Sideway คือ


ในตลาดสินทรัพย์ ถ้าหากเราจะแบ่งการเคลื่อนไหวของราคา เป็น 2 ประเภทได้แก่ เทรนด์และ Side way การเคลื่อนไหวแบบ Side Way คือการเคลื่อนไวที่ราคาเคลื่อนไหวเป็นแนวราบ ซึ่งการจะระบุเทรนดห์ หรือ Side Way ได้จะต้องสามารถอ่านคลื่นได้เสียก่อน คลื่นเป็นองค์ประกอบเล็กในเทรนด์ โดยเทรนด์จะประกอบไปด้วยคลื่น

ถ้าหากเราจะพูดอีกแง่หนึ่ง คือ เทรนด์หน่ะไม่มีหรอก มันเป็นแค่ระดับความชันของกรอบการเคลื่อนไหวของราคา ถ้าหากความชันไม่มีเลยก็คือความชันเป็น 0 และมันเรียกว่า Side Way นั่นเอง

ภาพที่ 1 Side Way คืออะไร? – กรอบ Sideway ใน EURUSD

จากภาพที่ 1 เราได้ทำการตีกรอบ Sideway หรือกรอบราคาแคบ ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่า ราคาเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบสั้น ๆ โดยระดับความชันเป็น 0 กราฟกระจุกกตัวอยู่ในกรอบนี้อยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะเกิดทิศทางเคลื่อนไหวของราคาต่อไป การเคลื่อนไหวของกรอบ Side Way ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในกรอบ Time Frame ใหญ่ มันสามารถเกิด Time Frame ไหนก็ได้

 

พื้นฐานการเทรด Sideways

การเทรดตลาด Sideways เป็นการเทรดที่ได้รับความนิยม เนื่องจากสามารถอ่านลักษณะได้ง่าย แต่สิ่งที่ยากของการเทรด Sideway คือ ตอนนี้มันเป็น Sideways หรือยัง หรือมันจะจบ Sideways เมื่อไหร่ โดย Section นี้เราจะพูดถึงพื้นฐานการเทรด Sideways โดยมีเนื้อหาที่สำคัญดังนี้

  1. เครื่องมือ

การเทรด Sideways จะต้องมีเครื่องมือที่จะบอกว่า ตอนนี้อยู่ใน Sideway หรือไม่ ซึ่งเครื่องมือที่จะใช้บอกว่าตลาดตอนนี้อยู่ในช่วง Sideways หรือไม่คือ เครื่องมือพื้นฐานที่สามารถใช้วัดได้ทุกสินทรัพย์ทางการเงิน ประกอบด้วยเครื่องมือประเภทที่บอกการแกว่งตัวได้แก่ RSI, STOCHASTIC, RVI และอีกหลายตัว แต่ว่าลำพังเครื่องมือเหล่านี้ก็สามารถใช้กการได้เป็นอย่างดี

เราจึงขอยกตัวอย่างเครื่องมือ Stochastic สำหรับการเทรด Sideway ดังต่อไปนี้

ภาพที่ 2 Sideway คืออะไร? – แสดงการเคลื่อนไหวของ Stochastic

การเคลื่อนไหวของ Stochasticในกรอบ Sideways จะมีความ Smooth ขึ้นและลงเป็นไปตามกรอบของ Stochastic ซึ่งมีความเป็นคลื่นชัดเจน ไม่บิดเบี้ยว จึงเรียกว่าการเคลื่อนไหวแบบนี้เป็นการเคลื่อนไหวของ Sideways และถ้าหากว่า เกิดเทรนด์ขึ้น การเคลื่อนไหวของ Stochastic จะผิดรูปร่างและค้างเติ่ง ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ Sideways แต่ว่ากว่าจะรู้ก็อาจจะช้าไปแล้ว

