เส้น

Leverage คืออะไร?

Leverage คืออะไร เป็นเรื่องสำคัญที่นักเทรด Forex หน้าใหม่ควรจะทำความรู้จัก ในตอนที่ผู้เขียนได้เริ่มเทรด Forex แรก ๆ นั้น ได้เจอกับคำว่า Leverage เป็นครั้งแรกและไม่เข้าใจ ความหมายของ Leverage ถ้าหากเราแปลตรงตัวแล้ว Leverage หมายถึง คาน ในภาษาไทย แล้วคานมันไปเกี่ยวอะไรกับการเทรด Forex กันหรือ?

ความหมายอย่างเป็นทางการทางการเงินของ Leverage คือ เทคนิคใด ๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับการกู้ยืม มากกว่าการที่จะใช้เงินทุนสุทธิในการซื้อสินทรัพย์ โดยคาดหวังว่า กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่าย (ดอกเบี้ย หรือ ภาษี) จะสูงกว่าต้นทุนการยืม

ถ้าหากจะอธิบายให้ง่ายอีกหน่อยก็คือ  ถ้าหากผมมีเงินอยู่ 100 บาท นำไปซื้อมะนาวลูกละ 20 บาทจะได้ 5 ลูก แต่ว่าผมคิดว่า อย่างไรก็ตามมะนาวน่าจะราคาขึ้นไปอยู่ที่ลูกละ 30 บาท ในวันรุ่งขึ้น ผมจึงยืมเงินพี่ชายไปซื้อมะนาวอีก 100 บาท ทำให้ผมสามารถซื้อมะนาวได้ 10 ลูก นั่นก็คือหลักการ Leverage มันคือการยืมเงินคนอื่นเพื่อมาเพิ่มอำนาจซื้อให้ตัวเอง

Leverage คืออะไร

ภาพที่ 1  Leverage คืออะไร – หลักการของ Leverage

แต่หลักการใช้คืนจะแตกต่างกันนิดหน่อย  กล่าวคือ  ถ้าหากในทางกลับกัน มะนาวราคาลดลงเหลือ 10 บาท เราก็จะขาดทุน 10 บาท x 10 ลูกหรือก็คือ 100 บาท เนื่องจากเรามีเงิน 100 บาท ทำให้ผมไม่สามารถเอาของพี่ชายมาขาดทุนด้วยได้สำหรับการเทรด Forex เพราะว่า คนที่เป็นพี่ชายผมในบทบาทสมมุติก็คือ โบรคเกอร์ โบรคเกอร์จะไม่ยอมขาดทุนตัวเอง มันเลยทำการปิด position ให้เราและบอกว่า เราเงินหมด ขณะที่กรณีของเหตุการณ์จริงบนโลก ถ้าหากมะนาวราคาลดลงเหลือ 5 บาท เงินของพี่ชายที่ผมยืมมาก็จะสูญไปด้วย

 

Leverage ทำงานอย่างไร?

สำหรับตัวอย่างที่เราใช้เพื่อยกตัวอย่างของ Leverage ในโลกของการเงินและโลกของความเป็นจริงนั้นแตกต่างกัน ซึ่งบทความนี้กล่าวถึงเฉพาะโลกของของ Forex โดยในตลาดการเงิน การจะซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจำเป็นจะต้องใช้เงินมหาศาล ตัวอย่างเช่น การที่จะซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ จะต้องใช้เงินโดยประมาณ 31 บาท ถึงจะได้  1 ดอลล่าร์สหรัฐฯ มาไว้ในมือ ถ้าหากเราต้องการจะซื้อเงินปอนด์ของอังกฤษ เราก็จะต้องใช้เงินจำนวน 40 กว่าบาทในการซื้อ และถ้าหากเราต้องการซื้อเงินยูโร เราก็ต้องใช้เงินราว ๆ 35 บาทในการซื้อ ซึ่งเราต้องใช้เงินบาทไทยจำนวนหนึ่งไปแลกกับค่าเงินที่แข็งหรืออ่อนกว่า ในกรณีที่ค่าเงินที่อ่อนกว่าและเป็นที่รู้จักดีก็ได้แก่ เงินเยน (Yen) ของญี่ปุ่น ซึ่ง 1 บาทไทยเท่ากับ 3.5 เยนโดยประมาณ แต่ไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะรวยกว่าประเทศญี่ปุ่นนะครับ ค่าที่น้อยไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย เพราะสิ่งที่ใช้เปรียบเทียบว่าค่าเงินของประเทศไทยแพง นั่นคือ ราคาของสินค้า ซึ่งสินค้าที่เป็นที่รู้จักดีและใช้เปรียบเทียบมูลค่าของสินค้าและอำนาจซื้อระหว่างประเทศก็คือ Big Mac Index โดยการวัดว่า ราคา Hamberger ชื่อ Big Mac นั้นขายราคาแตกต่างกันเพียงใดในแต่ละประเทศ และถูกหรือแพงกว่ากันอย่างไร เพราะสินค้าชนิดเดียวกัน ควรจะมีราคาใกล้เคียงหรือเท่ากันครับ

