Band (50) deviation 3 color orange; ตั้งค่าสีส้ม

3)Bollinger Band (50) deviation 4 color yellow. ตั้งค่าสีเหลือง

มาดูหน้าตาของระบบกันเลยครับ ตามภาพด้านล่าง ..

Bollinger Band scalp GBP/JPY Trading System

ในภาพ ระบบแสดง Bollinger Bands Scalp  ซึ่ง  modify  จาก เดิมเป็น  สีแดง ส้ม เหลือง ส่วนโซน คือ โซนบน และโซนล่าง มาดูจังหวะการเปิด ออร์เดอร์กันเลย

จังหวะการเปิด Buy

Long Entry position: it is the same as selling, the difference is that we will wait for the price to range between the lower red and yellow bands, and trade the retracing towards the center.

แปลรวม ๆ แบบ รวบรัด คือรอให้แท่งเทียน อยู่ระหว่างใต้เส้นสีส้มและเหนือเส้นสีแดงของ  Bollinger Bands โซนเหนือครับ

จังหวะการเปิด  Sell

Short Entry position: When price crosses the upper red b at least half way to the orange b (if it gets to the yellow b is better but not as usual) Then the price will tend to retrace towards the center of the bollinger bs you profit form this retracing.

แปลรวม ๆ แบบ รวบรัด คือรอให้แท่งเทียน อยู่ระหว่างใต้เส้นสีส้มและเหนือเส้นสีแดงของ  Bollinger Bands โซนใต้ครับ  ดูง่าย ๆ ตามภาพด้านล่างครับ

Bollinger Band scalp GBP/JPY Trading System

ภาพแสดง จังหวะเปิด ออร์เดอร์  Buy  และ  Sell  ของระบบ ซึ่งนำมาใช้กับ  GBP/JPY  ถือว่า เหมาะเหม็งเลย แนว ๆ เทรดสั้น  Scalping  ข้อเสีย ต้องมีเวลาเฝ้าจอ .. พอสมควร  พบกันใหม่ตอนต่อไปครับ

 

เส้น

 


เทรด FOREX แบบง่ายๆ ทำเงิน 110,000 ใน 1 ชั่วโมง

คะแนนโดย admin

 

เส้น

*  เทรด Forex ประสบการณ์จริง ในการทำเงิน 117,360 บาท จาก Forex ในเวลา เพียง 41 นาที 

 

เทรด Forex ให้ได้กำไรนั้นไม่ยากครับ จากประสบการณ์การเทรดมา 7 ปี การเทรด Forex ยากตรงที่เทรดให้ได้กำไรไปตลอด อย่างสม่ำเสมอ ในบทความนี้เป็นการโอเวอร์เทรด(overtrade) ขอเตือนผู้อ่านไว้ก่อนครับ ผมอยากให้ใช้วิจารณญาณในการพิจารณาใช้ล็อต(lot) ด้วยตัวท่านเอง เพราะ ” ความพอดี รวมถึง เทคนิค ลีลา ” ของแต่ละท่านย่อมไม่เท่ากันครับ บางคนเทรดยาว เพื่อดูสภาวะตลาดไปเรื่อยๆ แล้วเก็บสั้นๆหนักๆก็มี เมื่อค้นพบตัวเองแล้วก็เพียงแค่รักษาระบบให้สมดุลก็เพียงพอ จะประสบความสำเร็จในตลาดอย่างสม่ำเสมอได้ครับ ….

วิธีการทำกำไรในตลาด Forex ง่ายๆในทริคนี้มี 2 ปัจจัยคือ หนึ่งใช้ทุนสูงและล็อตใหญ่(กฎสามเท่าของผู้โจมตี) และสองจับตามองช่วงข่าวมองหาปลาตัวโต

ปัจจัยด้านโบรกเกอร์ โบรกเกอร์คือสิ่งแรกที่ทุกคนต้องสมัครก่อนจะเทรดและมีโบรกเกอร์มากมายให้เลือก เราก็ควรจะเลือกให้ดีที่สุดครับ เพราะมีผลมาก ความสำคัญของการเลือกโบรกเกอร์ที่ไม่มีรีโควต(Non-Requotes)คำสั่ง ซื้อ-ขาย สำหรับเทรดเดอร์ที่ใช้กลยุทธการเทรดสั้นๆ ถือว่าสำคัญมาก อาจจะถึง 50% แต่สำหรับคนที่เทรดยาว เรื่องนี้ก็ไม่สำคัญมากนักแค่ 10%-20%

ในตัวอย่างภาพด้านล่าง ผมโอนเงินเข้าเทรด โบรกเกอร์ FBS บัญชี UNLIMITED จำนวน 4,000$ สังเกตออเดอร์ที่ 2 เปิดออเดอร์เวลา 14.50 ปิดออเดอร์ 15.31 ใช้เวลา 41 นาทีเท่านั้น ทำกำไร 3605$ สำหรับออเดอร์นี้ (117,360 บาท ถอนออกทาง ธ.กรุงไทย ถอนได้ในเรทตามธนาคารเลยครับ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม )

 

ออเดอร์forex

 

ในช่วงเวลาเทรด(trade)คือที่วงกลมเอาไว้ EU พุ่งขึ้นจากข่าว Non-Farm ในรอบแรกกราฟพุ่งขึ้นไป แล้วดิ่งลง แล้วพุ่งขึ้นอีกรอบ ภายในไม่กี่นาที หลายๆโบรกเกอร์ที่ผมเคยใช้ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะกดซื้อ ขาย กดซื้อในราคาดีๆ ยากมากและขายในราคาที่ต้องการแทบไม่ได้เลย ต้องกดหลายๆรอบหรือไม่ก็ขายได้ในราคาที่ห่างจากที่เราต้องการไว้มาก บางทีบวกเป็นยี่สิบจุด กดปิดซ้ำๆ ตอนที่ปิดได้จริงๆ กลับติดลบครับ ส่วน FBS สำหรับผมไม่ผิดหวังเลย กดซื้อ ครั้งเดียว และขาย ครั้งเดียวเท่านั้น และได้ในราคาดีๆ ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาทีในการรันคำสั่ง อีกโบรกเกอร์ที่แนะนำ คือ XM ออเดอร์ไวไม่มีรีโควตเช่นกันครับ

โบรกเกอร์ที่มักจะรีโควตเยอะๆ เวลาข่าว ก็เช่น exness roboforex fxopen สำหรับนักเทรดสั้นควรหลีกเลี่ยงแม้บางโบรกเกอร์จะมีค่าสเปรด(spread) ที่ถูกก็เถอะครับ เพราะเวลาข่าวมาทีนั่นแหละ โอกาสทอง ช่วงที่คนจ่ายตลาดกันถ้าเราซื้อ หรือขายไม่ได้ ก็น่าเสียดายยิ่ง เพราะช่วงที่คนปล่อยของกัน กราฟมักจะแสดงตัวออกมาให้เราเห็นทิศทางได้อย่างชัดเจน มากกว่าตอนตลาดนิ่งครับ

สำหรับคนที่ใช้วิธีเทรดสั้น ต้องเข้าใจตลาด อ่านข่าวเป็น และต้องมั่นใจสัก 90% ถ้าไม่มั่นใจ เทรดไปแล้ว กดปิดไปเลยอย่าไปเสียดายครับ

ได้กำไรพอใจแล้วก็ถอนออกมา ไม่เทรดในจังหวะเดิมๆ ซ้ำๆ ครับ ทิ้งระยะสักนิด ทำให้เรามองตลาดได้แจ่มชัดขึ้นครับ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ให้เชื่อใจตัวเองครับ เมื่อมั่นใจแล้วก็อดทนรอเวลา อย่าหวั่นไหวไปกับจังหวะการเต้นของตลาด เป็นกำลังใจให้ครับ ^ ^


 

 