 ภาพที่ 3 Sideway คืออะไร? – ความเพี้ยงของ Stochastic

จากภาพที่ 3 จะเห็นความเพี้ยนของ Stochastic เนื่องจากมีเทรนด์ที่เคลื่อนไหวยาว ทำให้บางจุด Stochastic ค้างเติ่งและไม่ยอมลงมา การเคลื่อนไหวลงเล็กน้อยทำให้เข้าใจคิดว่าเป็นขาลง แม้ว่า Stochastic จะลงแต่ว่าราคาไม่ยอมลงมาด้วย ทำให้ความสอดคล้องของกราฟไม่มี  ในวงกลมที่ 2 ก็เป็นลักษณะเดียวกัน ซึ่งการเคลื่อนไหวแบบนี้เป็นการเคลื่อนไหวแบบเทรนด์ ทำให้ Stochastic ที่ไม่สามารถวัดเทรนด์ได้นั้นลมเหลว และบอกสัญญาณไม่ได้

ตัวอย่างของ RSI

ภาพที่ 4 Sideway คืออะไร? – แสดงการแกว่งตัวของ RSI

สำหรับการใช้ RSI ในการดูจุดเข้าเทรดของราคาก็สามารถทำได้ โดยการตั้งค่า RSI ใหม่ให้เข้ากับการเคลื่อนไหวของราคา ดังตัวอย่างในภาพ ใช้ค่า RSI 4 ซึ่งมีการกำหนดจุด Overbought และ Oversold ในการเข้าเทรด ในภาพมี Level Overbought และ Oversold กำหนดไว้คือ ระดับ 30 และ ระดับ 70 ซึ่งเราสามารถปรับได้ การปรับระดับ Overbought และ Oversold หมายความว่า สัญญาณเทรดจะถี่น้อยลง ซึ่งความถี่น้อยลงทำให้ความแม่นยำมากขึ้น

อย่างไรก็ตามข้อจำกัดของการใช้ RSI มีมากกว่าการใช้ Stochastic คือ เราไม่รู้เลยว่า RSI จะกลับตัวเมื่อไหร่ เนื่องจากความผันผวนที่สูงของกราฟทำให้การกระดิกตัวเพียงนิดเดียวของกราฟทำให้ RSI กระเพื่อมแรงมาก การซ้อนกันของ RSI ก็ไม่สามารถใช้ได้ ซึ่งทำให้นี่เป็นข้อจำกัดที่แก้ไขยากพอสมควร

  1. การกำหนดจุดเข้า

การกำหนดจุดเข้าเทรดใน Side Way นั้นทำได้ไม่ยาก สามารถตีกรอบราคาขึ้นมาแล้วทำการตั้ง ออเดอร์พร้อมกับ Stop loss โดยใช้คำสั่ง Buy Limit และ Sell Limit ออเดอร์ หรือทำการเทรดเมื่อ Stochastic กลับตัวดังภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 5 Sideway คืออะไร? – จุดเข้าของ Stochastic

จากรูปที่ 4 จะเห็นว่า จุดเข้า คือ จุดที่สีฟ้า สูงกว่า เส้นสีแดง ในตลาด Sideway เป็นจุดที่แสดงจุดกลับตัวแล้ว เพราะว่าถ้าหากเราเข้าเทรดจุดที่มันต่ำกว่า Oversold จะทำให้การเคลื่อนไหวอาจจะไปต่อได้ ทำให้เราเข้าเทรดแล้วชน Stop loss แม้มันจะกลับตัวจริง การเทรดจุดที่มันกลับตัวไปแล้วทำให้ Risk Reward สูงกว่า เพราะว่า ความผันผวนที่มันจะกลับลงมามีโอกาสน้อย  การเทรดในฝั่ง Sell ตรงกันข้าม ก็ทำตรงกันข้ามกันโดยและใช้หลักการเดียวกัน

ตัวอย่างของการเทรด โดยใช้ RVI ในการกำหนดจุดเข้าเทรด โดยการใช้การตัดกันของเส้นสองเส้น เช่น เดียวกับ Stochastic ที่อาศัยการตัดกันของเส้น 2 เส้น แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ เส้น RVI ไม่ได้วัดเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้ความลึกของ RVI นั้นแตกต่างกัน