Leverage คืออะไร

ภาพที่ 2 Leverage คืออะไร – ค่าเงินกับราคา Hamberger

ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ไม่เท่ากันหรอกครับ แล้วทีนี้ในตลาด Forex การที่จะซื้อขายค่าเงินกัน การซื้อขายมันต้องใช้เงินมหาศาล เพราะว่า 1 Lot เท่ากับปริมาณ 100,000 หน่วย เราลองมาดูตัวอย่างของค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯ ก็แล้วกันครับ

ตัวอย่าง ถ้าเราต้องการซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ คือ ทำการซื้อ 1 Lot นั่นเท่ากับเราต้องซื้อ 100,000 USD สหรัฐฯ ครับ แล้วอย่างนั้นใครจะไปมีเงินใช่ไหมครับ เพราะว่ามันเทียบเป็นเงินไทยกว่า 3 ล้านบาทเลยทีเดียว เพราะมันซื้อไม่ได้นี่แหละครับ มันถึงมี Leverage ให้มายืม นั่นคือ เราสามารถยืมเงินจากโบรคเกอร์ซื้อได้ นั่นคือ Leverage สมมุติว่าเราใช้ Leverage เท่ากับ 1 นั่นคือ เราใช้ Margin (การวางเงินเพื่อค้ำประกัน) จำนวน 100,000 USD และถ้าเราใช้ Leverage 2 เท่า เราก็นำจำนวนเท่านี้ไปหาร นั่นก็คือ 100,000 หารด้วย 2 เท่ากับ เราใช้ Margin 50,000 USD และถ้าเราใช้ Leverage 1:500 หรือ ยืมเขามา 500 เท่า นั่นก็คือ 100,000/500 เท่ากับเราใช้ Margin 200 USD นั่นเอง  มันเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อเราส่งคำสั่งค่าเงินจึงทำให้มีคำว่า Margin คือวงเงินค้ำประกันที่ต้องมีขั้นต่ำ

Leverage คืออะไร

ภาพที่ 3 Leverage คืออะไร – ราคาไข่ไก่

เราลองมาดูตัวอย่างจริงของค่าเงิน Forex กันสักหน่อย แต่ก่อนที่จะเข้าไปที่เนื้อหา เรามาอธิบายหลักการค้ากันสักหน่อย  ในการค้าขายทั่วไป ถ้าสมมุติว่า เราค้าขายมะนาว 10 บาท เราก็จะบอกว่า มะนาว 10 บาท เราซื้อไข่ ฟองละ 4 บาทเราก็บอกว่าไข่ฟองละ 4 บาท แต่พอมาพูดถึงเรื่องค่าเงิน ที่เราซื้อ มันกลับมามีเป็น EURUSD  หรือ GBPJPY อะไรทำนองนี้ทำให้เราสับสนกันไปใหญ่  เรามาไขความข้องใจกันตรงนี้ก่อน ครับ

สิ่งที่เรากล่าวมานั้น เรียกว่า Currency Pair หรือ คู่เงิน ซึ่งตัวอย่าง EURUSD หมายความว่า เราต้องใช้เงิน USD (ดอลล่าร์สหรัฐฯ) ไปซื้อเงิน EUR (ยูโร) และจะมีราคาปรากฏ เช่น EURUSD = 1.3579 หมายความว่า ต้องใช้เงินดอลล่าร์ 1.3579 ดอลล่าร์ถึงจะได้เงินมา 1 ยูโร ซึ่งหลายท่านอาจจะงง แต่นี่ก็เป็นแค่การเปิดเผยเงินที่เราใช้ซื้อข้างหลัง ถ้าหากเรามองมุมกลับกันในราคาไข่ ไข่ฟองละ 4 บาท ก็จะสามารถเขียนเป็นคู่เงินดังนี้  ไข่/บาท    หรือ  มะนาว/บาท  มันก็หลักการเดียวกันนั่นแหละครับ ไข่/บาท = 4 ก็คือ ใช้เงิน 4 บาทได้ไข่ 1 ฟองเพียงแต่เราไม่ได้เขียน (Quote) ไว้เท่านั้นเอง

ตัวอย่างการคำนวณ Leverage Forex

เมื่อเราทราบถึงหลักการแล้ว และทราบถึงวิธีการคิดแล้ว เราลองมาคำนวณการซื้อขายค่าเงินจริง ๆ สถานการณ์จริงในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน จากราคาของค่าเงิน EURUSD ในโปรแกรม MT4 กันเลยดีกว่า