เส้น

คิดถึง Forex คิดถึงเรา


เทรดเทรนด้วย False Break

คะแนนโดย admin

เส้น

เทรดเทรนด้วย False Break

                False Break เมื่อเกิดขึ้นก็จะตามด้วยราคาที่วิ่งทันทีจึงเป็น price action ที่น่าเทรดตัวหนึ่ง และยิ่งเทรดตามเทรนด้วยยิ่ง False Break เกิดขึ้นเพราะ stop orders เป็นหลักที่มีอยู่พื้นที่ตรงนั้นที่ขาใหญ่ต้องการใช้ประโยชน์และเมื่อขาใหญ่ใช้ประโยชน์ราคาก็เปิดเผยร่องรอยว่าขาใหญ่เทรดทางไหน ราคาจึงมักจะเคลื่อนไหวตามมาทันทีเป็นส่วนมาก

                รูปแบบบ price action ที่ใช้กำหนดว่าเป็น False Break ก็จะมี Pin Bars และ Engulfing Bars ที่เกิดให้เห็นตรงจุดที่เป็นแนวรับหรือแนวต้านถ้ามองแบบพื้นๆ แต่ถ้ามองเรื่องออเดอร์ประกอบจะเป็นพื้นที่ๆ มี liquidity เยอะมากที่มีพวก stop orders เพราะ stop orders ทำงานเมื่อราคาตลาดหรือ market price วิ่งไปแตะออเดอร์พวกนี้ที่กำหนดเอาไว้พื้นที่ตรงนั้นเลยทำให้กลายเป็น market orders ขาใหญ่ก็จะใช้เพื่อเข้าเทรดตรงข้ามด้วยความมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามจับคู่ออเดอร์ที่พวกเขากำหนดไว้หรือ limit orders หรือเพื่อเร่งราคาไปต่อทางที่ stop orders กำหนดไว้ ดังนั้นเมื่อใช้ false break กับการเทรดเทรนด้วยยิ่งดีกว่าเดิม

                False Break คือ

  1. ราคาเบรคแท่งเทียนก่อน แต่ราคาไม่สามารถปิดทางที่ราคาเบรคแท่งเทียนก่อนได้
  2. ราคาเบรค key level แต่ราคากลับวิ่งสวนทางที่ราคาเบรคและทำให้เกิดการเคลื่อนไหวสวนเทรนตามมา

                ตัวอย่างภาพด้านบน จะเห็น Pin bar และ False Break เกิดขึ้นเมื่อมองด้าน order flow อย่างกรณีที่เลข 1 ที่ลูกศรชี้จะเห็นว่าราคาดันขึ้นไปเพราะ Bulls เข้ามาคุมตลาดเลยสามารถดันราคาขึ้นไปได้ และยังสามารถดันราคาขึ้นเกินไปหรือเบรคขึ้นไปได้ อาจเพราะการปิดทำกำไรหรือการล่า stop loss เพื่อดันราคาขึ้นไปหาจุดที่จะเปิด sell ด้านบนของขาใหญ่จากขาใหญ่พวกที่เก็งกำไรระยะสั้นหรือที่ล่า stop hunt แล้วไปปิดด้านบนก็ได้ แต่ที่ปรากฏออกมาคือ sellers เกิน buyers เพราะดันราคาลงกลับมาลงมาต่ำกว่า resistance ที่เบรคขึ้นไปตอนแรก เปิดเผยเป็นความพยายามอีกรอบที่จะรักษาจุด resistance นี้เอาไว้ และเปิด sell เพิ่มและดันราคาลงมาต่อ

                ตัวแปรหลักสำคัญของ false break คือมี trapped traders คือเมื่อราคาจะลงมีเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ตรงจุดนั้นหรือราคาจะขึ้นมีเทรดเดอร์ที่เปิด short positions ตรงจุดนั้น ดังนั้นเมื่อเทรดเดอร์กลุ่มนี้ติดลบหรือกำลังติดลบมากขึ้นก็จะโดน stop out และที่ออกด้วยการปิดเองด้วย การออกจากตลาดเลยทำให้เกิด market orders ฝั่งทางที่ราคาวิ่งไปยิ่งทำให้ราคาวิ่งได้เร็วขึ้น  

                การเทรด False Break กับเทรน

                หลักการเรื่อง False Break เมื่อใช้กับเรื่องเทรนก็จะทำให้เทรนวิ่งดีขึ้นและเพิ่มความเป็นไปได้สูงในการเทรด ที่จะเปิด market orders เกิดขึ้นยิ่งเมื่อเกิดสอดคล้องกับเทรน เช่นเป็นจุดที่ trend traders ลองเข้าด้วยก็ยิ่งจะได้ market orders มาจากกลุ่มนี้เพิ่มอีก ก็ยิ่งจะทำให้ market orders ไปทางนั้นเป็นหลัก ทำให้ราคาวิ่งไปได้ง่ายหรือเทรนทำเทรนต่อไปได้ง่ายอีก อย่างในภาพประกอบด้านบน False Break เป็นการวิ่งเข้าหา buyers ที่ต้องการเทรดตอนราคา pullback กลับไปหาจุดที่ราคาเบรคขึ้นเพื่อจะเป็นการเทรดตามเทรนต่อไป เลยทำให้เป็นไปได้ยากที่ราคาจะดันผ่านไปทางที่ราคาเกิดเบรคได้ ดูจากบาร์ตอนราคาวิ่งเข้าไปหาจุดที่ทำให้เกิด false break ถ้าเป็นฝ่าย sellers เข้ามาคุมตลาดจริงราคาลงไปถึงจุดแนวรับแล้วราคาจึงขึ้นมาได้ ไม่สามารถไปต่อได้ ดังนั้น pin bar ที่เกิดขึ้นบอกว่าไม่มี sell market orders มาต่ออย่างที่บาร์ยาวๆ ตอนที่ลงมา เทรดเดอร์ที่รอเทรนตามเทรนก็จะเห็นเป็นโอกาสที่จะเปิด buy ต่อ เลยทำให้การเทรดตามเทรนทำงานดีและ trapped traders ที่เปิดตอนที่ราคาอยู่กรอบ rejection ก็จะต้องออกจากตลาดด้วยด้วยยิ่งเป็นตัวเร่งราคาได้เร็วอีก

                วีธีการเทรดมี 2 แบบ เช่นอย่างภาพด้านบน 1. เปิด buy เมื่อเกิดเบรคและราคาสูงกว่าว่า key level หรือ 2. รอให้เกิด pullback กลับมาที่ key level แนะให้ดู timeframe ย่อยลงไปเพื่อหาจุดเข้าที่ดีกว่า

                การจะเทรด false break ให้เข้าใจต้องเข้าใจเรื่องออเดอร์ว่าไม่ได้มาแค่จากรอเปิดเทรดเข้าตลาดอย่างเดียว  positions ที่เปิดอยู่ในตลาดมีส่วนสำคัญพอๆ กัน โดยเฉพาะ positions เมื่อราคาปัจจุบันวิ่งไปแล้วทำให้ positions ที่อยู่ในตลาดติดลบ การออกจากตลาดเพื่อจำกัดความเสี่ยงเป็นเรื่องจำเป็น หรืออีกอย่างขาใหญ่ใช้เพื่อเข้าตลาดที่ราคาดีกว่า

                ขาใหญรู้ว่าจะมีการเทรดตามเทรนตรงพื้นที่แนวรับนั้นและพวกที่เปิดตรงนั้นก็จะตั้ง stop loss ด้านล่าง เมื่อขาใหญ่ต้องการจะเข้าเทรด พวกเขาต้องการมั่นใจว่ามีออเดอร์ตรงข้ามมากพอ สิ่งที่พวกเขาเห็นคือ stop loss orders ตรงนั้นของเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ถ้าพวกเขาดันราคาไปแตะได้ก็จะเกิด sell market orders ตรงนั้นขึ้นมาทันที พวกเขาไปตั้ง buy limit orders แถวนั้นพวกเขาก็ได้เข้าตลาดที่ดีกว่า ดังนั้นการเปิดเทรดเมื่อกำหนด stop loss ต้องคำนึงจุดนี้ประกอบเพื่อตั้ง stop loss เมื่อเทรดตามข้อแรก หรือถ้าไม่อยากให้ stop loss ห่างจากจุดที่เข้าให้เปิดเทรดตอนราคา pullback กลับมาแล้วตั้ง stop loss ต่ำกว่า false break  พอส่วน take profit เบื้องต้นก็ตอนที่ราคาทำเทรนขึ้นไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