ภาพที่ 6 Sideway คืออะไร? –  RVI กับ Sideway

จากตัวอย่างในภาพที่ 6 จะพบว่า มีวงกลมสีแดง ซึ่งเกิดการตัดกันที่สูงกว่าแนวอื่น ๆ นั่นหมายความว่า สัญญาณนั้นไม่ใช่สัญญาณที่ดีในการเข้า แม้ว่าราคาจะเหมาะสมก็ตาม เพราะว่าความเสี่ยงอาจจะสูงกว่าจุดอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือตัวอย่างของการกำหนดจุดเข้าเทรดในกราฟ Sideway

  1. Risk: Reward

ข้อดีของการเทรด Sideway คือ Risk Reward ที่ดีมาก เนื่องจาก เรารู้ระยะที่แน่นอนในการเทรด ทำให้ Risk : Reward นั้นดีมาก เพราะว่าเข้าโดยจุดที่ความเสี่ยงต่ำทำให้ผลตอบแทนนั้นสูง อย่างไรก็ตาม การเทรด Sideway นั้นมีข้อจำกัดที่สำคัญ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับการเทรดโดยใช้เทรนด์ คือ ช่วงต้นและช่วงปลายเทรนด์เราไม่สามารถทราบได้เลยว่ามันจะเปลี่ยนเทรนด์หรือจบเทรนด์ตอนไหน ทำให้บางจังหวะเราอาจจะต้องเจอกับการผิดทางที่ยาวนาน ซึ่งวิธีแก้ไขนั้นก็สามารถทำได้ง่าย ๆ โดยการตั้ง Stop loss

 

ตลาด Sideways บอกอะไรคุณบ้าง

ในตลาด Sideways สามารถบอกเราได้ว่า กราฟจะหยุดการเคลื่อนไหวตามทิศทาง หลังจากมีเทรนด์มานาน การที่เทรนด์หยุดชะงักนั้นเป็นไปได้ 2 เหตุผล คือ หยุดเพื่อสะสมกำลังแล้วไปต่อ กับ หยุดเพื่อกลับทิศทาง ทิศทางของเทรนด์และระยะทางนั้นมีผลต่อ Sideway มาก ๆ ถ้าหากว่า Sideway นั้นกินระยะเวลายิ่งยาวนาน ระยะทางที่เทรนด์เคลื่อนไหวยิ่งมีระยะทางที่ยาวกว่า การเคลื่อนไหวของเทรนด์นั้นยิ่งรุนแรง ซึ่งเครื่องมือที่กำหนดการเคลื่อนไหวของเทรนด์ได้ดีตัวหนึ่งคือ Bollinger Band

ด้วยลักษณะของ Bollinger Band ที่เป็นการบอกความผันผวนของการเคลื่อนไหวของราคา ทำให้การเคลื่อนไหว Sideway นนนั้นเป็นการกระจุกตัวของราคา เมื่อราคาเกิดการกระจุกตัว ทำให้การผันผวนของราคานั้นลดลง และลดการแกว่งตัว โดยการที่เราจะตรวจหาความผันผวนของราคาสามารถหาได้จาก Bollinger Band จากภาพต่อไปนี้

ภาพที่ 7 Sideway คืออะไร – การเคลื่อนไหวของ Trend และ Sideway

จากลักษณะของกราฟในช่วง สี่เหลี่ยมสีเหลืองจะเห็นว่า Bollinger Band นั้นตีกรอบแคบและผมได้ทำการตีเส้นกรอบราคา Price Range ไว้ซึ่งถ้าหากเราเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวกับกรอบช่วงวงกลมสีน้ำเงิน จะเห็นว่ามันแตกต่างกันอย่างมาก เนื่องจากเทรนด์ในกรอบวงกลมสีน้ำเงินเคลื่อนไหวรุนแรงแล้วหยุดในกรอบสีเหลือง ซึ่งเป็นเทรนด์ Sideway และหลังจากนั้น กราฟก็ลงต่อ หลังจากกรอบสี่เหลี่ยมสีเหลือง ซึ่งความแรงของการลงมาจากแรงส่งของการพักฐาน Side ในช่วงก่อนหน้านั่นเอง

 

ทีมงาน : www.thaibrokerforex.com

เส้น