Leverage คืออะไร

ภาพที่ 4 Leverage คืออะไร – ตัวอย่างราคา EURUSD

ในภาพ ค่าเงินเท่ากับ 1.13622 (Bid) ซึ่งการที่เราซื้อเงิน EUR เราจะต้องใช้เงิน USD ซื้อเราต้องมีเงินข้างหลังซื้อ หรือถ้าไม่มีก็จะต้องเทียบข้ามค่า โดยการเอา USD เทียบข้ามค่าเงินในการซื้อ นั่นหมายความว่า เงินดอลล่าร์ที่จะต้องใช้ซื้อ EUR เท่ากับ 1.1362 ดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่เมื่อเราซื้อ 1 Lot มันคิดเป็นเงินดอลล่าร์เท่าไหร่ นั่นก็คือ 1.1362 x 100,000 USD หรือ 1 Standard Lot เท่ากับจำนวนเงิน 113,620 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็นเงินไทย 3,522,220 บาท ซึ่งเป็นเงินมหาศาล ถ้าหากเราใช้ Leverage 1:500 เราจะใช้เงินเท่าไหร่ ก็นำ 3,522,200 ตั้งแล้วหารด้วย 500 นั่นคือเรายืมเงิน โบรคเกอร์ 500 เท่านั่นจะเท่ากับเราต้องใช้ Margin หรือเงินอย่างน้อยที่จะคำประกันการซื้อขายคือ 7,044 USD ต่อ 1 Lot แต่ถ้าเราส่ง Lot แค่ 0.1 Lot ไม่ถึง 1 Lot เราก็จะใช้ Margin เพียง 704.4 USD สหรัฐฯ นั่นเองครับ หรือถ้าใครส่ง Lot ที่ 0.01 Lot ก็จะใช้ Margin 70.44 USD ครับ

สำหรับใครที่ยังงง กับวิธีการคำนวณ ไม่เข้าใจที่มาที่ไปของมัน ลองอ่านดูอีกรอบครับผมจะแถมให้นิดหน่อย เกี่ยวกับโบรคเกอร์ เพื่อสร้างความรู้ให้กับเทรดเดอร์ สำหรับใครที่เทรดมานานแล้ว ท่านก็อาจจะทราบดีว่า บางโบรคเกอร์ให้ Leverage สูงถึง 3000 เท่า ลำพังแค่ 500 เท่าก็เยอะแล้ว บางโบรคเกอร์ให้ 300 เท่า บางโบรคเกอร์ให้ 800 เท่า มันหมายความว่าอย่างไร ทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น

Leverage คืออะไร

ภาพที่ 4 Leverage คืออะไร –  ทำไมเขาให้ Leverage เยอะ

นั่นเพราะว่า สิ่งที่เขามุ่งหวังคือ จำนวนลูกค้ารายย่อย เนื่องจากจำนวนเงินของรายย่อยมีไม่มาก การที่จะทำให้พวกลูกค้ารายย่อยสามารถเทรดได้ จึงต้องให้ Leverage เยอะขึ้น ทำให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ โบรคเกอร์บางประเภทยังเทรดสวนกับลูกค้า หมายความว่า ถ้าคุณส่ง Buy เขาก็จะส่ง Sell ทันที เพื่อที่คาดหวังว่า จำนวนเงินที่น้อยนิดของคุณ จะไม่สามารถทนการแกว่งตัวของราคาและไปชน Stop loss หรือไปชนจุด Margin Call เสียก่อน เมื่อคุณชน Margin Call มันคือการโอนเงินมาให้โบรคเกอร์นั่นแหละครับ เขาก็จะได้เงินจำนวนนั้นของคุณไป เพราะเขามีจำนวนเงินที่ใหญ่กว่า ทนการแกว่งตัวของตลาดได้มากกว่า ยิ่งคุณใช้ Leverage ได้เยอะ คุณก็จะยิ่งอยากจะส่ง Lot ใหญ่เพื่อทำกำไรให้ได้เยอะ ๆ เร็ว ๆ และนั่นคือเป้าหมายที่พวกเขาต้องการ ที่อยากจะถีบคุณส่งไปยังดาวอังคารครับ เตรียมตัวได้เลย

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่า Leverage จะไม่มีข้อดี ถ้าหากคุณเทรดได้ดีและเทรดถูกช่วง มันคือความได้เปรียบด้านกำลังซื้อของคุณทำให้คุณสามารถทำกำไรได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยเงินทุนมากนักครับ มันก็ขึ้นอยู่กับความชำนาญและข้อได้เปรียบ ความรู้ของคุณว่ามีมากแค่ไหน

เส้น