กลยุทธ์เทรด Rectangle Chart Pattern

คะแนนโดย admin

เส้น

กลยุทธ์เทรด Rectangle Chart Pattern

                รูปแบบอีกแบบหนึ่งที่จะเห็นประจำหลังจากที่ราคาวิ่งมาสักระยะแล้วก็วิ่งอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม ราคาขึ้น—ลง อยู่ภายในกรอบราคา และขยายเวลายาวออกไปเรื่อยๆ กรอบบนก็กลายเป็นแนวต้าน ส่วนกรอบล่างก็กลายเป็นแนวรับ หลักๆ รูปแบบสี่เหลี่ยมเกิดจากการพักตัวของราคาที่มาจากการปิดทำกำไรเป็นหลัก ไม่ได้ดันไปต่อตามที่ขาใหญ่เทรดมาตอนแรก จุดประสงค์หลักๆ เพื่อสะสม positioions เพื่อหาโอกาสเทรดต่อ

                เมื่อมองจากรูปชาร์ตด้านบนจะเห็นว่า ราคาลงมาด้วยความเร็วและแรงเป็นเพราะการเข้าเทรดเป็นหลัก และราคายังได้เอาชนะฝั่งตรงข้ามด้วย impulsive move ที่เกิดขึ้นเป็นและสร้างเทรนใหม่ไปในตัว เมื่อเรามองจากรูปจะเห็นว่าหลังจากที่ราคาทำเทรนมา ราคาหยุดแล้ววิ่งขึ้นลงอยู่ในกรอบและกรอบนั้นก็สร้างแนวรับแนวต้านขึ้นมา

                จะเห็นว่าราคาดันลงผ่าน demand (มองทางช้าย) ตรงข้ามได้แล้วทำ lower low แต่ราคาก็ดันกลับขึ้นไป แต่ราคาไม่สามารถเอาชนะ supply เหนือกรอบด้านบนได้ ได้กลายเป็นแนวต้านหรือ resistance ราคาทำได้แต่ lower high ตรงนั้นแล้วก็เด้งลงมาอีก แต่ไม่สามารถเบรค low ก่อนได้ ก็กลายเป็นแนวรับหรือ support  จากนั้นราคาก็วิ่งอยู่ในกรอบ กลายเป็นช่วงสะสม position ของขาใหญ่หรือกลายเป็นช่วง consolidation  จนกว่าได้มาเกิด false breakout ขึ้นค่อยเปิดเผยว่าขาใหญ่สะสม positions ด้านไหนเปิดออกมาและอยากดันราคาไปต่อ

                False Breakout จึงเป็นจุดสำคัญสำหรับรูปแบบ Rectangle pattern เพราะจะเป็นตัวบอกว่าขาใหญ่สะสมออเดอร์ทางไหนแน่ว่าเป็นด้าน long postions หรือ short postions เพราะถ้าขาใหญ่เปิดเผยออกมาแล้ว มักจะตามด้วยการเคลื่อนไหวไปทางนั้นตามมาเพราะร่องรอยการเทรดเปิดเผยแล้ว

                False Breakout ทำให้เกิดสองสิ่งหลักคือ

                อย่างแรก จะเป็นการดันราคาไปแตะ stop loss – ที่ของเทรดเดอร์เปิด short positons ในช่วงกรอบสี่เหลี่ยมที่เกิดขึ้น เพราะเทรดเดอร์พวกนี้ก็จะตั้ง stop loss orders เหนือที่บอกว่าเป็น resistance หรือกรอบบนของกรอบสี่เหลี่ยมหรือ rectangle pattern

                อย่างที่สอง ก็จะเปิดออเดอร์พวกเทรดเดอร์พวกที่เทรด breakout ที่ตั้ง buy stop orders พื้นที่เดียวกันกับ stop loss orders ของกลุ่มแรกด้วย

                ทั้งสองอย่างจะทำให้ขาใหญ่ได้เข้าเทรดอีกทีก่อนที่จะดันราคาจริงและเปิดเผยว่าพวกเขาเทรดทางไหน ส่วนที่จะดันราคาลงแรงเมื่อเบรค support ก็หลักการเดียวกันแต่ทางตรงกันข้ามของเทรดเดอร์ที่เปิด long positions ที่เกิดช่วงราคาทำกรอบสี่เหลี่ยมและ sell stop orders จากเทรดเดอร์พวก breakout

                ดังนั้นเมื่อท่านเห็นแบบนี้ มีสิ่งยืนยัน rectangle pattern ท่านว่าจะไปทางไหน มาดูกันว่าอะไรที่เป็นตัวแปรที่ทำให้เกิดกลยุทธ์การเทรด rectangle pattern มีดังนี้ ข้อแรกเรื่องของเทรน ให้มั่นใจว่าราคาทำเทรนก่อน อย่างที่สองเห็นราคาวิ่งอยู่ในกรอบแนวรับ-แนวต้าน ข้อสามเห็น false breakout เกิดขึ้น และข้อสี่เห็นราคาเปิดต่ำว่ากรอบที่ราคาเบรคลงมาได้เงื่อนไขการเทรดค่อยเกิดขึ้น

                เมื่อจะเปิดเทรดให้รอจนกว่าราคาได้ปิดต่ำกว่า กรอบสีเหลี่ยมก่อนเพราะบอกว่าเป็นการเข้าเทรดจริง และที่เกิดขึ้นจริงจะใช้ประโยชน์จาก trapped traders ได้เต็มที่และจะกลายเป็นข้อมูลใหม่ที่จะดึงให้เทรดเดอร์ที่เห็น breakout เกิดขึ้นหันมาเทรดทางนี้เป็นหลักด้วย จะทำให้เมื่อราคาต่ำกว่า support มีแต่ sell market orders เป็นหลักและต่อเนื่องเลยจะทำให้ราคาไปต่อได้ง่าย

                เช่นยกตัวอย่างกรณี Bearish Rectangle หลักทั่วไปในการเปิดเทรด trade setup จะเกิดได้เมื่อราคาหลังจากเบรค และปิดต่ำกว่ากรอบล่างหรือพื้นที่ๆ เป็น support เพราะบอกว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริงหลังจากที่เปิดเผยร่องรอยด้วยการ false breakout  เมื่อบาร์ปิดสามารถเปิดเทรดได้เลยเป็นการเทรดตาม breakout (หรือเทรดอีกทีตอนราคาย่อตัวมาเทส) และ เรื่อง take profit ให้วัดจากกรอบ Rectangle แล้วตั้งด้วยการคูณ 2 เท่าหรือ 3 เท่าไปแต่แนะนำให้ดู price level ประกอบด้วย  stop loss ก็เหนือ resistance

                หลักการเทรดทั่วๆ ไปอย่างที่ยกภาพมาประกอบ จะเห็นการเทรดตอนที่ราคาเบรคลงมาแล้วราคาปิดมีการยืนยันหรือ เป็นการรอราคากลับมาเทสอีกรอบก็ได้ เพราะเหมือนหลักการเทรด breakout แล้วแต่กลยุทธ์ แต่ถ้ามีเทรนนำหน้ามาก่อนจะดีเพราะบอกว่าขาใหญ่อยากเทรดทางนั้น และช่วงราคาทำกรอบสี่เหลี่ยมหรือ Rectangle pattern ราคาไม่สามารถเบรค high กลับขึ้นไปได้ ยังบอกว่าเทรดเดอร์ยังอยากเทรดต่อทางที่เป็นเทรนอยู่ แต่รอให้ขาใหญ่เปิดเผยว่าสะสมทางนั้นจริงและต้องการดันราคาไปต่อ ด้วยการเปิด false breakout ขาใหญ่สะสมออเดอร์ทางไหนก่อน

                สิ่งที่ต้องดูประกอบทุก trade setup ที่เกิดขึ้นเรื่อง risk:reward ต้องได้อย่างน้อง 1: 3  หรือมากกว่ายิ่งดีเพราะเป็นเรื่องความเป็นไปได้ ส่วน Bullish Retangle ประยุกต์ตรรกะตรงกันข้าม

                รูปแบบ Rectangle patterm จะเป็นรูปที่เห็นประจำเพราะราคาเมื่อเกิดการทำเทรนแล้วมันจะมีการพักตัวเพราะผลจากการปิดทำกำไรและต้องการสะสมออเดอร์เพิ่มของขาใหญ่เพื่อจะเทรดต่อ เพราะราคาไม่อาจวิ่งไปทางเดียวได้ เนื่องจากเรื่องการเทรดและการทำกำไรจำเป็นต้องมีออเดอร์ฝั่งตรงข้ามเสมอ เพราะรูปแบบนี้เป็นจากความพยายามต้องการสะสมออเดอร์เป็นหลักแล้วค่อยดันราคาไปต่อเมื่อเปิดเผยออกมา

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


รู้กลยุทธ์การเทรด Breakout ที่ขาใหญ่ใช้กันแล้วเทรดตาม

คะแนนโดย admin

เส้น

รู้กลยุทธ์การเทรด Breakout ที่ขาใหญ่ใช้กันแล้วเทรดตาม

                กลยุทธ์ Breakout เป็นที่นิยมในการเทรดของขาใหญ่เป็นหลัก เพราะเมื่อพวกเขาสะสม positions ได้ตามต้องการหลังจากเข้าเทรด เป็นการใช้ประโยชน์จาก stop loss orders ของ trapped traders ที่จะเกิดขึ้นเมื่อเกิด breakout เกิดขึ้น ยิ่งเขาเห็น stop loss orders เยอะเพราะมีการเปิด positions เยอะพวกเขาต้องทำให้เกิดขึ้นเพื่อกำไร

                Breakout ไม่ได้รวมหมายถึง demand/supply แนวคิด demand/supply อ้างถึงกองออเดอร์ที่เป็นต้นตอเป็นหลักหวังเทรดเมื่อราคากลับมา แต่พอเป็น Support/Resistance หมายถึงการมีจำนวนครั้งที่ราคากลับมาเทสประกอบ อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ

  • Support และ Resistance breakouts และ
  • Swing High และ Swing Low breakouts

การเทรด Breakout เป็นการเทรดราคาหลุดกรอบ โดยกลับจะเป็นแนวรับและแนวต้านที่ราคาวิ่งมาอยู่สักระยะ ส่วนมากก็จะเป็นช่วงที่ขาใหญ่ต้องการสะสมออเดอร์เป็นหลัก เลยทยอยสะสมเพราะไม่ต้องการเปิดเผย การเทรด Breakout จะได้ดีแบบขาใหญ่เทรดต้องเป็น genuine breakout หรือเบรคจริงไม่ได้เบรคหลอกหรือ false breakout

เบรคจริงหรือ Genuine Breakout จะปรากฏเป็นแท่งเทียนยาวๆ ปิดทางที่ราคาเบรคและมีหางบาร์น้อยหรือไม่มีเลยยิ่งดี มีความเร็วในการเบรค เพราะบอกว่าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่จริงเพื่อต้องการดันราคาไปต่อด้วยการหวังจะใช้ stop loss orders จากเทรดเดอร์ที่ถือ positions อยู่ในตลาดและเทรดเดอร์ที่รอเข้าตลาดด้วยคำสั่ง buy stop orders หรือ sell stop orders

                 Support/Resistance Breakout จะเกิดหลังจากมีการเทสที่แนวรับแนวต้านหลายรอบเพราะ unfilled orders หรือ limit orders ที่พื้นที่ S/R ลดลงและกลายมาเป็น long/short positions และ positions ก็จะมีการตั้ง stop loss กำกับทุกๆ positions ที่เกิดขึ้นเพื่อจำกัดความเสี่ยงที่จะกระทบพอร์ตโดยรวม ดูวงกลมที่เกิดการ breakout หลังจากที่ราคามาเทส resistance หลายรอบ มีการใช้หรือซึมซับออเดอร์ที่ resistance ไปด้วยเลยทำให้ราคาเบรคได้ง่ายแถมมี trapped traders เกิดทันทีเมื่อราคาเบรคขึ้นมา

                รูปแบบที่สอง การเทรดเมื่อราคาเบรค Swing High หรือ Swing Low โดยหลักการเบื้องต้นให้หาจุด swing ที่เกิดเป็นรูปตัว V  คือมีราคาขึ้นแล้วทำจุด top และราคาลงอย่างรวดเร็ว (ตรง swing แบบนี้มองเป็น supply แบบ Rally-Base-Drop และ Demand แบบ Drop-Base-Rally)

                จะเห็นว่า สิ่งที่ต้องการดูคือลักษณะการเบรคว่าเป็นการเบรคจริงไม่ใช่หลอก เพราะมี false breakout เกิดขึ้นประจำพอๆ กันกับ genuine breakout ดังนั้นเมื่อจะเทรดตามต้องดูให้ออกว่าเป็นการกระทำของขาใหญ่หรือเปล่า เพราะหลักสำคัญของ Breakout คือการบังคับใช้พวก stop orders จากเทรดเดอร์ที่อยู่ในตลาด ที่ใช้คำสั่ง stop loss กำกับ open positions ที่เปิดอยู่และ breakout traders ที่รอเข้าเทรดตามที่ราคาเบรค ตรงพื้นที่เดียวกันกับพื้นที่ stop loss orders

                ขั้นตอนแรกดูให้ชัดเจนว่า support/resistance หรือ swing high/low ที่เป็นรูปตัว V  ต้องชัดเจนมีการมาเทรดจริงหรือเปล่า เมื่อมองชาร์ตย้อนหลังหรือมองมาทางช้ายมือ การมาเทสหรือการที่ราคากลับมาพื้นที่เดียวกันแม้บอกว่ามีการเข้าเทรดจริง ก็ต้องดูว่าผลจากการเข้าเทรดแต่ละครั้งเป็นอย่างไรประกอบ เพราะการเข้าเทรดขาใหญ่ไม่ได้ดันราคาทันที พวกเขาจะดันราคาไปทางใดทางหนึ่งด้วย breakout เมื่อพวกเขาสะสม positions ได้มากพอที่พวกเขาต้องการ  แหล่งที่มาเป็นจุดสำคัญเพราะดึงดูดเทรดเดอร์ต่างๆ ให้หันมาสนใจจุดนี้เป็นการเพิ่ม liquidity เข้าไปจุดนี้เรื่อยๆ สิ่งที่ขาใหญ่ทำคือสะสม positions แล้วเบรคเพื่อทำกำไร

                ข้อสองดูว่าเป็นการเบรคจริงหรือเปล่า เพราะต้องมองที่เจตนาขาใหญ่เป็นสำคัญเพราะบางทีขาใหญ่ต้องการจะเข้าเทรดเอง แต่ต้องการที่จะเข้าเทรดที่ราคาดีกว่า และมั่นใจว่าจะมีออเดอร์ตรงข้ามไปหา limit orders พวกเขาที่ต้องการเข้าตลาด มีแต่ใช้ stop loss orders เป็นประโยชน์ ดังนั้นนอกจากดูลักษณะที่ราคาเบรคเป็นอย่างไร (ต้องการเบรคแรงและเร็ว)  ยังต้องรอดูบาร์ปิดก่อนด้วย เพราะการเปิดแรงและเร็ว อาจไม่ได้จบลงที่ราคาปิดทางที่ราคาเบรค ทำเกิดกลายเป็นเบรคจริงเกิดได้ พอเวลาปิดของแท่งเทียน ราคาอาจย้อนกลับมาทันทีเป็นการวิ่งสวนกับทางที่เกิด momentum ตอนแรก สุดท้ายปิดต่ำกว่าตอนเปิดแล้วดันราคาไปด้วย ต้องรอเห็นการยืนยันด้วยลักษณะการเบรคและปิดประกอบเป็นสำคัญ ค่อยจะบอกได้ว่าขาใหญ่เข้าเทรดจริงหลังจากสะสม positions

                ข้อสามเปิดเทรด  การเปิดเทรดถ้ามีประสบการณ์จะเห็นว่าหลังจากราคากลับมาเทส support/resistance หลายรอบแต่การเด้งราคาน้อยลงไปทุกทีบอกว่าไม่มีเทรดเดอร์ทางฝั่ง support/resistance อยากเข้าเทรดแล้ว เมื่อเห็นการยืนยันว่าเป็นการเบรคจริงจะเปิดเทรดตามด้วยการดูที่ timeframe น้อยประกอบ แต่ต้องเน้นให้เป็นการเปิดเทรดตอนราคากลับมาเทสจุดที่ราคาเบรคจะดี เลยต้องรอให้ราคาเบรคปิดก่อน เพื่อยืนยันการเบรคจริงก่อน แล้วราคามาเทสอีกรอบจะเป็นการเพิ่มความเป็นไปได้สูง  และไม่จำเป็นต้องรอ price action ยืนยันก็สามารถเปิดเทรดได้เลย เพราะการเข้าเทรดของขาใหญ่ เมื่ออ่านออกว่าขาใหญ่ทำอะไร ไม่จำเป็นต้องรอการยืนยัน หากท่านรอการยืนยันจะเป็นการเข้าช้า สัดส่วน risk:reward จะเปลี่ยนไป

                ข้อสี่ stop loss ควรจะกำหนดที่ต้นตอ ตอนที่ทำให้เกิดการเบรคจะดี เพราะแม้ว่าจะไกลแต่โอกาสที่ราคาไปแตะจะน้อย ถ้าเป็นการเข้าเทรดของขาใหญ่ตอนที่เกิด breakout จริง ขาใหญ่จะไม่ยอมให้ราคากลับไปที่ต้นตอได้ เพราะถ้ากลับไป อาจเจอขาใหญ่ที่ใหญ่กว่าเข้าเทรดเพื่อดันราคาไปต่อได้  

                ข้อห้าการกำหนด take profit เบื้องต้นก็เป็นพื้นที่ๆ ราคาไปไกลมากสุดตอนที่เกิดราคาเบรคก่อนกลับมาเทส

                หลักสำคัญของการเทรด breakout ตามขาใหญ่ คือเห็นว่าขาใหญ่สะสม positions ได้ตามที่ต้องการแล้วก็ดันราคาด้วยการออกจากตลาดของ trapped traders ที่ต้องใช้ stop loss orders ดังนั้นการมองแค่จุดพวก support/resistance หรือ swing high/low ยังไม่พอ ต้องเข้าใจว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อราคากลับมาแต่ละครั้ง โครงสร้างเกิดขึ้นอย่างไร เพราะเป็นตัวเพิ่มความเป็นไปได้ของการเบรค

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Fractal System

คะแนนโดย admin

เส้น

Fractal System

 

วันนี้เป็นบทความสุดท้ายเกี่ยวกับระบบเทรดแล้วครับ ระบบเทรดสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอ เป็นระบบที่แปลกและไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไหร่ แต่ก็เป็นระบบเทรดที่ได้ผลดีพอสมควร ซึ่งระบบมีความง่าย และอ่านสัญญาณในการเทรดได้อย่างง่ายได้ โดยระบบการเทรด ที่นำเสนอ คือ Fractal System หลายท่านอาจจะได้เคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า Fractal เป็นระบบเทรดที่ดีได้อย่างไร คราวนี้เราอาจจะต้องมาทำความรู้จักกับ Fractal กันใหม่ โดยเนื้อหาของบทความคือ Fractal เป็นอะไร เราใช้เงื่อนไขแบบไหนในการเทรด และจะจัดการการเทรดได้อย่างไร

Fractal คืออะไร?

ระบบ Fractal เป็นระบบที่เลียนแบบสัดส่วนในธรรมชาติ ลักษณะของ Fractal สามารถพบเห็นได้หลายแบบ เช่น ใบไม้ ก้นหอย เกล็ดหิมะ รูปแบบที่เป็นรูปทางเรขาคณิตที่สามารถหาสัดส่วนได้อย่างแน่นอน จึงเรียกว่า Fractal

รูปที่ 1 แสดงรูปแบบก้นหอย

รูปแบบก้นหอยถือเป็นรูปแบบ Fractal ประเภทหนึ่ง ซึ่งพบเห็นได้ตามธรรมชาติ อันที่จริงแล้ว รูปแบบ Fractal เกี่ยวข้องกับลำดับเลข Fibonacci อย่างลึกซึ้ง เนื่องจากลำดับเลข Fibonacci มีอีกชื่อหนึ่งว่า อัตราส่วนทองคำ  คำว่าอัตราส่วนทองคำ ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นอัตราส่วนในการสร้างทองคำขึ้นมา แต่หมายความว่า ตัวเลขอัตราส่วนนี้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับหลายตัวเลข นั่นก็คือ สัดส่วนระยะกว้างของเส้นก้นหอย ที่ทยอยเพิ่มขึ้นตามแบบของลำดับเลข Fibonacci หรืออัตราส่วน ระยะห่างจากสะดือถึงเท้า และสะถือถึงศรีษะคนก็อยู่ในอัตราส่วน Fibonacci พอดี ซึ่งลำดับเหล่านี้ก็เรียกว่าเป็น Fractal ด้วยเช่นกัน

ด้วย Concept ที่ว่าเป็นสัดส่วนที่เราสามารถพบได้ในธรรมชาติ จึงทำให้คนบางคนนำมันมาใช้ในตลาด Forex ด้วย เพราะคิดว่า การเทรด หรือการซื้อขายก็น่าจะเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ เพราะว่า มนษย์ย่อมไม่สามารถหลีกหนีธรรมชาติได้อย่างแน่นอน  จึงมีการเอา Fractal มาใช้ในการเทรด Forex และพบว่ามันได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ  เราลองมาดูหน้าตาของ indicator Fractal กันเพื่อทำความรู้จักกันก่อน

รูปที่ 2 แสดง Indicator Fractal

รูปร่างของ indicator Fractal อาจจะดูแปลกตาสำหรับคนไม่เคยใช้ และเป็นลูกศร ชี้ขึ้นบนและลงล่าง โยด Concept ของ Fractal คือ การบอกจุดกลับตัวและการบอกว่าจะเกิด Break Out ซึ่งสามารถตีความได้หลายแบบ อย่างไรก็ตาม การตีความการใช้ Fractal ที่เป็นที่นิยมคือ การบออกจุดกลับตัว โดยจุดที่เกิดจุดกลับตัวก็คือ จุดที่มีลูกศรเกิดขึ้น โดยมากจะทำให้เรางงและสับสนได้ง่าย เพราะจำนวนลูกศรที่เกิดขึ้นมีจำนวนความถี่มากเกินไปทำให้เราไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเทรดตอนไหน ซึ่งเราจะมาเรียนรู้กันในบทความในหัวข้อต่อไปนี้

เงื่อนไขการส่งคำสั่งของ Fractal

การส่งคำสั่งของ Fractal ที่ผมจะแนะนำยังเป็นเพียงรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ยังมีการใช้ Fractal อีกหลายแบบและได้ผล โดยสำนัก Turtle Trading ได้ใช้ Fractal เป็นจุดการเกิด Break Out เป็นต้น ขณะที่ผมใช้เพื่อบอกจุดกลับตัว จะมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

การเข้า Buy หรือ Sell จะต้องมีสัญญาณการเกิด Fractal แล้วเราค่อยส่งคำสั่ง หมายความว่า การส่งคำสั่งจะล่าช้ากว่าปกติไป 1 สัญญาณ หรือ 1 แท่ง เพราะระหว่างที่เราเข้าซื้อ หรือ ขายเมื่อสัญญาณเกิดแท่งแรก สิ่งที่สำคัญคือ ตัว Fractal เกิดเปลี่ยนท่าทีและไม่ใช่สัญญาณที่เราใช้ส่งคำสั่งอีกแล้วนั่นเอง ดังนั้นเราจึงรอมันเกิดสัญญาณ Fractal ไปแล้ว 1 แท่งเท่านั้น

ด้วยเหตุดดังกล่าว จนทำให้สัญญาณ Fractal ที่ได้และเข้าเทรดหลังจากานั้นอีก 1 แท่งนั้นเป็นสัญญาณที่ล่าช้า แต่นี่ก็เป็นจุดดีของ Fractal เพราะว่าการที่เราเข้าช้าแสดงว่าสัญญาณมีการเปลี่ยนทิศทางแล้วแน่นอน โอกาสจะโดนตลาดหลอกนั้นยิ่งมีน้อย แต่ข้อเสียของมันคือ เนื่องจากเราไม่รู้ว่ามันจะสิ้นสุดที่ใด ทำให้การกำหนดจุดออก หรือ จุดทำกำไรทำได้ยาก โดยจะมีการประยุกต์ใช้นิดหน่อย

สำหรับการเทรด เมื่อ Fractal เกิดด้านบนของแท่งเทียน นั่นคือ สัญญาณ Sell ครับ ขณะที่ Fractal เกิดใต้แท่งเทียน นั่นคือสัญญาณ Buy เราต้องรอให้จบแท่งแล้วถึงค่อยเข้าซื้อ หรือ ขาย และ Time Frame ที่เหมาะสมสำหรับการเทรดคือกราฟ D1 หรือหลายท่านอาจจะใช้กราฟ 4H ก็ทำได้เช่นกัน โดยต่อไปเราจะมาพูดถึงจุดออกของ Fractal กัน

จุดออก

สำหรับการเทรด Fractal จุดออกของการเทรด คือ การกำหนดกรอบของราคา เราต้องลากเส้นกรอบของราคา เพื่อที่จะกำหนดช่วงในการออกจากการเทรด ดังภาพต่อไปนี้

รูปที่ 3 แสดงการตีกรอบของราคา

ในภาพข้างต้นจะมีกรอบราคาสีเหลือ ซึ่งเป็นกรอบการวิ่งของเทรนด์ ดังนั้นถ้าคุณส่งคำสั่ง Buy และปรากฏว่า ราคาช่นของแท่งสีเหลืองด้านบนแล้ว นั่นก็ทำให้คุณทราบว่า เพียงพอแล้วสำหรับการตัดสินใจทำกำไร ซึ่งเป็นกฏง่าย ๆ การตีกรอบราคาก็ทำได้ง่าย แค่ใช้กรอบ Hight และ Low ของแท่งเทียน และเมื่อเราเทรดบ่อยขึ้น เราจะสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Heiken Ashi Trading

คะแนนโดย admin

เส้น

Heiken Ashi Trading  

 

บทความนี้เป็นอีกบทความเทรดเกี่ยวกับระบบเทรด ซึ่งระบบเทรดวันนี้ยังอยู่กันที่ Indicator พื้นฐานที่มีอยู่ใน MT4 อยู่ครับ เป็นระบบ Heiken Ashi โดยหลักการของ Heiken Ashi มีหลักการที่คล้ายคลึงกับ Moving Average นั่นจึงเป็นเครื่องมือบอกเทรนด์ที่ดีอย่างหนึ่ง การบอกเทรนด์ของ Heiken Ashi สามารถเข้าใจได้ทันที เพียงแค่มองภาพเท่านั้น ในบทความนี้เราจะมาว่าด้วยระบบเทรดที่ใช้ Indicator Heiken Ashi วิธีการเข้าเทรด และวิธีการทำกำไร การตั้งค่าตัดขาดทุน หรือการ Cutloss ของระบบดังเนื้อหาต่อไปนี้

Indicator และการตั้งค่า

แน่นอนว่า ระบบนี้ต้องมี Indicator Heiken Ashi แน่นอน และข้อดีของมันคือ มันไม่ต้องตั้งค่าใด ๆ ก่อนการเทรด และสามารถใช้ได้ทันทีเลย โดย Time Frame ที่เราจะใช้ในการเทรด คือ Time Frame Daily เนื่องจากการเทรดแต่ละครั้งควรจะต้องเห็นเทรนด์ชัดเจน และไม่ควรจะเทรดใน Time Frame ต่ำ

ระบบ Heiken Ashi ต้องออกเร็วเพื่อไม่ให้มันเกิดการเปลี่ยนเทรนด์แล้วถึงค่อยออก อย่างนั้นเราอาจจะไม่เหลือกำไรเลยก็ได้เพราะว่า การให้สัญญาณของ Heiken Ashi นั้นเป็น Indicator ที่ให้สัญญาณช้า

ในระบบนี้ไม่ได้มีเพียง Indicator Heiken Ashi เพียงตัวเดียว แต่ยังมี Stochastic Oscillator พ่วงมาด้วย เพื่อใช้ตัดสินใจในการออกจากการเทรด ดังนั้นการตั้งค่า Stochastic จึงเท่ากับ 7,3,5 โดยแสดงดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 1 แสดงระบบ Heiken Ashi พร้อมกับจุดเข้าและจุดออก

ในรูปแสดงระบบ Heiken Ashi ในแท่งสีแดงและสีขาว โดยมีวงกลมสีเขียว คือจุดเข้าเทรด จะเห็นว่าจุดเข้าเทรดของเราค่อนข้างล่าช้า เพราะว่าเกิดการปรับตัวแล้วเท่านั้นเราถึงจะเข้าเทรดได้ ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ เราต้องเทรดให้สัญญาณช้ากว่ากำหนดเพราะว่า เป็นการลดความเสี่ยงของสัญญาณหลอกของเทรนด อย่างไรก็ตาม ก็จะมีบางครั้งที่เกิดสัยญญาณหลอกได้เช่นกัน แต่ก็มีวิธีสังเกตุซึ่งเราจะกล่าวในหัวข้อต่อไป

ต่อมาเป็นจุดออก หรือ จุดทำกำไรของระบบ ในกราฟจะมี Indicator Stochastic ซึ่งมีวงกลมสีเหลือง นั่นคือ จุดออกของระบบ จะเห็นว่าเราจะออกจากการเทรดก็ต่อเมื่อ สัญญาณเกิด Overbought หรือ Oversold เท่านั้น ในกรณีของในภาพมันคือ สัญญาณ Buy และเราจะออกเมื่อเกิด Oversold แล้วเท่านั้น การเกิด Oversold จะเป็นช่วงที่กราฟลง และเราไม่ต้องรอให้มันกลับตัวก่อน เนื่องจากถ้าเรารอให้มันกลับตัว โดยสังเกตุจาก Heiken  Ashi เปลี่ยนสี ก็เท่ากับเราอาจจะขาดทุนใน Position นั้นไปก็ได้

เพื่อที่จะเลี่ยงจุดบอดนี้ เราจึงต้องทำการออกก่อนเวลา โดยเน้นที่ Stochastic แทน และประกอบกับเราเทรดใน Time Frame ใหญ่เช่น Time Frame Daily ทำให้จำนวนกำไรที่ได้รับเป็นจำนวนที่คุ้มค่า

จุดอ่อนของระบบ

ในรูปมีช่วงหนึ่งที่เป็นจุดอ่อนของระบบ ถ้าผู้อ่านได้สังเกตุก็จะเห็นได้ว่า ช่วงต้นของกราฟ Heiken Ashi เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว จนทำให้เกิดสัญญาณสลับกัน นั่นทำให้เราขาดทุนติดต่อกันหลาย ออเดอร์ กราฟลักษณะนั้นจริง ๆ แล้วเป็นกราฟ Sideway ใน Time Frame เล็ก ๆ เช่น 1 ชั่วโมง

สิ่งที่เราควรทำคือ เราไม่ควรจะต้องเทรดกราฟในรูปแบบนั้น แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่า กราฟรูปแบบนั้นจะเกิดเมื่อไหร่ ถ้าหากท่านได้สังเกตุอีก Stochastic จะเห็นว่ามันแกว่งตัวและไม่สมูทกันของเส้นสองเส้น

ในกราฟ Stohcastic จะมีเส้น 2 เส้น คือ เส้น main Line และเส้น Signal Line โดยเส้น main Line คือเส้นสีฟ้า ขณะที่เส้น signal Line คือเส้นสีแดง เมื่อสัญญาณตัดกันให้สัญญาณ Buy สีฟ้าจะอยู่สูงกว่าเส้นสีแดง ขณะที่ฝั่ง Sell ก็ให้สัญญาณตรงข้ามกัน กราฟ Stochastic จะระบุความสมูทของเทรนด์และแรงส่งของเทรนด์ ดังนั้นในช่วงต้นกราฟ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตลาดไม่เหมาะสมกันการเทรด กราฟ Stochastic จะไม่ราบเรียบเมื่อเราเห็นกราฟมีรูปแบบไม่ราบเรียบจึงไม่ควรเทรด และหยุดเทรดไปจนกว่าเริ่มรู้จักกราฟที่เราคุ้นเคย ซึ่งแน่นอนว่าใน Time Frame D1 การหยุดเทรดอาจจะกินเวลากว่า 1 เดือนเลยก็เป็นได้

สถานการณ์การตัดขาดทุน

ในการเทรดจะมีบางจังหวะที่เราคาดการณ์ผิด การแก้สถานการณ์มีเพียง 2 รูปแบบคือการ Cutloss และการตั้ง Stop loss เท่านั้น การเปิด Position ทิ้งไว้แล้วคาดว่ามันจะกลับมาเป็นความคิดที่ผิดและส่งผลต่อพอร์ทลงทุนอย่างใหญ่หลวง ดังนั้น เราควรตั้ง Stop loss กรณีที่ห้ามใจไม่ได้ สำหรับเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์ การ Cutloss ดูจะสมเหตุสมผลมากกว่า การตั้งจุด Cutloss สามารถทำได้โดยการใช้ Heiken Ashi เปลี่ยนสีก็สามารถทำได้และได้ผลพอสมควร

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


ระบบเทรดโอกาสเกิดยาก (Rare Event Trading)

คะแนนโดย admin

เส้น

ระบบเทรดโอกาสเกิดยาก (Rare Event Trading)

 

ในบทความนี้เป็นบทความเทรดที่น่าสนใจในความคิดเห็นของผู้เขียนครับ เป็นระบบเทรดระบบหนึ่ง ซึ่งยังไม่เคยกล่าวที่ไหน ลักษณะระบบเทรดอย่างนี้เรียกว่า เหตุการณ์เกิดยาก เมื่อเกิดเหตุการณ์เกิดยาก จะทำให้โอกาสในการได้กำไรนั้นมีพอสมควรครับ แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า นาน ๆ ทีมันจะเกิด ต่อให้มันกำไรแน่นอน เป็นส่วนใหญ่ แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรปริมาณมากนะครับ มันคนละส่วนกัน นอกจากนี้ มันยังไม่ใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดบ่อย หมายความว่า นอกจากจะกำไรไม่ได้มากนัก และมีโอกาสกลับตัวสูง แต่ไม่ได้เกิดบ่อย ทำให้กำไรโดยรวมก็อาจจะไม่มาก แต่ความน่าสนใจอยู่ที่โอกาสผิดพลาดต่ำนั่นแหละครับ

ต้องย้ำก่อนว่า ไม่มีระบบไหนที่เอาชนะตลาดได้แบบเด็ดขาด ดังนั้น การตั้งค่าระบบแบบนี้ก็อาจจะต้องมีการตัดขาดทุนเช่นเดียวกัน หรือจะต้องมีกลยุทธ์ที่จัดการกับการขาดทุนไว้แต่เนิ่น ๆ เป็นต้น เรามาดูรายละเอียดของระบบกันเลยครับ

ระบบนี้ใช้ Indicator พื้นฐานที่ปรากฏอยู่ใน MT4 ชื่อว่า Envelope ลักษณะของมันคือ เส้น 2 เส้นที่อยู่ห่างออกจากเส้น MA นะระยะทางที่เท่ากัน มันจึงเป็นกรอบราคาที่คำนวณจากค่าเฉลี่ยนั่นเอง การเทรดในกรอบราคา เป็นไปได้แบบเดียวคือ กรอบ Overbought และ Oversold นั่นแหละครับ เมื่อมันพุ่งขึ้นสูงเกินไปเราก็ทำการ Sell เมื่อมันลดต่ำเร็วเก็นไปเราก็ทำการ Buy ง่าย ๆ เท่านี้เองครับ เราจะมาดูหน้าตาของ Indicator ในรูปกัน

รูปที่ 1 แสดงจุดสัญญาณเข้าเทรดของระบบ Rare event Trading

หลักการเทรด

หลักการของ Rare Event คือ เหตุการณ์เกิดยาก ในวงกลมคือบรรดาเหตุการณ์เกิดยากทั้งหลายครับซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้อยู่ไม่นาน ดังนั้น เราก็ไม่ควรจะถือนานด้วย อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ว่า การแกว่งตัวแรง ๆ อาจจะเกิดการดีดกลับ หรือ เกิดเหตุการณ์พุ่งไปต่อในราคาที่รุนแรง ดังนั้น เมื่อกำไรในระดับที่กำหนดเช่น 3 -5 pip ก็ควรจะปิด Position นั่นคือมันเป็นการเทรดแบบ Scalping นั่นแหละครับ โดยระบบประกอบด้วย Indicator ดังนี้

Envelope Indicator :

ตั้งค่า ไว้ที่ Envelope 3 หมายความว่าเราใช้ 3 แท่งในการคำนวณค่าเฉลี่ย ขณะที่ เปอร์เซ็นต์ความผันผวน เราใช้ค่า 0.25 % นั่นคือผันผวนออกจากกรอบของค่าเฉลี่ย 0.25 % โดยการตั้งค่า Time Frame ที่จะใช้คือ 1H เนื่องจากความผันผวนที่เทรดไม่นาน จึงทำให้การถือครองออเดอร์นาน ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงจึงควรเล่นสั้น ๆ ครับ

เมื่อเราตั้งค่า Envelope แล้วจะได้ดังภาพที่ 1 ขั้นต่อไปเป็นเงื่อนไขการเข้าเทรด นั่นคือ

เมื่อกราฟแท่งเทียนแตะแท่งสีแดง เป็นสัญญาณ Buy เพราะราคาลงมารวดเร็วเกินไป ขณะที่เมื่อแท่งเทียนแตะแท่งสีน้ำเงินเป็นสัญญาณ Sell เนื่องจากราคาพุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็วเกินไป การเข้าเทรด เราสามารถตั้ง Pending Order เช่น Buy limit หรือ Sell Limit ไว้ล่วงหน้าครับ เนื่องจากรไม่สามารถเฝ้าหน้าจอได้ตลอด

การทำกำไร

ส่วนสำคัญที่สุดสำหรับระบบเทรดระบบนี้คือ การหาจุดออกครับเพราะว่า Indicator หาจุดออกให้เราแล้ว ปัญหาคือ มันไม่สามารถตั้ง Take Profit ได้เพราะว่า ระยะมันใกล้เกินไปที่กว่ามันจะกลับตัว ขณะที่ Stoploss ก็ตั้งไม่ได้เช่นกัน เพราะการเหวี่ยงแรง บางครั้งก็ทำให้มันชน Stoploss และราคาดีดกลับมานั่นเอง

สิ่งที่เราทำได้คือ การนั่งเทรดและดูจังหวะที่เหมาะสมแล้วปิดออเดอร์ ซึ่งจะยากก็ตรงนี้แหละ การที่จะเทรดได้ดี สิ่งที่ควรระลึกอยู่ในใจคือ

  1. การรู้จักพอประมาณ การกำหนดกำไรที่เหมาะสมในการเทรดไว้ล่วงหน้า
  2. การรู้จักอ่านจังหวะ ไม่โลภ และไม่กลัวในบางเหตุการณ์มากเกินไป

ในการเทรดระบบ เช่นนี้สิ่งที่ต้องฝึกคือ การควบคุมจิตใจไม่ให้โลภและไม่ให้กลัวเกินไป นี่เป็นระบบเทรดมือที่ทรงประสิทธิภาพ แต่ก็ต้องถูกใช้โดยเทรดเดอร์ที่มีฝีมือด้วยเช่นกัน

สรุปสุดท้าย

ระบบเทรดนี้ เป็นการเทรด ในครั้งคราว ซึ่งสัญญาณการเทรดจะไม่ถี่ ดังนั้น การส่งคำสั่งเทรดจะต้องส่งอย่างระมัดระวัง และต้องไม่ใช้อารมณ์ในการเทรด การใช้อารมณ์ในการเทรดเพียง 1 – 2 ครั้งอาจจะส่งผลต่อพอร์ทลงทุนมหาศาล เนื่องจากการตั้ง Stop loss และ Take Profit ที่ทำได้ลำบาก นั่นเอง และเพื่อให้การเทรดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น คุณสามารถใช้ระบบนี้ร่วมกับระบบการเทรดอื่น ๆ ที่เข้ากันได้ เช่น ระบบเทรดที่ให้สัญญาณบ่อย คุณก็ควรจะทำการส่ง Lot เล็ก ขณะที่ระบบเทรดที่ให้สัญญาณช้า คุณก็ควรที่จะให้ Lot พอประมาณ ไม่เล็กและไม่ใหญ่เกินไป

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น


Mix Relative Vigor Index

คะแนนโดย admin

เส้น

Mix Relative Vigor Index

 

 หลังจากเมื่อวานเป็นการผสม Indicator ที่ขัดแย้งกันไปแล้ว วันนี้ผมมาแนะนำอีก Indicator ที่ใช้ในการเทรด Swing ที่เป้นที่นิยม นอกจาก Stochastic อีกตัว โดยมากับะรบบผสม เพื่อหลีกเลี่ยงสัญญาณหลอกกันครับ  Indicator ที่ว่านั่นคือ Relative Vigor Index ซึ่ง Indicator ตัวนี้แม้จะมีประสิทธิภาพ สูง แต่ว่ากลับไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีการตั้งค่าที่ซับซ้อน และสามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างตรงไปตรงา  เราสามารถดูตัวอย่างของระบบเทรดดังต่อไปนี้

รูปที่ 1 แสดง Relative Vigor Index

ในรูปที่ 1 จะเห็น indicator Relative Vigor Index หรือ RVI ซึ่งเป็น indicator ที่บอกการสวิง คล้ายคลึงกับ Stochastic โดยจะปรากฏเส้น 2 เส้น คือสีเขียวและสีแดง เมื่อสีเขียวอยู่สูงกว่าสีแดงเรียกว่า เทรนด์ขาขึ้น ขณะที่สีแดงอยู่สูงกว่าสีเขียว เป็นเทรนด์ขาลง การใช้งานค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ปัญหาคือ สัญญาณหลอกออาจจะเยอะ ซึ่งในบทความนี้จะมีระบบที่สามารถปรับแก้ปัญหาเรื่อง Indicator การอ่านสัญญาณเข้าเทรด ข้อดีและข้อเสียของ Indicator

การตั้งค่า Indicator

ในระบบนี้เราจะยึดการตั้งค่าตามรูปที่ 1 ส่วนของ RVI จะใช้ค่า 10 หรือใช้ค่า 10 วันในการคำนวณ เนื่องจาก RVI เป็น Indicator ที่สามารถเปลี่ยนแปลงเข้าสู่เทรนด์ได้อย่างรวดเร็วและทำให้การเปลี่ยนแปลงเทรนด์นั้นเกิดขึ้นได้บ่อย ทำให้เกิดสัญญาณหลอกในการเทรดบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมเครื่งอมือ Indicator เพื่อลดความผันผวน  โดยแสดงเป็น MACD ในรูปที่ 1 ซึ่งยังใช้กานรตั้งค่าจากระบบเมื่อวาน คือ 10, 25, 3 โดยการใช้ MACD นั้นมีวัตถุประสงค์คือ พยายามกรองสัญญาณหลอกออกจากสัญญาณเทรดที่แท้จริง และเพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้นจะยกตัวอย่างของการส่งคำสั่ง โดยใช้ระบบนี้ ดังรายละเอียดปรากฏในรูปที่ 2

รูปที่ 2 แสดงการใช้งาน indicator

จากรูปที่ 2 จะแสดงให้เห็นถึง จุดสีวงกลมสีเหลือง และจุดสีฟ้าสี่เหลี่ยม ทั้ง  2 จุดได้มีการทำเครื่องหมายระหว่างการเทรด จะเห็นว่า เมื่อเกิดเทรนด์ในวงกลมสีเหลือง มันจะส่งผลให้เกิดทรนด์ชัดเจนในกราฟราคา ขณะที่ สี่เหลี่ยมสีฟ้า จะสร้างกราฟที่มีความผันผวนในกรอบแคบ ๆ ทำให้การเทรดแกว่งตจัวนั้นทำได้ยากมาก ซึ่งภายหลังกรอบสีฟ้า กราฟกลับมาเป็นปรกติดเหมือนเคย เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลาเรามาเริ่มการตั้งเงื่อนไขในการเทรด เพื่อให้ได้กำไร และไม่ต้องเจอกับสัญญาณหลอกกันดีกว่า

การอ่านสัญญาณ

ในการอ่านสัญญาณเทรด ซึ่งสำคัญ คือ การระบุว่า ช่วงนี้ควรเทรดหรือไม่ หรือไม่ควรอย่างไร ตัวอย่างในภาพที่ 2 จะเห็นกราฟ ในกรอบสีฟ้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่บอกว่าสถานการณ์นั้นไม่ควรเทรดเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าจะทำให้การเกิดการแกว่งตัวของราคากระจุดและต้องชนกับ Stop loss ของออเดอร์ที่เราส่งไว้ก่อนหน้านี้ได้ ดังนั้น การอ่านสัญญาณ เราจึงต้องใช้ Stochastic เป็นตัวกรองชั้นแรก ที่กรองชั้นที่ไม่มีความละเดียดสูง เนื่องจากเงื่อนไขที่ระบบตั้งขึ้นคือ แกว่งตัวสูงหรือไม่แกว่งตัวเท่านั้น ใน High lighted สีเหลือง จะเห็นว่า พื้นที่วงกลมสีเหลือง จะมีแท่ง Histogram ของ MACD ที่มีแท่งยาว ดีดออกห่างจากจุด 0 นั่นหมายความว่าตลาดช่วงนั้นเป็นตลาด Side way นั่นเอง และเมื่อตลาดกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เราสามรถใช้ RVI เป็นตัวส่งคำสั่ง เมื่อมันเริ่มตัดกับเส้นสีแดงในคำสั่ง Buy

ขณะที่สัญญาณ Sell ก็สามารถทำได้โดยการทำกระบวนการตรงกันข้าม กับการส่ง Buy ซึ่งเมื่อเราใช้ระบบ นี้ในการเทรด แม้ว่ามันจะดูง่าย ๆ เพราะว่านั่นคือกราฟที่ถูกนำเสนอในอดีต จะเห็นว่าบางจุดของ Histogram ที่สอดคล้องเดียวกันกับ RVI เป็นขาขึ้นนั้น เราจะสามารถตัดสินได้อย่างไรว่ามันจะไปต่อหรือเข้า Side way นั่นเอง เราจะมาดูกันในส่วนของข้อดีข้อเสียที่พบกับระบบที่ใช้ RVI ในการเทรด

ข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี ของระบบเทรด ที่ใช้ RVI คือ มันไม่มีระบบเขตแดนเหมือนกับ Stochastic เมื่อ Stochastic เข้าสู่ จุด Overbought หรือ Oversold มันจะกลับตัว กรณีที่เป็นเทรนด์ใหญ่ มันจะค้างเติ่ง ทำให้เราไม่สามารถหาจังหวะเข้าเทรดได้ แต่ RVI ไม่ใช่เพราะว่า มันไม่มีจุดก้น และ จุดสูงสุด นี่จึงเป็น ข้อดีของ RVI ที่สามรถใช้ได้ดีในช่วงเทรนด์รันยาว และไม่เกิดการเปลี่ยนเทรนดง่าย ๆ

ขณะที่ข้อเสียของ RVI กลับกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เนื่องจาก ระบบ RVI นั้นอ่อนไหวเกินไป จึงทำให้ราคาหรือว่ากราฟของ RVI ไม่นิ่งในช่วงใดช่วงหนึ่ง  แม้เราจะใช้ MACD ในการแก้ไขปัญหาเพื่อมองว่าช่วงนี้  MACD นั้นต่ำไม่ควรไปเล่น แต่ว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านของเทรนด์ที่เกิดขึ้น Histogram ของ MACD ก็มีแท่งขนาดเล็กเช่นกัน

สูตความสำเร็จของระบบนี้ คือ การฝึกชำนาญนั่นเอง ข้อเสียที่กล่าวมาจะไม่สามารถสร้างผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อการเทรดของเทรนดเดอร์ได้

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น